LOGIN“แต่ยังไม่ใช่ทางที่ข้ารอคอย”
ถ้อยคำจากอีกฟากของม่านพลังเลือนหายไปพร้อมกับหมอกที่เคลื่อนผ่านหุบเขา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผู้พูดเป็นใคร และไม่มีใครอาจยืนยันได้ว่าสิ่งที่กำลังตื่นขึ้นนั้นต้องการเปิดทางออก หรือกำลังรอให้ใครบางคนเดินเข้าไปหา ภายในป้อมมังกรทางเหนือ เฟิงอ้าวเทียนกลับมานั่งอยู่หน้าแผนที่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดสนิท แผ่นกระดาษหลายแผ่นถูกวางเรียงตามตำแหน่งที่พบความผิดปกติ แต่ละจุดเชื่อมโยงกับแนวเขาด้านตะวันออกและเส้นทางที่ไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่เดิม หลินซีเหยานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม นางกำลังเปรียบเทียบร่องรอยพลังที่บันทึกไว้ระหว่างการสำรวจ “ถ้าความผิดปกติเกิดจากการซ้อนทับของเส้นทางจริง จุดที่เราพบวันนี้ไม่น่าจะเป็นจุดเดียวที่ได้รับผลกระทบค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนเลื่อนแผนที่อีกแผ่นมาให้นาง “ข้าก็คิดเช่นนั้น หลักเขตสามแห่งที่สั่นไหวอยู่ในแนวเดียวกัน แต่ระยะห่างระหว่างแต่ละแห่งไม่สอดคล้องกับระยะทางที่หน่วยลาดตระเวนรายงาน” “แสดงว่าพื้นที่บางส่วนอาจเชื่อมต่อกันผ่านเส้นทางที่เราไม่รู้จัก” “หรือมีเส้นทางเก่าที่ถูกปิดไว้กำลังปรากฏขึ้นอีกครั้ง” หลินซีเหยานิ่งคิด ก่อนใช้นิ้วแตะตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราไม่ควรรีบซ่อมหลักเขตทุกแห่งพร้อมกัน เพราะอาจเป็นการปิดเส้นทางที่กำลังพยายามเชื่อมต่อกันอยู่” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าจะสั่งให้หยุดการซ่อมแซมชั่วคราว เฉพาะบริเวณที่พบความผิดปกติ ส่วนจุดอื่นยังคงตรวจสอบตามปกติ” “ดีค่ะ อย่างน้อยเราจะไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลงเพราะรีบร้อน” เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าดูเหนื่อยแล้ว พักก่อนเถอะ” “ข้าจะพักเมื่ออ่านบันทึกชุดนี้เสร็จค่ะ” “นั่นหมายความว่าเจ้าจะยังไม่พัก” “พระองค์เองก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ?” เฟิงอ้าวเทียนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนปิดแผนที่ตรงหน้าตนเอง “ก็ได้ เราจะอ่านอีกเพียงชุดเดียว” หลินซีเหยาหัวเราะเบา ๆ “พระองค์ควรใช้คำสั่งนี้กับตัวเองให้บ่อยขึ้นนะคะ” “ข้าจะพิจารณา” คำตอบนั้นทำให้นางยิ้ม ก่อนทั้งคู่จะกลับไปสนใจบันทึกตรงหน้า แต่ความสงบในห้องทำงานอยู่ได้ไม่นาน ประตูถูกเคาะสามครั้ง มู่ชางเดินเข้ามาพร้อมรายงานฉบับใหม่ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าตอนกลับจากการสำรวจ “องค์ชาย มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ลานฝึกพะยะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที “มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” “ไม่มีพะยะค่ะ แต่เสาหินที่ใช้กำหนดขอบเขตลานฝึกหายไปหนึ่งต้น” หลินซีเหยาขมวดคิ้ว “หายไป?” “เสาหินยังอยู่ในตำแหน่งเดิมเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน แต่เมื่อทหารกลับมาตรวจอีกครั้ง ตำแหน่งนั้นกลับว่างเปล่า พวกเขาค้นทั่วบริเวณแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยการเคลื่อนย้าย” เฟิงอ้าวเทียนหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวม “พาเราไปดู” ลานฝึกมังกรอยู่ทางทิศใต้ของป้อม เป็นพื้นที่เปิดกว้างที่ใช้ฝึกควบคุมพลังและทดสอบความแข็งแกร่งของทหารมังกร เสาหินแต่ละต้นฝังอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างขอบเขตป้องกันไม่ให้พลังจากการฝึกกระจายออกไปภายนอก เมื่อเฟิงอ้าวเทียนไปถึง เหล่าทหารได้หยุดการฝึกทั้งหมดแล้ว เสาหินต้นที่หายไปตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของลาน ตำแหน่งเดิมเหลือเพียงรอยวงกลมบนพื้นหิน ไม่มีเศษหินแตกหัก ไม่มีร่องรอยการขุด และไม่มีพลังตกค้างที่บ่งบอกว่ามีผู้ใดใช้กำลังนำมันออกไป มู่ชางชี้ไปยังพื้น “ทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดยืนยันว่าไม่มีผู้ใดเข้าใกล้เสาต้นนี้ก่อนที่มันจะหายไปพะยะค่ะ” หลินซีเหยาคุกเข่าลงตรวจสอบรอยวงกลม นางวางฝ่ามือเหนือพื้นเพียงเล็กน้อย โดยไม่สัมผัสพลังใด ๆ ในทันที ครู่หนึ่ง นางก็สัมผัสได้ถึงความเย็นบางเบา ไม่ใช่ความเย็นจากน้ำแข็ง แต่เป็นความรู้สึกคล้ายกำลังยืนอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากโลกปัจจุบัน “องค์ชายคะ ตรงนี้มีร่องรอยของเส้นทางซ้อนทับอยู่” เฟิงอ้าวเทียนเดินเข้ามาใกล้ “เหมือนบริเวณแนวเขาหรือไม่?” “คล้ายกันค่ะ แต่ต่างกันตรงที่บริเวณนี้มีพลังของป้อมมังกรอยู่ด้วย” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “เสาหินอาจไม่ได้ถูกทำลายหรือเคลื่อนย้าย แต่อาจถูกส่งไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง” ทหารที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ เฟิงอ้าวเทียนกลับไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก “หากเป็นเช่นนั้น เราต้องตรวจสอบว่าขอบเขตป้องกันส่วนอื่นยังทำงานอยู่หรือไม่ มู่ชาง ให้ทหารตรวจเสาหินทุกต้น แต่ห้ามใช้พลังโจมตีเพื่อทดสอบ” “รับคำสั่ง!” หลินซีเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้น “ข้าขอลองใช้พลังเงินตรวจสอบรอยต่อเพียงเล็กน้อยได้หรือไม่คะ? หากเรารู้ว่ามันเชื่อมต่อกับที่ใด อาจตามหาเสาหินต้นนั้นได้โดยไม่ต้องเปิดเส้นทาง” เฟิงอ้าวเทียนมองนางอย่างพิจารณา “เจ้ามั่นใจหรือ?” “ข้าไม่มั่นใจทั้งหมดค่ะ แต่ข้าจะหยุดทันทีหากพลังตอบสนองผิดปกติ” เขาพยักหน้า “ข้าจะอยู่ข้างเจ้า” หลินซีเหยาค่อย ๆ หลับตา ปล่อยประกายสีเงินออกจากปลายนิ้ว พลังนั้นแผ่กระจายไปตามรอยวงกลมบนพื้น ก่อนค่อย ๆ ไหลลงสู่ร่องลึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ครู่ต่อมา อากาศเหนือพื้นหินก็สั่นไหว ภาพของลานฝึกปรากฏขึ้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ภาพนั้นไม่เหมือนลานฝึกที่พวกเขากำลังยืนอยู่ เสาหินทุกต้นยังอยู่ครบ ทว่าท้องฟ้าเหนือพื้นที่นั้นกลับเป็นสีเทาเข้ม และมีแนวภูเขาทอดยาวอยู่ไกลออกไป หลินซีเหยาลืมตาขึ้นทันที “นั่นไม่ใช่ภาพความทรงจำค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนจับความผิดปกติได้เช่นกัน ภาพตรงหน้าไม่ได้เลือนหายเหมือนภาพที่เกิดจากพลังบันทึก แต่มีการเคลื่อนไหวของหมอกและใบไม้จริง ๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “ข้าคิดว่าเรากำลังมองเห็นพื้นที่อีกแห่งหนึ่งผ่านรอยต่อ” ทันใดนั้น เสาหินต้นหนึ่งในภาพก็สั่นสะเทือน ก่อนมีบางสิ่งเดินผ่านด้านหลังมัน เงาร่างนั้นมีรูปร่างคล้ายมังกร แต่ลำตัวผอมยาวและมีเกล็ดสีเทาปกคลุมทั่วร่าง หลินซีเหยอาสูดหายใจเบา