로그인"ทหาร!" เซี่ยอวิ๋นเฉิงไม่คิดเสียเวลาฟังคำแก้ตัวแม้แต่น้อย
"ลากสตรีผู้นี้ออกไปจากจวนโหว หากนางกล้าเหยียบเข้ามาในเขตจวนแห่งนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว ให้จับส่งศาลอาญาในข้อหาบุกรุกและก่อความวุ่นวายในจวนขุนนาง"
"ท่านโหว! ไม่นะเจ้าคะ เสี่ยวเยว่ ช่วยข้าด้วย"
สวี่หลานถูกทหารสองนายหิ้วปีกขึ้นจากพื้น ก่อนลากตัวออกไปทั้งน้ำตา เสียงกรีดร้องโวยวายค่อยๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท
ถูกลากออกจากจวนเป็นครั้งที่สองในเวลายังไม่พ้นหนึ่งวัน
หลินเสี่ยวเยว่ได้แต่มองตามพลางส่ายหน้า
‘เหตุใดต้องลำบากตัวเองเช่นนี้ด้วยนะ’
เมื่อความวุ่นวายสงบลง นางจึงค่อยๆ คลายมือออกจากแขนของเซี่ยอวิ๋นเฉิง ก่อนเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้อย่างประจบประแจง
"ขอบพระคุณท่านพี่มากนะเจ้าคะที่ปกป้องข้า ท่านพี่ช่างดียิ่งนัก สมแล้วที่เป็นสามีประเสริฐอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงก้มมองแขนข้างที่เพิ่งถูกนางปล่อย
ความรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ ผุดขึ้นในใจเพียงชั่วครู่ ก่อนเจ้าตัวจะรีบกดมันลงแล้วปรับสีหน้าให้เรียบตึงดังเดิม
"อย่ามาประจบข้า แล้วเรื่อง ‘รูปวาด’ ของบัณฑิตจางนั่นเล่า"
หลินเสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ
เซี่ยอวิ๋นเฉิงหมุนตัวกลับมาจ้องหน้านางเต็มตา น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
"มันอยู่ที่ไหน"
‘โอ้โฮ... น้ำส้มสายชูหกทั้งไหแล้วกระมัง’
หลินเสี่ยวเยว่หัวเราะแห้งๆ ก่อนชูสองนิ้วขึ้นราวกับกล่าวคำสัตย์
"ข้าเผาทิ้งไปตั้งแต่น้ำต้มยังไม่เดือดแล้วเจ้าค่ะท่านพี่ ตอนนี้ในหัวของข้า มีแต่ใบหน้าหล่อเหลาของท่านพี่เพียงคนเดียวเท่านั้นจริงๆ เจ้าค่ะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงแค่นเสียง "เหอะ" ในลำคอ ราวกับไม่เชื่อคำหวานแม้แต่น้อย
ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกลับทรยศเจ้าตัวเสียเอง
เขารีบหมุนตัวเดินออกไป
"ข้าจะไปทำงาน เย็นนี้หากข้ากลับมา แล้วพบว่าเจ้าก่อเรื่องอีก ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าแน่"
"เจ้าค่ะท่านพี่ เดินทางดีๆ นะเจ้าคะ เลิฟยูนะเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวเยว่ยกมือโบกไล่หลังอย่างอารมณ์ดี
เซี่ยอวิ๋นเฉิงที่กำลังเดินจากไปพลันชะงักฝีเท้า
‘เลิฟยู’ เขาขมวดคิ้ว ภาษาอะไรกันอีก
ชายหนุ่มหันกลับไปมองภรรยาแวบหนึ่ง เห็นนางยังยืนยิ้มแป้นโบกมือให้เขาอยู่หน้าเรือน จึงรีบหันหน้ากลับแล้วเดินต่อ
แต่คราวนี้... มุมปากของท่านโหวกลับยกสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างปิดไม่มิด
