LOGINทั้งที่ 'ไม่โปรด' แต่กลับทำตัวเหมือนเป็น 'เจ้าของเธอ' ทั้งที่เขาเฉยชาแต่เธอกลับเลิก ‘โปรด’ ไม่ได้ ทั้งที่ไม่เคย ‘ชัดเจน’ แต่ก็ยัง ‘อ้อนวอน’ ขอให้เขาช่วย ‘โปรดรัก’
View More“แม่ พ่อยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
น้ำเสียงเจือความเหนื่อยเอ่ยถามผู้เป็นมารดา หลังจากที่เดินเข้าบ้านมาแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เป็นบิดาเลยแม้แต่น้อง “ไม่รู้มัน สงสัยไปตายห่าตายโหงที่ไหนแล้วล่ะมั้ง” คนถูกถามตอบ น้ำเสียงไม่ใส่ใจกับคำถามซ้ำซากนั้น ราวกับว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันจนเคยชิน สายตาของหล่อนมองตามลูกสาวที่พึ่งกลับมาถึงบ้าน แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู บัดนี้กลับส่องประกายความไม่ได้ตั้งใจผิดจากเมื่อก่อนจนรู้สึกได้ “แล้วนี่ไปไหนมา กลับมาซะค่ำมืดเชียว” หล่อนถามเสียงแข็งเล็กน้อยแต่ก็ยังมีแววเกรงใจอยู่บ้าง สายตากวาดมองลูกสาวที่กำลังจะเดินเข้าครัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะไปหยุดที่หัวอีกครั้ง “แล้วนี่ทำผมสีอะไรของเอ็งวะ อีเนย แดงแรดขนาดนั้นไม่ห่วงว่าคุณอัญแกจะว่าอะไรหรือไง” อัจฉราหยุดกึก มือที่ยื่นออกไปจับฝาชีครอบอาหารบนโต๊ะลอยค้างอยู่กลางอากาศ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเปิดฝาชีออกเผยให้เห็นแกงสองถุงกับข้าวสวยอีกหนึ่งจาน มื้อเล็ก ๆ ที่เพียงพอแล้วสำหรับบ้านที่อยู่มีอยู่กันแค่สองคน หล่อนไม่ได้ตอบคำถามของแม่ในทันที แกะยางรัดถุงแกงออกเงียบ ๆ ก่อนจะตักแบ่งใส่เป็นจานเดียว “แม่... เนยแค่ทำสีผม” อัจฉราหันกลับไปมองผู้เป็นแม่ของหล่อน เดินออกจากห้องครัวไปหาอีกฝ่าย สาวเจ้าหย่อนกายนั่งลงบนพื้นวางจานไว้ตรงหน้าตน ความหิวทำให้เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ตั้งใจว่าจะกินข้าวเงียบ ๆ แต่กินไปแค่สองสามคำอรไพลินก็เอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง “เออ กูรู้อยู่ว่ามึงแค่ทำสีผม แต่ที่กูถามเนี่ยกูแค่ไม่เข้าใจว่ามึงจะไปทำมาทำไม ผมดำก็ดีอยู่แล้ว เดี๋ยวคุณอัญเธอก็แดกกระบาลให้หรอก เธอยิ่งจะเริ่มไม่ค่อยชอบกูอยู่ด้วย ตั้งแต่แยมมันไปก่อเรื่องใหญ่มานั่นนะ” ช้อนลอยอยู่ห่างจากริมฝีปากของอัจฉราอยู่ไม่เท่าไหร่ สายตาของเจ้าหล่อนเพียงแค่มองลงไปยังจานข้าว ความอยากอาหารหมดสิ้นลงในพริบตา จนต้องวางช้อนลงอย่างเก่า สาวเจ้าเงยหน้าและหันไปมองแม่ตนเองที่ยามนี้กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอทีวี แทะเม็ดแตงไปพลาง ๆ แต่ทว่าบรรยากาศในตอนนี้กลับไม่สามารถปฏิเสธความตึงเครียดออกไปได้เลย “เนยรับงานมา เพื่อนมันหาให้เลยต้องเปลี่ยนสีผม...” อัจฉราตอบเสียงเหนื่อยระคนระอา หล่อนรู้ดีว่าแม่จะไม่ฟังหล่อนเหมือนเดิมแล้ว ตั้งแต่หายแม่ที่เคยเอ็นดูหล่อนเมื่อก่อน ไม่เคยพูดหยาบใส่ก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน “งานอะไร? หวังว่ามึงคงไม่ได้คิดจะเจริญตามทางอีแยมล่ะ ดูสิ... มันขายตัวจนได้ดี แต่เอาเถอะตอนนี้กูปลงแล้วล่ะ มึงจะทำกูก็ไม่ว่าหรอก อย่างน้อยก็ได้ผัวรวย... กูจะได้สบายสักที” อัจฉราถอนหายใจออกมาเบา ๆ ละสายตาจากคนเป็นแม่ พลางลุกขึ้นเก็บจานข้าวที่ยังกินไม่หมดไปไว้ในครัว จำต้องทิ้งลงถังขยะและล้างจานเก็บและหันหลังขึ้นห้องตนไป ดวงหน้าของหล่อนในตอนนี้แม้จะยังสวยสด แต่ประกายในดวงตากลับฉายแววเหนื่อยล้าชัดเจน หญิงสาวขบริมฝีปากตัวเองเบา ๆ เหนื่อย... ตอนนี้อัจฉรารู้สึกเหนื่อยจนสะเอวแทบจะขาดอยู่แล้ว ทำไมทุกอย่างมันถึงได้มาตกที่เธอแบบนี้ได้นะ อัจฉราได้แต่ถอนหายใจระบายความอึดอัดใจอย่างทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้งานเดียวไม่พอเลี้ยงชีพตัวเองและครอบครัวอีกแล้ว ด้วยเสียงหายใจยาว ๆ อีกครั้ง สาวเจ้าคว้าผ้าขนหนูและตรงเข้าไปในห้องน้ำทันที... หวังจะคลายความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเผชิญและผ่านมันไปแต่ละวัน แม้จะเป็นแค่กิจวัตรประจำวันก็ตาม เพล้ง! โครม!! ดวงตาของอัจฉราเบิกกว้าง เสียงของแตกและหล่นอย่างแรงดังขึ้นมาจากชั้นล่างจนถึงหู สาวเจ้ารีบคว้าผ้าขนหนูมาพันรอบตัวเองแล้วรีบเปิดประตูวิ่งออกไปจากห้องน้ำ ตรงดิ่งลงไปยังชั้นล่างของบ้านทาวน์เฮ้าส์ซอมซ่อทันที เมื่อเท้าแตะพื้นหัวใจของหล่อนก็กระตุกวูบด้วยความตกใจกับฉากตรงหน้าทันที “นี่! กูบอกว่าอย่าเอาของกูไปไงวะ!” แม่ของหล่อนโวยวาย ขณะที่กำลังยื้อทีวีจอแบนตกรุ่นกับชายฉกรรจ์ร่างโตอย่างสุดกำลัง ภาพที่เห็นนั้นไม่จำเป็นต้องคำอธิบายอะไร อัจฉราก็เข้าใจได้ในทันที... เจ้าหนี้ของพ่อมาอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อขู่อีกแล้ว “มึงแต่ไม่จ่าย! ของมึงกูก็ต้องเอาไปสิวะ! ถ้ามึงไม่อยากให้กูเอาไปมึงก็ไปเรียกผัวมึงให้มาใช้หนี้ซะ!” “พี่! ใจเย็น ๆ ก่อนนะจ๊ะ คุยกับหนูก่อนได้ไหม!” อัจฉราไม่ได้สนใจตัวเอง หล่อนรีบปรี่เข้าไปยืนประกบข้างอรไพลินทันที มือบางยกขึ้นไหว้อีกฝ่ายอย่างขอร้อง การปรากฏตัวของเธอทำให้คนมาทวงหนี้ยอมชะงัก หันขวับไปมองหล่อนแทน แววตาดุดันไม่ยอมอ่อนข้อพลันวูบไหว เบิกกว้างอย่างตกตะลึง สายตาไล่มองเรือนกายของสาวเจ้าอย่างเปิดเผย เผลอผ่อนแรงจนอรไพลินดึงทีวีคืนกลับไปได้ แต่เขากลับไม่ได้สนใจอีกต่อไป