تسجيل الدخول“เจ้าค่ะ”
เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม “ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป … “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือทุกมื้อมักจะได้รับคำติเตียน กระแทกแดกดันแล้วจบด้วยการเทราดศีรษะนางเสมอ “และที่สำคัญเจ้าทำแกงจืดเต้าหู้ ผัดผักรวม ซุปปลาจืด ๆ ให้ข้ากับบุตรสาวของข้ากินงั้นหรือ อาหารบางอย่างมันก็ไม่ได้เหมาะสมสำหรับการวางไว้บนโต๊ะอาหารของคนชั้นสูงหรอกนะเพราะมันจะดูผิดที่ผิดทาง” เฉินฮูหยินเหลือบตามองเป่ยลี่ปรารถนาให้รู้ตัวว่าสิ่งที่นางพูดไปเมื่อครู่ไม่ได้หมายถึงเพียงสำรับอย่างเดียวแต่ต้องการเหน็บแนมอีกฝ่ายด้วย “ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” นางน้อมรับความผิดเหล่านั้นอย่างจำยอม “เจ้ารู้จักเห็ดพวกนี้หรือไม่หนิงลี่ หนิ่งเหอ” เฉินฮูหยินเอ่ยถาม “รู้จักเจ้าค่ะเฉินฮูหยิน เป็นเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน ตามขอนไม้ผุพังหลังเรือนอย่างไรเล่าเจ้าคะ” หนิงลี่ตอบเสียงใส “เห็ดพวกนี้ต่อให้จะเอามาปรุงรส ใช้กรรมวิธีหรือจัดสำรับอย่างไรให้ดูสวยหรู ดูเลอค่าเป็นอาหารที่เหมาะแก่ชนชั้นสูง แต่แท้จริงแล้วมันก็เป็นเพียงเห็ดธรรมดาที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน ตามขอนไม้ไม่ได้มีราคาเหมือนเห็ดเลี้ยงที่ถูกฟูมฟัก รดน้ำ ดูแลอย่างดีไม่” แววตาของนางยังเต็มไปด้วยความชิงชัง “พวกเจ้าจำไว้เถิดหนิงลี่ หนิงเหอชาติกำเนิดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้พวกเจ้าจะถูกยกยอขึ้นมาให้สูงส่งสักเพียงใด แต่เนื้อแท้แล้วก็ยังคงต่ำต้อยเช่นกำพืด กาหรือจะกลายเป็นหงส์ไปได้” “เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวสองคนเจียมเนื้อเจียมตัวดีเจ้าค่ะว่ากำพืดของบ่าวเป็นเพียงแค่บุตรสาวของคนงานในจวนตระกูลเฉิน บ่าวหาได้กล้ามักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินตัวไม่เจ้าค่ะ” หนิงลี่เหยียดยิ้มมุมปากพลางพูดจาประจบสอพลอเจ้านายด้วยการเหน็บแนมฮูหยินเป่ยลี่เป็นระยะ ๆ … ความชิงชังในใจมารดาสามีและน้องสามี ดูเหมือนไม่ได้ลดลงตามความคาดการณ์ของเป่ยลี่ตั้งแต่เริ่มแรกเลยสักนิดไม่ ตอนนี้ร่างกายของนางเหนื่อยล้า นอนหลับไม่เคยเต็มอิ่ม เพราะต้องตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00 น.- 04.59 น.) ไปหาบน้ำจากริมคลองมาต้มให้มารดาสามีอาบทุก ๆ เช้า พอยามเหม่า (05.00 น. - 06.59 น.) นางต้องลงครัว ไปเป็นลูกมือให้บ่าวกดขี่ ใช้แรงงานยิ่งกว่าทาส หลังจากนั้นก็คอยเช็ดถูทำความสะอาดพื้นเรือน เครื่องเรือน ซักอาภรณ์ ตัดเล็มหญ้า คล้ายนางเป็นคนงานคนหนึ่งในจวน กว่านางจะได้นอนพักผ่อน หลังถึงหมอนจริง ๆ ก็ปาไปปลายยามห้ายแล้ว (21.00 น. - 22.59 น.) “กลับเรือนเรากันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวทนเห็นคุณหนูอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้อีกแล้ว… ตอนที่คุณหนูอยู่จวนเหวิน ฮูหยินเหมยลี่และท่านแม่ทัพไม่เคยให้คุณหนูต้องตกระกำลำบาก ทำงานหนักถึงเพียงนี้เลยนะเจ้าคะ” ใบหน้าซูบผอม ขอบตาลึกดำคล้ำของสตรีทำให้หลิ่งจินอดสงสารไม่ได้ “เจ้าจะให้ข้าถอดใจง่าย ๆ อย่างนั้นหรือหลิ่งจิน นี่ท่านพี่ก็ไปราชการคุมการศึกเนิ่นนานนับสามเดือนแล้ว ข้ามั่นใจว่าอีกไม่กี่วันท่านพี่ต้องกลับมาเป็นแน่” นางเฝ้ารอนับวันที่ท่านพี่จะกลับมาโอบกอดและคอยปกป้องนางดังสัจจะวาจาที่เคยสัญญาไว้กับท่านพ่อท่านแม่ของนาง “แล้วเมื่อใดกันเจ้าคะ คุณหนูต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันเจ้าคะ” ฝ่ามือที่เคยเรียบเนียนนุ่มทุกครั้งยามสัมผัสบัดนี้เริ่มหยาบกร้านเพราะการทำงานหนักตั้งแต่เช้าจนถึงมืดค่ำ “ข้าไม่รู้…” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แสดงออกถึงความไม่แน่นอน ไม่มั่นใจ ในการออกรบ ตั้งฐานทัพ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าแรมเดือนแรมปี มิได้มีสิ่งอำนวยความสะดวก มิได้มีสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังคอยจัดการดูแลเรื่องต่าง ๆ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารการกินก็หาได้สุขสบายเทียบเท่าตอนอยู่จวนตระกูลเฉินไม่ แล้วป่านนี้ท่านพี่ของนางเล่าจะเป็นเช่นใดบ้าง ทุกข์ยากอย่างไรมิเคยส่งข่าว หรือท่านพี่กำลังวางกลการศึกจนขอบตาดำคล้ำอย่างคนอดหลับอดนอน… ท่านพี่คงใช้ชีวิตลำบากไม่ใช่น้อย อีกใจลึก ๆ หารู้เลยไม่ว่าคำพูดของซูฮาวาเมื่อครั้งนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอนนางมาจนถึงทุกวันนี้ “ท่านพี่ซือหยางของข้าเพิ่งจะแต่งพี่สะใภ้เข้ามาในจวนได้แค่สามเดือนเศษ แต่ยามออกคุมการศึกเช่นนี้กลับไม่มีจดหมายส่งมาถึงพี่สะใภ้สักฉบับเดียว หากเป็นคนสำคัญต่อให้จะยุ่งเพียงใดก็ต้องหาเวลามาติดต่อให้จนได้มิใช่หรือเจ้าคะ ข้าว่าท่านพี่อาจจะกำลังหลงระเริงมีความสุขอยู่กับสตรีิอีกเมืองจนลืมพี่สะใภ้เสียแล้ว” หากท่านพี่กำลังมีความสุขอยู่กับสตรีนางอื่นจริง ๆ เล่า นางควรทำเช่นใดหรือ? หากไปคุมการรบคราวนี้ ท่านพี่มิได้กลับมาตัวผู้เดียว แต่พาสตรีอีกนางหนึ่งซึ่งมีศักดิ์เป็นภรรยากลับมาด้วยเล่า นางจะสามารถยอมรับได้หรือไม่? ทั้งชีวิตนางวาดฝันปรารถนาอยากเป็นเพียงหนึ่ง เพราะไม่อยากไปสู้รบปรบมือ อิจฉาริษยากับเมียเล็กเมียน้อยของสามี ไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าสามีจะรักสตรีอื่นมากกว่าตนแล้วยกสตรีนางนั้นขึ้นมาเหนือตนหรือไม่… นางอยากออกเรือนกับบุรุษธรรมดาด้วยซ้ำ ไม่ต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตแต่ขอแค่รักนางเพียงผู้เดียว ทว่าความรักมันมิสามารถหักห้ามได้…ท่านพี่เคยสัญญากับนางว่า ท่านพี่จะเป็นแบบท่านพ่อแม่ทัพใหญ่ต้าเหลียนที่จะตกหลุมรักเพียงสตรีนางเดียว และไม่ชายตาแลสตรีนางใดให้เมียต้องเจ็บน้ำใจเป็นอันขาด แต่…นางก็ทราบดี การมีตำแหน่งใหญ่ใตในราชสำนักย่อมไม่พ้นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่งภรรยาเข้ามาในเรือนเพื่อเสริมรากฐานตระกูลให้มั่นคง นำไปสู่ลาภอันหอมหวนที่รออยู่เบื้องหน้า และที่สำคัญหากทำความดีความชอบให้แก่บ้านเมือง อาจได้รางวัลตอบแทนเป็นเมียพระราชทานที่หาได้ควรปฏิเสธไม่ นางเติบโตมาในจวนแม่ทัพใหญ่ถึงสองรุ่น เหตุการณ์เหล่านี้นางย่อมเคยเห็นและรู้ดี ยามที่ท่านพ่อและท่านปู่ไปออกรบ ตีแคว้นต่างๆ จนสำเสร็จ บางครั้งก็มีเมียพระราชทานที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ทว่าพวกเขากลับปฏิเสธ ซึ่งแน่นอนว่าแม้มันมิใช่ขนบธรรมเนียมทีี่พึงกระทำ แต่ก็หาได้มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเองไม่ ท่านปู่ของนาง เป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้ ฉะนั้นท่านพ่อก็คือ พระราชนัดดา ย่อมมิมีขุนนางหรือเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ตระกูลใดกล้าติเตียนเพราะเกรงว่าหัวจะหลุดออกจากบ่าเรือนร่างบอบบางของสตรีร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉมแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำตาให้หลั่งไหลอาบสองพวงแก้มแดงระเรื่อเพื่อระบายความเจ็บช้ำน้ำใจ กล้ำกลืนฝืนทน