登入ร่างที่ดูเหมือนไร้วิญญาณกลับมีลมหายใจขึ้นมาอีกครา เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังก้องอยู่ในโถงทางเดินของคุกใต้ดิน พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงสีส้มที่เริ่มทำให้ห้องขังสว่างไสว
“ปลุกนางขึ้นมา” น้ำเสียงประกาศกร้าวราวกับสั่งการคนใต้บังคับบัญชา แต่เรียกอย่างไรก็ไม่มีทีท่าว่าคนที่นอนบนพื้นฟางแห้ง ๆ จะตื่นขึ้นมา ทหารใต้บังคับบัญชาเองก็ไม่กล้าที่จะลงมือรุนแรง แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นเฉียบของท่านแม่ทัพปรายตามองมา ทหารผู้นั้นจึงจำต้องหยิบถังไม้ที่มีน้ำอยู่เต็มถังสาดไปยังฮูหยินของท่านแม่ทัพ ความเย็นของน้ำเหมือนเรียกสติให้มู่หรูเหยาสะดุ้งตื่น รู้สึกว่าร่างกายของตนตอนนี้เปียกโชกไปทั่วทั้งร่าง ความเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าสู่เนื้อผ้าจนทะลุถึงผิวหนังจนทำให้ตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ เปลือกตาปิดสนิทก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น ภาพแรกที่เห็นยิ่งทำให้สมองรู้สึกมึนงง กลุ่มคนยืนล้อมรอบตัวทั้งหน้าตาและท่าทางราวกับกำลังจะหาเรื่องกัน หนึ่งในนั้นถือถังน้ำค้างอยู่ในมือราวกับกำลังจะสาดมาอีกครั้ง มู่หรูเหยารีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาบังตัวเอง และร้องบอกให้อีกฝ่ายหยุด “อย่า ๆ อย่าสาด” เมื่อไม่รับรู้ถึงน้ำที่สาดลงมา มู่หรูเหยาก็ลดมือลงและเริ่มมองไปรอบ ๆ สายตาที่พร่าเบลอตอนแรกเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น คนที่ล้อมยืนล้อมอยู่รอบ ๆ มีรูปร่างที่สูงใหญ่และการแต่งตัวที่แปลกประหลาดดูผิดยุคสมัย พาให้นึกถึงตัวละครราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์อย่างไรอย่างนั้น มู่หรูเหยาอดบ่นว่าตัวเองไม่ได้ เพราะคิดว่านี่เป็นจิตสำนึกที่เธอคงจะดูซีรีส์มากไปจนเก็บเอามาฝัน แต่จู่ ๆ ภาพอุบัติเหตุในรถก็ผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกับอาการเจ็บจี๊ด “นายท่าน ฮูหยินฟื้นแล้วขอรับ” เสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับท่าทางของทุกคนในห้องที่ดูเปลี่ยนเป็นนอบน้อมอย่างกะทันหัน และหันกลับไปมองชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกเขา มู่หรูเหยาหันไปมองตามทางที่ทุกคนมอง ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นชายที่ดูมีอำนาจและน่าเกรงขามนั่งอยู่ตรงหน้า ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักด้วยลวดลายที่ชวนขนลุก ยิ่งรวมกับบรรยากาศรอบตัวของเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและเย็นยะเยือก ที่ตรงนั้นราวกับเป็นที่นั่งของมัจจุราชโดยพร้อมจะพรากลมหายใจเธอไปทุกเมื่อ แววตาคมกริบราวกับมีดนั่นทำให้รู้สึกเหมือนเนื้อถูกเฉือนทันทีที่มองมา แต่สิ่งที่ทำให้มัจจุราชตนนี้ดูน่ากลัวที่สุด คือดวงตาคู่นั้น... ดวงตาสีแดงฉานที่มู่หรูเหยาจำได้ดีว่ามันคือสายตาของคนที่เคยปรากฏขึ้นในฝันร้าย คนที่บีบคอเธอจนหายใจแทบไม่ออก แต่เพียงชั่วครู่ที่กะพริบตา ดวงตาสีแดงก็แปรเปลี่ยนเป็นดำสนิทคล้ายมีก้นหลุมลึกซึ่งมองไม่เห็นอยู่ในดวงตาคู่นั้น ดวงตาของมู่หรูเหยากะพริบถี่ขึ้นเพื่อทำแน่ชัดว่าไม่ได้ตาฝาด หญิงสาวใจเต้นแรงเมื่อคิดว่าทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ผีตัวนั้นทำ ตัวของเธอเกร็งไปทั่วร่าง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ไม่อยากจะเชื่อ… ว่าในโลกนี้จะมีผีอยู่จริง มู่หรูเหยาขนหัวลุกพลางแอบพึมพำท่องบทสวดที่ซินแสให้ในใจและหวังว่าจะตื่นจากฝันร้ายนี้เสียที “ข้าให้เจ้าตอบอีกครั้ง... หยกจันทราอยู่ที่ใด” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากของผู้ชายคนนั้นทั้งต่ำและเย็นยะเยือกจนมู่หรูเหยาสะดุ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะตอบเขาว่าอย่างไรดี และสิ่งที่ชวนให้สงสัยมากที่สุดจนต้องขมวดคิ้วก็คือคำว่า หยกจันทรา “...!?” อะไรคือหยกจันทรา มู่หรูเหยาส่ายหัวไปมาเหมือนสมองยังคงมึนงงกับเหตุการณ์ก่อนหน้า พยายามคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่แล้วก็เริ่มจำได้ว่าก่อนหน้านี้เธออยู่บนรถบัสที่กำลังเดินทางไปเมืองโบราณ ไปหาเพื่อน ๆ ของเธอ ทว่าเหมือนจะเกิดอุบัติเหตุทำให้รถบัสเสียหลักพลิกคว่ำไถลลงไปข้างทาง หรือว่าตอนนี้เธอนอนอยู่ในโรงพยาบาลถึงได้ฝันอะไรที่ดูเหมือนกับอยู่ซีรีส์แบบนี้ เอ๊ะ! หรือว่า… โรงพยาบาลแถวนี้ต้องการทำตัวให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมของเมืองนี้ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ยิ่งมองไปรอบ ๆ สถานที่ที่เธออยู่ตอนนี้ดูราวกับคุกใต้ดินในซีรีส์โบราณที่เคยดู ทั้งเหม็นและมีกลิ่นอับชื้น ดูไม่ค่อยสะอาดจนไม่เหมาะจะเป็นโรงพยาบาลเสียเท่าไร แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน? มู่หรูเหยายังคงพยายามจับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานำมาปะติดปะต่อกัน ขณะกำลังคิด มือของคนผู้นั้นก็ตบลงบนโต๊ะแล้วพูดคุยกับเธออีกครั้ง “เมื่อคืนเจ้าแอบลอบเข้าไปในห้องทำงานของข้า อย่าได้คิดจะปฏิเสธ เพราะข้าลากเจ้ามาจากที่นั่น” เสียงของเขาดังก้องภายในคุกที่เงียบงัน และคำพูดนั้นก็ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมายังเธอ มู่หรูเหยาซึ่งยังไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัด จึงตัดสินใจไม่พูดอะไรออกไปให้เลวร้ายมากกว่าเดิม เพราะคิดว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยการตื่นจากฝันร้ายนี้เหมือนครั้งก่อน อาจจะตื่นขึ้นมาบนเตียงในห้องของเธอเองหรือไม่ก็คงเป็นที่โรงพยาบาล เพราะคิดอย่างนั้นมู่หรูเหยาจึงเลือกที่จะเงียบ“ข้าเชื่อว่ายังมีพวกเขาหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ต่างก็หนีตายแยกย้ายไปอยู่คนละทิศเหมือนกับข้าและแม่เจ้า ไม่มีใครกล้าเปิดเผยตนเอง เพราะเกรงกลัวจะเกิดอันตรายจากภัยในอดีต”“เราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้เลยหรือ” มู่หรูเหยานึกเป็นห่วงคนอื่น ๆ ในเผ่าจันทรา อาจมีใครถูกทำร้ายดังเช่นนางอยู่ก็เป็นได้จางเจิ้นอู่ยกยิ้มบาง ๆ เขามองภรรยาของตนด้วยแววตารักใคร่“หากวันหนึ่งข้ามีอำนาจมากพอ ข้าจะนำพวกเขากลับมา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”“เช่นนั้นแล้ว ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านไปจนกว่าวันนั้นจะมาถึง”มู่หรูเหยาตอบโดยไม่ลังเล รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของบุรุษหนุ่ม นางคือสตรีที่เขาเลือก และจะไม่มีวันปล่อยมือจากกันไปทั้งสองมองตากันอย่างหวานซึ้ง แต่เป็นนางที่รีบผลักสามีออกด้วยนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้“จริงสิ! ข้าลืมไปเลย วันก่อนข้าได้ลองทำบางอย่างเกี่ยวกับเลือดของข้า”จางเจิ้นอู่หันมองภรรยาด้วยสายตาไม่พอใจทันที ก่อนจะกล่าวเสียงดุ “ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าไม่ให้ทำเช่นนี้!”“ข้าจะบอกว่ามันมิใช่เพราะเลือดของข้า แต่เป็นเ
