เข้าสู่ระบบอวิ๋นฮุยยืนอยู่กลางลานด้านเหนือของป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปยังแนวเขาไกลออกไป ปีกซ้ายของมันยังมีรอยแผล แต่สามารถขยับได้มากกว่าเมื่อสองวันก่อน
หลินซีเหยาถือถาดสมุนไพรเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นมันยืนเหม่ออยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ “หากเจ้ายังยืนมองภูเขาเช่นนี้ต่อไป ข้าคงต้องให้ไป๋เหวินมาตรวจอีกครั้งว่าเจ้าเบื่อการพักรักษาจนเริ่มคิดจะบินหนีแล้วหรือไม่” อวิ๋นฮุยหันมามองนาง ก่อนสะบัดหางเบา ๆ “อย่าทำเป็นไม่เข้าใจ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากกลับไปที่นั่น แต่ปีกของเจ้ายังไม่พร้อม” มันก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนใช้ปลายกรงเล็บแตะพื้นสองครั้ง หลินซีเหยาวางถาดลงบนม้านั่งข้างลาน “มีอะไรหรือ?” อวิ๋นฮุยหันกลับไปทางประตูป้อม ดวงตาสีอำพันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เพียงครู่เดียว เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยก็ดังขึ้น ทหารเวรวิ่งเข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ “แม่นางหลิน มีผู้มาเยือนอยู่หน้าประตูป้อมขอรับ!” หลินซีเหยาขมวดคิ้ว “เป็นใคร?” “ไม่ทราบขอรับ เขาสวมเสื้อคลุมสีเทาและยืนยันว่าต้องการพบผู้ที่ช่วยมังกรเกล็ดสีเทา แต่เขาไม่ยอมบอกชื่อ อีกทั้งยังปฏิเสธที่จะเข้าไปในป้อม” อวิ๋นฮุยส่งเสียงต่ำในลำคอทันที หลินซีเหยาหันไปมองมัน “เจ้ารู้จักคนผู้นั้นหรือ?” มังกรเกล็ดสีเทาไม่ได้ตอบ แต่ปีกขวาของมันกางออกเล็กน้อย ร่างกายตั้งท่าราวกับกำลังระวังภัย หลินซีเหยาจึงไม่รีบเดินออกไปเพียงลำพัง นางให้ทหารส่งข่าวไปยังห้องทำงานของเฟิงอ้าวเทียน ก่อนยืนรออยู่ในลาน ไม่นานนัก เฟิงอ้าวเทียนก็มาถึงพร้อมมู่ชาง “เกิดอะไรขึ้น?” หลินซีเหยาเล่าเรื่องผู้มาเยือนให้ฟังโดยย่อ เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองอวิ๋นฮุย ก่อนกล่าวว่า “ถ้ามันแสดงท่าทีเช่นนี้ ผู้มาเยือนคนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับหุบเขาที่เราเห็นในภาพ แต่เรายังไม่ควรสรุปว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู” มู่ชางพยักหน้า “ข้าจะนำทหารไปตรวจดูประตูป้อมก่อน” “ไม่ต้องพาทหารออกไปมาก” เฟิงอ้าวเทียนสั่ง “ให้เปิดประตูชั้นนอกไว้เพียงพอสำหรับสนทนา และรักษาระยะห่างจนกว่าเราจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร” หลินซีเหยาหันมามองเขา “ข้าจะไปด้วยค่ะ” “ได้ แต่หากเกิดความผิดปกติ เราจะถอยกลับทันที” “ตกลงค่ะ” ทั้งสามจึงเดินไปยังประตูป้อม โดยมีทหารคุ้มกันอยู่ด้านหลัง ชายเสื้อคลุมสีเทายืนอยู่ด้านนอกประตูจริงดังที่ทหารรายงาน เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหมวกคลุมศีรษะ เสื้อผ้าเก่าจากการเดินทาง และมีถุงผ้าขนาดเล็กห้อยอยู่ข้างเอว เมื่อเห็นเฟิงอ้าวเทียน เขาก็ยกมือคารวะอย่างเรียบง่าย ไม่ได้คุกเข่าหรือแสดงท่าทีหวาดกลัวต่อฐานะของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ข้ามาที่นี่เพื่อพบมังกรเกล็ดสีเทาที่พวกท่านช่วยไว้” เฟิงอ้าวเทียนมองเขาอย่างพินิจ “เจ้าชื่ออะไร?” ชายผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง “เรียกข้าว่าอวิ๋นจงก็ได้” มู่ชางขมวดคิ้ว “คำว่า ‘ก็ได้’ หมายความว่าอย่างไร? นั่นเป็นชื่อจริงของเจ้าหรือไม่?” ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงมองผ่านช่องประตูเข้าไปด้านใน “มันอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” หลินซีเหยาก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย “อยู่ค่ะ แต่ยังบาดเจ็บอยู่ หากท่านมาหามันเพื่อขอให้มันทำสิ่งใด ข้าต้องบอกก่อนว่ามันยังไม่พร้อมเดินทาง” ชายในเสื้อคลุมสีเทาหันมามองนาง “ข้าไม่ได้มาเพื่อพามันไป” “แล้วท่านต้องการอะไรคะ?” “ข้าต้องการให้มันรู้ว่าเส้นทางกลับบ้านยังคงอยู่” คำพูดนั้นทำให้อวิ๋นฮุยซึ่งอยู่ด้านหลังส่งเสียงร้องขึ้นทันที เสียงของมันดังจนทหารหลายคนหันกลับไปมอง ชายในเสื้อคลุมสีเทาชะงัก มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย “มันยังจำได้…” เฟิงอ้าวเทียนจับสังเกตปฏิกิริยานั้นได้ “เจ้ารู้จักมัน?” ชายผู้นั้นพยักหน้า “ข้ารู้จักมังกรเกล็ดสีเทาหลายตัว แต่ไม่อาจยืนยันว่าข้ารู้จักมันเป็นการส่วนตัวหรือไม่” มู่ชางยิ่งสงสัย “เจ้ามาพูดเรื่องเส้นทางกลับบ้าน แต่กลับไม่รู้จักมัน?” “ข้ารู้จักสถานที่ที่มันจากมา” ชายผู้นั้นหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “หากพวกท่านต้องการช่วยมันจริง ๆ อย่าพยายามพามันกลับไปตามเส้นทางที่ปรากฏในภาพ เส้นทางนั้นเป็นเพียงทางหนึ่งเท่านั้น” หลินซีเหยามองเขาอย่างตั้งใจ “ท่านรู้เรื่องเส้นทางสองสายหรือคะ?” คราวนี้ชายผู้นั้นเงียบไปนานกว่าเดิม เฟิงอ้าวเทียนจึงกล่าวขึ้น “หากเจ้ามีข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น จงพูดให้ชัดเจน เราจะไม่บังคับให้เจ้าบอกสิ่งที่ไม่ต้องการบอก แต่เราก็ไม่อาจเชื่อทุกคำพูดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ” ชายเสื้อคลุมสีเทาก้มหน้าลงเล็กน้อย “ข้าเข้าใจ” เขาหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกจากถุงผ้าที่เอว เป็นแผ่นหินบางสีเทา ขอบของมันแตกบิ่นและมีรอยสลักรูปปีกอยู่ตรงกลาง “นี่คือสิ่งที่ข้านำมาให้พวกท่านดู” มู่ชางยกมือห้ามไม่ให้ทหารเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้รับแผ่นหินทันที แต่ถามว่า “มันทำอะไรได้?” “ข้าไม่ทราบว่ามันยังทำงานได้หรือไม่ แต่เดิมมันใช้บอกทิศทางของเส้นทางที่ปลอดภัย เมื่อเส้นทางใดไม่อาจผ่านได้ รอยสลักบนแผ่นหินจะเปลี่ยนไป” หลินซีเหยามองแผ่นหิน “ข้าขอดูได้ไหมคะ?” ชายผู้นั้นพยักหน้า แล้ววางแผ่นหินลงบนแท่นไม้เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ข้างประตู หลินซีเหยาไม่ได้แตะมัน เพียงใช้พลังสีเงินสัมผัสเบา ๆ จากระยะห่าง รอยสลักรูปปีกบนแผ่นหินสว่างขึ้นเล็กน้อย ก่อนปรากฏเส้นสามเส้นที่แยกออกจากจุดเดียวกัน เส้นหนึ่งเป็นสีเทา อีกเส้นเป็นสีแดง และเส้นสุดท้ายเป็นสีเงิน เฟิงอ้าวเทียนมองภาพนั้นอย่างเคร่งเครียด “เหมือนสัญลักษณ์ที่เราเห็นในบันทึก” “ใช่ค่ะ” หลินซีเหยาตอบ “แต่เส้นสีเทากำลังจางลง ส่วนเส้นสีแดงมีรอยขาดอยู่ตรงกลาง” ชายเสื้อคลุมสีเทาพยักหน้า “นั่นคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่” มู่ชางถามทันที “หมายความว่าเส้นทางกำลังพังทลายหรือ?” “ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เส้นทางที่เชื่อมกับหุบเขาเมฆากำลังอ่อนกำลังลง หากปล่อยไว้ มังกรที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นอาจไม่สามารถกลับออกมาได้” หลินซีเหยารู้สึกถึงความเย็นวาบในอก “แล้วมังกรที่อยู่ที่นั่นล่ะคะ?” ชายผู้นั้นหลุบตาลง “บางตัวยังอยู่ บางตัวออกมาไม่ได้ และบางตัวอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว” อวิ๋นฮุยส่งเสียงร้องอีกครั้ง คราวนี้เสียงของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ชายเสื้อคลุมสีเทาหันไปทางมัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วลง “ข้าขอโทษที่กลับมาช้า” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง เฟิงอ้าวเทียนมองชายผู้นั้นอย่างระมัดระวัง “เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่มันได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบทันที “ข้าไม่ใช่คนที่ทำให้มันบาดเจ็บ แต่ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขา” มู่ชางขยับมือไปใกล้ด้ามดาบ “อธิบายมา” เฟิงอ้าวเทียนยกมือห้าม “ปล่อยให้เขาพูดก่อน” ชายเสื้อคลุมสีเทามองเฟิงอ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าเคยดูแลเส้นทางด้านนอกของหุบเขาเมฆา หน้าที่ของข้าคือรักษาเส้นทางที่มังกรเกล็ดสีเทาใช้เดินทางเข้าออก แต่เมื่อม่านพลังเริ่มอ่อนกำลัง ข้ากลับไม่สามารถรักษาทุกเส้นทางไว้ได้” เขาหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “ข้าจึงเลือกปิดเส้นทางหนึ่งเพื่อรักษาอีกเส้นทางเอาไว้” หลินซีเหยามองแผ่นหินบนแท่น “ท่านเป็นคนเลือกว่าจะปิดเส้นทางใด?” “ใช่” “แล้วอวิ๋นฮุยออกมาจากเส้นทางที่ท่านปิดหรือคะ?” ชายผู้นั้นส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ว่ามันออกมาได้อย่างไร แต่เมื่อมันออกมา เส้นทางที่ข้ารักษาไว้ก็เริ่มสั่นคลอนตามไปด้วย” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังบอกว่าการที่อวิ๋นฮุยออกมาจากหุบเขาทำให้เส้นทางเสียสมดุล?” “ข้าไม่อาจยืนยันได้ว่ามันเป็นสาเหตุ แต่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน” หลินซีเหยาส่ายหน้าเบา ๆ “เราไม่ควรโทษอวิ๋นฮุยเพียงเพราะเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นใกล้กันค่ะ บางทีการที่มันออกมาอาจเป็นผลจากเส้นทางที่เริ่มมีปัญหาอยู่ก่อนแล้วก็ได้” ชายผู้นั้นหันมามองนาง “เจ้าพูดถูก ข้าเองก็ไม่รู้คำตอบทั้งหมด” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามคำถามสำคัญ “แล้วเจ้าต้องการให้เราช่วยอะไร?” ชายเสื้อคลุมสีเทามองแผ่นหินบนแท่นอีกครั้ง “ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยตรวจสอบเส้นทางที่ยังเหลืออยู่ แต่ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดเปิดประตูหรือทำลายม่านพลังโดยไม่เข้าใจผลที่จะตามมา” “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดอยู่หลังม่านพลังนั้น?” เฟิงอ้าวเทียนถาม ชายผู้นั้นเงียบไปนาน “ข้ารู้เพียงว่ามีบางสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านออกมาโดยไม่มีการเตรียมพร้อม แต่ข้าไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งนั้นเป็นศัตรูของพวกท่านหรือไม่” คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ทุกคนคลายความสงสัย แต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวหาชายผู้นี้ว่าโกหก เฟิงอ้าวเทียนจึงตัดสินใจ “เราจะตรวจสอบข้อมูลที่เจ้านำมาให้ และจะไม่เปิดเส้นทางใดจนกว่าจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร ส่วนเจ้าต้องอยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถติดต่อได้ หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เจ้าต้องรายงานทันที” ชายผู้นั้นพยักหน้า “ข้ายอมรับเงื่อนไขนี้” มู่ชางยังคงไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านคำสั่ง หลินซีเหยาหันไปมองอวิ๋นฮุย ซึ่งกำลังจ้องชายเสื้อคลุมสีเทาอย่างไม่ละสายตา นางเดินกลับไปหามัน แล้วถามเบา ๆ “เจ้าต้องการให้เขาเข้าไปพบเจ้าไหม?” อวิ๋นฮุยขยับกรงเล็บไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง หลินซีเหยาจึงหันไปทางชายผู้นั้น “อวิ๋นฮุยยอมให้ท่านเข้าไปพบค่ะ แต่หากมันไม่ต้องการพูดต่อ ท่านต้องหยุด” ชายเสื้อคลุมสีเทาก้มศีรษะรับ “ข้าจะเคารพการตัดสินใจของมัน” เมื่อชายเสื้อคลุมสีเทาเดินเข้ามาในเรือนรักษา อวิ๋นฮุยก็ยกหัวขึ้นทันที ทั้งสองจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการอธิบาย มีเพียงความเงียบที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกมันต่างรับรู้ถึงบางสิ่งซึ่งคนอื่นยังไม่เข้าใจ ชายผู้นั้นค่อย ๆ คุกเข่าลงในระยะห่างที่อวิ๋นฮุยยังรู้สึกปลอดภัย “ข้ากลับมาแล้ว” อวิ๋นฮุยส่งเสียงต่ำในลำคอ ชายผู้นั้นหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากกลับไปในตอนนี้ ข้าจะไม่บังคับเจ้า” อวิ๋นฮุยยื่นหัวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย แล้วใช้ปลายจมูกแตะบริเวณแขนเสื้อ ชายผู้นั้นชะงัก ก่อนยกมือขึ้นแตะเกล็ดบนหน้าผากของมันอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น ประกายสีขาวก็ปรากฏขึ้นระหว่างทั้งสอง มันไม่ได้แผ่ขยายไปทั่วห้อง แต่รวมตัวอยู่บนเกล็ดของอวิ๋นฮุย ก่อนค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่แผ่นหินสีเทาที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้กัน รอยสลักรูปปีกบนแผ่นหินเปลี่ยนไป เส้นสีเทาที่เคยจางลงกลับสว่างขึ้นเล็กน้อย ส่วนเส้นสีแดงที่มีรอยขาดกลับปรากฏรอยต่อใหม่ แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้แยกออกจากกันอีกต่อไป ซูเหวินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาสังเกต “แผ่นหินตอบสนองต่ออวิ๋นฮุยโดยตรง” หลินซีเหยาพยักหน้า “บางทีอวิ๋นฮุยอาจยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้น แม้มันจะออกมาจากหุบเขาแล้วก็ตาม” เฟิงอ้าวเทียนมองชายเสื้อคลุมสีเทา “นั่นหมายความว่าการนำมันกลับไปอาจไม่ใช่วิธีเดียวที่จะช่วยรักษาเส้นทาง” ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ “ท่านคิดว่ามีวิธีอื่นหรือ?” “เรายังไม่รู้ แต่เราจะไม่ยอมรับว่ามีเพียงทางเลือกเดียวจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด” หลินซีเหยามองอวิ๋นฮุย “หากมันสามารถช่วยรักษาเส้นทางได้จากที่นี่ เราก็ควรลองหาวิธีที่ไม่ทำให้มันต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ” ชายเสื้อคลุมสีเทาไม่ได้ตอบในทันที เขามองมังกรเกล็ดสีเทาที่กำลังหลับตาลงอย่างสงบ ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ข้าจะช่วยเท่าที่ทำได้” เฟิงอ้าวเทียนจึงสั่งให้ซูเหวินตรวจสอบแผ่นหินและสัญลักษณ์ทั้งหมด ขณะที่มู่ชางเตรียมหน่วยสำรวจสำหรับเส้นทางด้านเหนือ ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่หุบเขาในทันที พวกเขาจะเริ่มจากทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสียก่อน ยามค่ำคืน ชายเสื้อคลุมสีเทาได้รับอนุญาตให้พักอยู่ในเรือนรับรองของป้อม โดยมีทหารเฝ้าบริเวณทางเข้า เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง มองแผ่นหินสีเทาที่วางอยู่บนโต๊ะ รอยสลักรูปปีกทั้งสามยังคงสว่างจาง ๆ ชายผู้นั้นยกมือขึ้นแตะข้อมือของตนเอง ใต้แขนเสื้อมีรอยแตกเส้นหนึ่งปรากฏอยู่ และภายในรอยแตกนั้นมีประกายสีแดงวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ เขากำมือแน่น ก่อนปล่อยออกช้า ๆ “ยังไม่ถึงเวลา…” เขาพึมพำกับตัวเอง จากนั้นจึงหันไปมองทิศตะวันออก ไกลออกไป เหนือหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก มีเงาปีกขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านยอดเขาเพียงครั้งเดียว ก่อนหายไปในความมืด ชายผู้นั้นไม่ได้ติดตามเงานั้นไป เขาเพียงปิดหน้าต่าง แล้วกลับมานั่งลงข้างโต๊ะ เพราะครั้งนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เลือกเส้นทางแทนผู้ใดอีก แต่สิ่งที่เขายังไม่รู้ก็คือ การที่เส้นทางสามสายเริ่มกลับมาเชื่อมต่อกัน อาจไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งกำลังได้รับการเยียวยา บางที มันอาจหมายความว่าบางสิ่งซึ่งเคยถูกแยกออกจากกัน กำลังจะได้พบกันอีกครั้ง และการพบกันครั้งนั้น อาจเปลี่ยนชะตาของทั้งหุบเขาไปตลอดกาล ทว่าก่อนที่เฟิงอ้าวเทียนจะก้าวพ้นประตูห้องรับรอง แผ่นศิลาที่วางอยู่บนโต๊ะกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ครืด... เสียงหินเสียดสีกันดังแผ่วเบา เส้นสีเทาบนแผ่นศิลาสว่างวาบ ก่อนที่เส้นสีแดงซึ่งเคยแตกร้าวจะเริ่มขยับราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามเชื่อมรอยแยกเข้าหากัน หลงเยี่ยหยุดฝีเท้าทันที เกล็ดมังกรสีแดงที่เขาพกติดตัวร้อนขึ้นเล็กน้อย แต่คราวนี้มันไม่ได้ปลดปล่อยเปลวไฟออกมา กลับมีประกายสีเงินบาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงขอบเกล็ด “ข้าไม่ได้ทำอะไร” เขาพูดขึ้นก่อนที่ใครจะถาม “พลังของข้ายังอยู่ภายใต้การควบคุม” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขาเชื่อคำพูดนั้น เพราะสัมผัสได้ว่าเปลวไฟของหลงเยี่ยไม่ได้กำลังปะทุ สิ่งที่ตอบสนองอยู่ในตอนนี้มาจากแผ่นศิลาเอง หลินซีเหยาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ แต่ไม่ได้แตะต้องมัน นางเพียงยกมือขึ้นเหนือพื้นผิวหินเล็กน้อย พลังสีเงินจึงปรากฏขึ้นบางเบารอบปลายนิ้ว เส้นทั้งสามบนแผ่นศิลาสว่างขึ้นพร้อมกัน คราวนี้ไม่มีเส้นใดพยายามกลืนกินอีกเส้นหนึ่ง กลับมีภาพบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงกลางแผ่นหิน มันไม่ใช่ภาพภูเขาหรือหุบเขาเมฆาอย่างที่ทุกคนเคยเห็น แต่เป็นภาพป้อมมังกรทางเหนือแห่งนี้ มู่ชางขมวดคิ้วทันที “เหตุใดแผ่นศิลาจึงแสดงภาพป้อมของเรา?” ไม่มีใครตอบได้ ภาพบนแผ่นหินเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ กำแพงป้อมที่แข็งแรงปรากฏเป็นเส้นสีเทา จากนั้นเส้นสีแดงก็ทอดยาวจากด้านนอกเข้ามาถึงประตูทางทิศตะวันออก ส่วนเส้นสีเงินพาดผ่านด้านบน ราวกับม่านบาง ๆ ที่กำลังประคองเส้นทางทั้งสองไว้ จู่ ๆ เส้นสีแดงก็ขาดสะบั้น พร้อมกันนั้น