LOGINเพราะคำว่า ‘พักผ่อน’ ของเขาและเธอดูเหมือนจะมีความหมายไม่เท่ากันอย่างสิ้นเชิง…
แก้วชาเนื้อดีในมือของหว่านเอ๋อร์เกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ทันทีที่สายตาหันไปเห็นเรือนร่างสูงใหญ่ของเซียวหานเย่ก้าวผ่านประตูห้องเข้ามาอย่างถือวิสาสะในยามค่ำคืน หญิงสาวเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หันหน้าไปอีกทางแล้วทำท่าอ้าปากอารมณ์กรี๊ดแบบไร้เสียงด้วยความอัดอั้นตันใจ ไหนบอกว่าจะให้พักไงฟะ?! เมื่อทำใจยอมรับชะตากรรมได้แล้ว เธอจึงสลดลง ค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าเขา พลันลุกขึ้นก้าวไปต้อนรับด้วยสีหน้าเศร้าซึมราวกับโลกจะถล่มลงมาเบื้องหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายท่านอ๋อง เมื่อได้เห็นท่าทางมิได้ยินดียินร้ายหรือจะเรียกว่าโศกเศร้าสุดขีดของเธอ เขากลับยิ้มกริ่มอย่างชอบใจ ประหลาดนักอนุคนอื่น ๆ ในจวนล้วนแต่เฝ้ารอต้อนรับปรนนิบัติเขาด้วยความเอาอกเอาใจ ทว่าอนุห้าผู้นี้กลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา แต่ยิ่งนางแสดงอาการเช่นนี้ เขากลับยิ่งรู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นเขาย่างกรายเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ หว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลงต่ำ นิ้วเรียวม้วนบิดชายเสื้อตัวเองด้วยความเศร้าสร้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อมแอ่มในลำคอ “ท่านอ๋อง… ไหนเมื่อบ่ายท่านบอกว่าจะให้หม่อมฉันพักผ่อนอย่างไรเล่าเพคะ…” คนเจ้าเล่ห์คลี่ยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ แล้วก้มลงกระซิบชิดใบหูของนางด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าชวนขนลุก “ข้าก็มิได้บอกเสียหน่อยว่าจะให้เจ้าทำสิ่งใด… คืนนี้เจ้าเพียงแค่นอนเฉย ๆ ก็พอ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง” คำพูดชวนวาบหวามและตรงไปตรงมาทำเอาหว่านเอ๋อร์หน้าแดงแป๊ดไปถึงหูเธออดไม่ได้ที่จะแอบมองค้อนเขาด้วยความไม่พอใจอย่างลืมตัว ในใจนี่ด่าเขาไปแปดสิบบทแล้ว เจ้าคนตลบแตลง! เจ้าคนไม่รักษาคำพูด! แต่ถึงกระนั้นก็ต้องกดข่มอารมณ์เอาไว้สุดชีวิต เพราะชายตรงหน้าคือท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจ หากทำอะไรให้เขาไม่พอใจขึ้นมา หัวงาม ๆ ของเธออาจจะหลุดออกจากบ่าเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ คิดได้ดังนั้น หว่านเอ๋อร์จึงถอนหายใจยาว เดินคอตกตรงไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงด้วยใบหน้าหมองเศร้า แล้วค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างจำใจและไม่เต็มใจเป็นที่สุด ทว่ากิริยาอาการเง้าแง้งอย่างซื่อตรงและน่าเอ็นดูเช่นนั้น กลับทำให้เซียวหานเย่หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูจับใจ ก่อนจะก้าวตามไปหาคนบนเตียงในทันที เซียวหานเย่ค่อย ๆ โน้มกายลงมาอย่างช้าเช้า มือหนาประคองคางมนไว้ด้วยสัมผัสอันแผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือคลึงลูบแก้มเนียนอย่างนุ่มนวล ราวกับเกรงว่าแรงบีบเพียงน้อยนิดจะทำร้ายผิวอันบอบบางนี้ได้ เขาไม่ได้รวบรัดจูบในทันที หากแต่ค่อย ๆ จุมพิตประทับลงบนหน้าผากเนียนเบาหวิวราวกับขนนกสัมผัสผิว ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังเปลือกตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิท จูบซับทีละข้างด้วยความอ่อนโยนละมุนละไม “หลับตาเสีย…” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หว่านเอ๋อร์ผ่อนคลายทำตามโดยไม่รู้ตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกถี่กระชั้นขึ้นทุกครั้งที่สัมผัสอบอุ่นจากริมฝีปากของเขาทาบทับลงมา เซียวหานเย่กดจูบลงบนปลายจมูกรั้น ก่อนจะเคลื่อนผ่านแก้มซ้าย แก้มขวา แล้วไปหยุดนิ่งตรงมุมปาก ละเลียดชิมอย่างใจเย็น ริมฝีปากอุ่นค่อย ๆ ดูดดึงริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ช้า ๆ ตักตักความหวานดูดแล้วปล่อย ซ้ำไปมาจนจังหวะลมหายใจของหญิงสาวเริ่มติดขัดผูกกันเป็นปม ยามเมื่อเรียวปากบางยอมเผยออก เขาก็แทรกเรียวลิ้นเข้าไปอย่างแผ่วเบา มิใช่การรุกล้ำดุดัน ทว่าเป็นการเลียวนอย่างรู้จุด ลิ้มรสและแลกเปลี่ยนความอบอุ่นละมุนละไม “อืม…” หว่านเอ๋อร์หลุดเสียงครางแผ่วในลำคออย่างลืมตัว มือหนาเลื่อนลงมาปลดสายรัดและคลายเสื้อไหมชั้นในออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเนินอกผุดผ่องไร้สิ่งปกปิด เขายังคงมอบจูบซาบซึ้งไม่ยอมห่าง ขณะที่มืออีกข้างค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้นตามแนวซี่โครงแล้วกอบกุมเนินเนื้อนุ่มไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือวนช้า ๆ รอบยอดอกที่ชูชันตอบรับสัมผัส เมื่อเห็นเธอเริ่มหายใจหอบกระเส่า เขาจึงค่อย ๆ ถอนจูบเลื่อนต่ำลงมาซุกซบที่ลำคอระหง ดูดดึงผิวเนียนเบา ๆ จนเกิดรอยรักสีระเรื่อ ก่อนจะจุมพิตไล่ต่ำลงมายังร่องอก ลิ้นอุ่นเลียวนรอบยอดอกผ่องอย่างหยอกล้อ ไม่ได้รีบร้อนดูดดึง หากแต่เพียงลูบไล้จนร่างบางเกร็งสะท้านไปทั้งตัว “ท่านอ๋อง…” เสียงของหว่านเอ๋อร์สั่นพร่า “หืม…” เขากระซิบตอบเบา ๆ พลางเลื่อนมืออีกข้างลงต่ำใต้ผ้านุ่งไหมเนื้อดี นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ แยกปราการชั้นในออก ลูบไล้เบา ๆ ตามร่องเนื้อที่เริ่มเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำหวาน เขายังมิได้แทรกสอดสิ่งใดเข้าไปในทันที หากเพียงแต่ใช้เรียวนิ้วลูบไล้ขึ้นลงตามแนวกลางอย่างนุ่มนวล ให้น้ำหวานแห่งความปรารถนาซึมออกมาเปียกชุ่มชื้น เมื่อรับรู้ว่าเริ่มแอ่นสะโพกตอบรับอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง เซียวหานเย่จึงค่อย ๆ ดันเรียวนิ้วกลางแทรกซึมเข้าไปเพียงหนึ่งนิ้ว ช้า ๆ ทว่าลึกล้ำ ก่อนจะเคลื่อนไหวขยับวนเบา ๆ ภายใน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาประทับจูบนางอีกครั้ง เป็นจูบอันอ่อนหวานชวนเคลิบเคลิ้ม ในขณะที่ภายในค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นสองนิ้ว โค้งกดเน้นย้ำตรงจุดอ่อนไหวจนร่างบางกระตุกเกร็งด้วยความวาบหวาม “อืมมม…” เซียวหานเย่ถอนนิ้วออกช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ดันร่างบางให้นอนราบลงบนฟูกนุ่ม โดยที่ใบหน้ายังคงประทับจูบนางไม่ขาดตอน มือหนาปลดพันธนาการอาภรณ์ของตนเองออก เผยให้เห็นตัวตนอันตึงแน่นขยายตัวเต็มที่ เขาใช้ส่วนหัวสัมผัสถูไถขึ้นลงตามร่องเนื้อที่ฉ่ำหวาน เขามิได้กระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างดุดัน หากแต่ค่อย ๆ เสือกกายดันตัวตนแทรกซึมเข้าไปทีละนิด ช้าเสียจนหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความใหญ่โตที่ค่อย ๆ เติมเต็มทีละชิ้นส่วน จนกระทั่งแทรกสอดลึกสุดโคนยามที่นางพรูลมหายใจยาวออกมา “อ๊ะ…” เซียวหานเย่ก้มลงจูบหน้าผากมนอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ… เนิบนาบ ลึกล้ำ และนุ่มนวล ทุกครั้งที่ถอนกายออกเกือบสุด จะค่อย ๆ สอดลึกกลับเข้าไปจนสุดโคนโดยไม่เร่งร้อน มือหนึ่งโอบหลังนางไว้แน่น อีกมือลูบไล้ต้นขาเรียวเบา ๆ จูบของเขายังคงหวานซาบซึ้ง