Share

5

last update publish date: 2026-07-31 23:16:36

หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ

หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้าม

หนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หนิงเหอ ถึงแม้จะทำงานรับใช้รองมือรองตีนคุณหนูซูฮวามาตั้งแต่จำความได้แต่นางก็มิใช่คนร้ายกาจ หยิ่งยโสโอหังเช่นพี่สาวฝาแฝดของนาง นางสงบเสงี่ยมเจียมตัวปรารถนาเพียงความสงบสุขไม่ได้ต้องการไต่เต้าใช้เรือนร่างเพื่อจับแม่ทัพใหญ่ซือหยาง นางผู้นี้ยังพอสามารถคบค้าสมาคมสนทนาด้วยได้แต่ความจริงใจหาเจอไม่ในแววตา

“ได้ยินเช่นนี้ข้าคงถือโทษโกรธเจ้าเจ้าที่ใช้ฝ่าตีนถีบบานประตูหอนอนข้าไม่ลง ข้าพอจะเข้าใจดีว่าเมื่อสิ้นท่านพ่อ ท่านแม่แล้วก็คงจะไม่มีผู้ใดอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทให้กับพวกเจ้าใช่หรือไม่” เป่ยลี่กวาดตามองสองเรือนร่างสาวใช้ฝาแฝดตั้งแต่หัวจรดเท้า “ทว่าข้านับถือพวกเจ้าสองคนนะหนิงลี่ หนิงเหอ นิสัยต่ำตมถึงเพียงนี้แต่ก็สามารถมีชีวิตรอดมาจนอายุสิบหกปีได้”

“ฮูหยินเป่ยลี่เจ้าคะ!!” เป็นฝ่ายหนิงลี่ที่ขึ้นเสียงแถมยังทำตาแข็งใส่นางอีกด้วย

“เจ้าก็ไม่ได้ความจำเสื่อมนี่ ยังจำได้ว่าข้าคือฮูหยินเป่ยลี่ ภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่ซือหยาง แต่เจ้าก็ยังแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ต่อข้า ซึ่งข้าก็พอเข้าใจได้อีกว่าเรื่องกิริยามารยาทต้องอบรมฝึกฝนกันตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อน ไม้ที่เริ่มแก่เช่นเจ้าต่อให้ข้าจะสั่งสอนอย่างไรเจ้าก็ยังคงเป็นบัวใต้น้ำที่อยู่ใต้โคลนตมอีกทีเช่นเดิม” เดิมทีนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะสงบปากสงบคำอยู่ในจวนตระกูลเฉินอย่างเงียบ ๆ รอจนกว่าสามีของนางจะกลับจากคุมการศึก แต่ในเมื่อสาวใช้ผู้นี้ไม่รู้จักนาย ไม่รู้จักบ่าว ไม่ให้เกียรตินางในฐานะสะใภ้สกุลเฉิน นางก็ต้องออกตัวเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองบ้างหาใช่ว่าจะยอมให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำได้ง่าย ๆ

“มันชักจะมากเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะฮูหยินเป่ยลี่ เหตุใดต้องพูดจากระทบกระแทกกันถึงเพียงนี้ด้วยเล่า ข้าไม่คิดเลยนะเจ้าคะว่าสตรีที่ภายนอกดูเหมือนเพียบพร้อม กิริยามารยาทอ่อนช้อยทุกการเคลื่อนไหว แท้จริงแล้วริมฝีปากก็ไม่ได้ต่างจากนางโลมหรือสตรีชั้นต่ำเช่นชาติกำเนิด” หนิงลี่กล้าต่อปากต่อคำกับเป่ยลี่โดยไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายคือสะใภ้สกุลเฉิน เพราะอย่างไรนางก็คือคนที่เฉินฮูหยินและคุณหนูเฉินซูฮวาชังนำหน้า ต่อให้หนิงลี่ทำเช่นนี้นางก็มั่นใจว่านางจะไม่โดนโบยโดนลงโทษ ไม่แน่อาจได้รับความพึงพอใจจากนายตนด้วยซ้ำ “ต่อให้จะเติบโตและถูกชุบเลี้ยงอยู่ในจวนขุนนางชั้นสูงศักดิ์ แต่มีหรือน้ำจะลบล้างสายเลือดไพร่ สายเลือดชนชั้นต่ำที่มันไหลเวียนอยู่ในร่างกายได้”

เป่ยลี่หัวเราะออกมาด้วยความเย้นหยันและสมเพชนางในคราวเดียวกัน “ข้าไม่แปลกใจเลยว่าต่อให้เจ้าจะพยายามออดอ้อน ให้ท่าสามีข้าสักเพียงใดแต่ก็ไม่มีโอกาสได้หลับนอนกับท่านพี่แม้กระทั่งสถานะนางบำเรอเพราะความคิดความอ่านของเจ้ามันต่ำตมเช่นนี้นี่เอง”

“เจ้า!!!!”

