LOGINก๊อก ๆ ๆ
ชื่อของ นที เลิศธารินทร์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อ หากแต่เปรียบเสมือนกับตราประทับแห่งความสำเร็จในวงการกฎหมาย ไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของเขาในวงการนี้ หนึ่งในทนายฝีมือดีที่สุด คดีไหนที่ว่ายาก คดีไหนที่ว่าดัง คดีที่ใหญ่ที่เขารับมาถ้าไม่ได้ตั้งใจทำให้แพ้... ก็ไม่มีคดีไหนที่เขาไม่เคยชนะ เพราะในศาล ชัยชนะไม่ใช่คำตอบทุกครั้งไป แต่เป็นแค่ ‘หมากตัวหนึ่ง’ บนกระดานที่เขาเลือกเดินเท่านั้น “เข้ามาครับ...” เสียงทุ้มเรียบเปล่งออกไปโดยไม่เงยหน้าจากกองเอกสารตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวดันกรอบแว่นขึ้นอย่างเคยชิน สีหน้าไร้อารมณ์ใดเป็นพิเศษ แผ่นหลังยังคงตั้งตรงราวกับไม่รู้จักคำว่าล้า แสงจากโคมไฟเหนือโต๊ะทำงานส่องกระทบเนื้อผ้าสูทเรียบเนียนไร้รอยยับ ชุดที่ตัดได้อย่างพอดีตัวจนยากจะเชื่อว่าเป็นแค่ ‘สูททำงาน’ ปากกาด้ามสีเงินเงาวับเคียงข้างร่างสัญญา สิ่งที่สำหรับเขาเป็นเพียงแค่เครื่องมือ แต่สำหรับคนบางคนอาจหมายถึงราคาเงินเดือนทั้งหมดในชีวิตพวกเขา แม้ท่าทางจะดูสุภาพและไม่เร่งรีบ แต่ในทุกการเคลื่อนไหวของเขากลับแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง ราวกับมีเส้นกั้นที่มองไม่เห็น เส้นที่ใครก็ไม่อาจก้าวได้ง่าย ๆ เหมือนคลื่นใต้น้ำที่ผิวเผินดูนิ่งสงบ แต่ลึกลงไปใครจะรู้... ว่ากระแสน้ำนั้นเชี่ยวกรากเพียงใด เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมสบตากับหญิงสาวอีกฟากของโต๊ะอย่างเฉียบขาด รอยยิ้มบางเบาแตะมุมปากเหมือนจะอบอุ่น ความแตกต่างจากสีหน้าเรียบขรึมเมื่อครู่นี้ทำให้หัวใจคนมองเต้นผิดจังหวะอย่างช่วยไม่ได้ ไม่มีใครแน่ใจว่าสำหรับชายที่ชื่อ ‘นที’ เขาคือทิวาอุ่นในฤดูหนาว หรือเพียงแค่เย็นชาดั่งธารน้ำแข็งกันแน่ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมใครก็ตามที่ได้พบเขาถึงได้อยากค้นหาคำตอบด้วยตัวเองกันนัก “พี่... เอ่อ... พี่นที อ้ายเองค่ะ” อ้ายใจ หลุดจากภวังค์ ดวงตาคู่กลมกะพริบปริบ ๆ พลันหลุบมองพื้นอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเคอะเขินระบายประดับใบหน้ารับอีกฝ่าย ก่อนที่สาวเจ้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ในมือของเจ้าหล่อนนั้นมีปิ่นโตใบน้อยถือติดมาด้วย “คุณป้าขอให้อ้ายช่วยเอาข้าวเย็นมาให้พี่นทีค่ะ” หล่อนว่าพลางชูภาชนะใส่อาหารให้เห็น ฝ่ามือของเธอเย็นเฉียบและสั่นเล็กน้อยด้วยความประหม่าปนเขินอาย ซึ่งไม่รอดพ้นสายตาเฉียบของนที แต่เขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจ “ขอบคุณมากนะครับ แต่น้องอ้ายไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาให้ตามที่คุณแม่พี่ขอก็ได้นะ อีกเดี๋ยวพี่ก็จะกลับบ้านแล้ว ลำบากเราเปล่า ๆ” รอยยิ้ม และคำพูดที่ฟังเหมือนเกรงใจนั่นทำให้หัวใจของอ้ายใจเต้นผิดจังหวะ หล่อนยิ้มเก้อ ตีความคำพูดของนทีว่าคือเป็นความห่วงใย หล่อนชอบเขามากจนละเลยน้ำเสียงที่แสนจะธรรมดาและความนิ่งลึกของชายหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวตกอยู่ในวังวน แถมเจ้าหล่อนยังอยู่ในจุดที่ใกล้เกินเอื้อมยิ่งกว่าใคร เพราะเป็นคนที่ผู้ใหญ่หมายตาอยากให้เป็นคู่กันในอนาคต แม้จะไม่มีตำแหน่งหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ ไม่มีสถานะ หรือชื่อเรียก แต่การที่มารดาของอีกฝ่ายมักจะขอร้องให้ช่วยส่งข้าวส่งน้ำมาเสมอ ในช่วงที่นทีต้องอยู่ทำงานจนดึก หรือแม้แต่เวลามีเรื่องสำคัญอย่างอื่น อ้ายใจจึงมักจะคิดว่าตนเป็น ‘คนสำคัญ’ ของนทีเพียงแค่หนึ่งเดียวมาตลอด “ไม่ลำบากหรอกค่ะ! อ้ายเต็มใจ” หล่อนคลี่ยิ้มกว้างกว่าเก่า ดวงตาเป็นประกายระยับ ใจละลายไปหมดเพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นห่วง อ้ายใจยิ้มแก้มปริ ดวงหน้าของหล่อนพลันเห่อร้อน ต้องแก้เขินด้วยการเดินเอาปิ่นโตไปวางเอาไว้ให้บนโต๊ะกลางตัวเรียบ ก่อนที่เสียงถอดเถาปิ่นโตจะดังขึ้น นทีจับจ้องไปยังการกระทำของหล่อน แววตาของเขาไม่มีประกายของความรู้สึกใดเป็นพิเศษ เขาปล่อยให้อ้ายใจได้ทำตามใจตัวเองไปจนเสร็จ ไม่ได้คิดจะหักหน้าหล่อนหรือพูดให้อีกฝ่ายอาย จนกระทั่งหญิงสาวได้แยกชั้นปิ่นโตวางครบหมดแล้ว “แล้วนี่น้องอ้ายจะกลับเลยไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความกดดันบางอย่างที่ได้พูดออกมาตรง ๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ขยับเสื้อสูทให้เรียบร้อย เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็เดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะกลางที่มีภาชนะใส่อาหารหน้าตาน่ากินวางรออยู่ รอยยิ้มแตะมุมปากราวกับรู้ทันเพียงแค่มอง “หน้าตาน่ากินจัง...” ชายหนุ่มเปรยออกมาเบา ๆ แนบเนียนจงใจ เขาหันไปมองหญิงสาวผ่านเลนส์แว่นที่ยังสวมอยู่ ซึ่งมันทำให้ภาพลักษณ์ของเขายิ่งดูหล่อและฉลาดจนคนมองระยะใกล้ยิ่งใจเต้นแรง “น้องอ้ายทำเองหมดนี่เลยเหรอครับ” “ชะ... ใช่ค่ะ อ้ายทำเองหมดนี่เลยค่ะ” อ้ายใจตอบกลับอย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงติดขัดเล็กน้อย สายตาหลุบต่ำไม่กล้าสบตาตรง ๆ กายแทบจะม้วนบิดอย่างคนเขินจัด ถ้อยคำของหล่อนใสและฟังดูซื่อนัก หากใครไม่รู้ก็ต้องคิดว่าหล่อนพูดความจริงเป็นแน่ แต่ไม่ใช่กับนที... เขารู้อยู่เต็มอกว่าหล่อนโกหก แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่จะไปทำให้อ้ายใจเสียหน้า เขาเพียงแค่มองหน้าหล่อนนิ่ง ๆ แม้อีกฝ่ายจะชิงหน้าแดงจัดราวกับผลตำลึงสุกไปแล้ว และนั่นทำให้นทีพอใจกับผลลัพธ์เป็นอย่างมาก “ถ้างั้น... ถ้างั้นอ้ายกลับก่อนดีกว่าค่ะ” อ้ายใจลิ้นแทบพันกันเมื่อพูด หล่อนก้มหน้าไม่ยอมสบตากับนทีอยู่ มือบางยกขึ้นโบกลาคนตรงหน้าผล็อย ๆ แล้วรีบหันหลังเดินออกไปจากห้องทำงานส่วนตัวของนทีทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก แต่นทีก็ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวตาม เขามองจนกระทั่งอีกฝ่ายลับสายตาไปแล้ว ดวงตาคู่คมจึงตวัดหันไปมองกับข้าวที่วางเรียงกันอยู่ แววตาของเขาไร้อารมณ์ เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ มือพลางล้วงกระเป๋า ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้สำนักงานตัวเดิม โดยที่ไม่แตะอาหารมื้อหรู ‘จากร้านดัง’ ที่วางเด่นอยู่เลยด้วยซ้ำ ความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่กลายเป็นเพื่อนไปในตอนนี้ ไม่มีเสียงพลิกกระดาษ เสียงปากกาขีดเขียนหรือแม้แต่เสียงใด ๆ นทีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เป็นท่วงท่าที่ผ่อนคลายในยามที่พักจากการใช้สมอง ชายหนุ่มปล่อยให้เวลาผ่านไปช้า ๆ อาหารที่ตั้งอยู่ถูกลืมจนเย็นชืดไปแล้ว ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง นทีบิดกายไล่ความเมื่อยขบเล็กน้อย เขาติดกระดุมเสื้อสูทอย่างเร็วด้วยความชำนาญ จากนั้นก็ถอดแว่นออกจากหน้าเก็บใส่กล่องกำมะหยี่สีเข้มให้เข้าที่ เขาไม่ลืมเก็บปิ่นโต วางซ้อนชั้นกันเหมือนกับตอนที่มันมา ปิ่นโตใบน้อยแทบจะไม่เข้ากับรูปร่างสูงสง่าของเขาเลยขณะที่ชายหนุ่มหิ้วมันออกไปด้วย ทว่ามันก็น่ามองอย่างน่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน... ได้เวลากลับบ้านแล้ว “กินข้าวหรือยังครับ?” นทีถามพร้อมมอบรอยยิ้มให้ สายตาของเขามองไปยังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกะดึก ณ ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ชายหนุ่มไม่ถามซ้ำแต่ยื่นปิ่นโตที่หิ้วอยู่ไปให้อีกฝ่ายรับเอาไว้ทันที ราวกับว่าไม่ต้องการคำปฏิเสธใด ๆ “ขอบคุณครับ! คุณนที!” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มใหญ่ทำหน้าฉงน แต่แล้วก็ยิ้มร่าออกมาและรับปิ่นโตไว้อย่างไม่อิดออดเช่นกัน คิดในใจอย่างอดไม่ได้ว่าลาภปากตนอีกแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่นับครั้งไม่ได้แล้วที่เขามักจะได้กินฟรีตลอดจากทนายหนุ่มที่พ่วงยศผู้บริหาร ในขณะที่นทีเพียงแค่ยิ้มรับคำขอบคุณเท่านั้น ก่อนที่เขาจะหันเดินไปยังรถยนต์คันหรูของตัวเองที่จอดรออยู่ ท่ามกลางลานจอดรถที่แทบจะร้างในช่วงดึก เขาปลดล็อกประตู ขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังสีเข้ม