Masukฟู่หยางยอมปล่อยให้จวงอวี้ถงพาลูกน้อยไป หากพูดตามตรงเขาค่อนข้างลำบากใจที่ต้องพูดเรื่องนี้กับลูก เพราะยังไม่ไว้วางใจจวงอวี้ถง เนื่องด้วยนางมีความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อนและเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ ดังนั้นเขาจึงไม่ไว้วางใจนางให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะเกรงว่านางจะนำความเดือดร้อนมาให้สกุลฟู่
จวงอวี้ถงอุ้มเสี่ยวฉีตัวน้อยเดินไปที่ศาลากลางสระบัว ระหว่างทางก็ชวนอีกฝ่ายพูดคุยเรื่อยเปื่อย " เสี่ยวฉี เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าเป็นแม่ของเจ้า? " นางถามด้วยความสงสัย ระหว่างนั้นก็ปล่อยคนตัวน้อยลง และพาไปนั่งที่ม้าหินอ่อนที่จัดเตรียมไว้บนศาลา " ก็ข้าชอบพี่สาวนี่นา " เสี่ยวฉีตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส พลางยิ้มจนเต็มใบหน้า มือเรียวยกขึ้นมาลูบศีรษะเล็กอย่างนึกเอ็นดู " ข้าก็ชอบเจ้าเช่นกัน " นางยิ้ม " เช่นนั้นพี่สาวมาเป็นท่านแม่ของข้าได้หรือไม่?" เสี่ยวฉีถามอย่างกระตือรือร้น คนหน้าหวานทำสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุด " ข้าก็อยากเป็นอยู่หรอก เพียงแต่ว่าท่านพ่อของเจ้า เขาไม่ยอมให้ความร่วมมือกับข้าน่ะสิ " นางโบ้ยความผิดให้ฟู่หยาง หากเขาร่วมมือกับนาง ป่านนี้เสี่ยวฉีก็คงมีมารดาสมใจไปแล้ว " ท่านพ่อไม่ชอบพี่สาวงั้นรึขอรับ? " " ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น " จวงอวี้ถงพยักหน้าน้อยๆ คนตัวเล็กทำปากยู่ยี่พลางเอ่ยถามเสียงเบา " ทำไมเล่า พี่สาวออกจะใจดีนี่นา ทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นให้เสี่ยวฉีอีกต่างหาก " " อาจเป็นเพราะข้างามสู้มารดาของเจ้าที่เสียไปไม่ได้กระมัง " จวงอวี้ถงพูดเล่น สำหรับฟู่หยางนางก็คงเปรียบเสมือนกาฝากไร้ประโยชน์ที่มาสร้างความวุ่นวายให้แก่เขา ทั้งยังเป็นคนน่ารำคาญที่เขาเกลียดชังน้ำหน้านักหนากระมัง มือน้อยๆ สัมผัสลงบนใบหน้างดงามของสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาดวงน้อยเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า " ไม่จริงหรอก พวกท่านทั้งสองคนล้วนงดงามทั้งคู่ " จวงอวี้ถงหัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับคำชมของเจ้าเด็กน้อย " สิ่งที่ทำให้ข้าสู้มารดาของเจ้าไม่ได้ มันคือความจริงใจของนางต่างหากเล่า มารดาเจ้านางเป็นคนที่อ่อนโยนและรู้จักทะนุถนอมน้ำใจคน ต่างจากข้าที่มุ่งหวังเพียงจุดหมายของตนเพียงอย่างเดียว " สีหน้าจวงอวี้ถงสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวตนในวันวานของนาง ใช่ว่าจะจำไม่ได้เสียทีเดียว นางเคยเป็นคนเช่นไร นางย่อมจำได้ดี แม้ในสายตาของคนอื่นนางจะดูเหมือนเย่อหยิ่งก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ฉากหน้าที่นางสร้างขึ้นมา เพราะไม่อยากให้คนอื่นมากดข่มนาง กระนั้นนางก็ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำให้สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของตนเองสักครั้ง นางมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูผู้แสนเย่อหยิ่ง