หน้าหลัก / แฟนตาซี / ทายาทจักรพรรดิมังกร / บทที่ 51 ผู้มาเยือนลึกลับ

แชร์

บทที่ 51 ผู้มาเยือนลึกลับ

ผู้เขียน: โอสึเกะ
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-25 11:00:31

อวิ๋นฮุยยืนอยู่กลางลานด้านเหนือของป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีอำพันจับจ้องไปยังแนวเขาไกลออกไป ปีกซ้ายของมันยังมีรอยแผล แต่สามารถขยับได้มากกว่าเมื่อสองวันก่อน

หลินซีเหยาถือถาดสมุนไพรเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นมันยืนเหม่ออยู่ก็อดยิ้มไม่ได้

“หากเจ้ายังยืนมองภูเขาเช่นนี้ต่อไป ข้าคงต้องให้ไป๋เหวินมาตรวจอีกครั้งว่าเจ้าเบื่อการพักรักษาจนเริ่มคิดจะบินหนีแล้วหรือไม่”

อวิ๋นฮุยหันมามองนาง ก่อนสะบัดหางเบา ๆ

“อย่าทำเป็นไม่เข้าใจ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากกลับไปที่นั่น แต่ปีกของเจ้ายังไม่พร้อม”

มันก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนใช้ปลายกรงเล็บแตะพื้นสองครั้ง

หลินซีเหยาวางถาดลงบนม้านั่งข้างลาน

“มีอะไรหรือ?”

อวิ๋นฮุยหันกลับไปทางประตูป้อม ดวงตาสีอำพันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

เพียงครู่เดียว เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยก็ดังขึ้น

ทหารเวรวิ่งเข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ

“แม่นางหลิน มีผู้มาเยือนอยู่หน้าประตูป้อมขอรับ!”

หลินซีเหยาขมวดคิ้ว

“เป็นใคร?”

“ไม่ทราบขอรับ เขาสวมเสื้อคลุมสีเทาและยืนยันว่าต้องการพบผู้ที่ช่วยมังกรเกล็ดสีเทา แต่เขาไม่ยอมบอกชื่อ อีกทั้งยังปฏิเสธที่จะเข้าไปในป้อม”

อวิ๋นฮุยส่งเสียงต่ำในลำคอทันที

หลินซีเหยาหันไปมองมัน

“เจ้ารู้จักคนผู้นั้นหรือ?”

มังกรเกล็ดสีเทาไม่ได้ตอบ แต่ปีกขวาของมันกางออกเล็กน้อย ร่างกายตั้งท่าราวกับกำลังระวังภัย

หลินซีเหยาจึงไม่รีบเดินออกไปเพียงลำพัง นางให้ทหารส่งข่าวไปยังห้องทำงานของเฟิงอ้าวเทียน ก่อนยืนรออยู่ในลาน

ไม่นานนัก เฟิงอ้าวเทียนก็มาถึงพร้อมมู่ชาง

“เกิดอะไรขึ้น?”

หลินซีเหยาเล่าเรื่องผู้มาเยือนให้ฟังโดยย่อ

เฟิงอ้าวเทียนหันไปมองอวิ๋นฮุย ก่อนกล่าวว่า

“ถ้ามันแสดงท่าทีเช่นนี้ ผู้มาเยือนคนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับหุบเขาที่เราเห็นในภาพ แต่เรายังไม่ควรสรุปว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู”

มู่ชางพยักหน้า

“ข้าจะนำทหารไปตรวจดูประตูป้อมก่อน”

“ไม่ต้องพาทหารออกไปมาก” เฟิงอ้าวเทียนสั่ง “ให้เปิดประตูชั้นนอกไว้เพียงพอสำหรับสนทนา และรักษาระยะห่างจนกว่าเราจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร”

หลินซีเหยาหันมามองเขา

“ข้าจะไปด้วยค่ะ”

“ได้ แต่หากเกิดความผิดปกติ เราจะถอยกลับทันที”