คาดเข็มขัดนิรภัย ตามมาด้วยเครื่องยนต์คำรามอย่างนิ่มนวล ก่อนที่จะล้อจะแล่นออกไปจากตึกสำนักงานใหญ่ ตรงสู่ท้องถนนในยามราตรี เสียงฮัมเบา ๆ ของเครื่องยนต์ประกอบกับเสียงล้อบดพื้นคอนกรีตดังเป็นจังหวะ ตลอดเส้นทางที่เขาต้องผ่านทางเป็นประจำ แสงไฟข้างทางส่องเข้ามาความมืดในตัวรถเป็นระลอก สร้างเงาตัดกับภายในห้องโดยสารที่หรูหราและสะอาดเอี่ยม ไม่แพ้กับผู้ที่เป็นเจ้าของของมัน แสงสีนวลที่ส่องเข้ามายังเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉย และขณะที่นิ้วเคาะลงเป็นจังหวะบนพวงมาลัยอย่างเคยตัวอีกด้วย ภาพลักษณ์ของนทีนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะคาดเดา เขาหล่อเหลาดั่งรูปสลัก ริมฝีปากหยักได้รูปในตอนที่แย้มยิ้มคือเอกลักษณ์ไร้ที่ติ เวลาที่เขาแสดงออกต่อหน้าคนอื่นเขาเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่เมื่อเขาอยู่กับตัวเอง นทีแทบจะเหมือนคนละคน ไม่ยิ้ม ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ผ่านทั้งสีหน้าและแววตา การที่เขาปั้นแต่งเป็นเลิศ ซ่อนทุกอย่างเก่ง... มันก็ยิ่งทำให้เขากลายเป็นคนที่ยิ่งน่าค้นหา หลายนาทีผ่านไป ในที่สุดเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามเบาลง ประตูเหล็กบานหนักก็เลื่อนเปิดออก ค่อย ๆ เผยให้เห็นโครงสร้างของคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นผสมกับความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า รถสีดำเงาสะท้อนแสงไฟสีนวลเมื่อเคลื่อนตัวไปบนทางเข้าที่ปูหินลูกเต๋าสีเข้ม มุ่งหน้าสู่โรงรถที่ยังมีรถยนต์อีกหลายคันจอดเรียงกันอยู่ ทันทีที่รถหยุดนิ่งแล้ว นทีก็เปิดประตูพร้อมลงจากรถ พื้นรองเท้าหนังราคาแพงแตะพื้น เจ้าตัวก็เดินตรงเข้าไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชายหนุ่มเรียกว่า ‘บ้าน’ ประตูบานคู่ลายวิจิตรก็ได้เปิดรออยู่แล้ว ราวกับรอคอยการกลับมาของเขา ไฟในบ้านเปิดแค่พอให้มองเห็นเท่านั้นในยามวิกาล นทีคลายเนกไทออก จากรองเท้าหนังมันวับถูกเปลี่ยนไปเป็นสลิปเปอร์สีขาว เขาไม่ได้ตรงขึ้นไปชั้นบนในทันที แต่เลือกที่จะไปยังห้องครัวแทน แทบทั้งวันที่นทีต้องใช้พลังงานอย่างหนัก ทำให้ท้องของเขาประท้วงต่อหิว ห้องครัวเป็นที่เดียวที่ไฟยังเปิดสว่างจ้าอยู่ เผยให้เห็นชามข้าวต้มวางอยู่บนเคาน์เตอร์หินอ่อน โดยปิดปากชามเอาไว้ด้วยพลาสติกห่ออาหาร มีโพสต์อิทแปะอยู่ด้วยพร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือ ข้าวเย็นของเขาไม่ร้อนแล้ว... แต่ถึงอย่างนั้นนทีก็ไม่ได้บ่น เขาอ่านข้อความเพียงแค่ผ่าน ๆ ตา ใจความว่า ‘อุ่นก่อนทานนะคะ เนยทำเอาไว้ให้ก่อนกลับบ้านเหมือนเดิมค่ะ’ เขาไม่ได้สนอะไรกับข้อความนั้น