LOGINวงแขนแกร่งยังคงตระกองกอดเอวบางไว้แน่น ใบหน้าคมซุกซบอยู่ตรงซอกคอ เสียงหายใจที่เคยหนักหน่วงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอสัญลักษณ์แห่งการหลับใหล
ซูหว่านเอ๋อร์นอนนิ่งเกร็ง กลั้นหายใจฟังเสียงนิ่งสะกิดอารมณ์นั้นทุกห้วงยาม เขาหลับไปแล้ว… แต่หัวใจเธอกลับยิ่งสั่นระทึกด้วยความหวาดกลัว ทุกคำพูด ทุกสัมผัส และทุกการตอบสนองของร่างกายล้วนเป็นชนวนเหตุให้เขาสงสัย หากวันใดเขาจับได้ว่าสตรีในอ้อมกอดไม่ใช่ ‘ซูหว่านเอ๋อร์’ คนเดิม… จุดจบจะเป็นเช่นไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ ทางเดียวที่มีคือต้องหนี หญิงสาวรอคอยจนแน่ใจว่าเขาจมสู่ดิ่งพะวัง ค่อย ๆ คลายแรงกดที่ละนิ้ว ถอนแขนหนาออกจากเอวอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเบาบางยิ่งกว่าลมหายใจ ยามเคลื่อนกายถอยห่าง ความอบอุ่นและสายธารรักสีขาวข้นที่คั่งค้างค่อย ๆ รื่นไหลเปรอะเปรื้อนตามเรียวขา หว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่นสะกดกั้นเสียงอัปยศ มิให้เล็ดลอดออกมาแม้เพียงนิด เธอเลื้อยลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ คว้าเสื้อคลุมไหมสีเทามาคลุมกายอย่างลวก ๆ มุ่งตรงไปยังประตูบานเล็กด้านหลังห้องน้ำสรง บรรยากาศกลางดึกของจวนอ๋องเงียบสงัดจนน่ากลัว สองเท้าเปลือยเปล่าเริ่มก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิ่งเหยาะ ยามเมื่อมองเห็นซุ้มประตูหินของสวนหลังอยู่เบื้องหน้า อีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น… หมับ! มือหนาปริศนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางจากทางด้านหลัง แรงบีบมหาศาลทำเอาเธอแทบหยุดหายใจ “หว่านเอ๋อร์” น้ำเสียงต่ำทุ้มดังชิดใบหู ไร้ร่องรอยความโกรธเกรี้ยว ทว่าหนักแน่นและเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ หว่านเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง เซียวหานเย่ออกแรงดึงเพียงนิด ร่างบางก็หมุนกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าคมคายภายใต้แสงจันทร์ดูมืดมนล้ำลึก เรือนผมยาวสยายยุ่งเหยิง อกแกร่งเปลือยเปล่าสะท้อนเงาสลัว “ท่านอ๋อง…” เสียงนางสั่นเครือ “หม่อมฉันเพียง… ออกมารับลมเพคะ” “ตอนยามสามนี้นะหรือ “ เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาโดยไม่กะพริบตา “แล้วเหตุใดต้องสวมเสื้อคลุมลุกลี้ลุกลน… เหตุใดต้องตัวสั่น… และเหตุใดถึงต้องมองข้าด้วยสายตาของคนที่กำลังจะหนี?” หว่านเอ๋อร์ปิดปากเงียบ ไร้ซึ่งคำตอบใด เซียวหานเย่มิได้แสดงโทสะรุนแรง ทว่าบรรยากาศรอบกายเขากลับดิ่งลึกและหนักอึ้งจนน่าอึดอัด เขาปลดกระชากเสื้อคลุมไหมบนร่างเธอออกอย่างพ้นทาง โยนทิ้งลงบนพื้นหญ้า ก่อนจะดันเรือนร่างสั่นเทาให้แผ่นหลังเนียนละเอียดกระแทกชิดกับต้นไม้ใหญ่ในสวนหลังจวน “เจ้าไม่เคยคิดหนีจากข้ามาก่อน” เขาเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาเชิดคางมนขึ้นบังคับให้สบตา “คืนนี้เจ้ากำลังกลัวสิ่งใดกันแน่?” หว่านเอ๋อร์เกร็งสะท้าน