LOGINจวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่กวนใจอีกฝ่ายต่อ เมื่อครู่ขนาดเขาไม่ได้ลงแรงกับนางมากนัก นางยังรู้สึกเจ็บร้าวตรงต้นแขนถึงเพียงนี้ หากรั้งอยู่ต่อเกรงว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งตัวนางก็พอจะรู้ว่าเมื่อไรควรไล่ต้อนเขา และเมื่อไรควรจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้
ด้วยเหตุนี้นางจึงขอตัวกลับไปที่เรือนพักของตนก่อน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาเบาะแสเรื่องคดีช่วยอีกฝ่ายใหม่ " ก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะกลับไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่ " จวงอวี้ถงย่อกายทำความเคารพเจ้าของจวน ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้องทำงานของฟู่หยาง ทว่าพอเปิดประตูออกไปกลับเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังยืนจ้องหน้านางพร้อมกับฉีกยิ้มแฉ่ง " เสี่ยวฉี เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?" จวงอวี้ถงย่อตัวให้เสมอกับคนตัวน้อย พลางยื่นมือออกไปจับแผ่นไหล่เล็กอย่างทะนุถนอม " เสี่ยวฉีได้ยินพี่สาวกับท่านพ่อทะเลาะกันก็เลยไม่กล้าเข้าไปขอรับ " เด็กชายวัยสี่ขวบพูดด้วยความใสซื่อ เมื่อครู่เขาตั้งใจจะมาเล่นกับท่านพ่อและพี่สาวตามที่ท่านย่าบอก ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง กลับได้ยินเสียงของทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าส่งเสียงหรือเปิดประตูเข้าไป ครั้นฟู่หยางที่ได้ยินเสียงลูกชาย เขาก็รีบเดินมาที่หน้าห้อง ระหว่างนั้นก็เห็นจวงอวี้ถงกำลังอุ้มบุตรชายของเขาขึ้นมา " พี่ไม่ได้ทะเลาะกับท่านพ่อของเจ้าหรอกนะ พวกเราแค่พูดคุยกันเสียงดังไปหน่อยก็เท่านั้นเอง ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านอา?"ประโยคสุดท้ายนางเอ่ยถามคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองอีกฝ่ายเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ เขาคงไม่ใจร้ายพูดความในใจออกมาให้เด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ยินหรอกกระมัง " เอ่อ...พ่อไม่ได้ทะเลาะกับนางหรอก เมื่อครู่คงพูดเสียงดังไปหน่อย จึงทำให้เจ้าตกใจใช่หรือไม่?" ฟู่หยางก้าวขาเข้ามาใกล้จวงอวี้ถง ก่อนจะแย่งฟู่เทียนฉีมาอุ้ม " เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านทั้งสองรักใคร่กันดี อย่างที่ท่านย่าบอกใช่หรือไม่ขอรับ " คนตัวน้อยเอ่ยถามบิดาและพี่สาวที่เขาชมชอบด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนดีใจ " ใช่แล้ว พี่กับท่านพ่อของเจ้าพวกเรารักใคร่กันดี " จวงอวี้ถงฉีกยิ้มกว้าง พลางขยิบตาส่งสัญญาณให้ฟู่หยางเออออตาม ครั้นไม่มีทางเลือกอื่น ฟู่หยางจึงแสร้งเออออตามนางไป " อืม " เขาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ " งั้นเสี่ยวฉีก็จะมีท่านแม่เหมือนอย่างเด็กคนอื่นแล้วใช่หรือไม่ท่านพ่อ " ดวงตาดวงน้อยทอประกายไปด้วยความหวัง เสี่ยวฉีใฝ่ฝันอยากจะมีมารดาเหมือนกับสหายคนอื่น นับตั้งแต่ท่านแม่ของเสี่ยวฉีตายไป เสี่ยวฉีก็ไม่เคยได้สัมผัสถึงความรักและความอบอุ่นจากมารดาอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยวฉีอยากได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของมารดาอีกสักครั้ง แม้ว่าสตรีนางนั้นจะไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดเสี่ยวฉีก็ตาม ขอเพียงนางดีต่อเสี่ยวฉี รักเสี่ยวฉีแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ฟู่หยางมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่น้อยๆ ความโหยหาของบุตรชายใช่ว่าเขาไม่รู้ ที่ผ่านมาเขาคิดเพียงแค่ว่าหากทำหน้าที่บิดาให้เต็มที่ ลูกก็คงไม่รู้สึกขาดหายอะไร ทว่าสิ่งที่เขาคิดกลับผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะในส่วนลึกของเสี่ยวฉีนั้นยังคงต้องการมารดาอยู่ " เอ่อคือพ่อ...." ฟู่หยางน้ำท่วมปาก เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ลูกเข้าใจ หากโกหกออกไป วันหน้าเสี่ยวฉีก็ต้องรู้อยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นจะไม่แย่ไปกันใหญ่หรือ ระหว่างที่ฟู่หยางกำลังคิดไม่ตก จู่ๆ จวงอวี้ถงก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ อีกฝ่ายอาจจะหาว่านางสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนก็ได้ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้...