กลืนน้ำอึกใหญ่พลันแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากคล้ำเบา ๆ ตาเป็นมันวับวาว จนอัจฉรารู้สึกตัวขยะแขยงในสายตาคู่นั้น จำต้องคว้าผ้าที่บังเอิญวางอยู่บนโซฟามาคลุมไหล่เอาไว้ “ลูกสาวเจ๊เหรอ...” ชายทวงหนี้กะพริบตาถี่ ๆ อย่างได้สติ รีบกลับไปควบคุมมาดเข้ม พร้อมกับหันขวับกลับไปมองอรไพลินอีกครั้ง ดวงตาดุดันฉายแววชั่วร้ายที่ซ่อนไม่มิด แต่อรไพลินนั้นสนใจทรัพย์สินตนเองมากกว่าลูกสาวเสียอีก นั่นทำให้คนเป็นลูกรู้สึกเจ็บอยู่ในใจลึก ๆ อย่างอดไม่ได้ “ใช่ค่ะ พี่เคยเจอหนูมาบ้างแล้ว” อัจฉราตอบแทนผู้เป็นแม่ คำพูดอ่อนหวานแต่ฉะฉานพอสมควร มือบางจับผ้าคลุมไหล่แน่นราวกับกลัวว่าจะหลุดให้คนมองแทะโลมเล่น สายตายังคงตรึงอยู่ที่ชายฉกรรจ์ผิวเข้มตรงหน้า “พี่ใจเย็น ๆ หน่อยได้ไหม... ตอนนี้พ่อไปไหนหนูกับแม่ยังไม่รู้เลย พวกพี่อย่าพึ่งมายึดของไปเลยนะจ๊ะ หนูขอร้อง” ชายทวงหนี้หันไปหาอัจฉรา เมื่อสาวเจ้าเอ่ยปากขอร้องด้วยตัวเอง แววตาดุดันไล่มองเจ้าหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ก่อนจะไปหยุดที่ดวงตาของหล่อนซึ่งไม่มีการหลบตาเขาอย่างใด จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกระหยิ่มใจในความกล้าของเจ้าหล่อน “หนูจะให้พี่ผ่อนผันเหรอจ๊ะ?” ชายทวงหนี้ถาม ท่าทางยังคงขึงขังอยู่บ้าง เขาก้าวเข้าไปหาอัจฉรา ยื่นมือออกมาหมายจะขู่ให้อีกฝ่ายกลัว แต่หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบไปได้ทัน ทำให้มือที่ยื่นออกมานั้นเฉียดเส้นผมสีแดงชื้นไปนิดเดียว ชายทวงหนี้จึงหัวเราะออกมาอย่างเสียงดังจนน่ารังเกียจ บรรยากาศตึงเครียดขึ้นอีก “ไม่ได้หรอก พี่มาทวงหนี้! ไม่ได้มาขอความเมตตา!” พูดจบก็หันไปกระชากทีวีคืนมาจากอรไพลินทันที ด้วยแรงที่น้อยกว่าทำให้หญิงวัยกลางคนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น อัจฉราต้องรีบถลาลงไปพยุงทันที “เฮ้ย! มึงจะเอาของกูไปไม่ได้นะโว้ย!” “แม่! เป็นอะไรหรือเปล่า!” อัจฉราถาม แม้ว่าแม่ของหล่อนจะยังคงโวยวายไม่สนใจตัวเองหรือว่าเธอที่เข้ามาพยุงเอาไว้ก็ตาม อัจฉราคิ้วขมวด สีหน้าเคร่งเครียด แหงนหน้าไปมองชายทวงหนี้ แววตาเจือความไม่พอใจแต่ในขณะเดียวกันก็ทำอะไรไม่ได้ “ทำไม?! มองกูทำพระแสงอะไรอีหนู! ถ้ามึงไม่อยากให้พวกกูมายึดของไปแบบนี้ มึงก็บอกให้พ่อมึงกลับมาใช้หนี้ซะ! ครั้งนี้กูเห็นใจมึง! กูจะเอาไปแค่ของก็แล้วกัน แต่ครั้งหน้า...” ชายทวงหนี้เว้นช่วง สายตามองลงไปยังอัจฉรา มองผ่านสาบผ้าขนหนูคลุมไหล่ที่แยกออกเผยให้เห็นไหปลาร้าและเนินอกอิ่มอย่างจาบจ้วง เขาเลียริมฝีปาก