ๆ “อวิ๋นฮุย?” เงาร่างในภาพหยุดเคลื่อนไหวทันที ราวกับได้ยินเสียงของนาง มันหันศีรษะกลับมา แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ภาพทั้งหมดก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เฟิงอ้าวเทียนรีบปล่อยพลังสีดำทองประคองขอบเขตไว้ ขณะที่หลินซีเหยาถอนพลังเงินกลับอย่างระมัดระวัง ภาพตรงหน้าดับลง ลานฝึกกลับคืนสู่สภาพเดิม เหลือเพียงรอยวงกลมบนพื้นหิน หลินซีเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว เฟิงอ้าวเทียนรีบประคองแขนของนางไว้ “เจ็บตรงไหนหรือไม่?” “ไม่ค่ะ เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นจริง ๆ” เขาปล่อยมือเมื่อนางทรงตัวได้แล้ว แต่ยังคงยืนอยู่ใกล้ ๆ “เราไม่ควรทดลองต่อในตอนนี้” หลินซีเหยาพยักหน้า แม้จะมีคำถามมากมาย แต่การฝืนเปิดรอยต่ออีกครั้งอาจทำให้เส้นทางทั้งสองเสียหาย สิ่งที่พวกเขาเห็นอาจเป็นอวิ๋นฮุยจริง หรืออาจเป็นมังกรเกล็ดสีเทาตัวอื่นที่มีรูปร่างคล้ายกันก็ได้ พวกเขายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุป เมื่อกลับถึงลานด้านใน อวิ๋นฮุยกำลังพักอยู่ใต้ชายคา มันเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามา ก่อนขยับปีกข้างที่ไม่บาดเจ็บเล็กน้อย หลินซีเหยาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มันฟัง พร้อมวาดภาพเสาหินและแนวภูเขาที่เห็นผ่านรอยต่อ อวิ๋นฮุยจ้องภาพนั้นอยู่นาน ก่อนใช้กรงเล็บแตะเสาหินที่หายไป แล้วลากเส้นไปยังภูเขา จากนั้นมันส่ายหน้า “เจ้าไม่แน่ใจว่านั่นคือสถานที่ที่เจ้าเคยอยู่หรือ?” หลินซีเหยาถาม อวิ๋นฮุยพยักหน้า มันขีดเส้นอีกเส้นหนึ่ง คราวนี้เส้นทางไม่ได้มุ่งไปยังภูเขา แต่เบี่ยงออกไปทางด้านข้าง แล้วหยุดตรงสัญลักษณ์คล้ายปีกที่ยังไม่สมบูรณ์ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ “เจ้ากำลังบอกว่าพื้นที่ที่เราเห็นอาจเชื่อมต่อกับเส้นทางของเจ้า แต่ไม่ใช่สถานที่เดียวกันทั้งหมด?” อวิ๋นฮุยพยักหน้าอีกครั้ง หลินซีเหยาถอนหายใจเบา ๆ “ดูเหมือนเราจะต้องแยกเรื่องเส้นทางที่ซ้อนทับออกจากเรื่องหุบเขาเมฆาเสียแล้วค่ะ ทั้งสองอาจเกี่ยวข้องกัน แต่เราไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้น” “ข้าเห็นด้วย” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “ต่อจากนี้เราจะบันทึกความผิดปกติแต่ละแห่งแยกกัน และไม่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันจนกว่าจะมีหลักฐาน” อวิ๋นฮุยดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย มันไม่ต้องการให้ใครรีบร้อนเดินทางตามหาเส้นทางของตน และดูเหมือนจะพอใจที่พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจออกเดินทางทันที หลงเยี่ยซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกล หยิบเกล็ดมังกรสีแดงออกมาดูอีกครั้ง เส้นสีเงินที่ขอบเกล็ดจางลงแล้ว แต่มีรอยเล็ก ๆ ปรากฏตรงกลาง รอยนั้นไม่ใช่รอยแตก หากเป็นเส้นโค้งคล้ายขอบของประตู เขาขมวดคิ้ว ก่อนเก็บมันกลับเข้าที่เดิมโดยไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนก “ข้าจะรายงานหากมันเปลี่ยนแปลงอีก” เขากล่าว เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ดี อย่าพยายามหาคำตอบด้วยการใช้พลังของเจ้าเพียงลำพัง” หลงเยี่ยยิ้มมุมปาก “ข้าเรียนรู้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ทุกอย่างในวันเดียว” คำตอบนั้นทำให้หลินซีเหยามองเขาด้วยความพอใจ บางทีนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของการเดินทางที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการค้นพบพลังใหม่หรือเส้นทางลึกลับ แต่เป็นการที่ทุกคนเริ่มรู้จักหยุดก่อนจะก้าวไปไกลเกินกว่าที่ตนเองเข้าใจ คืนนั้น เฟิงอ้าวเทียนกับหลินซีเหยากลับมาที่ห้องทำงานอีกครั้งเพื่อสรุปรายงาน เสาหินที่หายไปยังไม่กลับคืนมา แต่ขอบเขตป้องกันส่วนอื่นยังทำงานตามปกติ มู่ชางได้สั่งให้เพิ่มการตรวจสอบโดยไม่ใช้กำลัง ขณะที่ซูเหวินกำลังค้นบันทึกเก่าเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัตถุผ่านเส้นทางมิติ หลินซีเหยาปิดสมุดบันทึก ก่อนหันไปมองเฟิงอ้าวเทียน “พระองค์คิดว่าเราควรบอกเรื่องภาพที่เห็นให้ท่านพ่อของพระองค์ทราบหรือไม่คะ?” “ควรบอก แต่ข้าจะรายงานเฉพาะสิ่งที่เราพบจริง ส่วนเรื่องที่ยังไม่แน่ใจจะระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นข้อสันนิษฐาน” “ดีค่ะ อย่างน้อยเราจะไม่ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น” เฟิงอ้าวเทียนมองนางด้วยแววตาอ่อนลง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อก่อนข้าคงสั่งให้คนค้นหาเสาหินต้นนั้นทันที” “แล้วตอนนี้ล่ะคะ?” “ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าการไม่รีบร้อน ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเสียเวลา” หลินซีเหยายิ้ม “พระองค์เปลี่ยนไปมากจริง ๆ” “เพราะมีคนคอยเตือนข้าอยู่ตลอด” “ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมค่ะ” “มันเป็นคำชม” นางหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนรวบรวมรายงานให้เป็นระเบียบ ภายนอกหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้ตามปกติ ทว่าที่แนวเขาด้านตะวันออก เสาหินต้นหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่กลับตั้งอยู่บนพื้นหินสีเทา มันไม่ได้แตกหัก และไม่มีพลังมืดเกาะอยู่ตามพื้นผิว เพียงมีรอยสลักเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตรงฐาน เป็นสัญลักษณ์ปีกสามเส้นที่ยังไม่สมบูรณ์ หลังจากนั้นไม่นาน เสาหินก็สั่นไหวเพียงครั้งเดียว รอยสลักสีเงินสว่างขึ้น ก่อนมีเส้นสีแดงบาง ๆ ปรากฏตามขอบ ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นเพื่อเห็นเหตุการณ์ แต่ในส่วนลึกของหุบเขาเมฆา ชายเสื้อคลุมสีเทาหยุดเดินทันที เขาก้มมองรอยแตกบนข้อมือของตนเอง ซึ่งมีประกายสีแดงสว่างขึ้นอย่างชัดเจนกว่าทุกครั้ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เป็นไปไม่ได้...” เขาหันกลับไปมองม่านหมอกที่ปกคลุมหุบเขา “เสาหินต้นนั้นไม่ควรข้ามไปถึงที่นั่นได้” อวิ๋นจงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกำมือปิดรอยแตกบนข้อมือ คราวนี้เขาไม่ได้เดินต่อไปตามเส้นทางเดิม แต่หันไปยังทางแยกที่ถูกปิดตายมานานหลายร้อยปี เพราะหากเสาหินต้นนั้นไปปรากฏอยู่ในดินแดนมังกรจริง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการซ้อนทับของเส้นทางอีกต่อไป บางสิ่งกำลังเคลื่อนย้ายขอบเขตของโลกทั้งสองเข้าหากัน และครั้งนี้ แม้แต่อวิ๋นจงก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะหยุดมันได้ทันหรือไม่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







