共有

บทที่ 6 (02)

last update 公開日: 2026-07-14 20:53:27

“ผมจะมาพูดเรื่องลูก” หมอหนุ่มเข้าประเด็นสำคัญที่ทำให้ต้องถ่อมาถึงที่นี่

          “ไจ๋เลี้ยงคนเดียวได้ ส่วนพ่อใหม่ไจ๋จะพิจารณาอีกที” หญิงสาวไม่คิดให้เขามารับผิดชอบ ลูกควรมีแต่เธอที่เป็นแม่ ส่วนพ่อที่ทำให้แกเกิดมาเพราะอยากเอาใจคนที่แอบรักไม่มีซะดีกว่า

          “แต่นั่นลูกผม” พริษฐ์จ้องจนิตาเขม็ง ปากได้รูปเอ่ยย้ำเตือนความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ “ผมทำเองกับมือ”

          “อยากมารับผิดชอบ?” ดวงตาคมเฉี่ยวตวัดมองคนที่เพิ่งจะนึกอยากเป็นคนดีขึ้นมา ในเมื่อเขาอยากได้หน้าที่นัก เธอก็จะไม่ใจร้าย “ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังไงคุณพายก็จะได้มีชื่อบนใบเกิดของลูกแน่”

          พริษฐ์เอียงคอรับ ทว่าเพียงอึดใจเดียวความพอใจนั้นก็เปลี่ยนเป็นความเดือดดาล

          “ในฐานะที่เป็นคุณหมอทำคลอด...” สิ้นคำ จนิตาก็สะบัดตัวเข้าบ้านแล้วเหวี่ยงประตูไม้ปิดใส่หน้าคมเข้มดังโครมด้วยความสะใจ เธอยอมให้เขาเป็นคนทำคลอดลูกให้ก็นับว่าเป็นบุญหัวมากพอแล้ว “ไจ๋ไจ๋” คนถูกเมินคำรามลั่น แล้วออกแรงทุบประตูเพื่อเรียกให้คนด้านในเปิดออกมาคุยกัน “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ครับ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง”

          นอกจากจนิตาจะไม่ยอมเปิดประตูแล้ว เจ้าตัวยังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พลางเร่งเสียงโทรทัศน์ให้ดังกระหึ่มเพื่อกลบเสียงไม่พึงประสงค์ ทำให้คนด้านนอกหน้าขึ้นสี

          พริษฐ์นึกโมโหคนเอาแต่ใจ แล้วเปลี่ยนเป็นโทร.หาแทน

          ปิ๊บๆ

          จนิตารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วทำการบล็อกเบอร์พริษฐ์ทันที

          “ไจ๋...” ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก แต่เขาก็ยังมีอีกวิธีด้วยการส่งข้อความแชตไปแทน

          Pharit : เปิดประตูให้ผม

          มือหนาออกแรงทุบอีกหลายรอบ แต่ผลที่ได้ยังคงเดิม จนใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิด   

          “งั้นก็ตามใจ ผมก็ไม่ได้อยากสน อยากมารับผิดชอบนักหรอก” ในเมื่อเจ้าตัวไม่ต้องการความรับผิดชอบ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว เขาก็แค่ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวทิ้งลูกทิ้งเมียก็เท่านั้น แล้วเดินจากไปอย่างฉุนเฉียว

          “ไอ้เฮงซวย”

          จนิตาบริภาษเสียงเขียว ไม่นานก็ต้องพยายามทำใจให้เย็นลง เพราะมันไม่ดีต่อลูกของเธอ

         

          “แล้วทำไมมึงต้องลากกูมาด้วยวะ”

          เสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียดังมาจากปากของศัลยแพทย์มือหนึ่งอย่างวาโย เมื่อถูกเพื่อนรักลากตัวออกมาในช่วงบ่าย ทั้งที่เป็นวันหยุดพักผ่อนแท้ๆ

          พริษฐ์ไม่ได้โต้ตอบอะไร สองเท้ายังคงก้าวสม่ำเสมอเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพราะตั้งใจจะมาเลือกซื้อของขวัญ เนื่องในโอกาสเกษียณอายุของอาจารย์หมอที่ตนให้ความเคารพรัก  

          “ปกติเห็นซื้อเองได้ ไม่เคยต้องง้อใคร” วาโยยังไม่เลิกเซ็ง เขาอยากจะกลับไปทิ้งตัวนอนบนเตียงใจจะขาด ทว่าแค่ครู่เดียวก็ต้องทำเสียงลากยาวเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก “อ๋ออ...”