เพียงแค่ดึงมันออกไปพร้อมกับฟิล์มห่ออาหาร ขยุ้มจนเป็นก้อนแล้วโยนลงถังขยะอย่างไม่ยี่หระ ก่อนที่จะเอาข้าวต้มชามนั้นไปอุ่นในไมโครเวฟเงียบ ๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องเคยชิน ความเคยชินที่เปรียบดั่งกิจวัตรประจำวันของเขา... ส่วนหนึ่งในชีวิต ซึ่งไม่ได้มีอะไร ‘พิเศษ’ เกินไปสำหรับนทีที่กลับบ้านดึกแทบทุกวันอยู่แล้วคำถามด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่นนั่นร้ายกาจไม่ใช่เล่น คำพูดของเธอในครั้งนี้กระทบใจนทีอย่างจัง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจพูดหรือไม่ก็ตาม รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า บรรยากาศที่เคยร้อนระอุเย็นเยียบขึ้นถนัดตา“หึ... กล้าถามขนาดนี้ แสดงว่ายังไม่สิ้นฤทธิ์”น้ำเสียงทุ้มกดต่ำลงอย่างอันตราย เรียบเหมือนผิวน้ำที่กำลังโหมคลื่นใหญ่อยู่ก้นบึ้ง ปลายนิ้วโป้งกดลงบนริมฝีปากอิ่มของอัจฉราด้วยแรงที่ทำให้กลีบเนื้ออ่อนนุ่มนั้นเผยอออกและอุทาน ‘โอ๊ย’ ออกมาด้วยความเจ็บก่อนจะพลิกร่างเล็กกลับขึ้นมาและคร่อมเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว โดยไม่สนว่าทั้งคู่จะเปลือยเปล่า โน้มหน้าลงไปจนปลายจมูกชนกัน ผสานลมหายใจที่ร้อนระอุเข้ากับจังหวะหายใจที่ขาดห้วงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของอัจฉรา“เธอมองว่าฉันเป็นคนดีมาตลอดเหรอ? หึ... นั่นแหละที่ทำให้เธอไม่แตกต่างจากคนอื่น... มองแค่ผิวเผิน... ใจง่ายไปเอง ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรให้ด้วยซ้ำ”นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าว แต่ก็มีชั่วแวบหนึ่งที่มันฉายประกายอย่างซับซ้อน คล้ายกับความเจ็บปวดจากบางอย่าง ทว่าก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว นทีกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นความหวาดหวั่
“อึก... อื้ออ...” สองมือยึดสะโพกเอาไว้มั่น ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาแหงนหน้าขึ้นฟ้า ปล่อยธารรักอุ่นร้อนพุ่งเป็นสายหนาเคลือบแผ่นหลังเนียนที่บัดนี้เต็มไปตราประทับกลีบกุหลาบและรอยขบกัด สะท้านสะเทือนเพราะแรงรักที่เขาปรนเปรอให้ใจจริงนทีอยากที่จะปลดปล่อยเคลือบผนังกำมะหยี่ แต่เขาก็รักษาคำพูดของตัวเองพอที่จะไม่ลดตัวลงไปฝากน้ำรักของเขาในกายของหล่อน... ถ้าเกิดพลาด อัจฉราท้องขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่“อ่าห์... โคตรดี... เธอเป็นของฉันแล้วนะ เนย”เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดกับใบหูที่ร้อนผ่าวของคนใต้ร่าง หลังจากที่ปลดปล่อยจนสุดทางรัก ทรุดตัวลงนอนทับเธอ โดยระวังน้ำหนักไม่ให้ทับคนตัวเล็กกว่าจนร่างแหลกไปเสียก่อนเขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ พลางเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นไปตามแนวสีข้างของเธอ จนมาถึงข้างแก้มที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นผมสีแดงบดบังใบหน้าของคนที่เขาอยากเห็นสีหน้าที่สุดจนมองไม่เห็น“พูดอะไรบ้างสิ... หรือว่าโดนของฉันไปเลยจุกพูดไม่ออก”นทีถามเสียงเย้าแหย่ แต่แฝงความเป็นเจ้าของที่เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิม รู้สึกพึงพอใจที่สามารถยึดครองร่างกายเธอมาเป็นของเขาได้ด้วย
พรึ่บ! นทีไม่สนท่าทีที่กลับมาขัดขืนงอัจฉรา เขากระชากกางเกงยีนและกางเกงในตัวจิ๋วลงไปกองรวมกันอยู่ที่ข้อเท้าเล็กอย่างไม่ปรานี เผยให้เห็นเงาสามเหลี่ยมที่ซ่อนอยู่หว่างขาขาว เท่านั้นยังไม่พอใจ กวาดสายตามองร่างเปลือยเปล่าตั้งแต่หัวจรดเท่าสายตาจวบจ้วงนั่นทำให้หญิงสาวหัวใจเต้นแรงด้วยความกลัวและความอายอย่างถึงที่สุด เธอพยายามถดตัวหนี ปิดบังตัวเองด้วยมือและแขนอย่างน่าสมเพช แต่มันกลับดูยั่วยวน กระตุ้นความอยากของนทีอย่างร้ายกาจคว้าข้อเท้าเล็กทั้งสองข้างเอาไว้มั่น รับรู้ได้ถึงแรงต้านที่พยายามจะหนีบขาเข้าหากัน แต่พละกำลังที่มากกว่าก็สามารถจับเรียวขาสวยของเธอแยกออกจากกันได้ไม่ยาก เผยให้เห็นกลีบเนื้ออวบอูมที่บัดนี้ฉ่ำวาวแล้ว“ไม่นะ! อย่ามอง!”“แฉะแล้ว... อย่าหลอกตัวเองเลยเนย...”.นทีเลียกลืนน้ำลาย สายตาจับจ้องส่วนรับของอัจฉราอย่างกระหาย ความงามของเธอเกือบทำให้ลืมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ รีบแทรกกายเข้าไประหว่างขาของเธอ รับรู้ถึงความปวดร้าวของตัวเองที่ร้องหาปลดปล่อยใต้เนื้อผ้า“คุณนที... ฮึก...”น้ำตาของเธอ... ร้องไห้อีกแล้ว ความปรารถ
“คุณนทีอย่า!”อัจฉราประท้วงเสียงเครือ ดวงตาคู่ฉ่ำน้ำใส ไหวสั่นระริก ความร้อนซ่านประดับพวงแก้มใสราวกับผลตำลึงสุก ทั้งอายและอัปยศอย่างถึงที่สุด หลังจากที่นทีเปิดเผยร่างกายท่อนบนของเธอ มองเขาด้วยสายตาที่อ้อนวอน ผิดจากความดื้อรั้นก่อนหน้า“อย่านะคะ... ฮึก... เนยขอร้อง”เธอขอร้องทั้งน้ำตา ปลายจมูกรั้นแดงเรื่อ หายใจติดขัด ภาพตรงหน้าของนทีช่างดูน่าสงสาร เขากำลังทำร้านอัจฉราย่อมรู้ดี แต่ความต้องการของเขามันบดบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปหมด สำคัญเขากำลังมองว่าความอ่อนแอของเธอมันน่าขย้ำให้จมเขี้ยว เหมือนสัตว์ตัวน้อย ๆ อ่อนแอ หวาดกลัว... สิ้นหวังแต่ก็ยังดิ้นรนที่จะขอร้อง“อย่าร้องไห้...”เขายื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่อาบหน้าคนใต้ร่างอย่างแผ่วเบา สัมผัสเย็นเยียบไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปลอบใจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งใช่... นทีไม่ได้กำลังปลอบประโลม“คุณนที... เนยขอร้องนะ... อย่าทำแบบนี้เลย”ร่างเล็กตัวสั่น สัมผัสของปลายนิ้วที่เฉียดผ่านแก้มเนียนยามที่เขาเช็ดน้ำตาให้ แม้รู้ดีว่ามันคือการกระทำเสแสร้งที่สุด ทว่ากลับรู้สึกสะท้านใจอย่างอดไม่ได้ ยิ่งเปิดเปลือ