กลั้นลมหายใจจนหยดน้ำตาคลอเบ้า ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย เซียวหานเย่ก็ทาบทับเรียวปากลงมาทันที มิใช่สัมผัสอันอ่อนโยน หากแต่เป็นจูบอันดุดัน รุ่มร้อน และลึกล้ำ เรียวลิ้นร้ายกาจสอดแทรกเข้ามาในรสมุมปากอย่างตะกละตะกลาม ดูดดึงรัดรึง ลิ้มชิมความหวานและแลกเปลี่ยนลมหายใจอันหิวกระหาย “อื้อออ…!” เขายังคงตักตักความหวานจากริมฝีปากเธอไม่ยอมปล่อย ขณะที่มืออีกข้างเลื่อนลงต่ำ ฉีกทึบปราการชิ้นสุดท้ายออกอย่างไม่ใยดี นิ้วเรียวยาวแหวกร่องเนื้อที่ยังคงเปียกชื้นและคั่งค้างไปด้วยสายธารรักคราก่อน แล้วแทรกสอดเข้าไปในทันที “ยังฉ่ำหวาน…” เขานวดเฟ้นพลางพึมพำชิดเรียวปาก “ร่างกายเจ้ายังคงจดจำข้าได้เป็นอย่างดี” ชายหนุ่มถอนนิ้วออก ปลดอาภรณ์ท่อนล่างของตนลง เผยให้เห็นตัวตนอันตึงแน่นและขยายใหญ่เต็มที่ เขาถ่างขาเรียวสวยออกกว้าง ก่อนจะดันตัวตนร้อนผ่าวแทรกผ่านร่องรอยหวานช่ำ กดลึกลงไปช้า ๆ ทว่าหนักแน่นจนสุดโคนในรวดเดียว “อ๊ะ…!” “มองข้า” เซียวหานเย่สั่งเสียงทุ้มต่ำ กระชับมือที่จับคางนางไว้แน่น “อย่าคิดหลบสายตา” เขาเริ่มออกแรงขับเคลื่อน จังหวะเนิบนาบทว่าหนักหน่วง ทุกครั้งที่สอดลึกจนสุดจะหยุดค้างไว้ชั่วครู่เพื่อให้นางได้ซึมซาบความเต็มแน่น จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอนออกจนเกือบสุด แล้วกระแทกเสือกสอดกลับเข้ามาใหม่เน้นย้ำ “หว่านเอ๋อร์…” เขาเอ่ยเรียกนามเจ้าของร่างด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจ้าเป็นอนุของข้า… สถิตอยู่ในจวนของข้า… ไม่มีสถานที่ใดในแผ่นดินนี้ให้เจ้าหลบหนีไปได้” จังหวะรักเริ่มเร่งความเร็วขึ้น มือหนึ่งกดสะโพกมนไว้แน่นมิให้ขยับหนี ส่วนอีกมือเลื่อนไปคลึงเฟ้นจุดอ่อนไหวอย่างจงใจและจงรัก “อ๊ะ… อ๊า… ท่านอ๋อง…” “ห้ามหนี” เขากระซิบชิดใบหู ก่อนจะเน้นย้ำความลึกล้ำหนักหน่วงยิ่งขึ้น “ข้าสั่งห้ามมิให้เจ้าหนีไปจากจวนแห่งนี้… เข้าใจหรือไม่?” หว่านเอ๋อร์ถูกเคี่ยวกรำจนหยาดน้ำตานองหน้า ดอกไม้งามบวมเต่งและร้อนผ่าว เสียงสัมผัสฉ่ำหวานดังระงมชัดเจนทุกครั้งที่เขาเสือกกายเข้าหา “ข้า… อ๊ะ… เข้าใจแล้ว…” “เอื้อนเอ่ยออกมาให้ชัดเจน!” “ห้าม… ห้ามหนีไปจากจวน… อ๊างง~” เรือนร่างบางเกร็งสะท้านถึงจุดสูงสุด ดอกไม้งามกระตุกตอดรัดตัวตนของเขาไว้แน่นหนา ทว่าเซียวหานเย่กลับยังไม่หยุดยั้ง เขายังคงขับเคี่ยวจังหวะรักดุดันยิ่งกว่าเดิม ยกขาข้างหนึ่งของเธอขึ้นพาดบ่า แข็งขืนกระแทกกระทั้นอย่างลึกล้ำและถี่รวด จนกระทั่งพาหญิงสาวแตะขอบฟ้าฉ่ำหวานเป็นครั้งที่สอง เมื่อนั้น ชายหนุ่มจึงกดสอดตัวตนจนลึกที่สุด ปลดปล่อยสายธารรักอันร้อนผ่าวฉีดทะลักเข้าสู่กายเธอทุกหยาดหยดอย่างยาวนานและหนักแน่น เสียงหายใจหอบกระเส่าของทั้งคู่ดังประสานในความเงียบ เขายังคงแช่กายไว้เช่นนั้น วงแขนตระกองกอดเอวบางไว้แน่น ก้มลงจูบหน้าผากมนอย่างช้า ๆ และแสนซาบซึ้ง “จำไว้” น้ำเสียงของเขาทั้งต่ำและหนักแน่น “ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น… เจ้าห้ามคิดหนีไปจากจวนของข้าอีกเป็นอันขาด” หว่านเอ๋อร์หลับตาลงอย่างอ่อนแรง