จางเจิ้นอู่ถอนริมฝีปากออกช้า ๆ พร้อมกับจ้องมองดวงหน้าของหญิงสาวที่แดงซ่านขึ้นกว่าเดิม เขาดึงภรรยาของตนเข้ามาในอ้อมแขนก่อนจะกระซิบข้างหูเบา ๆ“จากนี้ไปเจ้าจะเป็นภรรยาของข้า เป็นฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพ”ขนตายาวของนางกะพริบขึ้นลงก่อนที่มุมปากจะคลี่ยิ้มจาง แล้วร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อถูกสามีครึ่งวันอุ้มจนตัวลอยเหนือพื้น พลางเดินไปที่เตียงที่ตกแต่งด้วยผ้ามงคลมู่หรูเหยาหน้าแดงซ่านเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับผ้าไหมนุ่ม ยามลมหายใจของบุรุษหนุ่มเข้ามาใกล้ก็เขินอายจนต้องเอียงหน้าหนี แต่เขากลับไม่ลดละ ยังตักตวงชิมความหวานจากนางอย่างไม่รู้จักเบื่อแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการทำศึก บัดนี้กลับมีร่องรอยบาดแผลอย่างอื่นเพิ่มขึ้นมา เป็นรอยข่วนเล็ก ๆ ตามแผ่นหลังจากฝีมือผู้เป็นภรรยามู่หรูเหยาส่ายหน้าไปมาคล้ายทรมาน ดวงหน้างดงามนัยน์ตาสวยมีน้ำตาเอ่อคลอจนจางเจิ้นอู่ต้องจูบซับปลอบประโลมอย่างแผ่วเบา พร่ำบอกคำหวานและหลอกล่อให้นางลุ่มหลงมัวเมาแสงจันทร์ที่สอดส่องเข้ามาผ่านม่านหน้าต่างในห้องหอ ราวกับเป็นการแสดงความยินดีให้กับความรักของพวกเขาทั้งสองคน
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่สงสัย “หากที่เจ้าพูดเป็นความจริง แล้วมู่หรูเหยาคนก่อนอยู่ที่ไหน?”“ข้าไม่รู้... นางอาจสิ้นใจเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ดูจากการที่ถูกทรมานในจวนตระกูลมู่ คงมิอาจคิดเป็นอื่นได้ หรือบางที... นางอาจไปอยู่แทนที่ข้าในอีกภพ หรืออาจจะจากไปด้วยความสมัครใจเอง ข้าไม่รู้อะไรเลย”จางเจิ้นอู่ดึงร่างนางเข้ามากอด มือแกร่งลูบไล้แผ่นหลังอย่างปลอบประโลม มู่หรูเหยาตกตะลึงไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น“ข้าถูกบังคับให้แต่งงาน นางเองก็เช่นกัน... นางเองก็ขึ้นเกี้ยวมาเพียงลำพังและเข้าไปอยู่ในจวนพร้อมสาวใช้โดยที่ข้าไม่ได้สนใจ นางพยายามเอาอกเอาใจทำน้ำแกงมาให้ข้า แต่ข้าไม่เคยกินเพราะนางเป็นคนของตระกูลมู่…” เขาหัวเราะเยาะตนเองแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยต่อ“เพราะเมื่อเห็นนางก็คิดถึงพี่น้องในเผ่าจันทราที่ถูกกวาดล้าง คิดว่านางคือลูกหลานของศัตรูที่ทำให้คนของข้าต้องตาย ทว่า... นางเองก็มิได้มีชีวิตที่ดีไปกว่าข้าเลย”“เช่นนั้น... เราก็ควรเอาภาพของนางไปไว้เคียงข้างบิดามารดาของนาง ท่านคิดว่าอย่างไร” นางกล่าวเสียงแผ่ว คล้ายเป็นควา