ส่วนหลินเสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย
ตกเย็น แสงอาทิตย์อัสดงฉาบทาจวนโหวเป็นสีส้มทอง หลินเสี่ยวเยว่ยืนกอดอกอยู่กลางครัวใหญ่ของจวน ท่ามกลางเหล่าพ่อครัวแม่ครัวที่พากันยืนเหงื่อตก มองหม้อเหล็กใบใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น
"ฮูหยินเจ้าคะ สิ่งนี้กินได้จริงหรือเจ้าคะ" แม่ครัวใหญ่ถามเสียงสั่น พลางมองเครื่องเทศเผ็ดร้อนสารพัดชนิดกับน้ำซุปสีแดงฉานที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อ
"กินได้สิ นี่เรียกว่า ‘หม่าล่าหม้อไฟ’ เป็นตำรับพิสดารจากต่างแดน" หลินเสี่ยวเยว่ยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ
นางอาศัยความเป็นนักกินตัวยงจากโลกปัจจุบัน ผสมเครื่องเทศที่พอหาได้ในยุคนี้ ดัดแปลงจนกลายเป็นหม้อไฟรสเผ็ดชาที่ใกล้เคียงกับหม่าล่าในความทรงจำมากที่สุด ทั้งยังตั้งใจทำเพื่อเอาใจสามีโดยเฉพาะ
‘วันๆ กินแต่อาหารรสอ่อน เจอหม่าล่าหม้อนี้เข้าไป รับรองติดใจจนไปไหนไม่รอด’
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยดังมาจากด้านนอกเรือนอาหาร
หลินเสี่ยวเยว่หันไปมองทันที
เซี่ยอวิ๋นเฉิงในชุดลำลองสีเข้มก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทันทีที่กลิ่นเครื่องเทศหอมฉุนปะทะจมูก คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เจ้าทำอะไร กลิ่นแปลกประหลาดนัก" น้ำเสียงยังคงเรียบตึงตามนิสัย ทว่าสายตากลับกวาดมองถาดเนื้อแกะหั่นบาง ผักสด และเครื่องเคียงที่จัดเรียงเต็มโต๊ะอย่างสนใจ
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่รีบกุลีกุจอเข้าไปหา ช่วยรับเสื้อคลุมจากเขาแล้วส่งให้สาวใช้ ก่อนฉีกยิ้มหวาน
"วันนี้ท่านพี่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าจึงลงครัวทำอาหารพิเศษเพื่อบำรุงร่างกายท่านพี่โดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงปรายตามองหม้อที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสง่างาม
"จวนโหวของเราตกอับถึงขั้นต้องให้ฮูหยินลงครัวด้วยตัวเองแล้วหรือ"
"โธ่... ความรักความใส่ใจจากภรรยา ต่อให้มีเงินทองกองเท่าภูเขาก็ซื้อไม่ได้นะเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่ตอบกลับทันควันอย่างไม่รู้จักเขินอาย
เซี่ยอวิ๋นเฉิงเหลือบมองนาง
"เจ้านี่ช่างพูดนัก"
"ข้าพูดแต่ความจริงเจ้าค่ะ"
หญิงสาวหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อแกะหั่นบางลงไปลวกในน้ำซุปหม่าล่า พอเนื้อสุกได้ที่ก็นำมาวางลงในถ้วยของเขาอย่างเอาอกเอาใจ