คอยดูดริมฝีปากแลกเปลี่ยนลมหายใจช้า ๆ ราวกับต้องการให้นางซึมซาบความอ่อนโยนนี้มากกว่าความรุ่มร้อน หว่านเอ๋อร์ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ความเกร็งขึงในตอนแรกละลายหายไป มือที่เคยจิกเกร็งผ้าปูที่นอนเริ่มเลื่อนขึ้นไปสวมกอดแผ่นหลังกว้างของเขาไว้เบา ๆ เซียวหานเย่รับรู้ได้ถึงสายสัมพันธ์นั้น เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยระหว่างจูบ แล้วจึงค่อย ๆ เร่งจังหวะขึ้นอีกนิด ทว่ายังคงรักษาความนุ่มนวลและตั้งใจในทุกท่วงท่า จนกระทั่งร่างบางเกร็งสะท้าน ดอกไม้งามกระตุกตอดรัดตัวตนของเขาแน่นหนา ชายหนุ่มจึงตระกองกอดนางไว้แน่น แล้วปลดปล่อยสายธารรักอันอบอุ่นหลั่งไหลซาบซ่านอยู่ภายในกายนาง เสียงหายใจหอบกระเส่าของคนทั้งคู่ค่อย ๆ สม่ำเสมอลง เซียวหานเย่ยังคงแช่กายค้างไว้เช่นนั้น เขาค่อย ๆ โน้มลงประทับจูบบนเปลือกตาบางของนางอย่างแสนรัก “นอนเสียเถิด…” เขากระซิบเสียงนุ่มชิดใบหู “คืนนี้ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า” หว่านเอ๋อร์ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง ร่างกายยังคงร้อนระอุจากไฟรัก ทว่าสัมผัสและจูบอันอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับจุดประกายความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นในใจ… มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเพราะคำว่า ‘พักผ่อน’ ของเขาและเธอดูเหมือนจะมีความหมายไม่เท่ากันอย่างสิ้นเชิง…แก้วชาเนื้อดีในมือของหว่านเอ๋อร์เกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ทันทีที่สายตาหันไปเห็นเรือนร่างสูงใหญ่ของเซียวหานเย่ก้าวผ่านประตูห้องเข้ามาอย่างถือวิสาสะในยามค่ำคืนหญิงสาวเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หันหน้าไปอีกทางแล้วทำท่าอ้าปากอารมณ์กรี๊ดแบบไร้เสียงด้วยความอัดอั้นตันใจไหนบอกว่าจะให้พักไงฟะ?!เมื่อทำใจยอมรับชะตากรรมได้แล้ว เธอจึงสลดลง ค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าเขา พลันลุกขึ้นก้าวไปต้อนรับด้วยสีหน้าเศร้าซึมราวกับโลกจะถล่มลงมาเบื้องหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ฝ่ายท่านอ๋อง เมื่อได้เห็นท่าทางมิได้ยินดียินร้ายหรือจะเรียกว่าโศกเศร้าสุดขีดของเธอ เขากลับยิ้มกริ่มอย่างชอบใจประหลาดนักอนุคนอื่น ๆ ในจวนล้วนแต่เฝ้ารอต้อนรับปรนนิบัติเขาด้วยความเอาอกเอาใจ ทว่าอนุห้าผู้นี้กลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา แต่ยิ่งนางแสดงอาการเช่นนี้ เขากลับยิ่งรู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นเขาย่างกรายเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ หว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลงต่ำ นิ้วเรียวม้วนบิดชายเสื้อตัวเองด้วยความเศร้าสร้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อมแอ่มในลำคอ“ท่านอ๋อง…
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามา ร่างบางบนเตียงถอนหายใจยาว ความบอบช้ำทั่วเรือนร่างทำให้การขยับตัวแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบากหว่านเอ๋อร์นอนมองเพดานด้วยดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์เมื่อคืนฉายวนในหัวราวกับฝันร้าย… หรือไม่ก็ฝันเสียวซ่าน ความหนักหน่วงที่เขาฝากไว้ยังคงเด่นชัดทุกหยาดหยด‘การหนีไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย…เธอสรุปกับตัวเองในใจ ยิ่งดิ้นรนยิ่งเจ็บตัว ร่างกายนี้ไม่ได้แข็งแรงพอจะไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหนได้ และผู้ชายคนนั้นก็กัดไม่ปล่อยเกินไป“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”หว่านเอ๋อร์เอ่ยเรียกสาวใช้ประจำตัวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งประตูห้องเปิดออกพร้อมร่างของสาวใช้หน้าตาสะอาดสะอ้านที่รีบเข้ามาช่วยประคอง“เหม่ยซิงอยู่นี่แล้วเพคะ อนุห้า… ท่านอยากได้น้ำชาหรืออุ่นกายด้วยน้ำสรงก่อนดีเพคะ?”