“พอเถิดหนิงลี่” หนิงเหอรีบร้องห้ามก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลายไปมากกว่านี้ จริงอยู่ที่ตอนนี้ผู้มีอำนาจมากสุดในจวนตระกูลเฉินคือเฉินฮูหยินและคุณหนูซูฮวา แต่หากถึงวันที่แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางกลับจากราชการเล่า คงมีพวกปากเปราะรายงานว่าภรรยาของเขาโดนสาวใช้ไร้การศึกษาเช่นพวกนางพูดจาดูหมิ่นดูแคลนเป็นแน่ ถึงตอนนั้นแม้แต่ฮูหยินเฉินซูเจียงก็เห็นทีว่าคงไม่สามารถช่วยเหลืออันใดได้

“เจ้าจะห้ามข้าด้วยเหตุอันใดหนิงเหอ เจ้าจะกลัวไปไย อย่าลืมเถิดข้าและเจ้าเป็นสาวรับใช้คนสนิทของคุณหนูซูฮวามิกล้ามีผู้ใดกล้าคาบข่าวไปฟ้องท่านแม่ทัพเป็นแน่” หนิงลี่ยังคงมั่นอกมั่นใจว่าอำนาจของเฉินฮูหยินและคุณหนูซูฮวาจะสามารถคุ้มครองศีรษะของนางและน้องสาวให้อยู่รอดปลอดภัยได้

“ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้ข้าจะสงสารหรือสมเพชเจ้าดีหนิงลี่ เรื่องนี้เกิดขึ้นในจวนตระกูลเฉิน การสืบสาวหาความจริงย่อมทำได้โดยง่ายว่าซูฮวาและพวกเจ้าร่วมมือกันกลั่นแกล้งข้าสารพัด เจ้าบอกว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นคนของคุณหนูซูฮวา แล้วเจ้าจะมิคิดบ้างหรือว่าซูฮวานางเป็นน้องสาว เป็นคนในสายเลือดของท่านพี่ บทลงโทษอาจมีตำหนิติเตียนบ้างเล็กน้อยก็คงจบสิ้นกันไป ส่วนเจ้าเป็นเพียงสาวใช้ในเรือนแต่กลับเหิมเกริมต่อข้าซึ่งคือภรรยาของท่านพี่ สั่งโบยร้อยทียังน้อยไปด้วยซ้ำ เอาเถิดถึงตอนนั้นข้าจะรอดูบุคคลที่เจ้าหลบหลังว่าสามารถคุ้มกะลาหัวของเจ้าให้รอดพ้นมือท่านพี่ได้หรือไม่” เป่ยลี่ ทิ้งท้ายความเจ็บปวดให้บาดลึกลงในใจของหนิงลี่ไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะเดินไปเรือนใหญ่เพื่อทำหน้าที่ระบายอารมณ์แม่สามีต่อ

..

“ฮูหยินให้หนิงลี่กับหนิงเหอไปตามข้ามามีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ”

“ได้ข่าวว่าเมื่อครู่เจ้ากล้าต่อปากต่อคำสั่งสอนบุตรสาวข้างั้นหรือ” เฉินฮูหยิน หญิงงามที่ล่วงเลยวัยเข้าเลขห้า แต่ความงดงามบนใบหน้าของนางยังคงประจักษ์ให้เห็นว่าสมัยสาว ๆ คงเป็นที่หมายตาบุรุษทั้งหัวเมือง ชานเมืองเป็นแน่ แต่ความงามของนางเป็นความงามแบบสุขุม นุ่มลึก น่าเกรงขาม แผ่รัศมีไปถึงคนรอบกายใกล้ชิด “หากเจ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ทำตามคำสั่งของข้าและบุตรสาวข้า!”

“เจ้าค่ะ”

“ข้าสั่งให้เจ้าซักเสื้อผ้าให้เสร็จภายในเวลาครึ่งชั่วยามแต่เจ้ากลับเข้าไปมุดหัวหลบอยู่ในหอนอนกับสาวใช้คนสนิทโดยทิ้งข้าวของเกลื่อนกระจัดกระจายไว้ นี่เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นภรรยาของบุตรชายข้าแล้วจะไม่ฟังคำสั่งของข้างั้นหรือ” ตราบใดที่นางยังอยู่ในจวนตระกูลเฉินนางจะไม่มีวันยอมให้สตรีผู้นี้เชิดหน้าชูคอได้อย่างมีความสุขเป็นแน่

“เมื่อครู่ข้าแค่…” นางพยายามอธิบายแต่ดูเหมือนจะกลายเป็นคำแก้ตัวพล่อย ๆ ในสายตาของคนที่อคติไปเสียแล้ว

“พอเถิด ข้ารำคาญหู ไปจัดการทำหน้าที่ของเจ้าให้เสร็จเเล้วรีบมาขัดทำความสะอาดเรือนใหญ่ รวมถึงเรือนรับรองทั้งสามหลังให้เรียบร้อยก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดินสักครึ่งชั่วยาม มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้าด้วยการงดอาหารมื้อค่ำเจ้าสามวัน”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   10

    เรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   9

    สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   8

    “ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   7

    “คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   6

    “เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ

  • ท่านแม่ทัพได้โปรดอย่าโง่   5

    หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status