ทิ้งแผ่นหลังพิงต้นไม้ใหญ่ด้วยสายตาพร่ามัว ท่ามกลางสวนหลังจวนอันเงียบสงัด… คำบัญชาฉากนั้นดังก้องอยู่ในหัวใจของเธอไปจนกระทั่งรุ่งสว่างเพราะคำว่า ‘พักผ่อน’ ของเขาและเธอดูเหมือนจะมีความหมายไม่เท่ากันอย่างสิ้นเชิง…แก้วชาเนื้อดีในมือของหว่านเอ๋อร์เกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ทันทีที่สายตาหันไปเห็นเรือนร่างสูงใหญ่ของเซียวหานเย่ก้าวผ่านประตูห้องเข้ามาอย่างถือวิสาสะในยามค่ำคืนหญิงสาวเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หันหน้าไปอีกทางแล้วทำท่าอ้าปากอารมณ์กรี๊ดแบบไร้เสียงด้วยความอัดอั้นตันใจไหนบอกว่าจะให้พักไงฟะ?!เมื่อทำใจยอมรับชะตากรรมได้แล้ว เธอจึงสลดลง ค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าเขา พลันลุกขึ้นก้าวไปต้อนรับด้วยสีหน้าเศร้าซึมราวกับโลกจะถล่มลงมาเบื้องหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ฝ่ายท่านอ๋อง เมื่อได้เห็นท่าทางมิได้ยินดียินร้ายหรือจะเรียกว่าโศกเศร้าสุดขีดของเธอ เขากลับยิ้มกริ่มอย่างชอบใจประหลาดนักอนุคนอื่น ๆ ในจวนล้วนแต่เฝ้ารอต้อนรับปรนนิบัติเขาด้วยความเอาอกเอาใจ ทว่าอนุห้าผู้นี้กลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา แต่ยิ่งนางแสดงอาการเช่นนี้ เขากลับยิ่งรู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นเขาย่างกรายเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ หว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลงต่ำ นิ้วเรียวม้วนบิดชายเสื้อตัวเองด้วยความเศร้าสร้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อมแอ่มในลำคอ“ท่านอ๋อง…
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามา ร่างบางบนเตียงถอนหายใจยาว ความบอบช้ำทั่วเรือนร่างทำให้การขยับตัวแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบากหว่านเอ๋อร์นอนมองเพดานด้วยดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์เมื่อคืนฉายวนในหัวราวกับฝันร้าย… หรือไม่ก็ฝันเสียวซ่าน ความหนักหน่วงที่เขาฝากไว้ยังคงเด่นชัดทุกหยาดหยด‘การหนีไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย…เธอสรุปกับตัวเองในใจ ยิ่งดิ้นรนยิ่งเจ็บตัว ร่างกายนี้ไม่ได้แข็งแรงพอจะไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหนได้ และผู้ชายคนนั้นก็กัดไม่ปล่อยเกินไป“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”หว่านเอ๋อร์เอ่ยเรียกสาวใช้ประจำตัวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งประตูห้องเปิดออกพร้อมร่างของสาวใช้หน้าตาสะอาดสะอ้านที่รีบเข้ามาช่วยประคอง“เหม่ยซิงอยู่นี่แล้วเพคะ อนุห้า… ท่านอยากได้น้ำชาหรืออุ่นกายด้วยน้ำสรงก่อนดีเพคะ?”หว่านเอ๋อร์โบกมือเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดฉากสืบหาข้อมูล“เหม่ยซิง… ข้าอยากรู้เรื่องภายในจวนให้มากกว่านี้ ช่วยเล่าเรื่องอนุคนอื่น ๆ ให้ข้าฟังหน่อยสิ”สาวใช้ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มและเริ่มเล่ารายละเอียด“ท่านอ๋องทรงมีพระประสงค์ให้จวนมีความสงบเพคะ ปัจจุบันนอกจากพระชายาเอกแล้ว ท่านอ๋องทรงมีอนุทั้งหมดห้าคน… ซึ่งท่า