หลักฐานมากมายที่ถูกค้นพบแสดงให้เห็นถึงแผนการของตระกูลมู่ที่สมคบคิดกับองค์ชายสาม เรื่องราวทั้งหมดสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักทั้งตัวองค์ชายสามและพระชายาถูกฎีการ้องเรียนเข้ามามากมาย ส่งผลให้คดีเก่า ๆ ถูกรื้อขึ้นมา แม้แต่ฮ่องเต้เองก็มิอาจเพิกเฉยทว่ายิ่งสืบสวน... ยิ่งพบเรื่องอันน่าตกใจแม้แต่มู่หรูเหยาเองซึ่งเป็นบุตรีของตระกูลมู่ก็เกือบจะถูกสอบสวนไปด้วย จางเจิ้นอู่จึงยื่นเรื่องขอพิจารณาคดี พร้อมนำหลักฐานเกี่ยวกับมารดาของนางออกมาแสดงต่อหน้าผู้มีอำนาจสตรีผู้นี้ไร้ความผิด แต่กลับถูกอดีตเจ้ากรมพิธีการลักพาตัวไปเพื่อกระทำการกรีดเลือดมาสังเวย นางถูกทรมานจนสิ้นใจและถูกฝังราวกับคนไร้ญาติด้วยความเลวร้ายของตระกูลมู่ที่ถูกเปิดโปง ส่งผลให้มู่หรูเหยาถูกถอดออกจากเครือญาติของคนชั่วทั้งหลายนางไม่เพียงพ้นจากการสอบสวนแต่ยังมีโอกาสได้พาร่างของมารดากลับมาฝังในที่ที่ควรอยู่“ในเมื่อท่านแม่เคยเป็นคนรักของท่านพ่อของท่าน เช่นนั้นแล้ว... ข้าก็อยากให้นางได้มาอยู่ข้างกายของคนที่นางรักอีกครั้ง” คำพูดของหญิงสาวเรียบง่าย หากแต่เต็มไปด้วยควา
มู่หรูเหยาพยักหน้ารับคำของบุรุษหนุ่ม แม้จะตกลงกันแล้วว่าจะเริ่มต้นใหม่ แต่ภายในใจของนางยังคงมีบางสิ่งที่มิอาจเปิดเผยออกไปความลับที่นางยังมิได้บอกเขา...มู่หรูเหยานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย“เช่นนี้แล้วข้าจะเป็นอมตะหรือไม่ ในเมื่อท่านกรีดเลือดหยดลงบนหยกจันทราช่วยข้า”จางเจิ้นอู่หัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอ่อนโยน แตกต่างจากบุรุษผู้เย็นชาเมื่อแรกพบโดยสิ้นเชิง“เป็นเพียงเรื่องเล่าขานต่อกันมา เพราะความโลภและความกระหาย พวกคนเลวจึงปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นเพื่อทำลายเผ่าจันทรา หวังยึดครองพลังของพวกเรา” ดวงตาคมทอดมองสตรีตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อ“...แต่แท้จริงแล้วหยกจันทราเป็นเพียงของวิเศษที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เรื่องราวที่เล่ากันต่อ ๆ มาจึงบิดเบือนไปบ้าง ของชิ้นนั้นไม่ได้ช่วยให้เป็นอมตะอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้แต่เซียนเองยังต้องบำเพ็ญเพียร แล้วเรื่องง่ายดายเช่นนี้จะมีได้อย่างไร” นึกแล้วก็ช่างน่าขันนักกับความโลภของมนุษย์ คิดอยากเป็นอมตะแต่ทำชั่วมาทั้งชีวิต มีแต่ปรโลกเท่านั้นที่สมควรไป“แล้
“ครั้งหนึ่ง... เผ่าจันทรา เคยเป็นเผ่าที่รุ่งเรือง ผู้คนของเผ่าต่างเกิดมาพร้อมกับสายเลือดพิเศษ ว่ากันว่าผู้ที่มีสายเลือดนี้สามารถปลุกพลังของหยกจันทราได้”“ว่ากันว่าหยกจันทราเป็นของวิเศษที่สามารถมอบพลังอันล้ำค่าให้แก่ผู้ครอบครอง มิใช่เพียงแค่ชะลอวัย แต่สามารถมอบความเป็นอมตะได้...”“เพราะข่าวลือเหล่านั้น... ทำให้ขุนนางในเมืองหลวงหวาดกลัวและโลภมาก คนที่เป็นผู้นำครั้งนี้ก็คือมู่หลงเทียน มันจึงยุยงให้ราชสำนักกวาดล้างเผ่าจันทรา”“...แม่ของท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น”มู่หรูเหยากำมือแน่น นางรู้เรื่องราวของมารดาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเหมยอิงทุกอย่างก็เริ่มปะติดปะต่อกัน“นาง... เป็นภรรยาของอดีตแม่ทัพจาง!?”เหมยอิงพยักหน้า “เรื่องนี้พวกข้าก็เพิ่งรู้ก่อนท่านไม่นาน””ข้าเคยได้ยินว่าแต่ก่อนมารดาของท่านครองรักอยู่กับอดีตแม่ทัพจาง แต่ครั้นเมื่อออกศึกใหญ่เมื่อกลับมาถึงจวนกลับพบว่านางหายไป ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าตระกูลมู่จะกล้าท้าทายอำนาจท่านแม่ทัพมาลักพาตัวคนถึงจวน”เหมยอิงกล่าว “ตามที่ท่านแม่ทัพสืบมา พวกมันจับตัวมารดาของท่







