เข้าสู่ระบบประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกล
หลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา “เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ” “ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด” เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ “มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง” อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร “หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง” มู่ชางขมวดคิ้ว “แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ” “ข้ายังตอบไม่ได้” อวิ๋นจงกล่าวตามตรง “แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้นแท่นดังกล่าวก็ถูกปิดตายและไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปอีก” หลินซีเหยาหันมองเฟิงอ้าวเทียน “ถ้าแท่นนั้นตอบสนองต่อสายเลือดของเจ้า เราอาจพบคำตอบเกี่ยวกับพลังสีแดงได้” “หรืออาจพบอันตรายที่เรายังไม่เข้าใจ” เฟิงอ้าวเทียนกล่าว “แต่ไม่ว่าอย่างไร เราต้องไปดูด้วยตาตัวเอง” ซูเหวินเก็บอุปกรณ์ที่เหลือ ขณะที่มู่ชางตรวจสอบอาวุธก่อนออกเดินทาง ทุกคนรู้ดีว่าหลังเหตุการณ์ในหุบเขา สถานการณ์ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พวกเขามุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่เมืองใหญ่ ระหว่างทาง เฟิงอ้าวเทียนพยายามควบคุมพลังทั้งสองสายตามที่ได้เรียนรู้ แต่ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ทิศทางของนครหลวง ลวดลายสีแดงเหนือหัวใจก็จะส่องประกายแรงขึ้น เมื่อเดินทางผ่านสันเขาสุดท้าย กำแพงเมืองสูงตระหง่านก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือหอคอย ทว่าบรรยากาศรอบเมืองกลับผิดปกติ ทหารจำนวนมากประจำการอยู่บนกำแพง ประตูเมืองปิดสนิท และม่านแสงสีทองจาง ๆ ปกคลุมพื้นที่เหนือกำแพงเป็นวงกว้าง มู่ชางชะลอฝีเท้า “นครหลวงกำลังป้องกันบางสิ่ง” อวิ๋นจงยกแผ่นหยกขึ้นตรวจสอบ แสงบนผิวหยกกะพริบถี่ขึ้นทันทีที่หันไปทางเมือง “ไม่ใช่เพียงการป้องกันจากศัตรูภายนอก ม่านแสงนี้มีรูปแบบเดียวกับพลังที่เราเห็นในหุบเขา เพียงแต่มีพลังมังกรทองเป็นแกนกลาง” เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกได้เช่นกัน พลังในร่างของเขาตอบรับกับม่านแสงจนเกิดเสียงสั่นสะเทือนเบา ๆ ภายในอก ก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าใกล้ ประตูเมืองก็เปิดออกอย่างกะทันหัน ทหารในชุดเกราะสีทองเดินออกมาเป็นสองแถว ตามด้วยชายวัยกลางคนในชุดคลุมปักลายมังกร เขามีท่าทางสุขุม แต่แววตาแฝงความเร่งรีบอย่างเห็นได้ชัด เมื่อชายผู้นั้นมองเห็นเฟิงอ้าวเทียน เขาก็หยุดเดินทันที “ท่านคือเฟิงอ้าวเทียนใช่หรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบในทันที “ท่านเป็นใคร และเหตุใดจึงรู้จักชื่อข้า” ชายวัยกลางคนประสานมือคำนับ “ข้าชื่อหลัวจิ้ง เป็นผู้ดูแลหอพิทักษ์ราชวงศ์ ข้าได้รับคำสั่งให้ออกมาตามหาผู้ที่มีสายเลือดมังกรตอบสนองต่อแท่นบัลลังก์” เขาเงยหน้าขึ้นมองเฟิงอ้าวเทียนอีกครั้ง “เมื่อครู่แท่นบัลลังก์มังกรส่องแสงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี และแสงนั้นกำลังเรียกหาท่าน” คำพูดดังกล่าวทำให้ทุกคนหันมองหน้ากัน หลินซีเหยาก้าวมาข้างหน้า “มีใครเข้าไปใกล้แท่นบัลลังก์ก่อนเกิดเหตุการณ์หรือไม่” หลัวจิ้งส่ายหน้า “แท่นถูกปิดอยู่ภายในเขตพระราชฐาน ไม่มีผู้ใดเข้าไปได้ แต่หลังจากแสงปรากฏ พื้นพระราชฐานก็เริ่มสั่นสะเทือนและมีเสียงคำรามดังออกมาจากใต้ดิน” เฟิงอ้าวเทียนกำมือแน่น เสียงคำรามที่ชายผู้นี้กล่าวถึงทำให้เขานึกถึงมังกรดำใต้ภูเขาทันที “มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่” “มีทหารเฝ้าประตูห้องใต้ดินหลายคนถูกแรงกระแทกซัดจนหมดสติ แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือรูปสลักมังกรทองในพระราชฐานเริ่มมีรอยร้าว