ก่อนจะช้อนสายตากลับไปสบตากับแม่สาวเนื้อเนียนอีกครั้ง พร้อมกับทิ้งคำพูดด้วยน้ำเสียงเด็กขาดที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ ตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกได้อย่างง่ายดาย “ครั้งหน้าไม่ได้ตัวเงิน... ก็ต้องเป็นตัวมึงไง ไปกลับเว้ย! อย่าลืมขนของที่พอใช้ได้ออกไปให้หมดด้วย!” “เฮ้ย! หยุดนะโว้ย! พวกมึงจะเอาของกูไปไม่ได้! กลับมา! โธ่เว้ย!” อรไพลินโวยวาย สลัดตัวเองหลุดออกจากอ้อมแขนของลูกสาว รีบลุกขึ้นหมายจะวิ่งตามไปแต่ก็อืดอาดด้วยแรงจนไม่ทันการณ์ทรัพย์สินของหล่อนถูกขนออกไปหมดแล้ว ทำได้แค่ยืนโหวกเหวกห้าม เกาะแขนขาเกาะเหล่าชายฉกรรจ์เอาไว้ ขณะที่อัจฉรา... สาวเจ้าช็อกไปแล้วกับคำขู่สุดท้ายที่ชายทวงหนี้ฝากเอาไว้ ‘เป็นตัวเธอ...’ ความหมายมันชัดเจนมากว่าถ้าหากไม่มีเงินไปใช้หนี้ คนที่ต้องใช้หนี้แทนจะต้องกลายเป็นหล่อนเสียเอง อัจฉรามองไปหน้าบ้านผ่านประตูที่เปิดอ้าอยู่ แม่ของหล่อนร้องโวยวาย โมโหจนน้ำตาไหล ถูกฝ่ายเจ้าหนี้สะบัดแขนขาใส่ ทนดูภาพนั้นไม่ได้อีกต่อไป อัจฉรารีบลุกและตรงเข้าไปหาแม่ของหล่อนที่ล้มลุกคลุกคลานไปแล้วทันที ก่อนจะยื่นแขนออกไปโอบเอวรั้งตัวผู้เป็นแม่เอาไว้แน่น กระบอกตาร้อนผ่าว สุดท้ายทนกลั้นไม่ไหว ทั้งเครียดและกดดันจากความอัปยศนี้จนห้ามไม่อยู่อีกแล้ว “แม่!... ฮึก... พอเถอะแม่!” เสียงสะอื้นให้เล็บออกมากว่าที่จะควบคุม อัจฉรากอดร่างแม่ของหล่อนแน่น แม่อีกฝ่ายจะไม่ยอมให้รั้ง แต่ก็ดิ้นรนต่อไปไม่ไหวเพราะแรงของลูกสาวไม่ยอมปล่อย ความโมโหเปลี่ยนเป็นความโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “พออะไร!?... พออะไร! มึงเห็นไหมอีเนยว่ากูฉิบหายหมดแล้ว! พ่อมึงมันทำเหี้ย!... โว้ย! ไม่เหลืออะไรแล้ว!” อัจฉรากอดรั้งคนเป็นแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย น้ำตาของเจ้าหล่อนไหลพรากเป็นเขื่อนแตก ร่างบางสั่นระริก ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ยจนแทบจะเปลือย แต่หาได้สนใจไม่ ชีวิตของหล่อนมันอัปยศยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้นในตอนนี้ ไม่เคยตกต่ำขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ามันก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหนกัน... หลังจากที่น้องสาวของเธอไปได้ดี หลุดพ้นจากครอบครัวนี้ หลังจากที่พ่อของหล่อนหนีหนี้ไป มันตั้งแต่ตอนไหนกันแน่ ที่อัจฉราต้องกลายมาเป็นคนที่ต้องแบกรับทุกอย่างในชีวิต... เหมือนเป็นเวรกรรมที่ถึงคราวหล่อนจะต้องชดใช้มันแล้วคำถามด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่นนั่นร้ายกาจไม่ใช่เล่น