ถึงอย่างไรนางก็ต้องข้องเกี่ยว เพราะนางจำเป็นต้องให้เสี่ยวฉีช่วย! " เสี่ยวฉี ยามนี้ท่านพ่อของเจ้ากำลังยุ่งอยู่ พวกเราสองคนไปนั่งเล่นที่ศาลากลางสระบัวดีหรือไม่?" จวงอวี้ถงออกความเห็น พลางเอื้อมมือไปอุ้มคนตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะพูดกับพ่อของเด็กว่า " เดี๋ยวข้าดูแลเขาเองเจ้าค่ะ ท่านอากลับไปทำงานเถิด" " อืม " ฟู่หยางพยักหน้า " ข้าฝากเขาด้วย "จวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่กวนใจอีกฝ่ายต่อ เมื่อครู่ขนาดเขาไม่ได้ลงแรงกับนางมากนัก นางยังรู้สึกเจ็บร้าวตรงต้นแขนถึงเพียงนี้ หากรั้งอยู่ต่อเกรงว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งตัวนางก็พอจะรู้ว่าเมื่อไรควรไล่ต้อนเขา และเมื่อไรควรจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ด้วยเหตุนี้นางจึงขอตัวกลับไปที่เรือนพักของตนก่อน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาเบาะแสเรื่องคดีช่วยอีกฝ่ายใหม่" ก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะกลับไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่ "จวงอวี้ถงย่อกายทำความเคารพเจ้าของจวน ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้องทำงานของฟู่หยาง ทว่าพอเปิดประตูออกไปกลับเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังยืนจ้องหน้านางพร้อมกับฉีกยิ้มแฉ่ง" เสี่ยวฉี เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?" จวงอวี้ถงย่อตัวให้เสมอกับคนตัวน้อย พลางยื่นมือออกไปจับแผ่นไหล่เล็กอย่างทะนุถนอม" เสี่ยวฉีได้ยินพี่สาวกับท่านพ่อทะเลาะกันก็เลยไม่กล้าเข้าไปขอรับ " เด็กชายวัยสี่ขวบพูดด้วยความใสซื่อ เมื่อครู่เขาตั้งใจจะมาเล่นกับท่านพ่อและพี่สาวตามที่ท่านย่าบอก ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง กลับได้ยินเสียงของทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าส่
" เจ้าไม่ต้องป้อนพุทราเชื่อมให้ข้าแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนข้างกายนับตั้งแต่เขาสัญญากับนางว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ นางก็คอยตามติดเขายิ่งกว่าเงา จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในความรู้สึกของคนพวกนั้น อาจมองว่าเขากับนางรักใคร่กลมเกลียวดี ทว่าแท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าฟู่หยางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับอารมณ์อยู่ต่างหากคนร่างเล็กยืดกายนั่งตรง นัยน์ตากลมโตหรี่มองคนที่กำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่นาง " ทนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าไท่ฮูหยินกำลังดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเราสองคนเข้ากันได้ดี " นางยกไท่ฮูหยินขึ้นมาอ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตามดวงตาคมกริบปรายตามองคนร่างเล็ก ริมฝีปากสีระเรื่อเผยยิ้มจางๆ นัยน์ตาสีหวานกำลังจ้องมองมาที่เขา ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แต่เป็นเพราะต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขาต่างหาก ในแววตาของนางแฝงไปด้วยความมืดมนไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่ในนั้นสักนิด ทั้งยังมีนิสัยเยือกเย็นเจ้าแผนการ คำพูดคำจาเหมือนคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนซึ่งพอลองพิจารณาดูดีๆ นางไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับจวงอวี้ถงที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด น