“น่ารำคาญมากไหมคะ... ฮึก... เนยน่ารำคาญในสายคุณนทีมากไหมคะ?”นทีชะงักจริง ๆ ในครั้งนี้ ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามแต่กลับจ้องใบหน้าที่เปื้อนหยาดน้ำใสจากตาของเธอ ก่อนที่รอยยิ้มร้ายกาจจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง น้ำตาของเธอ... ทำให้รู้สึกเดือดในใจอย่างประหลาดพร้อมด้วยเสียงหัวเราะต่ำ เขาปล่อยมือออกจากคางของเธอ ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มนุ่มอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะตอบคำถามของหล่อนด้วยน้ำเสียงเย็นจัดตรงข้ามกับสัมผัส“มาก... จนอยากปิดปากเธอให้เงียบเลยล่ะ”พูดจบก็ก้มลงประกบจูบอัจฉราอย่างแรง แบบไม่ให้เธอทันได้ตั้งตัว ดวงตาชุ่มน้ำเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงด้วยความตกใจท่ามกลางความรู้สึกเจ็บปวด ขณะที่นทีเลื่อนมือมาล็อกกรามของเธอเอาไว้ บังคับให้เงยหน้ารับจูบได้ถนัดมากขึ้น“อืม...”เสียงทุ้มคำรามในลำคออย่างขัดใจเล็กน้อย ที่กลีบปากนุ่มของหญิงสาวเม้มแน่น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เขาบีบกรามเธอแน่นขึ้นจนอัจฉราแย้มริมฝีปากออกด้วยความเจ็บ นทีใช้จังหวะนั้นสอดลิ้นร้อนเข้าไปลิ้มรสความเค็มของน้ำตาผสมกับความหวานหอมของคนใต้ร่างอย่างดุเดือดกวาดต้อนลิ้นเ
อัจฉราหยุดฝีเท้าที่ปลายบันได แผ่นหลังบางตั้งตรงแม้จะสั่นไหวจากการร้องไห้ก็ตาม ดวงตาคู่สวยคมกล้าขึ้นเหนือความบอบบางที่เจ็บลึกสุดใจ “เนยไม่ได้หนี... แต่ถ้าจะหนีแล้วมันเรื่องอะไรของคุณนทีคะ?” เสียงหวานเครือย้อนถามคนข้างหลังโดยไม่หันไปมอง พูดจบหล่อนไม่รอคำตอบรับ หญิงสาวก็เคลื่อนไหวลงบันไดไปอีกครั้ง ทว่าเร็วไม่พอ ไม่ง่ายอย่างที่คิดนทีกล่าวไว้ไม่มีผิด “กล้าดีนี่!” หมับ! มือใหญ่ยื่นออกมาคว้าข้อมือเล็กของอัจฉราได้อย่างแม่นยำ พร้อมกันนั้นก็รวบร่างบางด้วยแขนอีกข้างที่ว่างเข้ามาหา ก่อนจะปล่อยมือออกจากข้อมือของหญิงสาว แล้วยกเธอขึ้นอุ้มทันที โดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามหรือแรงขัดขืน “คุณนที! ปล่อยเนยนะ!” “ปล่อยเหรอ?! จะให้ปล่อยไปไหนล่ะ? ไปเสนอตัวให้ไอ้เจ้าหนี้ของเธอทำเมียหรือไง” น้ำเสียงทุ้มต่ำอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหน เขาจับร่างเล็กพาดบ่าอย่างมั่นคง ก่อนจะหันกลับขึ้นบันได ตรงไปยังห้องนอนที่ประตูยังคงเปิดอ้าอยู่จากเมื่อครู่ ดวงตาสีนิลมืดครึ้มลงอย่างน่ากลัว ส