ขมในอกมาตลอดระยะเวลาที่ต้องปั้นยิ้มยอมรับให้สามีพาหญิงสาวอีกคนเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยา “ฮึก…ฮื่อ” ความรู้สึกของนางชอกช้ำ ทุกข์ทรมานคล้ายบุรุษผู้ที่นางไว้เนื้อเชื่อใจหยิบฉวยธนูดอกแหลมเสียบเข้ากลางหลังปักทะลุขั้วหัวใจจนนางกระอักเลือดจวนเจียนจะสิ้นใจอยู่รอมร่อพอดี นางมืดแปดด้าน ดวงตาพร่ามัวเพราะทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตารื้นคลอเบ้า สองแขนสองขาคล้ายมิเหลือเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว จะก้าว จะย่างก็เห็นทีหล่นฟุบลงเสียตรงหน้าเป็นแน่ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าแววตาเขามีไว้มองความงามของนางแต่เพียงผู้เดียว ไหนเล่าที่เคยให้สัญญาแก่นางว่าความรักของเขาจะมอบให้หญิงงามนางนี้เพียงผู้เดียวและมิเหลือใจไปให้สตรีนางอื่นอีกชั่วชีวิตและไหนเล่าบุรุษที่บอกว่าจะยกย่องนางเป็นภรรยาเพียงหนึ่ง จะมิมีเรื่องสตรีอื่นใดให้นางต้องปวดหัวหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอันขาด แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงกล้าพาสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จักในฐ
สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง… แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น… แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา “เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้ “ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟาง
“ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป “ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ “เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แ
“คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่” “มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที … “เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที “จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่” “ข้าได้ยินชาวบ้านพ
“เจ้าค่ะ” เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่ “ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป… “แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว “…” “อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอ
หนิงลี่ หนิงเหอมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินเป่ยลี่ถึงกล่าวว่าจาเช่นนี้แต่คงจะเป็นการสอบถามสารทุกข์สุกดิบสาวใช้ในเรือนทั่วไป พวกนางจึงไม่คิดอันใดมากความ “ท่านพ่อ ท่านแม่ของพวกข้าสองคนตายตั้งแต่พวกข้าได้ห้าขวบเจ้าค่ะ” เป็นฝ่ายแฝดพี่หนิงลี่ที่เอ่ยตอบ หนิงลี่ หนิงเหอแม้จะเป็นฝาแฝดแต่ก็เป็นแฝดคนละฝา ทำให้หน้าตาของพวกนางแตกต่างกันจึงสามารถแยกออกได้โดยไม่เกิดความสงสัย ลักษณะนิสัยของพวกนางก็มีบางส่วนที่คล้ายคลึงและมีบางส่วนที่แตกต่างกันในทางตรงข้ามหนิงลี่ แฝดคนพี่ รูปร่างของนางสูงโปร่ง เส้นผมยาวสลวยดกดำขมวดไว้กลางหัวแล้วเสียบปิ่นปักผมประจำตระกูล ผิวกายของนางมิได้ขาวหมดจรดเช่นหนิงเหอที่ได้มารดามาหกถึงสิบส่วน แต่หน้าตานางละม้ายคล้ายไปทางฝ่ายบิดามากกว่า ส่วนลักษณะนิสัยของนางมองดูผิวเผินจากภายนอกหยิ่งยโสโอหัง เรื่องคนในจวนตระกูลเฉินนางรู้หมดตั้งแต่สาวใช้ยันฮูหยิน เสี้ยม สอด ยุแยงเป็นที่หนึ่ง ซ้ำสาวใช้เฒ่ายังเคยเตือนนางเรื่องหนิงลี่ด้วยว่าสตรีผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะจับแม่ทัพใหญ่ซือหยางอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนหนิงเหอ นางตัวเล็กกว่าหนิงลี่ ลักษณะนิสัยย่อมแตกต่