ฟู่หยางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ครานั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านแม่ของเขาพาจวงอวี้ถงมาที่จวน สภาพนางในตอนนั้นดูแทบไม่ได้คล้ายถูกใครทำร้ายมา ตัวเขาที่คุ้นชินกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี จึงเข้าไปดูบาดแผลที่นางได้รับ แต่พอได้เห็นฝ่ามือที่มีรอยแดงเป็นทางยาวคล้ายเสียดสีกับบางอย่าง เขาก็พลันเอะใจว่านี่อาจเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้ดูเหมือนนางถูกทำร้ายตัวเขาในตอนนั้นเก็บความเคลือบแคลงใจเอาไว้ ทั้งยังสั่งให้ลูกน้องไปตามสืบความเป็นมาเป็นไปภายในตระกูลจวงว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนในที่สุดเขาก็ได้ล่วงรู้ถึงความลับบางอย่างของนางเข้านับตั้งแต่บิดามารดาของนางตายจากไป จวงอวี้ถงก็ถูกท่านลุงของนางนำไปเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูของคนบ้านนั้นค่อนข้างเอาเปรียบจวงอวี้ถงอยู่พอสมควร พวกเขาพากันกดขี่นางราวกับคนใช้คนหนึ่ง ด้วยความคับแคบใจจึงทำให้นางคิดหาวิธีเอาคืน ซึ่งวิธีนั้นก็คือการหลอกใช้มารดาเขา เพื่อให้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในจวนสกุลฟู่แผนการของนางเขาดูออกตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่ามารดาจะไม่พอใจ" เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าร่วมมือกับเจ้า เจ้าต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือล้างแค้น
จวงอวี้ถงที่เขารู้จักต้องเป็นสตรีที่เย่อหยิ่ง และยึดถือในความคิดของตนเองเป็นหลัก ทั้งยังไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น อย่าว่าแต่รินน้ำชาให้เลย ขนาดเดินผ่านหน้ากัน นางยังไม่เคยหยุดฝีเท้ารอให้ใครเดินนำหน้าสักครั้ง เพราะถือคติที่ว่าตนเองต้องเป็นหนึ่งเหนือผู้อื่นเสมอซึ่งต่างจากตอนนี้เป็นอย่างมาก นางทำตัวไร้ยางอาย จนเขารู้สึกเอือมระอาแทน" เช่นนั้น...."" เจ้าควรหยุดได้แล้ว!" เขาขบกรามพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจนรอยยิ้มหวานพลันหายไป ใช่ว่านางอยากทำเช่นนี้เสียเมื่อไร หากเขาให้ความร่วมมือกับนางตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยืดยาวถึงเพียงนี้" ท่านแม่ของท่านต้องการให้ท่านแต่งงานกับข้า ไยท่านต้องปฏิเสธด้วยเล่า การที่ท่านทำตัวแบบนี้ ไม่เรียกว่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมารดาหรอกหรือ? " จวงอวี้ถงเลิกคิ้วถามอย่างยียวนจริงอยู่ที่นางซาบซึ้งใจในความเมตตาของไท่ฮูหยิน แต่ความคับแค้นใจก็ยังมีอยู่ นางอยากเอาคืนคนที่เคยทำร้ายนางกับครอบครัวให้สาสม ซึ่งคนที่จะช่วยนางได้มีเพียงฟู่หยางรองเจ้ากรมอาญาคนเดียวเท่านั้น แต่เขากลับล่วงรู้ถึงแผนการของนางเข้า จึงทำให้เรื่องยุ่งยากมาจนถึ
หลังจากสิ้นบิดามารดาไปเมื่อหนึ่งปีก่อน จวงอวี้ถงก็ได้รับการช่วยเหลือจากไท่ฮูหยินตระกูลฟู่ อีกฝ่ายเป็นสหายเก่าของท่านย่าของนาง อีกทั้งบุตรชายของไท่ฮูหยินก็ยังเป็นสหายร่วมชั้นเรียนกับบิดาของนางอีกด้วย นางถูกวางตัวให้มาเป็นฮูหยินคนถัดไปต่อจากภรรยาคนเก่าของเขาแต่ทว่า...เขากลับไม่เคยชายตามองนาง แม้ว่านางจะพยายามเข้าหาหรือพูดคุยกับเขาก่อน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงคำตอบรับสั้นๆ เท่านั้นฟู่หยางมีตำแหน่งเป็นถึงรองเจ้ากรมอาญา ลักษณะนิสัยของเขาค่อนข้างเคร่งขรึมและเยือกเย็น คำพูดหนึ่งคำสามารถเชือดเฉือนใจคนให้กระอักเลือดได้ ถึงเขาจะเป็นคนเย็นชาแต่ก็ไม่เคยเมินเฉยต่อความทุกข์เนื้อร้อนใจของราษฎรเลยสักครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน ชาวเมืองต่างพากันสรรเสริญและยกย่องฟู่หยางเปรียบเสมือนทวยเทพที่ลงมาปราบมารอย่างไรอย่างนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อนภรรยาของเขาเกิดล้มป่วยด้วยโรคระบาด จึงทำให้เขากลายเป็นพ่อหม้ายตั้งแต่อายุสามสิบ ทั้งยังมีบุตรชายอายุสี่ขวบที่เกิดจากภรรยาเก่า ถึงใครจะบอกว่าเด็กๆ ทุกคนต้องการมารดามาคอยอบรมสั่งสอน แต่กระนั้นฟู่หยางก็ไม่เคยคิดจะหามารดาให้ลูก ด้วยเหตุผลที่ว่า