“ตกลงค่ะ”

ทั้งสามจึงเดินไปยังประตูป้อม โดยมีทหารคุ้มกันอยู่ด้านหลัง

ชายเสื้อคลุมสีเทายืนอยู่ด้านนอกประตูจริงดังที่ทหารรายงาน

เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหมวกคลุมศีรษะ เสื้อผ้าเก่าจากการเดินทาง และมีถุงผ้าขนาดเล็กห้อยอยู่ข้างเอว

เมื่อเห็นเฟิงอ้าวเทียน เขาก็ยกมือคารวะอย่างเรียบง่าย ไม่ได้คุกเข่าหรือแสดงท่าทีหวาดกลัวต่อฐานะของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ข้ามาที่นี่เพื่อพบมังกรเกล็ดสีเทาที่พวกท่านช่วยไว้”

เฟิงอ้าวเทียนมองเขาอย่างพินิจ

“เจ้าชื่ออะไร?”

ชายผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง

“เรียกข้าว่าอวิ๋นจงก็ได้”

มู่ชางขมวดคิ้ว

“คำว่า ‘ก็ได้’ หมายความว่าอย่างไร? นั่นเป็นชื่อจริงของเจ้าหรือไม่?”

ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงมองผ่านช่องประตูเข้าไปด้านใน

“มันอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”

หลินซีเหยาก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย

“อยู่ค่ะ แต่ยังบาดเจ็บอยู่ หากท่านมาหามันเพื่อขอให้มันทำสิ่งใด ข้าต้องบอกก่อนว่ามันยังไม่พร้อมเดินทาง”

ชายในเสื้อคลุมสีเทาหันมามองนาง

“ข้าไม่ได้มาเพื่อพามันไป”

“แล้วท่านต้องการอะไรคะ?”

“ข้าต้องการให้มันรู้ว่าเส้นทางกลับบ้านยังคงอยู่”

คำพูดนั้นทำให้อวิ๋นฮุยซึ่งอยู่ด้านหลังส่งเสียงร้องขึ้นทันที

เสียงของมันดังจนทหารหลายคนหันกลับไปมอง

ชายในเสื้อคลุมสีเทาชะงัก มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย

“มันยังจำได้…”

เฟิงอ้าวเทียนจับสังเกตปฏิกิริยานั้นได้

“เจ้ารู้จักมัน?”

ชายผู้นั้นพยักหน้า

“ข้ารู้จักมังกรเกล็ดสีเทาหลายตัว แต่ไม่อาจยืนยันว่าข้ารู้จักมันเป็นการส่วนตัวหรือไม่”

มู่ชางยิ่งสงสัย

“เจ้ามาพูดเรื่องเส้นทางกลับบ้าน แต่กลับไม่รู้จักมัน?”

“ข้ารู้จักสถานที่ที่มันจากมา”

ชายผู้นั้นหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“หากพวกท่านต้องการช่วยมันจริง ๆ อย่าพยายามพามันกลับไปตามเส้นทางที่ปรากฏในภาพ เส้นทางนั้นเป็นเพียงทางหนึ่งเท่านั้น”

หลินซีเหยามองเขาอย่างตั้งใจ

“ท่านรู้เรื่องเส้นทางสองสายหรือคะ?”

คราวนี้ชายผู้นั้นเงียบไปนานกว่าเดิม

เฟิงอ้าวเทียนจึงกล่าวขึ้น

“หากเจ้ามีข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น จงพูดให้ชัดเจน เราจะไม่บังคับให้เจ้าบอกสิ่งที่ไม่ต้องการบอก แต่เราก็ไม่อาจเชื่อทุกคำพูดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ”

ชายเสื้อคลุมสีเทาก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ข้าเข้าใจ”

เขาหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกจากถุงผ้าที่เอว เป็นแผ่นหินบางสีเทา ขอบของมันแตกบิ่นและมีรอยสลักรูปปีกอยู่ตรงกลาง

“นี่คือสิ่งที่ข้านำมาให้พวกท่านดู”

มู่ชางยกมือห้ามไม่ให้ทหารเข้ามาใกล้

เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้รับแผ่นหินทันที แต่ถามว่า

“มันทำอะไรได้?”