และไม่มีใครสามารถเข้าใกล้แท่นได้โดยไม่ถูกพลังผลักออกมา” หลินซีเหยาหันมองเฟิงอ้าวเทียน “ดูเหมือนว่าเราจะไม่มีเวลาพัก” เขาพยักหน้า “นำทางไป” หลัวจิ้งพาพวกเขาผ่านประตูเมืองและมุ่งตรงสู่เขตพระราชฐาน ระหว่างทาง เฟิงอ้าวเทียนสังเกตเห็นทหารจำนวนมากกำลังช่วยกันอพยพผู้คนออกจากอาคารใกล้กำแพงชั้นใน บนพื้นหินมีรอยแตกร้าวเป็นเส้นยาว และบางจุดมีแสงสีทองลอดออกมาจากใต้ดิน ยิ่งเข้าใกล้พระราชฐาน พลังในร่างของเขาก็ยิ่งตอบสนองรุนแรงขึ้น ทันใดนั้น เสียงระฆังดังขึ้นจากหอคอยกลางเมืองสามครั้งติดกัน เหล่าทหารหยุดชะงักพร้อมกัน ก่อนคุกเข่าลงกับพื้นราวกับได้รับคำสั่งที่มองไม่เห็น หลัวจิ้งหน้าซีดลง “ระฆังบัลลังก์...มันดังขึ้นเองอีกแล้ว” เสียงระฆังครั้งที่สี่ดังตามมา แรงกดดันมหาศาลแผ่จากใจกลางพระราชฐาน พื้นดินใต้เท้าของเฟิงอ้าวเทียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องประกายจนทะลุผ่านเสื้อผ้า ขณะที่เกล็ดสีทองตามแขนปรากฏขึ้นทีละชิ้น ทหารบางคนเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “มังกร!” เงามังกรทองขนาดมหึมาปรากฏเหนือพระราชฐาน ลำตัวของมันทอดยาวข้ามหลังคาตำหนัก แต่แทนที่จะมีรูปร่างสมบูรณ์ เงานั้นกลับขาดหายไปตรงกลางอก ราวกับแก่นพลังส่วนสำคัญถูกดึงออกไป เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก เขาทรุดลงเล็กน้อย หลินซีเหยารีบจับแขนของเขาไว้ “อ้าวเทียน!” “ข้าไม่เป็นไร” เขาฝืนยืนขึ้น ดวงตาจับจ้องเงามังกรเหนือพระราชฐาน “มันไม่ได้เรียกข้าเพียงเพื่อเปิดแท่นบัลลังก์” เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเศร้าสร้อยที่แฝงอยู่ในพลังนั้น คล้ายกับเสียงสะท้อนจากสิ่งมีชีวิตที่สูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเองไปนานแสนนาน เงามังกรทองก้มศีรษะลงมองเขา ก่อนส่งเสียงที่ดังสะท้อนเข้าไปในจิตใจ “ทายาท...จงนำหัวใจที่หายไปกลับคืนสู่บัลลังก์” เสียงนั้นทำให้ลวดลายสีแดงบนหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนสว่างวาบ ในเวลาเดียวกัน เสียงคำรามอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากใต้พระราชฐาน เงามังกรดำปรากฏเพียงชั่วขณะบนพื้นหิน ก่อนพุ่งผ่านรอยแตกร้าวลงสู่ส่วนลึกของพระราชวัง แสงสีทองเหนือเมืองสั่นไหวอย่างรุนแรง หลัวจิ้งตะโกนสั่งให้ทหารถอยออกจากบริเวณนั้น ขณะที่อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยก แต่สัญลักษณ์ทั้งหมดบนผิวหยกกลับดับลงพร้อมกัน “พลังจากใต้ดินกำลังแทรกเข้าไปในแท่นบัลลังก์!” อวิ๋นจงร้องเตือน “ถ้ามันยึดแกนกลางได้ ม่านป้องกันของนครหลวงจะพังลงทั้งหมด!” เฟิงอ้าวเทียนหันไปหาหลินซีเหยา “เราต้องลงไปที่แท่นบัลลังก์” นางพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ข้าจะไปกับเจ้า แต่เราต้องหาทางแยกพลังที่กำลังแทรกเข้ามาออกจากแกนกลางก่อน ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจถูกดึงเข้าไปในพลังของมังกรดำอีกครั้ง” “ข้าจะไม่ปล่อยให้มันควบคุมข้า” เฟิงอ้าวเทียนมองแสงสีทองที่กำลังริบหรี่เหนือพระราชฐาน “และข้าจะไม่ยอมให้มันใช้หัวใจของมังกรทองทำลายเมืองนี้” ทั้งสองเร่งฝีเท้าตามหลัวจิ้งไปยังทางลงใต้ดิน เบื้องหลังพวกเขา เสียงระฆังบัลลังก์ดังขึ้นเป็นครั้งที่ห้า คราวนี้เสียงระฆังไม่ได้ดังก้องอยู่เพียงในนครหลวง มันแผ่ขยายไปทั่วอาณาจักรเฟิงหลง ไกลออกไปตามแนวเทือกเขา มังกรทองที่สลักอยู่บนยอดวิหารโบราณเริ่มขยับปีก ส่วนรูปสลักมังกรตามป้อมปราการเก่าแก่ก็ปรากฏรอยแสงสีแดงขึ้นพร้อมกัน เหนือบัลลังก์ใต้ดิน เงามังกรดำค่อย ๆ เลื้อยพันรอบแท่นหิน ขณะที่แก่นแสงสีทองตรงกลางแท่นเริ่มถูกกลืนกินทีละน้อย เสียงของมันดังขึ้นท่ามกลางความมืด “ในที่สุด...ประตูก็เปิดออกจากอีกฟากหนึ่งแล้ว” และคราวนี้ สิ่งที่กำลังตื่นขึ้นไม่ได้อยู่ใต้ภูเขาเพียงแห่งเดียวอีกต่อไปเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