คำพูดของเธอในครั้งนี้กระทบใจนทีอย่างจัง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจพูดหรือไม่ก็ตาม รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า บรรยากาศที่เคยร้อนระอุเย็นเยียบขึ้นถนัดตา“หึ... กล้าถามขนาดนี้ แสดงว่ายังไม่สิ้นฤทธิ์”น้ำเสียงทุ้มกดต่ำลงอย่างอันตราย เรียบเหมือนผิวน้ำที่กำลังโหมคลื่นใหญ่อยู่ก้นบึ้ง ปลายนิ้วโป้งกดลงบนริมฝีปากอิ่มของอัจฉราด้วยแรงที่ทำให้กลีบเนื้ออ่อนนุ่มนั้นเผยอออกและอุทาน ‘โอ๊ย’ ออกมาด้วยความเจ็บก่อนจะพลิกร่างเล็กกลับขึ้นมาและคร่อมเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว โดยไม่สนว่าทั้งคู่จะเปลือยเปล่า โน้มหน้าลงไปจนปลายจมูกชนกัน ผสานลมหายใจที่ร้อนระอุเข้ากับจังหวะหายใจที่ขาดห้วงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของอัจฉรา“เธอมองว่าฉันเป็นคนดีมาตลอดเหรอ? หึ... นั่นแหละที่ทำให้เธอไม่แตกต่างจากคนอื่น... มองแค่ผิวเผิน... ใจง่ายไปเอง ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ทำอะไรให้ด้วยซ้ำ”นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าว แต่ก็มีชั่วแวบหนึ่งที่มันฉายประกายอย่างซับซ้อน คล้ายกับความเจ็บปวดจากบางอย่าง ทว่าก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว นทีกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นความหวาดหวั่
“อึก... อื้ออ...” สองมือยึดสะโพกเอาไว้มั่น ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาแหงนหน้าขึ้นฟ้า ปล่อยธารรักอุ่นร้อนพุ่งเป็นสายหนาเคลือบแผ่นหลังเนียนที่บัดนี้เต็มไปตราประทับกลีบกุหลาบและรอยขบกัด สะท้านสะเทือนเพราะแรงรักที่เขาปรนเปรอให้ใจจริงนทีอยากที่จะปลดปล่อยเคลือบผนังกำมะหยี่ แต่เขาก็รักษาคำพูดของตัวเองพอที่จะไม่ลดตัวลงไปฝากน้ำรักของเขาในกายของหล่อน... ถ้าเกิดพลาด อัจฉราท้องขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่“อ่าห์... โคตรดี... เธอเป็นของฉันแล้วนะ เนย”เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดกับใบหูที่ร้อนผ่าวของคนใต้ร่าง หลังจากที่ปลดปล่อยจนสุดทางรัก ทรุดตัวลงนอนทับเธอ โดยระวังน้ำหนักไม่ให้ทับคนตัวเล็กกว่าจนร่างแหลกไปเสียก่อนเขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ พลางเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นไปตามแนวสีข้างของเธอ จนมาถึงข้างแก้มที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นผมสีแดงบดบังใบหน้าของคนที่เขาอยากเห็นสีหน้าที่สุดจนมองไม่เห็น“พูดอะไรบ้างสิ... หรือว่าโดนของฉันไปเลยจุกพูดไม่ออก”นทีถามเสียงเย้าแหย่ แต่แฝงความเป็นเจ้าของที่เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิม รู้สึกพึงพอใจที่สามารถยึดครองร่างกายเธอมาเป็นของเขาได้ด้วย