“ข้าไม่ทราบว่ามันยังทำงานได้หรือไม่ แต่เดิมมันใช้บอกทิศทางของเส้นทางที่ปลอดภัย เมื่อเส้นทางใดไม่อาจผ่านได้ รอยสลักบนแผ่นหินจะเปลี่ยนไป”

หลินซีเหยามองแผ่นหิน

“ข้าขอดูได้ไหมคะ?”

ชายผู้นั้นพยักหน้า แล้ววางแผ่นหินลงบนแท่นไม้เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ข้างประตู

หลินซีเหยาไม่ได้แตะมัน เพียงใช้พลังสีเงินสัมผัสเบา ๆ จากระยะห่าง

รอยสลักรูปปีกบนแผ่นหินสว่างขึ้นเล็กน้อย ก่อนปรากฏเส้นสามเส้นที่แยกออกจากจุดเดียวกัน

เส้นหนึ่งเป็นสีเทา อีกเส้นเป็นสีแดง และเส้นสุดท้ายเป็นสีเงิน

เฟิงอ้าวเทียนมองภาพนั้นอย่างเคร่งเครียด

“เหมือนสัญลักษณ์ที่เราเห็นในบันทึก”

“ใช่ค่ะ” หลินซีเหยาตอบ “แต่เส้นสีเทากำลังจางลง ส่วนเส้นสีแดงมีรอยขาดอยู่ตรงกลาง”

ชายเสื้อคลุมสีเทาพยักหน้า

“นั่นคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่”

มู่ชางถามทันที

“หมายความว่าเส้นทางกำลังพังทลายหรือ?”

“ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เส้นทางที่เชื่อมกับหุบเขาเมฆากำลังอ่อนกำลังลง หากปล่อยไว้ มังกรที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นอาจไม่สามารถกลับออกมาได้”

หลินซีเหยารู้สึกถึงความเย็นวาบในอก

“แล้วมังกรที่อยู่ที่นั่นล่ะคะ?”

ชายผู้นั้นหลุบตาลง

“บางตัวยังอยู่ บางตัวออกมาไม่ได้ และบางตัวอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว”

อวิ๋นฮุยส่งเสียงร้องอีกครั้ง คราวนี้เสียงของมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ชายเสื้อคลุมสีเทาหันไปทางมัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วลง

“ข้าขอโทษที่กลับมาช้า”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง

เฟิงอ้าวเทียนมองชายผู้นั้นอย่างระมัดระวัง

“เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่มันได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”

ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบทันที

“ข้าไม่ใช่คนที่ทำให้มันบาดเจ็บ แต่ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขา”

มู่ชางขยับมือไปใกล้ด้ามดาบ

“อธิบายมา”

เฟิงอ้าวเทียนยกมือห้าม

“ปล่อยให้เขาพูดก่อน”

ชายเสื้อคลุมสีเทามองเฟิงอ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า

“ข้าเคยดูแลเส้นทางด้านนอกของหุบเขาเมฆา หน้าที่ของข้าคือรักษาเส้นทางที่มังกรเกล็ดสีเทาใช้เดินทางเข้าออก แต่เมื่อม่านพลังเริ่มอ่อนกำลัง ข้ากลับไม่สามารถรักษาทุกเส้นทางไว้ได้”

เขาหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

“ข้าจึงเลือกปิดเส้นทางหนึ่งเพื่อรักษาอีกเส้นทางเอาไว้”

หลินซีเหยามองแผ่นหินบนแท่น

“ท่านเป็นคนเลือกว่าจะปิดเส้นทางใด?”

“ใช่”

“แล้วอวิ๋นฮุยออกมาจากเส้นทางที่ท่านปิดหรือคะ?”