"ชิมดูสิเจ้าคะ รับรองว่าอร่อยจนท่านพี่ต้องร้องขอชีวิต เอ้ย! ร้องขอเพิ่ม"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงมองเนื้อในถ้วย ก่อนเงยหน้ามองภรรยาที่กำลังจ้องเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
ตั้งแต่เมื่อวานมาจนถึงวันนี้ สตรีผู้นี้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
จากคนที่เคยเห็นหน้าเขาก็เบือนหนี บัดนี้กลับตามประจบเอาใจไม่ห่าง แถมยังลงครัวทำอาหารให้ด้วยตัวเอง
ยิ่งนางทำดีเท่าไร เขากลับยิ่งระแวงมากเท่านั้น
"ข้าไม่ชอบอาหารรสจัด" แม้ปากจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายเซี่ยอวิ๋นเฉิงก็ยกตะเกียบขึ้น คีบเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากอย่างเสียไม่ได้
ทว่าเพียงเคี้ยวคำแรก ความเผ็ดร้อนเจือรสชาจากเครื่องเทศผสานกับความนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อแกะพลันกระจายไปทั่วปาก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้รสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเด่นชัดยิ่งขึ้น
ดวงตาของท่านโหวขยายขึ้นเล็กน้อย
หลินเสี่ยวเยว่เห็นทุกอย่างเต็มสองตา
‘ฮั่นแน่’
‘อร่อยล่ะสิ’
นางพยายามกลั้นยิ้ม ก่อนเอียงคอถามอย่างซุกซน
"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านพี่ พอกินได้หรือไม่"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงค่อยๆ กลืนเนื้อลงคอ ก่อนปรับสีหน้าให้เรียบตึงดังเดิม
"ก็... พอใช้ได้ ไม่ได้แย่อะไร"
"จริงหรือเจ้าคะ"
"อืม"
ปากบอกเพียง ‘พอใช้ได้’
แต่มือกลับคีบเนื้อชิ้นที่สองลงหม้อ
จากชิ้นที่สองกลายเป็นชิ้นที่สาม...
ชิ้นที่สี่...
แล้วก็ชิ้นที่ห้า...
หลินเสี่ยวเยว่มองตาปริบๆ
‘นี่หรือพอใช้ได้’
เซี่ยอวิ๋นเฉิงยังคงกินต่อราวกับลืมคำพูดของตัวเองไปแล้ว ไม่เพียงคีบเนื้อ เขายังลองทั้งผัก เห็ด และเครื่องเคียงต่างๆ จนแทบทุกอย่างบนโต๊ะพร่องลงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งกิน ใบหน้าคมคายก็ยิ่งแดงขึ้นเพราะความเผ็ด เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามหน้าผาก แต่ตะเกียบในมือกลับไม่ยอมหยุด
หลินเสี่ยวเยว่นั่งมองสามีปากแข็งกินเอาๆ ด้วยความบันเทิงใจ นางคอยคีบผัก คีบเนื้อ และเติมน้ำชาให้ไม่ขาดมือ
"ค่อยๆ กินนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะลวกปากเอา"
"ข้ารู้"
"ท่านพี่ เนื้อชิ้นนี้นุ่มเจ้าค่ะ"
"อืม"
"ลองเห็ดนี่ด้วยสิเจ้าคะ"