แผ่นศิลาก็กระแทกกับโต๊ะดังสนั่น ไป๋เหวินซึ่งเพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องรีบหยุด เขาหันไปมองทางประตูด้านตะวันออก ก่อนหันกลับมาหาเฟิงอ้าวเทียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “องค์ชาย เมื่อครู่ผู้เฝ้ากำแพงรายงานว่าเกิดความผิดปกติบริเวณแนวเขาด้านตะวันออกพะยะค่ะ” “ความผิดปกติแบบใด?” “พลังคุ้มกันที่แนวเขาสั่นไหวอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่มีมังกรลาดตระเวนสองตนรู้สึกว่าระยะทางระหว่างหลักเขตเปลี่ยนไป ทั้งที่พวกเขายังอยู่บนเส้นทางเดิม” คำรายงานนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง หลินซีเหยาหันกลับไปมองแผ่นศิลา “มันไม่ได้กำลังบอกเราว่าเส้นทางในหุบเขาเสียหายอย่างเดียวค่ะ” นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อ “บางทีเส้นทางเหล่านั้นอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อสถานที่อื่นแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนมองภาพป้อมบนแผ่นหินอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้น การรอจนทุกอย่างชัดเจนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่การรีบเปิดเส้นทางเข้าไปโดยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่หลังม่านพลัง ก็อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้เช่นกัน “มู่ชาง ส่งคนไปตรวจแนวเขาด้านตะวันออก แต่ห้ามข้ามเขตคุ้มกันที่กำหนดไว้ หากพบความผิดปกติ ให้ทำเครื่องหมายตำแหน่งและกลับมารายงานทันที” “รับคำสั่ง!” “หลงเยี่ย เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้พลังไฟเพื่อทดสอบแผ่นศิลา หากมันตอบสนองอีก ให้ถอยออกมาและบอกข้า” หลงเยี่ยพยักหน้า “เข้าใจแล้ว” เฟิงอ้าวเทียนหันไปหาอวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทายืนอยู่ข้างหน้าต่างมาตั้งแต่เมื่อครู่ ปีกซ้ายที่ยังบาดเจ็บขยับเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตาของมันจับจ้องภาพบนแผ่นศิลาไม่วาง “เจ้าเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือไม่?” อวิ๋นฮุยส่ายหน้า จากนั้นมันยกกรงเล็บข้างที่ยังแข็งแรงขึ้น วาดเส้นสีเทาลงบนพื้น ตามด้วยเส้นสีแดงที่ขาดตรงกลาง ก่อนลากเส้นสีเงินอ้อมผ่านรอยขาดนั้นไปอีกด้าน หลินซีเหยามองภาพที่มันสร้างขึ้น ก่อนค่อย ๆ เข้าใจความหมาย “เจ้าไม่ได้บอกว่าเส้นทางถูกปิดตาย แต่กำลังบอกว่ามีเส้นทางอีกสายหนึ่งที่ยังไปต่อได้ ใช่หรือไม่?” อวิ๋นฮุยพยักหน้า เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาอวิ๋นจง “เส้นทางที่ท่านเคยปิดไว้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?” ชายเสื้อคลุมสีเทาไม่ได้รีบตอบ เขามองแผ่นศิลานานกว่าทุกครั้ง รอยแตกบนข้อมือของเขามีประกายสีแดงวาบขึ้น ก่อนจะจางหายไป “ข้าไม่อาจยืนยันได้” เขากล่าวในที่สุด “แต่ถ้าแผ่นศิลากำลังแสดงเส้นทางของป้อมแห่งนี้ แสดงว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้” “แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก?” “เพราะก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยเห็นมันแสดงภาพเช่นนี้” คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยทั้งหมดหมดไป แต่ก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาว่าเขาปิดบังทุกอย่าง