ชายผู้นั้นส่ายหน้า

“ข้าไม่รู้ว่ามันออกมาได้อย่างไร แต่เมื่อมันออกมา เส้นทางที่ข้ารักษาไว้ก็เริ่มสั่นคลอนตามไปด้วย”

เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว

“เจ้ากำลังบอกว่าการที่อวิ๋นฮุยออกมาจากหุบเขาทำให้เส้นทางเสียสมดุล?”

“ข้าไม่อาจยืนยันได้ว่ามันเป็นสาเหตุ แต่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน”

หลินซีเหยาส่ายหน้าเบา ๆ

“เราไม่ควรโทษอวิ๋นฮุยเพียงเพราะเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นใกล้กันค่ะ บางทีการที่มันออกมาอาจเป็นผลจากเส้นทางที่เริ่มมีปัญหาอยู่ก่อนแล้วก็ได้”

ชายผู้นั้นหันมามองนาง

“เจ้าพูดถูก ข้าเองก็ไม่รู้คำตอบทั้งหมด”

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามคำถามสำคัญ

“แล้วเจ้าต้องการให้เราช่วยอะไร?”

ชายเสื้อคลุมสีเทามองแผ่นหินบนแท่นอีกครั้ง

“ข้าต้องการให้พวกท่านช่วยตรวจสอบเส้นทางที่ยังเหลืออยู่ แต่ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดเปิดประตูหรือทำลายม่านพลังโดยไม่เข้าใจผลที่จะตามมา”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดอยู่หลังม่านพลังนั้น?” เฟิงอ้าวเทียนถาม

ชายผู้นั้นเงียบไปนาน

“ข้ารู้เพียงว่ามีบางสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านออกมาโดยไม่มีการเตรียมพร้อม แต่ข้าไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งนั้นเป็นศัตรูของพวกท่านหรือไม่”

คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ทุกคนคลายความสงสัย แต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกล่าวหาชายผู้นี้ว่าโกหก

เฟิงอ้าวเทียนจึงตัดสินใจ

“เราจะตรวจสอบข้อมูลที่เจ้านำมาให้ และจะไม่เปิดเส้นทางใดจนกว่าจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร ส่วนเจ้าต้องอยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถติดต่อได้ หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เจ้าต้องรายงานทันที”

ชายผู้นั้นพยักหน้า

“ข้ายอมรับเงื่อนไขนี้”

มู่ชางยังคงไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านคำสั่ง

หลินซีเหยาหันไปมองอวิ๋นฮุย ซึ่งกำลังจ้องชายเสื้อคลุมสีเทาอย่างไม่ละสายตา

นางเดินกลับไปหามัน แล้วถามเบา ๆ

“เจ้าต้องการให้เขาเข้าไปพบเจ้าไหม?”

อวิ๋นฮุยขยับกรงเล็บไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง

หลินซีเหยาจึงหันไปทางชายผู้นั้น

“อวิ๋นฮุยยอมให้ท่านเข้าไปพบค่ะ แต่หากมันไม่ต้องการพูดต่อ ท่านต้องหยุด”

ชายเสื้อคลุมสีเทาก้มศีรษะรับ

“ข้าจะเคารพการตัดสินใจของมัน”

เมื่อชายเสื้อคลุมสีเทาเดินเข้ามาในเรือนรักษา อวิ๋นฮุยก็ยกหัวขึ้นทันที

ทั้งสองจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการอธิบาย มีเพียงความเงียบที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกมันต่างรับรู้ถึงบางสิ่งซึ่งคนอื่นยังไม่เข้าใจ

ชายผู้นั้นค่อย ๆ คุกเข่าลงในระยะห่างที่อวิ๋นฮุยยังรู้สึกปลอดภัย

“ข้ากลับมาแล้ว”

อวิ๋นฮุยส่งเสียงต่ำในลำคอ

ชายผู้นั้นหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากกลับไปในตอนนี้ ข้าจะไม่บังคับเจ้า”

