ログイン“ผมจะมาพูดเรื่องลูก” หมอหนุ่มเข้าประเด็นสำคัญที่ทำให้ต้องถ่อมาถึงที่นี่
“ไจ๋เลี้ยงคนเดียวได้ ส่วนพ่อใหม่ไจ๋จะพิจารณาอีกที” หญิงสาวไม่คิดให้เขามารับผิดชอบ ลูกควรมีแต่เธอที่เป็นแม่ ส่วนพ่อที่ทำให้แกเกิดมาเพราะอยากเอาใจคนที่แอบรักไม่มีซะดีกว่า
“แต่นั่นลูกผม” พริษฐ์จ้องจนิตาเขม็ง ปากได้รูปเอ่ยย้ำเตือนความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ “ผมทำเองกับมือ”
“อยากมารับผิดชอบ?” ดวงตาคมเฉี่ยวตวัดมองคนที่เพิ่งจะนึกอยากเป็นคนดีขึ้นมา ในเมื่อเขาอยากได้หน้าที่นัก เธอก็จะไม่ใจร้าย “ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงคุณพายก็จะได้มีชื่อบนใบเกิดของลูกแน่”
พริษฐ์เอียงคอรับ ทว่าเพียงอึดใจเดียวความพอใจนั้นก็เปลี่ยนเป็นความเดือดดาล
“ในฐานะที่เป็นคุณหมอทำคลอด...” สิ้นคำ จนิตาก็สะบัดตัวเข้าบ้านแล้วเหวี่ยงประตูไม้ปิดใส่หน้าคมเข้มดังโครมด้วยความสะใจ เธอยอมให้เขาเป็นคนทำคลอดลูกให้ก็นับว่าเป็นบุญหัวมากพอแล้ว “ไจ๋ไจ๋” คนถูกเมินคำรามลั่น แล้วออกแรงทุบประตูเพื่อเรียกให้คนด้านในเปิดออกมาคุยกัน “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ครับ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง”
นอกจากจนิตาจะไม่ยอมเปิดประตูแล้ว เจ้าตัวยังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พลางเร่งเสียงโทรทัศน์ให้ดังกระหึ่มเพื่อกลบเสียงไม่พึงประสงค์ ทำให้คนด้านนอกหน้าขึ้นสี
พริษฐ์นึกโมโหคนเอาแต่ใจ แล้วเปลี่ยนเป็นโทร.หาแทน
ปิ๊บๆ
จนิตารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วทำการบล็อกเบอร์พริษฐ์ทันที
“ไจ๋...” ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก แต่เขาก็ยังมีอีกวิธีด้วยการส่งข้อความแชตไปแทน
Pharit : เปิดประตูให้ผม
มือหนาออกแรงทุบอีกหลายรอบ แต่ผลที่ได้ยังคงเดิม จนใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“งั้นก็ตามใจ ผมก็ไม่ได้อยากสน อยากมารับผิดชอบนักหรอก” ในเมื่อเจ้าตัวไม่ต้องการความรับผิดชอบ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เขาก็แค่ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวทิ้งลูกทิ้งเมียก็เท่านั้น แล้วเดินจากไปอย่างฉุนเฉียว
“ไอ้เฮงซวย”
จนิตาบริภาษเสียงเขียว ไม่นานก็ต้องพยายามทำใจให้เย็นลง เพราะมันไม่ดีต่อลูกของเธอ
“แล้วทำไมมึงต้องลากกูมาด้วยวะ”
เสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียดังมาจากปากของศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างวาโย เมื่อถูกเพื่อนรักลากตัวออกมาในช่วงบ่าย ทั้งที่เป็นวันหยุดพักผ่อนแท้ๆ
พริษฐ์ไม่ได้โต้ตอบอะไร สองเท้ายังคงก้าวสม่ำเสมอเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพราะตั้งใจจะมาเลือกซื้อของขวัญ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุของอาจารย์หมอที่ตนให้ความเคารพรัก
“ปกติเห็นซื้อเองได้ ไม่เคยต้องง้อใคร” วาโยยังไม่เลิกเซ็ง เขาอยากจะกลับไปทิ้งตัวนอนบนเตียงใจจะขาด ทว่าแค่ครู่เดียวก็ต้องทำเสียงลากยาวเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก “อ๋ออ...”