เฟิงอ้าวเทียนจึงไม่ซักไซ้ต่อในตอนนี้ เขาหันกลับไปหาหลินซีเหยา “พรุ่งนี้เราจะไปตรวจแนวเขาด้วยตนเอง แต่จะไปเพียงถึงเขตคุ้มกันชั้นนอกเท่านั้น หากพบว่าเส้นทางยังไม่มั่นคง เราจะกลับทันที” หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าจะไปด้วยค่ะ” “ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดเช่นนี้” “แล้วพระองค์จะห้ามหรือคะ?” “ไม่ห้าม แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ฝืนใช้พลัง หากร่างกายรับไม่ไหว เราจะหยุดทันที” นางสบตาเขา ก่อนยิ้มบาง ๆ “เช่นเดียวกันค่ะ หากพลังมังกรของพระองค์เริ่มผิดปกติ พระองค์ก็ต้องหยุดด้วย” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ “ตกลง” บทสนทนาสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าความสงบกลับอยู่ได้ไม่นาน แผ่นศิลาบนโต๊ะสว่างขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีภาพป้อม ไม่มีเส้นทางสามสาย และไม่มีสัญลักษณ์ของปีกมังกร มีเพียงรอยอักษรเก่าแก่ปรากฏขึ้นทีละตัว ซูเหวินซึ่งรีบเข้ามาหลังได้รับรายงานจากมู่ชาง ก้มลงอ่านอักษรเหล่านั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด “นี่เป็นอักษรโบราณที่ใช้บันทึกคำเตือนเกี่ยวกับม่านพลังพะยะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนถามทันที “มันเขียนว่าอะไร?” ซูเหวินกลืนน้ำลาย ก่อนอ่านออกเสียงช้า ๆ “เมื่อเส้นทางกลับคืนสู่ผู้เลือก ม่านพลังจะไม่อาจกักขังสิ่งที่ตื่นขึ้นแล้วได้อีกต่อไป” ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปถึงปลายนิ้ว นางไม่ได้หวาดกลัวเพราะคำเตือนนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เพราะแผ่นศิลากำลังแสดงภาพเส้นทางที่เชื่อมโยงกับป้อมของพวกเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยตอบสนองเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้พลังของอวิ๋นฮุยเท่านั้น เฟิงอ้าวเทียนเอื้อมมือมาจับมือนางไว้เบา ๆ “เราจะไม่ตัดสินใจจากคำเตือนเพียงประโยคเดียว” หลินซีเหยาพยักหน้า “ค่ะ เราจะไปดูด้วยตาของตัวเอง” แผ่นศิลาค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงรอยแตกสามเส้นบนพื้นผิวหิน ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังแยกย้าย ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเส้นสีเทาเส้นหนึ่งบนแผ่นศิลาขยับต่อไปอีกเล็กน้อย มันไม่ได้มุ่งไปทางหุบเขาเมฆา แต่ทอดยาวออกไปทางทิศเหนือของป้อม ตรงตำแหน่งที่ไม่มีเส้นทางใดปรากฏอยู่ในแผนที่มังกรฉบับปัจจุบัน และห่างออกไปใต้ภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ รอยแยกซึ่งหลับใหลมานานนับพันปีก็ค่อย ๆ เปิดออก มีบางสิ่งขยับอยู่ภายในนั้น มันไม่ได้ส่งเสียงคำราม ไม่ได้ปลดปล่อยพลังทำลายล้าง และไม่ได้พยายามพังทลายภูเขาออกมา เพียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด ดวงตาคู่นั้นมีสีเงินปนแดง ก่อนที่เสียงแผ่วเบาจะดังขึ้นจากส่วนลึกของรอยแยก “ในที่สุด...พวกเจ้าก็เริ่มเลือกเส้นทางของตัวเองแล้ว” รอยแยกสั่นไหวเล็กน้อย “เช่นนั้น คราวนี้ข้าจะรอดูว่าใครจะเป็นผู้เดินมาถึงข้าก่อน” หมอกเหนือภูเขาเคลื่อนตัวปิดบังทุกสิ่งอีกครั้ง แต่เส้นทางที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