และดีใจที่มีบิดามารดาคอยให้การสนับสนุน แม้บางครั้งนางอาจจะเผลอทำไม่ดีกับพวกท่านไปบ้าง แต่พวกท่านทั้งสองคนก็ไม่เคยมองนางด้วยสายตาเกลียดชังหรือดุด่าด้วยถ้อยคำร้ายกาจ กลับโอบกอดนางอย่างอบอุ่นทั้งยังปลอบประโลมไม่ให้นางคิดมากอีกต่างหาก พอจวงอวี้ถงนึกถึงภาพในวันวาน ความรู้สึกก็พลันล้นเอ่อออกมา ทำให้ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวคล้ายจะร้องไห้ ในตอนนั้นนางมีความสุขมาก แทบไม่เคยจินตนาการถึงวันที่ไม่มีบิดามารดาเลยด้วยซ้ำ ยามนั้นนางคิดแค่เพียงว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แม้ในยามที่บิดามารดาแก่ชราไป นางก็จะเป็นคนคอยดูแลและอยู่เคียงข้างพวกท่านทั้งสองคน จะทำหน้าที่ลูกให้สมกับที่ท่านพ่อท่านแม่เลี้ยงดูนางมาเป็นอย่างดี ทว่าสิ่งที่นางวาดฝันไว้กลับพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปพร้อมกันสองคน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางแค้นเคืองลุงของตนเองมาก ซึ่งไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นางจะต้องสืบหาและนำตัวพวกมันมาลงโทษให้ได้ " พี่สาวมีเรื่องไม่สบายใจงั้นหรือ? " นัยน์ตาคู่เล็กจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่กำลังทำสีหน้าเศร้าโศกราวกับมีเรื่องใดในใจ จวงอวี้ถงส่ายหน้า ก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน " เปล่าหรอก ข้าไม่ได้เป็นอะไร " " เช่นนั้นมาเล่นกับเสี่ยวฉีนะ เดี๋ยวเสี่ยวฉีจะทำให้ท่านอารมณ์ดีเอง " " อืม ได้สิ " จวงอวี้ถงกับฟู่เทียนฉีใช้เวลาอยู่ด้วยกันพักใหญ่ ครั้นตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า แม่นมที่เลี้ยงดูเสี่ยวฉีมาตั้งแต่เกิดก็มารับตัวเจ้าก้อนแป้งกลับไป แต่ทว่าเสี่ยวฉีกลับมีท่าทีงอแงไม่ยอมกลับง่ายๆ จวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นจึงรีบบอกให้คนตัวน้อยกลับไปอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าก่อน พร้อมกับให้สัญญาว่าวันพรุ่งนี้จะมาเล่นเป็นเพื่อนด้วยอีก พอได้ยินเยี่ยงนั้นเสี่ยวฉีก็ยอมคล้อยตามแต่โดยดี แม่นมอดยิ้มให้กับทั้งสองคนไม่ได้ ด้วยว่าคุณชายน้อยของนางค่อนข้างดื้อรั้นตามประสาเด็กอยู่สักหน่อย แต่พอได้ยินคุณหนูจวงพูดแค่ไม่กี่คำกลับยอมเชื่อฟังอย่างง่ายดาย ทั้งยังไม่มีท่าทีต่อต้านราวกับเกรงใจคุณหนูนักหนา " พี่สาว เสี่ยวฉีกลับก่อนนะ " มือน้อยๆ ยกขึ้นมาโบกสะบัดไปมา " กลับดีๆ นะ พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นกันใหม่ " จวงอวี้ถงโบกมือตอบกลับพลางส่งยิ้มให้ หลังจากส่งเสี่ยวฉีกลับไปแล้ว สตรีร่างบางก็นั่งครุ่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนศาลาคนเดียว โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังยืนจ้องนางอยู่ อิงรั่ว สาวใช้ที่เคยเป็นนางต้นห้องของฟู่หยาง เมื่อครั้งยังไม่ออกเรือนมองสตรีผู้มาอาศัยอยู่ในจวนสกุลฟู่อย่างเคียดแค้น ครั้งหนึ่งนางเกือบจะได้รับเลือกเป็นอนุของฟู่หยางแล้วเชียว แต่กลับถูกมารดาของเสี่ยวฉีแย่งตำแหน่งไป สตรีสกุลหวังไม่เพียงเข้ามาเป็นนายหญิงของจวนสกุลฟู่เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ครอบครองหัวใจของเจ้าของจวนอีกต่างหาก