วงแขนแกร่งยังคงตระกองกอดเอวบางไว้แน่น ใบหน้าคมซุกซบอยู่ตรงซอกคอ เสียงหายใจที่เคยหนักหน่วงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอสัญลักษณ์แห่งการหลับใหลซูหว่านเอ๋อร์นอนนิ่งเกร็ง กลั้นหายใจฟังเสียงนิ่งสะกิดอารมณ์นั้นทุกห้วงยามเขาหลับไปแล้ว… แต่หัวใจเธอกลับยิ่งสั่นระทึกด้วยความหวาดกลัวทุกคำพูด ทุกสัมผัส และทุกการตอบสนองของร่างกายล้วนเป็นชนวนเหตุให้เขาสงสัย หากวันใดเขาจับได้ว่าสตรีในอ้อมกอดไม่ใช่ ‘ซูหว่านเอ๋อร์’ คนเดิม… จุดจบจะเป็นเช่นไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการทางเดียวที่มีคือต้องหนีหญิงสาวรอคอยจนแน่ใจว่าเขาจมสู่ดิ่งพะวัง ค่อย ๆ คลายแรงกดที่ละนิ้ว ถอนแขนหนาออกจากเอวอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเบาบางยิ่งกว่าลมหายใจ ยามเคลื่อนกายถอยห่าง ความอบอุ่นและสายธารรักสีขาวข้นที่คั่งค้างค่อย ๆ รื่นไหลเปรอะเปรื้อนตามเรียวขา หว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่นสะกดกั้นเสียงอัปยศ มิให้เล็ดลอดออกมาแม้เพียงนิดเธอเลื้อยลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ คว้าเสื้อคลุมไหมสีเทามาคลุมกายอย่างลวก ๆ มุ่งตรงไปยังประตูบานเล็กด้านหลังห้องน้ำสรงบรรยากาศกลางดึกของจวนอ๋องเงียบสงัดจนน่ากลัว สองเท้าเปลือยเปล่าเริ่มก
แสงเทียนริบหรี่ภายในห้องนอนประดับหรูหราสะท้อนเงารางร่างของชายหญิงบนเตียงกว้าง กลิ่นหอมอบอวลของกำยานดอกเหมยผสมผสานกับกลิ่นไอเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของจวน ทำให้ความรู้สึกพร่ามัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อ ‘ซูหว่านเอ๋อร์’ ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่เพดานห้องนอนในโลกยุคปัจจุบัน แต่เป็นความหนักอึ้งที่ทับถมอยู่บนเรือนร่าง ความเงียบสงบรอบตัวถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่บริเวณลำคอระหงชายหนุ่มตรงหน้าคือ ‘ชินอ๋องเซียวหานเย่’ แม่ทัพผู้เกรียงไกรและเย็นชาแห่งแผ่นดิน บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรกลับฉายแววความปรารถนาอันลึกซึ้ง ดวงตาคมกริบทอดมองลงมาอย่างสับสนทว่าเต็มไปด้วยความหลงใหล"อือ..."หว่านเอ๋อร์ส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เมื่อริมฝีปากหนาหยักได้รูปพรมจูบอย่างหนักหน่วงลงบนผิวหงส์ตรงซอกคอ จมูกโด่งบดเบียดซุกไซ้ตามแนวลำคออย่างหิวกระหาย ความรู้สึกแปลกใหม่และแรงกดดันจากคนตรงหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นระสับนี่มันเรื่องอะไรกัน... ฉันมาอยู่ที่ไหน!ความทรงจำต่างมิติทะลักเข้ามาเพียงชั่วครู่ ร่างนี้คือ 'ซูหว่านเอ๋อร์' อนุภรรยาผู้แสนเรียบร้อยที่เพิ่งถูกส่งเข้าจวนอ๋องได้ไม่กี่วัน