"หมอหลวงบอกว่าครรภ์นี้ชีพจรนุ่มนวล มีโอกาสไม่น้อยที่จะเป็นลูกสาว ครั้งแรกข้าได้ลูกชายแฝดจอมซนไปแล้ว คราวนี้ข้าอยากได้ลูกสาวตัวน้อยๆ ที่อ่อนหวานน่ารัก""แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการถักถุงเท้าด้วยตัวเองเจ้าคะ" เสี่ยวเยว่เอียงคอถาม"ของที่บ่าวทำให้ ย่อมไม่เหมือนของที่บิดาทำเอง" เซี่ยอวิ๋นเฉิงตอบหน้าตาย"ถุงเท้าคู่นี้ ข้าจะถักด้วยมือข้าเอง วันหน้าพอลูกสาวเกิดมา นางจะได้รู้ว่าข้ารักและถนอมนางตั้งแต่ยังอยู่ในท้อง"เสี่ยวเยว่ฟังจบก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ‘โอ้โฮ ลูกสาวยังไม่ทันเกิด คุณพ่อก็เห่อจนกู่ไม่กลับแล้ว’จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าตุ้บตั้บก็ดังมาจากทางเดินยาว"ท่านพ่อ ท่านแม่ สองซาลาเปามาแล้วขอรับ"เซี่ยเป่ากับเซี่ยเป้ย สองก้อนแป้งวัยสี่ขวบครึ่ง วิ่งพรวดเข้ามาในสวนด้วยความเร็วเต็มกำลัง ทั้งคู่สวมชุดกั๊กสีฟ้าสดใส ในมือถือกระบี่ไม้คนละเล่ม ดูกระฉับกระเฉงราวกับทหารตัวน้อย"ช้า ๆ หน่อยลูก ระวังชนท่านแม่"เซี่ยอวิ๋นเฉิงรีบวางเข็มกับไหมในมือลง ก่อนกางแขนรับสองก้อนแป้งเอาไว้ได้ทัน"ท่านพ่อกำลังทำอะไรอยู่ขอรับ" เซี่ยเป่าชะโงกหน้าเข้าไปดูของสีชมพูในมือบิดาอย่างสนใจ"ก้อนแป้งสีชมพูอันนี้เหตุใดหน้าตาประหล
เซี่ยอวิ๋นเฉิงเลิกคิ้ว มองนางผ่านคันฉ่อง"เรื่องสำคัญหรือ ร้านใหม่อีกแล้วหรือ หรือเจ้าอยากได้วัตถุดิบแปลกๆ จากต่างเมืองมาทำขนม หากเป็นเรื่องนั้น ข้าให้คนติดต่อพ่อค้าจากหัวเมืองชายแดนเอาไว้แล้ว"เสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ‘สมแล้วที่เป็นสามีสายเปย์ ข้ายังไม่ทันเอ่ยก็คิดแทนเสร็จหมดแล้ว’นางหมุนตัวกลับมาหาเขาช้าๆ สีหน้าซุกซนเมื่อครู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังเซี่ยอวิ๋นเฉิงเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย"เป็นอะไร""ไม่มีอะไรน่ากลัวเจ้าค่ะ"เสี่ยวเยว่ยิ้ม ก่อนคว้ามือใหญ่ของเขาขึ้นมา แล้วนำไปวางลงบนหน้าท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบาเซี่ยอวิ๋นเฉิงชะงักทันที ฝ่ามืออุ่นสัมผัสหน้าท้องที่ยังเรียบเนียนของภรรยา เขามองมือนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตานางด้วยแววฉงน"เสี่ยวเยว่ เจ้าปวดท้องหรือ"เสี่ยวเยว่ถึงกับถอนหายใจเฮือก‘โอ๊ย ตอนออกศึกฉลาดเป็นกรด พอเป็นเรื่องแบบนี้เหตุใดถึงซื่อบื้อได้ขนาดนี้’"ไม่ได้ปวดท้องเจ้าค่ะ""แล้ว" เสี่ยวเยว่เม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม ก่อนค่อยๆ เอ่ยทีละคำ"ข้ากำลังจะบอกว่า เซี่ยเป่ากับเซี่ยเป้ยกำลังจะมีน้องอีกคนแล้วเจ้าค่ะ"ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันที เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งค้างราวกับถูกสาป ดวงตาห