นั่นจึงทำให้แผนการของนางล่มไม่เป็นท่า ต้องได้กลับมาเป็นสาวใช้รองมือรองเท้าของคนในสกุลฟู่อีกครั้ง ทั้งที่นางมีโอกาสจะได้เป็นเจ้านายอีกคนของจวนสกุลฟู่แล้วแท้ๆ " ข้าไม่ยอมให้เจ้าแย่งเขาไปอีกหรอก " นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป ระหว่างนั้นจวงอวี้ถงก็พลันเหลือบมาเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายเข้าพอดี ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเต็มไปด้วยประกายวาววับ สตรีที่เพิ่งเดินจากไปใช่ว่านางไม่รู้จัก แต่ต้องบอกว่านางรู้จักดีเลยละ! เพราะอีกฝ่ายคือศัตรูตัวฉกาจที่นางต้องกำจัดออกไป หากไม่เช่นนั้นแล้วคงสร้างความวุ่นวายให้แก่จวนสกุลฟู่น่าดู ตัวปัญหาน่ะ มีแค่นางคนเดียวก็พอแล้ว!จวงอวี้ถงเดินถือถาดน้ำชามาที่หน้าห้องทำงานของฟู่หยาง เมื่อวันก่อนนางไม่ได้มาหาเขา ด้วยว่าต้องพาเสี่ยวฉีไปเดินเล่นที่ตลาด วันนี้พอมีเวลานางจึงมาพบเขาสักหน่อย เผื่อว่าเขาจะได้เบาะแสของคดีพ่อแม่นางแล้ว" ท่านอา ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามอีกฝ่ายอยู่ด้านหน้าประตูห้องทำงาน" มีอะไร?" น้ำเสียงเข้มเอ่ยถามกลับ พร้อมกับเงยหน้าจากเอกสารมองไปที่ประตู ซึ่งกำลังสะท้อนเงาของใครบางคน" ข้านำน้ำชากับของว่างมาให้เจ้าค่ะ "" เอากลับไป "น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้น สตรีหน้าหวานเริ่มทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ ไม่รู้ว่าเขาจะตั้งแง่กับนางไปจนถึงเมื่อไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ออกจะดีแล้วแท้ๆมือเรียวยกขึ้นมาดันประตูเปิดเข้าไปอย่างถือวิสาสะ นางไม่สนหรอกว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่ เพราะเดิมทีนางก็ไม่ฟังใครอยู่แล้ว ในเวลานี้นางแค่อยากรู้ว่าเขาตามสืบเรื่องของพ่อแม่ไปถึงไหนแล้วก็เท่านั้น" นี่เจ้า..." คิ้วเข้มขมวดยุ่ง เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายตาเขม็งจวงอวี้ถงวางถาดน้ำชาลง จากนั้นก็ค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงข้างๆ อีกฝ่าย ปรายตาชำเลืองมองเอกสารราชการที่อยู่บนโต๊ะ
ฟู่หยางยอมปล่อยให้จวงอวี้ถงพาลูกน้อยไป หากพูดตามตรงเขาค่อนข้างลำบากใจที่ต้องพูดเรื่องนี้กับลูก เพราะยังไม่ไว้วางใจจวงอวี้ถง เนื่องด้วยนางมีความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อนและเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ ดังนั้นเขาจึงไม่ไว้วางใจนางให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะเกรงว่านางจะนำความเดือดร้อนมาให้สกุลฟู่จวงอวี้ถงอุ้มเสี่ยวฉีตัวน้อยเดินไปที่ศาลากลางสระบัว ระหว่างทางก็ชวนอีกฝ่ายพูดคุยเรื่อยเปื่อย" เสี่ยวฉี เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าเป็นแม่ของเจ้า? " นางถามด้วยความสงสัย ระหว่างนั้นก็ปล่อยคนตัวน้อยลง และพาไปนั่งที่ม้าหินอ่อนที่จัดเตรียมไว้บนศาลา" ก็ข้าชอบพี่สาวนี่นา " เสี่ยวฉีตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส พลางยิ้มจนเต็มใบหน้ามือเรียวยกขึ้นมาลูบศีรษะเล็กอย่างนึกเอ็นดู " ข้าก็ชอบเจ้าเช่นกัน " นางยิ้ม" เช่นนั้นพี่สาวมาเป็นท่านแม่ของข้าได้หรือไม่?" เสี่ยวฉีถามอย่างกระตือรือร้นคนหน้าหวานทำสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุด " ข้าก็อยากเป็นอยู่หรอก เพียงแต่ว่าท่านพ่อของเจ้า เขาไม่ยอมให้ความร่วมมือกับข้าน่ะสิ "นางโบ้ยความผ
จวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่กวนใจอีกฝ่ายต่อ เมื่อครู่ขนาดเขาไม่ได้ลงแรงกับนางมากนัก นางยังรู้สึกเจ็บร้าวตรงต้นแขนถึงเพียงนี้ หากรั้งอยู่ต่อเกรงว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งตัวนางก็พอจะรู้ว่าเมื่อไรควรไล่ต้อนเขา และเมื่อไรควรจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ด้วยเหตุนี้นางจึงขอตัวกลับไปที่เรือนพักของตนก่อน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาเบาะแสเรื่องคดีช่วยอีกฝ่ายใหม่" ก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะกลับไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่ "จวงอวี้ถงย่อกายทำความเคารพเจ้าของจวน ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้องทำงานของฟู่หยาง ทว่าพอเปิดประตูออกไปกลับเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังยืนจ้องหน้านางพร้อมกับฉีกยิ้มแฉ่ง" เสี่ยวฉี เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?" จวงอวี้ถงย่อตัวให้เสมอกับคนตัวน้อย พลางยื่นมือออกไปจับแผ่นไหล่เล็กอย่างทะนุถนอม" เสี่ยวฉีได้ยินพี่สาวกับท่านพ่อทะเลาะกันก็เลยไม่กล้าเข้าไปขอรับ " เด็กชายวัยสี่ขวบพูดด้วยความใสซื่อ เมื่อครู่เขาตั้งใจจะมาเล่นกับท่านพ่อและพี่สาวตามที่ท่านย่าบอก ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง กลับได้ยินเสียงของทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าส่
" เจ้าไม่ต้องป้อนพุทราเชื่อมให้ข้าแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนข้างกายนับตั้งแต่เขาสัญญากับนางว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ นางก็คอยตามติดเขายิ่งกว่าเงา จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในความรู้สึกของคนพวกนั้น อาจมองว่าเขากับนางรักใคร่กลมเกลียวดี ทว่าแท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าฟู่หยางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับอารมณ์อยู่ต่างหากคนร่างเล็กยืดกายนั่งตรง นัยน์ตากลมโตหรี่มองคนที่กำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่นาง " ทนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าไท่ฮูหยินกำลังดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเราสองคนเข้ากันได้ดี " นางยกไท่ฮูหยินขึ้นมาอ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตามดวงตาคมกริบปรายตามองคนร่างเล็ก ริมฝีปากสีระเรื่อเผยยิ้มจางๆ นัยน์ตาสีหวานกำลังจ้องมองมาที่เขา ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แต่เป็นเพราะต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขาต่างหาก ในแววตาของนางแฝงไปด้วยความมืดมนไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่ในนั้นสักนิด ทั้งยังมีนิสัยเยือกเย็นเจ้าแผนการ คำพูดคำจาเหมือนคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนซึ่งพอลองพิจารณาดูดีๆ นางไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับจวงอวี้ถงที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด น