อวิ๋นฮุยยื่นหัวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย แล้วใช้ปลายจมูกแตะบริเวณแขนเสื้อ

ชายผู้นั้นชะงัก ก่อนยกมือขึ้นแตะเกล็ดบนหน้าผากของมันอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้น ประกายสีขาวก็ปรากฏขึ้นระหว่างทั้งสอง

มันไม่ได้แผ่ขยายไปทั่วห้อง แต่รวมตัวอยู่บนเกล็ดของอวิ๋นฮุย ก่อนค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่แผ่นหินสีเทาที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้กัน

รอยสลักรูปปีกบนแผ่นหินเปลี่ยนไป

เส้นสีเทาที่เคยจางลงกลับสว่างขึ้นเล็กน้อย ส่วนเส้นสีแดงที่มีรอยขาดกลับปรากฏรอยต่อใหม่ แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้แยกออกจากกันอีกต่อไป

ซูเหวินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาสังเกต

“แผ่นหินตอบสนองต่ออวิ๋นฮุยโดยตรง”

หลินซีเหยาพยักหน้า

“บางทีอวิ๋นฮุยอาจยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้น แม้มันจะออกมาจากหุบเขาแล้วก็ตาม”

เฟิงอ้าวเทียนมองชายเสื้อคลุมสีเทา

“นั่นหมายความว่าการนำมันกลับไปอาจไม่ใช่วิธีเดียวที่จะช่วยรักษาเส้นทาง”

ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ

“ท่านคิดว่ามีวิธีอื่นหรือ?”

“เรายังไม่รู้ แต่เราจะไม่ยอมรับว่ามีเพียงทางเลือกเดียวจนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัด”

หลินซีเหยามองอวิ๋นฮุย

“หากมันสามารถช่วยรักษาเส้นทางได้จากที่นี่ เราก็ควรลองหาวิธีที่ไม่ทำให้มันต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางกลับไปทั้งที่ยังบาดเจ็บ”

ชายเสื้อคลุมสีเทาไม่ได้ตอบในทันที เขามองมังกรเกล็ดสีเทาที่กำลังหลับตาลงอย่างสงบ

ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“ข้าจะช่วยเท่าที่ทำได้”

เฟิงอ้าวเทียนจึงสั่งให้ซูเหวินตรวจสอบแผ่นหินและสัญลักษณ์ทั้งหมด ขณะที่มู่ชางเตรียมหน่วยสำรวจสำหรับเส้นทางด้านเหนือ

ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่หุบเขาในทันที

พวกเขาจะเริ่มจากทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสียก่อน

ยามค่ำคืน ชายเสื้อคลุมสีเทาได้รับอนุญาตให้พักอยู่ในเรือนรับรองของป้อม โดยมีทหารเฝ้าบริเวณทางเข้า

เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง มองแผ่นหินสีเทาที่วางอยู่บนโต๊ะ

รอยสลักรูปปีกทั้งสามยังคงสว่างจาง ๆ

ชายผู้นั้นยกมือขึ้นแตะข้อมือของตนเอง ใต้แขนเสื้อมีรอยแตกเส้นหนึ่งปรากฏอยู่ และภายในรอยแตกนั้นมีประกายสีแดงวาบขึ้นเพียงชั่วครู่

เขากำมือแน่น ก่อนปล่อยออกช้า ๆ

“ยังไม่ถึงเวลา…”

เขาพึมพำกับตัวเอง

จากนั้นจึงหันไปมองทิศตะวันออก

ไกลออกไป เหนือหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก มีเงาปีกขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านยอดเขาเพียงครั้งเดียว ก่อนหายไปในความมืด

ชายผู้นั้นไม่ได้ติดตามเงานั้นไป

เขาเพียงปิดหน้าต่าง แล้วกลับมานั่งลงข้างโต๊ะ

เพราะครั้งนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เลือกเส้นทางแทนผู้ใดอีก

แต่สิ่งที่เขายังไม่รู้ก็คือ การที่เส้นทางสามสายเริ่มกลับมาเชื่อมต่อกัน อาจไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งกำลังได้รับการเยียวยา

บางที มันอาจหมายความว่าบางสิ่งซึ่งเคยถูกแยกออกจากกัน กำลังจะได้พบกันอีกครั้ง

และการพบกันครั้งนั้น อาจเปลี่ยนชะตาของทั้งหุบเขาไปตลอดกาล

ทว่าก่อนที่เฟิงอ้าวเทียนจะก้าวพ้นประตูห้องรับรอง แผ่นศิลาที่วางอยู่บนโต๊ะกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ครืด...

