ชั่วขณะนั้นหลี่หยางกัดฟันแน่น ตวัดแส้รุนแรงกว่าทุกครั้ง พวกนักฆ่าที่แต่เดิมเพียงบาดเจ็บสาหัสพลันล้มลงนอนระเนระนาด มีบางรายเคราะห์ดี เพียงลำคอฉีกขาด อีกหลายรายที่เหลือถ้าไม่ถึงขั้นหัวหลุดจากบ่าก็เนื้อแผงอกหลุดรุ่ยกระจุยกระจาย ทั่วทั้งห้องเคลือบอาบด้วยของเหลวสีแดงก่ำกลิ่นคาวคลุ้ง
มือยิงเองก็ถึงขั้นแขนขาดด้วยเหมือนกัน
“ต้องพิษชนิดนี้ยังฝืนเดินลมปราณจนประสาทสัมผัสย่ำแย่...แม้ไม่ได้สังหารสตรีนั่น แต่ปลิดชีวิตจ้าวหุบเขาเดียวดายสำเร็จ...ก็...นับว่า...สร้างผลงานไม่น้อย!” ชายตาเดียวเค้นเสียงเอ่ยจบประโยคก็แค่นหัวเราะเสียงเย็นราวกับจะเยาะเย้ยที่ยอดฝีมือต้องมาตายน้ำตื้น
เป็นเช่นนี้ก็ดี...
เป็นเช่นนี้...บางทีครอบครัวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของเขาและพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหกอาจจะมีชีวิตรอด...
ขอเพียงพวกเขารอดชีวิต...
“ส่งยาแก้พิษมาเดี๋ยวนี้!” อาจูแทบจะกรีดร้องออกมา ยิ่งได้ยินเสียงหอบหายใจเหนือศีรษะชัดเจนก็ยิ่งอยากพุ่งตัวไปค้นหายาถอนพิษตามเสื้อผ้านักฆ่า แต่ยังโดนท่อนแขนจ้าวหุบเขาหลี่รัดไว้แน่น
เห็นลูกศิษย์ออกอาการฮึดฮัดถึงขนาดนี้ ท่านจ้าวหุบเขาก็หักใจวางตัวนิ่งเฉยไม่ลง
“คนพวกนี้ไม่มีหรอก...ถึงมีก็มีไม่ครบทั้งสองชนิด” เอ่ยเพียงเท่านี้ หลี่หยางก็ปิดปากสนิทแน่น
เสียงต่อสู้จากด้านนอกค่อยๆ เงียบลง ตามมาด้วยเสียงสั่งการให้อารักขาจ้าวหุบเขาที่บอกให้รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะ
ดูเหมือนสมาพันธ์เฮยอิงก็พอมีฝีมืออยู่บ้างเหมือนกัน
จนถึงตอนนี้ชายตาเดียวหยุดหายใจไปแล้ว หลี่หยางจ้องดูจนแน่ใจจึงค่อยวางใจ ยอมทิ้งแส้ ปล่อยให้อาวุธอาบยาพิษทิ้งตัวลงกระทบดาบวงพระจันทร์ดังเคร้งคร้าง
เจ้าของอาวุธตาย คนแย่งชิงมาถือไว้ก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
เป็นเพราะยาพิษนั่น...หรือเป็นเพราะยาพิษอาบลูกดอกหัวธนูบนไหล่?
“ซือฝุ...ปล่อยได้แล้ว ตอนนี้พวกเรา...”
หลี่หยางยอมคลายอ้อมแขน กัดฟันเอื้อมมือข้างหนึ่งดึงลูกดอกสีดำทะมึน แต่ยังไม่ปล่อยร่างลูกศิษย์เสียทีเดียว
เพราะอ้อมกอดนี้หลวมลง คนร่างเตี้ยที่พยายามเงยหน้ามองสถานการณ์จึงสังเกตเห็นของเหลวสีแดงก่ำที่ไหลซึมออกมานอกริมฝีปากหยักเข้ม
นี่...
นี่เขา...
“ซือฝุ...ท่าน...ท่านกระอักเลือด!”
เคร้ง!
เสียงลูกดอกตกกระทบแส้และดาบเหล็กทำเอาก้อนบางอย่างแล่นขึ้นจุกในอกคนที่ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่ได้ช่วยทำอะไร นัยน์ตาทั้งสองข้างพร่ามัว กระบอกนัยน์ตาทั้งเจ็บกร้าวและร้อนผ่าวจนแทบไหม้
“รอเยว่เทียนฟงมา...ค่อยให้เขาพาพวกเรากลับหุบเขา...” เอ่ยเพียงเท่านี้ ร่างสูงใหญ่ก็ทรุดตัวลง ไม่คิดฝืนใช้เรี่ยวแรงที่เหลือเปิดปากพูดอะไรอีก
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