ฟู่หยางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ครานั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านแม่ของเขาพาจวงอวี้ถงมาที่จวน สภาพนางในตอนนั้นดูแทบไม่ได้คล้ายถูกใครทำร้ายมา ตัวเขาที่คุ้นชินกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี จึงเข้าไปดูบาดแผลที่นางได้รับ แต่พอได้เห็นฝ่ามือที่มีรอยแดงเป็นทางยาวคล้ายเสียดสีกับบางอย่าง เขาก็พลันเอะใจว่านี่อาจเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้ดูเหมือนนางถูกทำร้ายตัวเขาในตอนนั้นเก็บความเคลือบแคลงใจเอาไว้ ทั้งยังสั่งให้ลูกน้องไปตามสืบความเป็นมาเป็นไปภายในตระกูลจวงว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนในที่สุดเขาก็ได้ล่วงรู้ถึงความลับบางอย่างของนางเข้านับตั้งแต่บิดามารดาของนางตายจากไป จวงอวี้ถงก็ถูกท่านลุงของนางนำไปเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูของคนบ้านนั้นค่อนข้างเอาเปรียบจวงอวี้ถงอยู่พอสมควร พวกเขาพากันกดขี่นางราวกับคนใช้คนหนึ่ง ด้วยความคับแคบใจจึงทำให้นางคิดหาวิธีเอาคืน ซึ่งวิธีนั้นก็คือการหลอกใช้มารดาเขา เพื่อให้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในจวนสกุลฟู่แผนการของนางเขาดูออกตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่ามารดาจะไม่พอใจ" เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าร่วมมือกับเจ้า เจ้าต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือล้างแค้น
จวงอวี้ถงที่เขารู้จักต้องเป็นสตรีที่เย่อหยิ่ง และยึดถือในความคิดของตนเองเป็นหลัก ทั้งยังไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น อย่าว่าแต่รินน้ำชาให้เลย ขนาดเดินผ่านหน้ากัน นางยังไม่เคยหยุดฝีเท้ารอให้ใครเดินนำหน้าสักครั้ง เพราะถือคติที่ว่าตนเองต้องเป็นหนึ่งเหนือผู้อื่นเสมอซึ่งต่างจากตอนนี้เป็นอย่างมาก นางทำตัวไร้ยางอาย จนเขารู้สึกเอือมระอาแทน" เช่นนั้น...."" เจ้าควรหยุดได้แล้ว!" เขาขบกรามพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจนรอยยิ้มหวานพลันหายไป ใช่ว่านางอยากทำเช่นนี้เสียเมื่อไร หากเขาให้ความร่วมมือกับนางตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยืดยาวถึงเพียงนี้" ท่านแม่ของท่านต้องการให้ท่านแต่งงานกับข้า ไยท่านต้องปฏิเสธด้วยเล่า การที่ท่านทำตัวแบบนี้ ไม่เรียกว่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมารดาหรอกหรือ? " จวงอวี้ถงเลิกคิ้วถามอย่างยียวนจริงอยู่ที่นางซาบซึ้งใจในความเมตตาของไท่ฮูหยิน แต่ความคับแค้นใจก็ยังมีอยู่ นางอยากเอาคืนคนที่เคยทำร้ายนางกับครอบครัวให้สาสม ซึ่งคนที่จะช่วยนางได้มีเพียงฟู่หยางรองเจ้ากรมอาญาคนเดียวเท่านั้น แต่เขากลับล่วงรู้ถึงแผนการของนางเข้า จึงทำให้เรื่องยุ่งยากมาจนถึ