หว่านเอ๋อร์โบกมือเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดฉากสืบหาข้อมูล“เหม่ยซิง… ข้าอยากรู้เรื่องภายในจวนให้มากกว่านี้ ช่วยเล่าเรื่องอนุคนอื่น ๆ ให้ข้าฟังหน่อยสิ”สาวใช้ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มและเริ่มเล่ารายละเอียด“ท่านอ๋องทรงมีพระประสงค์ให้จวนมีความสงบเพคะ ปัจจุบันนอกจากพระชายาเอกแล้ว ท่านอ๋องทรงมีอนุทั้งหมดห้าคน… ซึ่งท่า
วงแขนแกร่งยังคงตระกองกอดเอวบางไว้แน่น ใบหน้าคมซุกซบอยู่ตรงซอกคอ เสียงหายใจที่เคยหนักหน่วงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอสัญลักษณ์แห่งการหลับใหลซูหว่านเอ๋อร์นอนนิ่งเกร็ง กลั้นหายใจฟังเสียงนิ่งสะกิดอารมณ์นั้นทุกห้วงยามเขาหลับไปแล้ว… แต่หัวใจเธอกลับยิ่งสั่นระทึกด้วยความหวาดกลัวทุกคำพูด ทุกสัมผัส และทุกการตอบสนองของร่างกายล้วนเป็นชนวนเหตุให้เขาสงสัย หากวันใดเขาจับได้ว่าสตรีในอ้อมกอดไม่ใช่ ‘ซูหว่านเอ๋อร์’ คนเดิม… จุดจบจะเป็นเช่นไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการทางเดียวที่มีคือต้องหนีหญิงสาวรอคอยจนแน่ใจว่าเขาจมสู่ดิ่งพะวัง ค่อย ๆ คลายแรงกดที่ละนิ้ว ถอนแขนหนาออกจากเอวอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเบาบางยิ่งกว่าลมหายใจ ยามเคลื่อนกายถอยห่าง ความอบอุ่นและสายธารรักสีขาวข้นที่คั่งค้างค่อย ๆ รื่นไหลเปรอะเปรื้อนตามเรียวขา หว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่นสะกดกั้นเสียงอัปยศ มิให้เล็ดลอดออกมาแม้เพียงนิดเธอเลื้อยลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ คว้าเสื้อคลุมไหมสีเทามาคลุมกายอย่างลวก ๆ มุ่งตรงไปยังประตูบานเล็กด้านหลังห้องน้ำสรงบรรยากาศกลางดึกของจวนอ๋องเงียบสงัดจนน่ากลัว สองเท้าเปลือยเปล่าเริ่มก
แสงเทียนริบหรี่ภายในห้องนอนประดับหรูหราสะท้อนเงารางร่างของชายหญิงบนเตียงกว้าง กลิ่นหอมอบอวลของกำยานดอกเหมยผสมผสานกับกลิ่นไอเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของจวน ทำให้ความรู้สึกพร่ามัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อ ‘ซูหว่านเอ๋อร์’ ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่เพดานห้องนอนในโลกยุคปัจจุบัน แต่เป็นความหนักอึ้งที่ทับถมอยู่บนเรือนร่าง ความเงียบสงบรอบตัวถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่บริเวณลำคอระหงชายหนุ่มตรงหน้าคือ ‘ชินอ๋องเซียวหานเย่’ แม่ทัพผู้เกรียงไกรและเย็นชาแห่งแผ่นดิน บัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรกลับฉายแววความปรารถนาอันลึกซึ้ง ดวงตาคมกริบทอดมองลงมาอย่างสับสนทว่าเต็มไปด้วยความหลงใหล"อือ..."หว่านเอ๋อร์ส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เมื่อริมฝีปากหนาหยักได้รูปพรมจูบอย่างหนักหน่วงลงบนผิวหงส์ตรงซอกคอ จมูกโด่งบดเบียดซุกไซ้ตามแนวลำคออย่างหิวกระหาย ความรู้สึกแปลกใหม่และแรงกดดันจากคนตรงหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นระสับนี่มันเรื่องอะไรกัน... ฉันมาอยู่ที่ไหน!ความทรงจำต่างมิติทะลักเข้ามาเพียงชั่วครู่ ร่างนี้คือ 'ซูหว่านเอ๋อร์' อนุภรรยาผู้แสนเรียบร้อยที่เพิ่งถูกส่งเข้าจวนอ๋องได้ไม่กี่วัน







