Se connecterรอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้
เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันกัน เส้นหนึ่งเป็นสีทอง อีกเส้นเป็นสีแดง ส่วนเส้นสุดท้ายเกือบโปร่งใส ราวกับถูกบางสิ่งดึงพลังออกไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย เฟิงอ้าวเทียนก้าวเข้าไปใกล้ พลังมังกรทองในร่างตอบสนองทันที ขณะที่ลวดลายสีแดงเหนือหัวใจเริ่มร้อนขึ้น “เส้นสีทองตอบรับสายเลือดมังกรของข้า ส่วนเส้นสีแดงเชื่อมกับต้นกำเนิดที่อยู่ในร่างข้า” หลินซีเหยาพยักหน้า ก่อนจะมองเส้นที่สามอย่างตั้งใจ “แล้วเส้นสุดท้ายล่ะ” อวิ๋นจงขมวดคิ้ว “ในบันทึกโบราณเรียกมันว่าเส้นสมดุล แต่ไม่มีรายละเอียดว่าต้องใช้พลังชนิดใดกระตุ้น” “ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ควรเดา” หลินซีเหยาคุกเข่าลงข้างฐานหิน นางใช้พลังของตนแตะลงบนอักขระโปร่งใสอย่างระมัดระวัง แสงสีฟ้าอ่อนแผ่กระจายไปตามเส้นหิน ก่อนหยุดลงตรงจุดที่อักขระทั้งสามบรรจบกัน ทันใดนั้น ภาพสัญลักษณ์หนึ่งปรากฏขึ้นเหนือฐานหิน มันเป็นรูปมังกรสองตัวหันหน้าเข้าหากัน โดยมีวงกลมเล็กอยู่ตรงกลาง หลินซีเหยาหรี่ตามอง “เส้นสมดุลไม่ได้ต้องการพลังที่แข็งแกร่งกว่า แต่ต้องการพลังที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดต่อต้านกัน” เฟิงอ้าวเทียนเข้าใจความหมายของนางทันที “ข้าต้องประคองพลังทองและแดงให้ไหลไปพร้อมกัน โดยไม่ให้ฝ่ายใดกลืนกินอีกฝ่าย” “ใช่ แต่ถ้าเจ้าพลาด พลังทั้งสองอาจระเบิดออกจากแก่นมังกรโดยตรง” นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “ข้าจะช่วยประคองเส้นสมดุล เจ้ามีหน้าที่ควบคุมพลังในร่าง อย่าพยายามรับทุกอย่างไว้คนเดียว” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าจะเชื่อใจเจ้า” หลินซีเหยอสูดลมหายใจลึก ก่อนวางฝ่ามือทั้งสองลงบนฐานหิน พลังสีฟ้าอ่อนของนางไหลเข้าสู่เส้นสมดุล ขณะเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่หน้าเสาหินและปลดปล่อยพลังมังกรทองออกจากร่าง แสงสีทองพุ่งลงสู่เส้นอักขระด้านซ้าย ทันทีที่พลังสีแดงถูกเรียกออกมา เสียงคำรามจากใต้ภูเขาก็ดังสนั่น เงามังกรดำปรากฏขึ้นอีกครั้งเหนือรอยแยก ดวงตาสีแดงจับจ้องเฟิงอ้าวเทียนอย่างไม่วางตา “หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงของมันกดทับลงมาราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังถล่ม “หากเจ้าทำให้ต้นกำเนิดทั้งสองสมดุล ผนึกจะไม่สามารถกักข้าไว้ได้อีก!” คำเตือนนั้นทำให้ทุกคนชะงักไปชั่วขณะ เฟิงอ้าวเทียนกลับไม่ถอนพลัง เขาจ้องมังกรดำตรงหน้าอย่างเยือกเย็น “เจ้าบอกเองว่าผนึกกำลังจะพัง หากข้าไม่ทำอะไร โลกนี้ก็จะเผชิญกับสิ่งที่อยู่หลังรอยแยก แล้วเจ้าคิดว่าการปล่อยให้มันออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าจริงหรือ” มังกรดำเงียบไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนคำรามตอบ “เจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังทำ!” “เช่นนั้นก็หยุดข้าเสีย หากเจ้ามีความสามารถพอ” เฟิงอ้าวเทียนผลักพลังสีแดงออกจากแก่นมังกรทองอย่างช้า ๆ พลังทั้งสองสายพุ่งลงสู่เสาหินพร้อมกัน แสงสีทองและแดงปะทะกันอย่างรุนแรงจนแท่นหินสั่นสะเทือน หลินซีเหยากัดฟันประคองเส้นสมดุลไม่ให้ขาด