เสียงหินเสียดสีกันดังแผ่วเบา เส้นสีเทาบนแผ่นศิลาสว่างวาบ ก่อนที่เส้นสีแดงซึ่งเคยแตกร้าวจะเริ่มขยับราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามเชื่อมรอยแยกเข้าหากัน

หลงเยี่ยหยุดฝีเท้าทันที

เกล็ดมังกรสีแดงที่เขาพกติดตัวร้อนขึ้นเล็กน้อย แต่คราวนี้มันไม่ได้ปลดปล่อยเปลวไฟออกมา กลับมีประกายสีเงินบาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงขอบเกล็ด

“ข้าไม่ได้ทำอะไร” เขาพูดขึ้นก่อนที่ใครจะถาม “พลังของข้ายังอยู่ภายใต้การควบคุม”

เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า เขาเชื่อคำพูดนั้น เพราะสัมผัสได้ว่าเปลวไฟของหลงเยี่ยไม่ได้กำลังปะทุ

สิ่งที่ตอบสนองอยู่ในตอนนี้มาจากแผ่นศิลาเอง

หลินซีเหยาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ แต่ไม่ได้แตะต้องมัน นางเพียงยกมือขึ้นเหนือพื้นผิวหินเล็กน้อย พลังสีเงินจึงปรากฏขึ้นบางเบารอบปลายนิ้ว

เส้นทั้งสามบนแผ่นศิลาสว่างขึ้นพร้อมกัน

คราวนี้ไม่มีเส้นใดพยายามกลืนกินอีกเส้นหนึ่ง

กลับมีภาพบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงกลางแผ่นหิน

มันไม่ใช่ภาพภูเขาหรือหุบเขาเมฆาอย่างที่ทุกคนเคยเห็น แต่เป็นภาพป้อมมังกรทางเหนือแห่งนี้

มู่ชางขมวดคิ้วทันที

“เหตุใดแผ่นศิลาจึงแสดงภาพป้อมของเรา?”

ไม่มีใครตอบได้

ภาพบนแผ่นหินเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ กำแพงป้อมที่แข็งแรงปรากฏเป็นเส้นสีเทา จากนั้นเส้นสีแดงก็ทอดยาวจากด้านนอกเข้ามาถึงประตูทางทิศตะวันออก ส่วนเส้นสีเงินพาดผ่านด้านบน ราวกับม่านบาง ๆ ที่กำลังประคองเส้นทางทั้งสองไว้

จู่ ๆ เส้นสีแดงก็ขาดสะบั้น

พร้อมกันนั้น แผ่นศิลาก็กระแทกกับโต๊ะดังสนั่น

ไป๋เหวินซึ่งเพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องรีบหยุด เขาหันไปมองทางประตูด้านตะวันออก ก่อนหันกลับมาหาเฟิงอ้าวเทียนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“องค์ชาย เมื่อครู่ผู้เฝ้ากำแพงรายงานว่าเกิดความผิดปกติบริเวณแนวเขาด้านตะวันออกพะยะค่ะ”

“ความผิดปกติแบบใด?”

