Share

9

last update publish date: 2026-07-31 23:17:19

สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง…

แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น…

แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป

“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา

“เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น

“ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้

“ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟางเหนียนอย่างเป็นมิตร “แล้วคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่มาที่จวนตระกูลเฉินด้วยเหตุอันใดกันเจ้าคะ”

“ระหว่างทางที่ข้าเดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่พระราชวัง บังเอิญได้พบกับคุณหนูลู่ฟางเหนียนที่กำลังโดนโจรดักปล้นรถม้าขณะออกมาซื้อผ้าแพร ผ้าไหม ข้าก็เลยรีบเข้าไปช่วยและได้พูดคุยกันจึงได้ทราบว่านางคือบุตรสาวใหญ่สกุลลู่ที่ร่ำเรียนการเย็บปักถักร้อยกับพระสนมรองสกุลลู่ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา (น้าผู้หญิง) ที่ตำหนักหลัง…พอฮ่องเต้ทรงทราบ พระองค์ก็เลยปูนบำเหน็จความดีความชอบที่ข้ารบศึกชนะด้วยการพระราชทานคุณหนูลู่ฟางเหนียนให้เป็นภรรยาพระราชทานแต่งเข้าจวนตระกูลเฉิน” แม่ทัพใหญ่ซือหยางอธิบายยาวเหยียดถึงจุดเริ่มต้นและสาเหตุที่เขาต้องรับคุณหนูลู่ฟางเหนียนแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่ง

“เช่นนั้นหรือเจ้าค่ะ” แม้หัวใจของนางตอนนี้จะบีบรัด เจ็บปวดจนอยากหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมาแต่ก็ทำได้เพียงแค่ฝืนยิ้มยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น

“เจ้าเข้าใจข้าใช่หรือไม่เป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่ซือหยางเข้าไปประคองสองแขนนุ่มนิ่มของภรรยาแล้วยกขึ้นมาเสมอแผงอกแกร่งกำยำคล้ายกับต้องการอ้อนวอนให้นางเห็นอกเห็นใจ

“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านปู่และท่านพ่อข้าก็เป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเช่นเดียวกับท่านพี่ หากทำความดีความชอบรบศึกชนะก็มักจะได้รับพระราชทานรางวัลปูนบำเหน็จตอบแทนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศหรือแม้กระทั่งภรรยาพระราชทานที่ตามขนบธรรมเนียมหาได้ควรปฏิเสธไม่มิเช่นนั้นผู้อื่นเขาอาจครหาว่าหยิ่งจองหองและเป็นภัยแก่วงศ์ตระกูลในภายภาคหน้า”

แต่นางก็ไม่คิดเหมือนกัน…บุรุษที่เคยให้สัญญาไว้กับนางว่าจะยกย่อง เชิดชูนางเป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว วันนี้เขากลับน้อมรับภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้โดยง่ายดายหาได้ยื่นข้อต่อรองใดใดไม่ เพราะถึงแม้ตามขนบธรรมเนียมท้องพระโรงในราชสำนักจะไม่ควรปฏิเสธสิ่งของพระราชทานที่เบื้องบนทรงพระราชทานให้เพราะเป็นการหักหน้าและมิรักษาน้ำใจ ทว่าหากเขาไม่เต็มใจรับนางผู้นั้นก็สามารถทูลกับฮ่องเต้เป็นการส่วนพระองค์เพื่อขอพระราชทานปูนบำเหน็จของรางวัลสิ่งอื่นแทนได้อย่างที่ท่านพ่อและท่านปู่ของนางทำมาโดยตลอดมิใช่หรือ

ทว่า…เขาเลือกที่จะรับเมียพระราชทานแต่งคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่นามว่าฟางเหนียนเข้าจวนสกุลเฉินในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะต้องการเสริมอำนาจ เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองตระกูลใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางให้แน่นแฟ้นเป็นทองแผ่นเดียวกันเช่นนั้นหรือ?