แม้พลังสะท้อนจะทำให้เลือดไหลจากปลายนิ้วของนาง “อ้าวเทียน อย่าเร่งพลังทองขึ้นไปอีก!” นางตะโกนเตือน “พลังแดงกำลังไหลตามหลังมัน หากเจ้าดึงพลังทองมากเกินไป เส้นสมดุลจะรับไม่ไหว!” เฟิงอ้าวเทียนลดแรงกดดันลงทันที เขาปรับการไหลเวียนของพลังมังกรทองให้ช้าลง แล้วเปิดทางให้พลังสีแดงเคลื่อนผ่านโดยไม่บังคับมัน ในวินาทีนั้น ภาพความทรงจำจากอดีตพลันปรากฏขึ้นในจิตใจของเขาอีกครั้ง มังกรทองผู้ยิ่งใหญ่ยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบ ร่างของมันเต็มไปด้วยบาดแผล ส่วนมังกรดำตรงหน้าถูกโซ่ทองพันธนาการไว้ แต่สิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนหยุดหายใจไม่ใช่ภาพการต่อสู้ หากเป็นการกระทำของมังกรทอง ก่อนที่ผนึกจะปิดลง มังกรทองได้ยื่นกรงเล็บแตะหน้าผากมังกรดำ ราวกับกำลังฝากบางสิ่งไว้ให้ เสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ “หากวันหนึ่งต้นกำเนิดกลับมารวมกัน จงเลือกด้วยหัวใจของเจ้าเอง อย่าให้ความแค้นของบรรพชนเป็นผู้ตัดสินชะตาของผู้สืบทอด” ภาพนั้นดับลงอย่างฉับพลัน เฟิงอ้าวเทียนเบิกตาขึ้น เขาเริ่มเข้าใจว่าพลังสีแดงอาจไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายมังกรทอง และการผนึกมังกรดำอาจซับซ้อนกว่าการต่อสู้ระหว่างศัตรูสองฝ่าย แต่เขาไม่มีเวลาค้นหาคำตอบทั้งหมด “ซีเหยา อีกนิดเดียว!” เขาส่งพลังทั้งสองสายเข้าสู่เส้นสมดุลพร้อมกัน หลินซีเหยากำมือแน่น พลังสีฟ้าอ่อนของนางแผ่เป็นวงกว้างและเชื่อมเส้นอักขระทั้งสามเข้าด้วยกัน แสงจากเสาหินต้นสุดท้ายพลันสว่างจ้า วงแหวนสีทองปรากฏขึ้นเหนือแท่นหิน ก่อนหมุนรอบเสาหินอย่างรวดเร็ว แรงสั่นสะเทือนที่เคยทำลายภูเขาค่อย ๆ ลดลง รอยแยกบนท้องฟ้าหยุดขยายตัว และเงามหึมาที่อยู่เบื้องหลังก็ถูกแรงดึงกลับไปยังความมืด มังกรดำคำรามด้วยความโกรธ มันพุ่งตัวเข้าชนเขตแดนจนเกิดคลื่นพลังสีแดงแผ่กระจายไปทั่วหุบเขา “พวกเจ้าไม่มีวันหยุดยั้งชะตานี้ได้!” โซ่ทองที่เหลืออยู่รอบร่างของมันขาดลงอีกสองเส้น แต่แทนที่จะหลุดออกมาทั้งหมด รอยผนึกใหม่กลับปรากฏขึ้นบนเกล็ดสีดำของมัน แสงสีทองพุ่งขึ้นจากเสาหินและกลายเป็นวงแหวนขนาดมหึมาครอบคลุมยอดเขา เสียงระเบิดดังสนั่น ก่อนทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ เมื่อเฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้น เขาพบว่ารอยแยกบนท้องฟ้าหดตัวลงจนเหลือเพียงเส้นบาง ๆ เสาหินต้นสุดท้ายยังคงตั้งอยู่ แม้แสงจะอ่อนลง แต่ก็ไม่ดับสนิทอีกต่อไป หลินซีเหยาทรุดตัวลงข้างฐานหิน เฟิงอ้าวเทียนรีบเข้าไปประคองนางไว้ “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ยังไม่ตาย” นางตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนแรง “แต่ถ้าเจ้าถามช้ากว่านี้อีกนิด ข้าอาจเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่น” เฟิงอ้าวเทียนหลุดหัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเหนื่อยล้า เขาช่วยตรวจดูบาดแผลบนมือของนาง ก่อนใช้พลังมังกรทองห่อหุ้มแผลไว้เพื่อหยุดเลือด “คราวหน้าอย่าเอาตัวเองมารับแรงสะท้อนแทนข้า” “ถ้าเจ้าไม่คิดจะรับทุกอย่างไว้คนเดียว ข้าก็ไม่ต้องทำเช่นนั้น” คำตอบของนางทำให้เขานิ่งไป ก่อนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ตกลง ต่อไปเราจะตัดสินใจร่วมกัน” อวิ๋นจงเดินเข้ามาพร้อมแผ่นหยกที่กลับมาสงบนิ่ง