กึง!
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับที่อาจูตะโกนคำนั้น พอมองตามก็เห็นแส้เหล็กหนามในมือชายตาเดียวสั่นระริก
ทั้งๆ ที่ตัวแส้ไม่ได้สบัดส่ายรุนแรง แต่เจ้าของแส้กลับทำท่าเหมือนจะจับด้ามแส้ไม่อยู่
“มีด...มีดสั้นอะไรกัน!” ประโยคนี้จากคู่มือท่านจ้าวหุบเขาทำเอาอาจูอยากรู้จนอดใจไม่ไหว ต้องยื่นหน้าออกไปดู
ไม่ทันจะเห็นอะไรก็โดนหลี่หยางกางแขนดันกลับเข้าที่เก่า ส่งเสียงปราม
“แผ่นหลังข้า” เขาย้ำคำเดิมเสียงเข้ม
“บุรุษเทียนจินล้วนสมองมีแต่น้ำ หน้าขาวมือบางยังริเป็นวีรบุรุษปกป้องหญิงงาม เวลาแบบนี้ยังรู้จักกระซิบกระซาบเกี้ยวพาสตรี!” ชายตาเดียวก้าวขาขึ้นมาอีกก้าว ตั้งท่าจะตวัดแส้ซ้ำ นักฆ่ารายที่เคยส่งเสียงปรามจึงส่งสัญญาณมือ สนับสนุน
“คนคนนี้ไม่ธรรมดา ช่วยกันลงมือ!”
สิ้นคำ สองในห้าของพวกระดับหัวหน้าก้าวขึ้นยืนนำชายตาเดียวในตำแหน่งเยื้องไปทางด้านซ้ายและขวา คนซ้ายกำดาบคู่วงพระจันทร์ คนขวากำมีดคู่ปลายเล็กแหลม ม้วนตัวเข้าประมือตามจังหวะตวัดแส้
พุ่งเข้าปะทะแล้วล่าถอย...พุ่งเข้าปะทะแล้วล่าถอย...คนพวกนี้ทำเหมือนจะยั่วยุมากกว่าประมือ ทว่าคนมีตาย่อมรู้ว่าแต่ละการเข้าปะทะรุนแรงเฉียบคมเพียงใด
กว่าจะรู้ตัว พวกผู้ติดตามทั้งหลายก็จับกลุ่มลงมือแบบเดียวกัน มองแล้วชวนให้นึกถึงกระดานหมากล้อมที่เต็มไปด้วยค่ายกลสามดาว ไร้ช่องว่าง
“แม้แต่นักฆ่าชนชั้นนี้ยังรู้จักใช้ค่ายกล...ยิ่งนับวันยุทธภพก็ช่างวุ่นวายดีจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาประเมินพลางขยับมือขยับไม้รับการโจมตี
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ยิ่งท่านจ้าวหุบเขารับมือนานเข้า อาจูก็ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายเขาคล้ายจะมีรังสีชวนอึดอัดบางอย่างแพร่ออกมา
“หนึ่งแส้ หนึ่งดาบ สองมีดคู่ หนึ่งกระบี่ รูปลักษณ์อาวุธแปลกตา วรยุทธไม่ด้อย ดูท่าจะเป็นพี่น้องสกุลเถียนหมู่บ้านเถียหู่กระมัง”
เถียหู่...? อาจูงงเต้ก ไอ้เถียหู่ที่ว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลกกัน?
“นับว่ายังมีตา!” ชายตาเดียวซัดอาวุธลับกลุ่มใหญ่เข้าใส่ นักฆ่าระดับหัวหน้าอีกสี่รายเห็นเข้าก็พร้อมใจกันทำตาม จังหวะที่หลี่หยางยกมือขึ้นปัดอาวุธทิ้ง ชายตาเดียวตวัดแส้ออกมาอย่างมุ่งร้าย...
คราวนี้เป้าหมายไม่ใช่จ้าวหุบเขา แต่เป็นคนยืนหลบอยู่ด้านหลังอย่างเธอ!
หมับ!
หลี่หยางจับปลายแส้เอาไว้ก่อนจะโดนตัวลูกศิษย์
เขากระชากอาวุธที่คว้าได้ แย่งแส้มาไว้ในมือเฉียบพลัน ทว่ามือซ้ายก็โดนคมหนามบาด หลั่งเลือดไม่น้อย
“ซือ...ซือฝุ!”
