Share

10

last update publish date: 2026-07-31 23:17:25

เรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา

“ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี

นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่

ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว

ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิต

และไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐานะภรรยา มันมิทำร้ายความรู้สึกกันเกินไปหรอกหรือ…นางอดทนรอแล้วรอเล่า รอเก้อเป็นแรมเดือนแม้มิมีจดหมายส่งมาสักฉบับส่งแต่นางก็ยังเฝ้ารอ เฝ้าคอยห่วงหาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะไม่อาจทราบว่าในการตั้งฐานทัพออกรบเขาจะตกทุกข์ยากสักเพียงใด…แล้วนี่หรือผลตอบแทนของการรอคอย คือความเจ็บช้ำความขมขื่นในดวงใจหรือ…นางขอถามทีเถิด

ตั้งแต่นางจำความได้ก็เติบโตอยู่ในจวนตระกูลเหวินที่มีท่านพ่อคอยดูแล คอยมอบความรักให้เช่นพ่อลูกที่มีสายเลือดเดียวกัน นางเคยพูดกับท่านพ่อ ท่านแม่ว่าหากนางหาบุรุษที่ดีเท่าท่านพ่อไม่ได้ นางก็จะมิมีวันยอมออกเรือนเป็นอันขาด แม้ความงามของนางจะเลื่องลือมีบุรุษจากหัวเมือง ชานเมือง บุตรชายขุนนาง เสนาบดีหรือแม้กระทั่งเชื้อราชวงศ์เทียวไปเทียวมาส่งขนมจีบให้จนหัวกระไดจวนตระกูลเหวินไม่เคยว่างเว้นสักวัน ทว่านางกลับปฏิเสธบุรุษเหล่านั้น มิเคยรับน้ำใจจากผู้ใด

กระทั่งกำแพงในหัวใจของนางที่ถูกก่อขึ้นมาค่อย ๆ พังทลายลงทีละเล็กทีน้อยจนสามารถปล่อยให้บุรุษคนหนึ่งได้เข้ามานั่งเล่น ทำความรู้จักและแทรกแซงในความรู้สึกของนางเรื่อย ๆ…แล้วเหตุใดเขาจึงทำกับนางเช่นนี้ สัญญาของบุรุษที่เคยลั่นสัจจะวาจาไว้ มันเป็นเพียงแค่ลมปากแต่หาความสัตย์จริงไม่ได้ใช่หรือไม่

เหตุใดท่านพี่ถึงได้ใจร้ายกับนางยิ่งนัก ตลอดระยะเวลานานนับเดือนนางยินยอมให้มารดาสามีและน้องสาวสามีกลั่นแกล้ง ดุด่า จิกหัวใช้ ดูถูกดูแคลน เหยียบย่ำศักดิ์ศรี แต่นางก็เพียรพยายามอดทนไม่ต่อปากต่อคำ สงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อหวังว่าวันหนึ่งอาจได้รับความเมตตาเอ็นดูจากพวกนาง… เพราะด้วยสามีนางเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางย่อมต้องคุมการศึกการรบเดินทางเพื่อตั้งฐานทัพบ่อยครั้ง ท่านพี่จะได้สบายใจ คลายกังวลว่าเมียและแม่จะมีเรื่องบาดหมางกันจนเกิดไฟลุกโชนในจวนตระกูลเฉินหรือไม่

“ฮึก…” นางสะอึกสะอื้นร่ำไห้จนร่างกายสั่นโยกสั่นคลอนและฟุบหลับไปในที่สุด

“…” หลิ่งจินนั่งมองเจ้านายของตนด้วยความสงสารและเห็นใจ นางจำได้ว่านางเคยเห็นเป่ยลี่ร้องไห้หนัก ๆ จนตาบวมปูดและเหนื่อยหลับไปเช่นนี้ครั้งล่าสุดก็สมัยเยาว์วัยอายุเพียงแปดเก้าขวบตอนโดนล้อว่าตนเป็นเพียงกาฝากหาใช่บุตรในสายเลือดของท่านแม่ทัพไม่ หากท่านแม่ทัพมีภรรยาและมีลูกเป็นของตัวเองเด็กสาวคงจะกลายเป็นหมาหัวเน่า ถูกเขี่ยทิ้งเป็นแน่ ด้วยความยังเด็ก ยังไร้เดียงสานัก จึงตีโพยตีพายคิดไปเองเก็บเอามาร้องห่มร้องไห้…

และนี่ก็คงเป็นเรื่องแรกในรอบหลายปีที่ทำให้เป่ยลี่รู้สึกเสียใจมากจนนางได้เห็นภาพเจ้านายตนร้องไห้หนักถึงเพียงนี้อีกครั้ง ภาพที่หลิ่งจินเองก็มิเคยคิดว่าจะได้พบเพราะนางทั้งเคยเชื่อมั่นในตัวแม่ทัพใหญ่ซือหยางผู้นั้นว่าเขาจะต้องดูแล รักษา ถนอมดอกไม้ดอกงามดอกนี้ที่บานสะพรั่งกลางเมืองหลวงแคว้นเหยี่ยชิงได้เป็นอย่างดี…

ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกหอนอน ทำให้หลิ่งจินสะดุ้งตื่นจากภวังค์นิทราที่เผลอไผลคิดไปเรื่อยเปื่อย

“ท่านแม่ทัพ…” หลิ่งจินเอ่ยเรียกชื่อคนใจร้ายที่ทำได้แม้กระทั่งสตรีเรือนร่างบอบบางเช่นเจ้านายตนให้ขมขื่นได้ถึงเพียงนี้ด้วยสีหน้า แววตามิใคร่พอใจสักเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมสัมผัสได้ “ท่านแม่ทัพมีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”

‘เหตุใดถึงไม่อยู่คอยประคบประหงมภรรยาใหม่เล่า ประเดี๋ยวนางอาจเดินไม่ระมัดระวังจนเผลอตกฟาก ตกบันไดแขนขาหักขึ้นมาจะทำเช่นไร’ เป็นประโยคที่หลิ่งจินคิดในใจแต่หาได้กล่าวออกไปให้อีกฝ่ายได้ยินไม่…ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็คือสามีของคุณหนู ส่วนนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ผู้อาศัยติดตามมาขออาศัยที่หลับนอน อาหารประทังชีวิตในจวน ซี่งต่อให้จะโกรธแค้นสักเพียงใดก็คงทำได้เพียงนิ่งเงียบ

“การที่ข้าจะมาหาภรรยาข้าต้องมีธุระอันใดด้วยหรือหลิ่งจิน” แม่ทัพใหญ่ซือหยางยืนเอามือไขว้หลังแล้วประสานกันไว้บริเวณสะโพก “เป่ยลี่นางเป็นเช่นใดบ้าง”

หาใช่ว่าเขาจะโง่เขลาจนมองมิออกไม่ ริมฝีปากที่พูดแสดงความใจกว้างดั่งมหาสมุทรว่าเข้าอกเข้าใจ ยิ้มรับสตรีนางใหม่ที่เขาพาเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะสะใภ้ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความขมขื่นและชอกช้ำใจจนยากจะสามารถบดบังได้มิด

แต่เมื่อครู่ที่แม่ทัพใหญ่ซือหยางไม่ได้รีบตามฮูหยินเป่ยลี่เข้ามามิใช่ว่าจะหมางเมินหรือหมดสิ้นรักในตัวนาง แต่เพราะมารดาและน้องสาวเพิ่งเดินทางกลับจากไปทำบุญวัดประจำตระกูลพอดี บุรุษจึงอยู่พูดคุยเพื่อแนะนำลู่ฟางเหนียนให้พวกนางรู้จักในฐานะภรรยารอง อีกทั้งคุณหนูลู่ฟางเหนียนก็เสมือนตัวคนเดียว มิมีญาติ มิมีสหาย มิรู้จักผู้ใด ทำให้เขามิกล้าทิ้งนางอยู่ตามลำพังได้ไม่…ถึงแม้มิมีใจรักใคร่แต่ในฐานะสามีเขาต้องคอยเป็นธุระจัดการเรื่องที่หลับที่นอนให้นางเสร็จสิ้นก่อนจึงสามารถปลีกตัวออกมาได้

“ฮูหยินร้องไห้จนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หลิ่งจินตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“นางร้องไห้หนักถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้ามีอันใดทำก็ไปทำเถิด ข้าขออยู่กับเป่ยลี่ตามลำพังได้หรือไม่” สิ่งที่บุรุษสามารถทำได้ดีที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือเยียวยาจิตใจและความรู้สึกของภรรยาที่ต้องสูญเสียไปจากการผิดสัญญาของเขา

“เจ้าค่ะ”

แม่ทัพใหญ่ซือหยางก้าวขาเข้าไปในห้องที่เขาเคยใช้เอนกายนอนกอดแนบอิงเรือนร่างบอบบางทุกคืนแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาเพื่อมิให้มีผู้ใดเข้ามารบกวน

“…” หาใช่ว่านางจะรู้สึกเจ็บปวดแต่เพียงผู้เดียวไม่ เขาเองก็ขมขื่นมิได้ต่างกันเมื่อต้องจำใจผิดสัจจะที่เคยลั่นไว้ต่อหน้าท่านพ่อ ท่านแม่ของนาง ว่าเขาจะดูแลและถนอมดอกไม้ดอกนี้มิให้มีรอยบอบช้ำ…

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   10

    เรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   9

    สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   8

    “ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   7

    “คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   6

    “เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   5

    หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status