ทว่าบนผิวหยกมีอักขระใหม่เพิ่มขึ้นหนึ่งบรรทัด เขาอ่านมันอย่างระมัดระวัง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป “ผนึกไม่ได้ถูกซ่อมกลับคืนทั้งหมด เราเพียงหยุดการพังทลายไว้ชั่วคราว” มู่ชางหันมามอง “หมายความว่ามังกรดำยังออกมาได้หรือ” “ยังไม่ใช่ในตอนนี้ แต่การเชื่อมต่อระหว่างต้นกำเนิดทั้งสองได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผนึกไปแล้ว” อวิ๋นจงยกแผ่นหยกให้ทุกคนดู “อักขระนี้ระบุว่า เมื่อสายเลือดผู้สืบทอดตื่นขึ้นครบถ้วน ประตูบรรพกาลจะเปิดอีกครั้ง และครั้งต่อไปอาจไม่มีเสาหินใดเหลือพอจะปิดมัน” เฟิงอ้าวเทียนมองลวดลายเหนือหัวใจของตนเอง เส้นสีแดงยังคงอยู่ แต่ไม่ได้เผาไหม้ร่างกายอย่างก่อนหน้าอีกแล้ว พลังทั้งสองสายเริ่มหมุนเวียนอยู่ในแก่นมังกรเดียวกัน แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านกันอย่างรุนแรง เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ตรงกันข้าม เขากลับรับรู้ถึงภาระที่ใหญ่กว่าเดิม หากต้นกำเนิดทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของพลังเดียวกัน การเลือกใช้พลังนั้นย่อมส่งผลต่อสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ใต้ภูเขา และหากเขาต้องการปกป้องอาณาจักร เขาจะต้องเข้าใจมันให้มากพอที่จะไม่ทำลายทุกสิ่งด้วยมือของตนเอง หลินซีเหยาลุกขึ้นยืน แม้ยังมีอาการอ่อนแรง แต่นางก็หันไปมองท้องฟ้าที่กลับมาสงบลง “เราไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปได้ เขตแดนยังไม่มั่นคง และสิ่งที่อยู่หลังรอยแยกก็รับรู้การมีอยู่ของพวกเราแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนมองไปทางทิศตะวันออก ที่ซึ่งแสงสีแดงยังส่องลอดผ่านแนวเมฆ “เราจะกลับไปเตรียมตัว แล้วหาทางควบคุมพลังทั้งสองให้สมบูรณ์ ก่อนที่ประตูจะเปิดอีกครั้ง” เขาหันกลับมามองทุกคน “ครั้งหน้า เราจะไม่มาเพื่อประคองผนึกเพียงอย่างเดียว แต่จะเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจตามออกมา” อวิ๋นจงเก็บแผ่นหยกลงอย่างระมัดระวัง มู่ชางกับซูเหวินต่างพยักหน้ารับ ไม่มีใครคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาออกจากหุบเขา เสาหินต้นสุดท้ายยังคงส่องแสงอยู่เบื้องหลัง แต่ลึกลงไปใต้ภูเขา มังกรดำได้ก้มศีรษะลงมองรอยผนึกใหม่บนร่างของตน มันไม่ได้คำรามด้วยความโกรธอีกต่อไป กลับมีรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมัน “ในที่สุด...เจ้าก็เริ่มเลือกด้วยตัวเองแล้ว” เสียงนั้นจมหายไปในความมืด เหนือภูเขา แสงสีทองเส้นหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนแตกออกเป็นประกายเล็ก ๆ แล้วลอยไปทางอาณาจักรเฟิงหลง เฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินและเงยหน้ามองประกายแสงนั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงเรียกจากสายเลือดมังกรที่อยู่ไกลออกไป ไม่ใช่เสียงเตือนจากผนึก แต่เป็นการตอบรับจากบางสิ่งที่รอคอยการกลับมาของเขามานาน การเดินทางครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น และคราวนี้ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับชะตาของสายเลือดมังกรด้วยการตัดสินใจของตนเองเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