“ฮูหยินเป่ยลี่ช่างใจกว้างจริง ๆ นะเจ้าคะ ได้ยินเช่นนี้แล้วข้าคงสบายใจขึ้นมาหน่อยเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้ากังวลยิ่งนักว่าฮูหยินจะว่าเช่นใดบ้าง จะมิพอใจหรือมีการอิจฉาริษยาระหว่างฮูหยินเอก ฮูหยินรองเช่นที่ข้าเคยได้ฟังจากสหายสตรีจวนอื่นหรือไม่” คุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก เดิมทีนางก็หาได้อยากแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินที่ตำแหน่งภรรยาเอกมีผู้จับจองแล้วไม่ เพราะเกรงเรื่องกลั่นแกล้ง ชิงดีชิงเด่น แย่งความรักความสนใจจากสามี เหมือนที่นางเห็นชีวิตในวังหลังของพระมาตุจฉา พระสนมสกุลลู่ ที่แม้ภายนอกจะปั้นหน้ายิ้ม แต่ลับหลังกลับหาทางเป็นที่หนึ่ง ต้องโดดเด่นเพื่อเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

แต่นางก็ไม่อาจขัดประสงค์ของฮ่องเต้ ฮ่องเฮา และพระสนมเอกที่คอยจัดแจงให้นางลงเอยกับแม่ทัพซือหยางเพื่อขัดขวางมิให้นางแต่งกับพระโอรสองค์ใดสักองค์ของฮ่องเต้มิเช่นนั้นอำนาจในวังหลังอาจครอบคลุมไปด้วยคนจากตระกูลลู่ได้

ที่สำคัญ…องค์ชายห้าพระโอรสในพระสนมสกุลเจี้ยหมายตาลู่ฟางเหนียน หวังจะตบแต่งนางเพื่อประดับบารมีและยืมมือเสนาบดีกรมโยธาสนับสนุนเขาไปถึงแท่นบัลลังก์ทอง ทว่าท่านพ่อของนางมิต้องการให้บุตรสาวเข้าไปเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ วังหลังที่มิได้สุขสบายเยี่ยงภาพจำของประชาชนทั่วไป ซ้ำยังมีตัวอย่างให้นางเห็น พระสนมสกุลลู่ พระมาตุจฉาของนาง…ท่านพ่อจึงเกลี้ยกล่อมให้นางแต่งไปกับแม่ทัพใหญ่ซือหยางเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพราะหากนางแต่งกับบุรุษอื่นแล้ว องค์ชายห้าก็คงมิกล้ายุ่ง และต่อให้นางจะเป็นเพียงภรรยารอง แต่ก็เชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถดูแล ปกป้องบุตรสาวของตนเองได้

คราวแรก ขณะนั่งรถม้ามาที่จวนตระกูลเฉิน ความคิดในหัวของนางฟุ้งซ่าน ปั่นป่วนยิ่งนัก ทว่าพอนางได้ยินฮูหยินเป่ยลี่เข้าอกเข้าใจท่านแม่ทัพใหญ่ซือหยางถึงสาเหตุที่ต้องรับภรรยาพระราชทานเช่นนางแต่งเข้าจวนตระกูลเฉิน และดูทีท่านางจะใจกว้าง หาได้เป็นพิษเป็นภัยหรือมีรอยชิงชังในแววตาไม่ ฟางเหนียนก็โล่งใจขึ้นเป็นกอง

แต่นางก็หาได้มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าภายนอกอีกฝ่ายจะดูเป็นมิตร มิมีพิษมีภัยต่อนางจริง ทว่าผู้ใดจะทราบเป่ยลี่อาจเป็นสตรีประเภทซ่อนดาบในรอยยิ้ม (สำนวนจีน หมายถึง คนที่ดูภายนอกจิตใจดี อ่อนโยน ทว่าภายในกลับโหดร้าย ไม่น่าไว้วางใจ) เพราะแปลกนัก จะมีสตรีสักกี่คนกันเล่าที่ใจกว้างพอสามารถยิ้มรับภรรยาอีกคนหนึ่งของสามีได้จริง ๆ

“เจ้าค่ะ ข้าใจกว้างพอที่จะให้สามีรับภรรยาอีกคนเข้ามาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลใหญ่ให้แน่นเฟ้นขึ้นไปอีกเจ้าค่ะ…ข้ายังมิได้อวยพรให้ท่านพี่กับภรรยาเลยเจ้าค่ะ” แต่หารู้เลยไม่ว่าในใจของนางตอนนี้มันตรงข้ามกับวาจาที่ถูกกล่าวออกไปทุกประการ “ข้าขอให้ทั้งสองครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันนะเจ้าคะ”

“ขอบใจเจ้าค่ะฮูหยินเอก”

“เชิญฮูหยินรองตามสบายเลยเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน”

เป่ยลี่หันหลังแล้วรีบก้าวยายาว ๆ เดินไปให้ถึงหอนอนของตนโดยเร็วที่สุด เพราะมิอยากร้องไห้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะว่าฮูหยินเอกตกกระป๋องจนน้ำตาต้องเช็ดหัวเข่า

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   10

    เรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   9

    สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   8

    “ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   7

    “คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   6

    “เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   5

    หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status