เซี่ยอวิ๋นเฉิงกดฝ่ามือลงไปเต็มแรง ก้อนแป้งในอ่างถูกอัดจนแผ่ราบ ขณะเดียวกันข้อศอกของเขาก็เผลอกระแทกถุงแป้งหมี่ใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างอ่างเข้าอย่างจังฟุ่บ!ปากถุงแป้งล้มคว่ำ ละอองแป้งสีขาวจำนวนมหาศาลพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศราวกับกลุ่มหมอกหนาทึบ"ท่านพี่ ระวัง" เสี่ยวเยว่ร้องเตือนไม่ทันจบประโยคละอองแป้งสีขาวก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว ก่อนร่วงกราวลงมาปกคลุมร่างของเซี่ยอวิ๋นเฉิงที่ยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้นเต็มๆความเงียบปกคลุมห้องครัวอยู่สามอึดใจเต็มๆเมื่อละอองแป้งค่อยๆ จางลง ภาพตรงหน้าก็ทำเอาทุกคนถึงกับตาค้างเซี่ยอวิ๋นเฉิงผู้เคยหล่อเหลาสง่างาม บัดนี้ตั้งแต่เส้นผมสีดำสนิท คิ้วเข้ม ขนตา ใบหน้า ไปจนถึงชุดลำลองสีฟ้าเข้ม ล้วนถูกปกคลุมด้วยผงแป้งสีขาวโพลนไปหมดนัยน์ตาหงส์คู่คมกะพริบปริบๆ ผงแป้งที่เกาะอยู่บนขนตาร่วงกราวลงมา ใบหน้าที่เคยเย็นชาขรึมบัดนี้ดูไม่ต่างจากสิงโตหิมะที่เพิ่งกลิ้งออกมาจากกองแป้ง"กึก!" เสี่ยวเยว่เม้มริมฝีปากแน่น สองมือยกขึ้นปิดปากสุดชีวิตเพื่อไม่ให้หลุดหัวเราะออกมาส่วนสองก้อนแป้งที่นั่งมองอยู่บนเก้าอี้สูง"ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"เซี่ยเป่ากับเซี่ยเป้ยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันจนตัวโยน เด็กน้
"ท่านพ่อหอมท่านแม่อีกแล้ว" เซี่ยเป่าร้องขึ้น รีบยกมือป้อม ๆ ปิดตา แต่กลับแยกนิ้วออกเสียกว้างจนมองเห็นทุกอย่างชัดเจนเซี่ยเป้ยหันไปมองพี่ชาย ก่อนตอบหน้าตาเฉย"ท่านพ่อหอมท่านแม่ทุกวัน ข้าชินแล้วขอรับพี่ใหญ่""เซี่ยเป้ย" เสี่ยวเยว่แทบอยากเอาพัดปิดหน้าเสียเดี๋ยวนั้นเซี่ยอวิ๋นเฉิงกลับไม่สะทกสะท้าน เขาสบตาภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนเอ่ยอย่างสบายอารมณ์"ลูกของข้า ข้าย่อมเลี้ยงไหว" ท่านโหวกล่าวอย่างมั่นใจ"ต่อให้พวกเขาสองคนอยากได้ของล้ำค่าเพียงใด หากสมควรให้ ข้าก็ย่อมหามาให้ได้ แล้วนับประสาอะไรกับขนมเปี๊ยะเพียงสามลูก""ตามใจลูกเกินไปแล้วนะเจ้าคะ" เสี่ยวเยว่หยิกแขนเขาเบาๆ"ข้าไม่ได้ตามใจแค่ลูก"เซี่ยอวิ๋นเฉิงกุมมือบางของนางขึ้น ก่อนประทับริมฝีปากลงบนหลังมืออย่างแผ่วเบา"ข้าตามใจภรรยาด้วย วันนี้อยากได้อะไรเพิ่มอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งสั่งให้คนไปซื้อผ้าไหมเนื้อดีจากทางใต้มาสิบพับ แล้วยังมีเครื่องประดับหยกเขียวจากด่านนอกอีกชุด เอาไว้ให้เจ้าใส่ไปงานเลี้ยงสัปดาห์หน้า"เสี่ยวเยว่มองสามีสุดหล่อที่ทั้งรัก ทั้งให้เกียรติ ทั้งยังเปย์ภรรยากับลูกไม่ยั้ง แล้วรอยยิ้มหวานก็ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า‘เฮ้อ... แล้วข้าจะ