“พลังคุ้มกันที่แนวเขาสั่นไหวอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่มีมังกรลาดตระเวนสองตนรู้สึกว่าระยะทางระหว่างหลักเขตเปลี่ยนไป ทั้งที่พวกเขายังอยู่บนเส้นทางเดิม”

คำรายงานนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง

หลินซีเหยาหันกลับไปมองแผ่นศิลา

“มันไม่ได้กำลังบอกเราว่าเส้นทางในหุบเขาเสียหายอย่างเดียวค่ะ”

นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อ

“บางทีเส้นทางเหล่านั้นอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อสถานที่อื่นแล้ว”

เฟิงอ้าวเทียนมองภาพป้อมบนแผ่นหินอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้น การรอจนทุกอย่างชัดเจนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่การรีบเปิดเส้นทางเข้าไปโดยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่หลังม่านพลัง ก็อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้เช่นกัน

“มู่ชาง ส่งคนไปตรวจแนวเขาด้านตะวันออก แต่ห้ามข้ามเขตคุ้มกันที่กำหนดไว้ หากพบความผิดปกติ ให้ทำเครื่องหมายตำแหน่งและกลับมารายงานทันที”

“รับคำสั่ง!”

“หลงเยี่ย เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้พลังไฟเพื่อทดสอบแผ่นศิลา หากมันตอบสนองอีก ให้ถอยออกมาและบอกข้า”

หลงเยี่ยพยักหน้า

“เข้าใจแล้ว”

เฟิงอ้าวเทียนหันไปหาอวิ๋นฮุย มังกรเกล็ดสีเทายืนอยู่ข้างหน้าต่างมาตั้งแต่เมื่อครู่ ปีกซ้ายที่ยังบาดเจ็บขยับเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตาของมันจับจ้องภาพบนแผ่นศิลาไม่วาง

“เจ้าเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือไม่?”

อวิ๋นฮุยส่ายหน้า

จากนั้นมันยกกรงเล็บข้างที่ยังแข็งแรงขึ้น วาดเส้นสีเทาลงบนพื้น ตามด้วยเส้นสีแดงที่ขาดตรงกลาง ก่อนลากเส้นสีเงินอ้อมผ่านรอยขาดนั้นไปอีกด้าน

หลินซีเหยามองภาพที่มันสร้างขึ้น ก่อนค่อย ๆ เข้าใจความหมาย

“เจ้าไม่ได้บอกว่าเส้นทางถูกปิดตาย แต่กำลังบอกว่ามีเส้นทางอีกสายหนึ่งที่ยังไปต่อได้ ใช่หรือไม่?”

อวิ๋นฮุยพยักหน้า

เฟิงอ้าวเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาอวิ๋นจง

“เส้นทางที่ท่านเคยปิดไว้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?”

ชายเสื้อคลุมสีเทาไม่ได้รีบตอบ เขามองแผ่นศิลานานกว่าทุกครั้ง รอยแตกบนข้อมือของเขามีประกายสีแดงวาบขึ้น ก่อนจะจางหายไป

“ข้าไม่อาจยืนยันได้” เขากล่าวในที่สุด “แต่ถ้าแผ่นศิลากำลังแสดงเส้นทางของป้อมแห่งนี้ แสดงว่ามีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้”

“แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก?”

“เพราะก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยเห็นมันแสดงภาพเช่นนี้”

คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยทั้งหมดหมดไป แต่ก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาว่าเขาปิดบังทุกอย่าง

เฟิงอ้าวเทียนจึงไม่ซักไซ้ต่อในตอนนี้

เขาหันกลับไปหาหลินซีเหยา “พรุ่งนี้เราจะไปตรวจแนวเขาด้วยตนเอง แต่จะไปเพียงถึงเขตคุ้มกันชั้นนอกเท่านั้น หากพบว่าเส้นทางยังไม่มั่นคง เราจะกลับทันที”

หลินซีเหยาพยักหน้า “ข้าจะไปด้วยค่ะ”

“ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดเช่นนี้”

“แล้วพระองค์จะห้ามหรือคะ?”