พรึ่บ! นทีไม่สนท่าทีที่กลับมาขัดขืนงอัจฉรา เขากระชากกางเกงยีนและกางเกงในตัวจิ๋วลงไปกองรวมกันอยู่ที่ข้อเท้าเล็กอย่างไม่ปรานี เผยให้เห็นเงาสามเหลี่ยมที่ซ่อนอยู่หว่างขาขาว เท่านั้นยังไม่พอใจ กวาดสายตามองร่างเปลือยเปล่าตั้งแต่หัวจรดเท่าสายตาจวบจ้วงนั่นทำให้หญิงสาวหัวใจเต้นแรงด้วยความกลัวและความอายอย่างถึงที่สุด เธอพยายามถดตัวหนี ปิดบังตัวเองด้วยมือและแขนอย่างน่าสมเพช แต่มันกลับดูยั่วยวน กระตุ้นความอยากของนทีอย่างร้ายกาจคว้าข้อเท้าเล็กทั้งสองข้างเอาไว้มั่น รับรู้ได้ถึงแรงต้านที่พยายามจะหนีบขาเข้าหากัน แต่พละกำลังที่มากกว่าก็สามารถจับเรียวขาสวยของเธอแยกออกจากกันได้ไม่ยาก เผยให้เห็นกลีบเนื้ออวบอูมที่บัดนี้ฉ่ำวาวแล้ว“ไม่นะ! อย่ามอง!”“แฉะแล้ว... อย่าหลอกตัวเองเลยเนย...”.นทีเลียกลืนน้ำลาย สายตาจับจ้องส่วนรับของอัจฉราอย่างกระหาย ความงามของเธอเกือบทำให้ลืมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ รีบแทรกกายเข้าไประหว่างขาของเธอ รับรู้ถึงความปวดร้าวของตัวเองที่ร้องหาปลดปล่อยใต้เนื้อผ้า“คุณนที... ฮึก...”น้ำตาของเธอ... ร้องไห้อีกแล้ว ความปรารถ
“คุณนทีอย่า!”อัจฉราประท้วงเสียงเครือ ดวงตาคู่ฉ่ำน้ำใส ไหวสั่นระริก ความร้อนซ่านประดับพวงแก้มใสราวกับผลตำลึงสุก ทั้งอายและอัปยศอย่างถึงที่สุด หลังจากที่นทีเปิดเผยร่างกายท่อนบนของเธอ มองเขาด้วยสายตาที่อ้อนวอน ผิดจากความดื้อรั้นก่อนหน้า“อย่านะคะ... ฮึก... เนยขอร้อง”เธอขอร้องทั้งน้ำตา ปลายจมูกรั้นแดงเรื่อ หายใจติดขัด ภาพตรงหน้าของนทีช่างดูน่าสงสาร เขากำลังทำร้านอัจฉราย่อมรู้ดี แต่ความต้องการของเขามันบดบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปหมด สำคัญเขากำลังมองว่าความอ่อนแอของเธอมันน่าขย้ำให้จมเขี้ยว เหมือนสัตว์ตัวน้อย ๆ อ่อนแอ หวาดกลัว... สิ้นหวังแต่ก็ยังดิ้นรนที่จะขอร้อง“อย่าร้องไห้...”เขายื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่อาบหน้าคนใต้ร่างอย่างแผ่วเบา สัมผัสเย็นเยียบไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปลอบใจเลยแม้แต่น้อย ซึ่งใช่... นทีไม่ได้กำลังปลอบประโลม“คุณนที... เนยขอร้องนะ... อย่าทำแบบนี้เลย”ร่างเล็กตัวสั่น สัมผัสของปลายนิ้วที่เฉียดผ่านแก้มเนียนยามที่เขาเช็ดน้ำตาให้ แม้รู้ดีว่ามันคือการกระทำเสแสร้งที่สุด ทว่ากลับรู้สึกสะท้านใจอย่างอดไม่ได้ ยิ่งเปิดเปลือ