“หยุดมือซะ เรื่องของพวกเจ้ากับเยว่เทียนฟง หุบเขาเดียวดายไม่คิดก้าวก่าย”
เพียงคำว่าหุบเขาเดียวดายดังขึ้น เหล่านักฆ่าก็พลันชะงักค้าง
หุบ...หุบเขาเดียวดายรึ จ้าวหุบเขาปีศาจนั่น...
“ที่แท้เป็นจ้าวหุบเขา” พี่ใหญ่ของกลุ่มนักฆ่าที่นิ่งเงียบมานานกัดฟัน
ข่มความกลัว ตวาดเสียงเหี้ยม “รามือวันนี้พวกเราพี่น้อง พ่อแม่ ลูกเมีย ก็ต้องตายอยู่ดี ไม่ต้องลงมือทีละกลุ่มแล้ว ลงมือพร้อมกัน!”จบคำ คนนับสิบก็กัดฟันข่มอาการละล้าละลัง กำอาวุธ พุ่งเข้าใส่
แม้จะพูดว่าให้ลงมือพร้อมกัน แต่เพราะสถานที่คับแคบเกินไป พวกที่หาช่องว่างพุ่งเข้าโจมตีได้จึงมีเพียงระดับหัวหน้าแค่ห้าคนเท่านั้น
“หลับตา” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ยเสียงเข้ม
ชั่วพริบตานั้น ร่างสูงสง่าดึงลูกศิษย์เข้าแนบอก หมุนตัวตวัดแส้
ไม่ทันที่อาจูจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น รอบด้านก็มีเสียงของเหลวสาดกระเซ็น ตามมาด้วยเสียงสำลักดังอึกอักและเสียงฮือฮา
เหล่าผู้ติดตามเห็นศัตรูใช้แส้เดียวปลิดชีวิตหัวหน้าถึงสี่คนก็หน้าถอดสี กำลังจะถอยหนี แต่ชายตาเดียวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นชิงตะโกนเรื่องสำคัญ
“ยาพิษ...บนแส้มียาพิษ! รีบบั่นคอมันซะ!”
ยาพิษเรอะ?
พอได้ยินนักฆ่าตาเดียวนั่นพูดถึงยาพิษ อาจูก็รู้สึกว่าจ้าวหุบเขาหลี่ผิดปกติมากจริงๆ
ตอนนี้เขาเริ่มหายใจเสียงดัง มือที่โอบร่างจวี๋ฮวาก็ชุ่มเหงื่อ...ดูเกร็งแน่นจนน่ากลัว
แย่แล้ว...
อาจูหัวสมองชาหนึบ ทั้งร้อนรนทั้งเย็บวาบไปทั้งตัว อยากก้มลงหยิบกระบี่มาช่วยสู้ แต่หลี่หยางกลับกอดร่างเล็กๆ นี่ไว้แน่น อยากดิ้นรนก็กลัวทำคนน่าตายนี่เสียจังหวะ สมาธิ
“ซือฝุ...ปล่อย...” ยิ่งเขาไม่ปล่อย อาจูก็ยิ่งกัดฟันแน่นขึ้น “ปล่อยข้า ข้างล่างมีกระบี่ตกอยู่!” ประโยคนี้เธอแทบจะตะคอกใส่เขาด้วยซ้ำ
“หลับตาไว้” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ยเสียงต่ำ
ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไร หลี่หยางพาร่างลูกศิษย์พลิ้วตัวหลบพลางตวัดแส้ตอบโต้พายุดาบ เมื่อได้จังหวะก็ตวัดอาวุธในมือรวดเดียวสามสี่ครั้ง กรีดของเหลวข้นคลั่กสาดกระเซ็นไปทั่ว
ปึก!
เสียงที่ดังแทรกขึ้นทำเอาอาจูลมหายใจสะดุด พอลองเลื่อนมือขึ้นคลำตามทิศที่แน่ใจว่าเป็นต้นกำเนิดเสียง มือน้อยๆ ก็แข็งค้างเพราะความเปียกแฉะและของแข็งเย็นเฉียบทรงเล็กยาว
นี่มัน...ลูกดอก...? ลูกธนู?
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