หลินเสี่ยวเยว่เงยหน้ามองสามี ก่อนยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวชาตินี้นางตัดสินใจแล้ว ท่านโหว ข้าไม่หย่า และจะไม่มีวันหย่าเด็ดขาดยามเช้าอันสดใส แสงแดดอบอุ่นสาดผ่านแมกไม้ในสวนหลังจวนเจิ้งกั๋วโหว เสียงนกร้องจิ๊บๆ ประสานกันอย่างรื่นรมย์ ราวกับร่วมยินดีกับความสงบสุขที่ปกคลุมจวนแห่งนี้มานานหลายปีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยกับเสียงฝีเท้าตุ้บตั้บก็ดังลั่นมาตามทางเดินยาวที่เชื่อมต่อกับเรือนใหญ่"วิ่งเร็วเข้าเซี่ยเป้ย หากไปช้า ท่านย่าจะแจกขนมกุ้ยฮวาให้พี่หมดก่อนนะ""พี่ใหญ่รอข้าด้วย ขาข้ายังสั้นกว่าของพี่อยู่นิดหนึ่งนะ" ร่างป้อมอ้วนท้วนสมบูรณ์ในชุดกั๊กสีแดงปักลายมังกรทองสองร่าง กำลังวิ่งเตาะแตะแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เด็กชายทั้งสองมีใบหน้าถอดแบบมาจากท่านโหวเซี่ยอวิ๋นเฉิงราวกับพิมพ์เดียวกัน โดยเฉพาะคิ้วเข้มกับดวงตาหงส์ที่ฉายแววคมกริบตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าแก้มกลมป่องกับผิวขาวอมชมพูนั้นกลับได้มาจากหลินเสี่ยวเยว่เต็มๆเด็กน้อยทั้งสองก็คือ 'เซี่ยเป่า' แฝดผู้พี่ และ 'เซี่ยเป้ย' แฝดผู้น้อง สองก้อนแป้งวัยสี่ขวบ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งจวนโหว"โอ๊ย ช้าๆ หน่อยเจ้าค่ะคุณชายน้อยทั้งสอง"แม่นมก
"เสี่ยวเยว่ พวกเขาเหมือนเจ้า""ตรงไหนเจ้าคะ เห็นชัดๆ ว่าหน้าเหมือนท่านพี่""ดวงตาเหมือนเจ้า"เสี่ยวเยว่ยิ้มหวาน"เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ได้ความหล่อจากพ่อ ได้ความน่ารักจากแม่ สมบูรณ์แบบ"เซี่ยอวิ๋นเฉิงหัวเราะเบาๆ อย่างจนใจกับความหลงตัวเองของภรรยา แต่แววตาที่มองแม่ลูกทั้งสามกลับเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตสามปีต่อมาจวนเจิ้งกั๋วโหวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเงียบขรึม บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครื้นเครงแทบทุกวันเซี่ยไท่ฮูหยินกับอดีตท่านโหวกลายเป็นท่านย่าและท่านปู่ผู้หลงหลานจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น คอยตามใจเจ้าก้อนแป้งฝาแฝดอย่าง 'เซี่ยเป่า' และ 'เซี่ยเป้ย' จนสองพี่น้องแทบจะขึ้นไปนั่งบนศีรษะผู้ใหญ่ได้อยู่แล้ว"ท่านปู่ ข้าอยากขี่ม้า""ได้ ปู่พาไป""ท่านย่า ข้าอยากกินขนม""ได้ ๆ ย่าจะให้คนไปเอามาเดี๋ยวนี้"เสี่ยวเยว่ที่เดินผ่านมาได้ยินพอดีถึงกับยกมือกุมขมับ"ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ ตามใจพวกเขาน้อยลงหน่อยเถิด เดี๋ยวก็เสียเด็กกันพอดี"เซี่ยไท่ฮูหยินรีบกอดหลานทั้งสองไว้"เด็กเพียงสามขวบจะเสียคนได้อย่างไร"อดีตท่านโหวพยักหน้าเห็นด้วยทันที"ถูกต้อง หลานข้าน่ารักถึงเพียงนี้ ตามใจอีกหน่