พริษฐ์เลิกคิ้วใส่ท่าทางกวนประสาทของเพื่อน
“กูจำได้ละ ปกติคุณไจ๋เป็นคนเลือกให้มึงนี่หว่า” ถึงว่าทำไมมันต้องถ่อไปลากเขามาด้วย
“แล้วมึงจะไปพูดถึงทำไม” พริษฐ์แสดงอาการหงุดหงิดทันตา แค่ได้ยินชื่อก็นึกถึงแต่ใบหน้าเชิดรั้นและความเอาแต่ใจ
“ก็ความจริง” วาโยบิดปากใส่ นึกสมน้ำหน้าเพื่อนอยู่ในใจ ก่อนปรับสีหน้าจริงจังขึ้น “ว่าแต่เรื่องลูกเอาไง”
“ไม่สนใจ” พริษฐ์ตอบแบบสั้นๆ ง่ายๆ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ไปใส่ใจ แล้วจะดันทุรังไปทำไม
“แต่นั่นลูกมึงเลยนะ” วาโยถึงกับโวย มันจะไม่มีสำนึกขนาดนั้นเลยหรือ เรื่องนี้เขารู้มาจากพวกพยาบาลที่เม้าท์กันให้แซ่ดทั้งแผนก
“กูมีใหม่ได้” คนตอบยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย พลันกลอกตาใส่เพื่อนที่ยังพูดไม่หยุด สงสัยเขาจะคิดผิดที่ลากมันมาด้วย
“ถามจริง?” วาโยแทบจะหยุดเดิน รู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้คนใจดำตรงหน้าจะเป็นเพื่อนเขาจริงๆ
พริษฐ์วางหน้านิ่งไม่ได้ตอบโต้อะไรอีก ตั้งใจจะเดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปให้จบเรื่อง ทว่าจู่ๆ เพื่อนก็โพล่งคำถามแปลกๆ ออกมาอีก
“ว่าแต่...มึงแวะซื้อเตารีดใหม่ด้วยเลยไหม”
“ซื้อเพื่อ?”
“มึงควรรีดเสื้อก่อนออกจากบ้านสักหน่อยนะเพื่อน” วาโยบุ้ยปากไปที่เสื้อเชิ้ตของเพื่อนที่ยับยู่ยี่จนน่าแปลกใจ กางเกงสแล็กที่เคยเนี้ยบกริบก็มีรอยยับไม่แพ้กัน “ดูสภาพมึงสิ กล้าหยิบออกมาใส่ได้ไงวะ”
“ก็ปกติ” พริษฐ์ก้มมองเสื้อของตัวเองเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ
“ปกติกับผีสิ หรือที่ผ่านมาคุณไจ๋รีดให้มึงตลอด?” ปกติพริษฐ์เป็นคนเจ้าระเบียบ เสื้อผ้าจะต้องเรียบกริบจนแทบบาดมือคนจับได้ แต่วันนี้กลับหมดสภาพหมอหนุ่มสุดเนี้ยบ
“มึงจะหยุดพูดถึงได้ยัง” คนถูกจี้จุดชักไม่สบอารมณ์ หน้าตาเริ่มบูดบึ้ง
“ไม่ได้ เพราะกูอยากจะพูดให้ไอ้คนที่เมียไม่รักแล้วได้รู้ตัว” มันควรตื่นได้แล้ว ถึงขั้นคนที่รักมันมากที่สุดขอหย่า ลูกก็น่าจะไม่ให้รับผิดชอบ ยังจะมาทำเป็นปากเก่งอยู่อีก ร้องไห้เหมือนหมาเมื่อไหร่เขาจะอัดคลิปวิดีโอแล้วส่งไปให้ทั่วโรงพยาบาลเลย
“บางทีไจ๋ไจ๋อาจจะยังรักกูอยู่ก็ได้” พริษฐ์ไม่พูดเปล่า ทว่ากลับยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะด้วย
“มึงเอาอะไรมามั่น อมหลวงพ่อองค์ไหนไว้ในปากหรือไง”
หมอสูติฯ บุ้ยปากบอกเพื่อนให้มองไปที่ร้านกาแฟด้านหน้า แล้วปากได้รูปก็ปล่อยประโยคที่เต็มไปด้วยความมั่นใจออกมา “ก็ไจ๋ไจ๋ยังนั่งมองแหวนของกูอยู่เลย”
วาโยมองตามแล้วเห็นว่าจนิตานั่งอยู่ภายในร้านกาแฟ ในมือนุ่มถือแหวนเพชรวงหนึ่งไว้ ซึ่งน่าจะเป็นแหวนแต่งงาน
พริษฐ์กดยิ้มยามเห็นว่าเวลานี้คนอวดเก่งเห็นพวกเขาแล้ว
“คุณไจ๋มองมาด้วยว่ะ”
คำบอกนั้นทำให้คุณหมอสูติฯ ยิ่งเผยยิ้มเต็มใบหน้า สายตามองไปยังหญิงสาวไม่คิดจะหลบ
ฝ่ายจนิตากลอกตามองบนที่ดันมาเจอคนที่ไม่อยากเจอเสียได้ แล้วทำเป็นมองไม่เห็นพร้อมขยับตัวลุกขึ้น เพราะมีเรื่องต้องจัดการ
หญิงสาวเดินตรงออกจากร้านกาแฟ แม้จะรู้ว่ามีคนเดินตามก็ไม่สนใจ กระทั่งหายเข้าไปในร้านหนึ่ง ด้านวาโยร้องอุทานออกมา
“ไอ้เหี้ย คุณไจ๋เอาแหวนมึงไปขาย” เขารีบหันไปมองเพื่อนรักที่เคยยิ้มย่องอย่างอวดดี แต่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับซีดเผือดลงทันตา
พริษฐ์ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา หากจนิตาไม่ต้องการก็ควรคืนเจ้าของอย่างเขาไม่ใช่ขายทิ้ง
“มึงจะไปไหน” วาโยรีบคว้าแขนเพื่อนไว้
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