“ไม่ห้าม แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ฝืนใช้พลัง หากร่างกายรับไม่ไหว เราจะหยุดทันที”

นางสบตาเขา ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เช่นเดียวกันค่ะ หากพลังมังกรของพระองค์เริ่มผิดปกติ พระองค์ก็ต้องหยุดด้วย”

เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ

“ตกลง”

บทสนทนาสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าความสงบกลับอยู่ได้ไม่นาน

แผ่นศิลาบนโต๊ะสว่างขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีภาพป้อม ไม่มีเส้นทางสามสาย และไม่มีสัญลักษณ์ของปีกมังกร

มีเพียงรอยอักษรเก่าแก่ปรากฏขึ้นทีละตัว

ซูเหวินซึ่งรีบเข้ามาหลังได้รับรายงานจากมู่ชาง ก้มลงอ่านอักษรเหล่านั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด

“นี่เป็นอักษรโบราณที่ใช้บันทึกคำเตือนเกี่ยวกับม่านพลังพะยะค่ะ”

เฟิงอ้าวเทียนถามทันที “มันเขียนว่าอะไร?”

ซูเหวินกลืนน้ำลาย ก่อนอ่านออกเสียงช้า ๆ

“เมื่อเส้นทางกลับคืนสู่ผู้เลือก ม่านพลังจะไม่อาจกักขังสิ่งที่ตื่นขึ้นแล้วได้อีกต่อไป”

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ

หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปถึงปลายนิ้ว นางไม่ได้หวาดกลัวเพราะคำเตือนนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เพราะแผ่นศิลากำลังแสดงภาพเส้นทางที่เชื่อมโยงกับป้อมของพวกเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยตอบสนองเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้พลังของอวิ๋นฮุยเท่านั้น

เฟิงอ้าวเทียนเอื้อมมือมาจับมือนางไว้เบา ๆ

“เราจะไม่ตัดสินใจจากคำเตือนเพียงประโยคเดียว”

หลินซีเหยาพยักหน้า

“ค่ะ เราจะไปดูด้วยตาของตัวเอง”

แผ่นศิลาค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงรอยแตกสามเส้นบนพื้นผิวหิน

ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังแยกย้าย ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเส้นสีเทาเส้นหนึ่งบนแผ่นศิลาขยับต่อไปอีกเล็กน้อย

มันไม่ได้มุ่งไปทางหุบเขาเมฆา

แต่ทอดยาวออกไปทางทิศเหนือของป้อม

ตรงตำแหน่งที่ไม่มีเส้นทางใดปรากฏอยู่ในแผนที่มังกรฉบับปัจจุบัน

และห่างออกไปใต้ภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ รอยแยกซึ่งหลับใหลมานานนับพันปีก็ค่อย ๆ เปิดออก

มีบางสิ่งขยับอยู่ภายในนั้น

มันไม่ได้ส่งเสียงคำราม ไม่ได้ปลดปล่อยพลังทำลายล้าง และไม่ได้พยายามพังทลายภูเขาออกมา

เพียงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด

ดวงตาคู่นั้นมีสีเงินปนแดง

ก่อนที่เสียงแผ่วเบาจะดังขึ้นจากส่วนลึกของรอยแยก

“ในที่สุด...พวกเจ้าก็เริ่มเลือกเส้นทางของตัวเองแล้ว”

รอยแยกสั่นไหวเล็กน้อย

“เช่นนั้น คราวนี้ข้าจะรอดูว่าใครจะเป็นผู้เดินมาถึงข้าก่อน”

หมอกเหนือภูเขาเคลื่อนตัวปิดบังทุกสิ่งอีกครั้ง

แต่เส้นทางที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 65 ผู้ล่าจากห้วงกำเนิด

    เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 64 มังกรเจ็ดเศียรแห่งต้นกำเนิด

    ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 63 อสูรใต้หัวใจมังกร

    ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 62 ใต้บัลลังก์มังกร

    บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 61 บัลลังก์มังกรเรียกหา

    ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น

  • ทายาทจักรพรรดิมังกร   บทที่ 60 ผนึกมังกรสะเทือนสวรรค์

    รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status