          พริษฐ์เลิกคิ้วใส่ท่าทางกวนประสาทของเพื่อน        

          “กูจำได้ละ ปกติคุณไจ๋เป็นคนเลือกให้มึงนี่หว่า” ถึงว่าทำไมมันต้องถ่อไปลากเขามาด้วย

          “แล้วมึงจะไปพูดถึงทำไม” พริษฐ์แสดงอาการหงุดหงิดทันตา แค่ได้ยินชื่อก็นึกถึงแต่ใบหน้าเชิดรั้นและความเอาแต่ใจ

          “ก็ความจริง” วาโยบิดปากใส่ นึกสมน้ำหน้าเพื่อนอยู่ในใจ ก่อนปรับสีหน้าจริงจังขึ้น “ว่าแต่เรื่องลูกเอาไง”

          “ไม่สนใจ” พริษฐ์ตอบแบบสั้นๆ ง่ายๆ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ไปใส่ใจ แล้วจะดันทุรังไปทำไม

          “แต่นั่นลูกมึงเลยนะ” วาโยถึงกับโวย มันจะไม่มีสำนึกขนาดนั้นเลยหรือ เรื่องนี้เขารู้มาจากพวกพยาบาลที่เม้าท์กันให้แซ่ดทั้งแผนก

          “กูมีใหม่ได้” คนตอบยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย พลันกลอกตาใส่เพื่อนที่ยังพูดไม่หยุด สงสัยเขาจะคิดผิดที่ลากมันมาด้วย

          “ถามจริง?” วาโยแทบจะหยุดเดิน รู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้คนใจดำตรงหน้าจะเป็นเพื่อนเขาจริงๆ

          พริษฐ์วางหน้านิ่งไม่ได้ตอบโต้อะไรอีก ตั้งใจจะเดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปให้จบเรื่อง ทว่าจู่ๆ เพื่อนก็โพล่งคำถามแปลกๆ ออกมาอีก     

          “ว่าแต่...มึงแวะซื้อเตารีดใหม่ด้วยเลยไหม”

          “ซื้อเพื่อ?”       

          “มึงควรรีดเสื้อก่อนออกจากบ้านสักหน่อยนะเพื่อน” วาโยบุ้ยปากไปที่เสื้อเชิ้ตของเพื่อนที่ยับยู่ยี่จนน่าแปลกใจ กางเกงสแล็กที่เคยเนี้ยบกริบก็มีรอยยับไม่แพ้กัน “ดูสภาพมึงสิ กล้าหยิบออกมาใส่ได้ไงวะ”         

          “ก็ปกติ” พริษฐ์ก้มมองเสื้อของตัวเองเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ  

          “ปกติกับผีสิ หรือที่ผ่านมาคุณไจ๋รีดให้มึงตลอด?” ปกติพริษฐ์เป็นคนเจ้าระเบียบ เสื้อผ้าจะต้องเรียบกริบจนแทบบาดมือคนจับได้ แต่วันนี้กลับหมดสภาพหมอหนุ่มสุดเนี้ยบ    

          “มึงจะหยุดพูดถึงได้ยัง” คนถูกจี้จุดชักไม่สบอารมณ์ หน้าตาเริ่มบูดบึ้ง

          “ไม่ได้ เพราะกูอยากจะพูดให้ไอ้คนที่เมียไม่รักแล้วได้รู้ตัว” มันควรตื่นได้แล้ว ถึงขั้นคนที่รักมันมากที่สุดขอหย่า ลูกก็น่าจะไม่ให้รับผิดชอบ ยังจะมาทำเป็นปากเก่งอยู่อีก ร้องไห้เหมือนหมาเมื่อไหร่เขาจะอัดคลิปวิดีโอแล้วส่งไปให้ทั่วโรงพยาบาลเลย   

          “บางทีไจ๋ไจ๋อาจจะยังรักกูอยู่ก็ได้” พริษฐ์ไม่พูดเปล่า ทว่ากลับยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะด้วย

          “มึงเอาอะไรมามั่น อมหลวงพ่อองค์ไหนไว้ในปากหรือไง”

          หมอสูติฯ บุ้ยปากบอกเพื่อนให้มองไปที่ร้านกาแฟด้านหน้า แล้วปากได้รูปก็ปล่อยประโยคที่เต็มไปด้วยความมั่นใจออกมา “ก็ไจ๋ไจ๋ยังนั่งมองแหวนของกูอยู่เลย”

          วาโยมองตามแล้วเห็นว่าจนิตานั่งอยู่ภายในร้านกาแฟ ในมือนุ่มถือแหวนเพชรวงหนึ่งไว้ ซึ่งน่าจะเป็นแหวนแต่งงาน

          พริษฐ์กดยิ้มยามเห็นว่าเวลานี้คนอวดเก่งเห็นพวกเขาแล้ว

          “คุณไจ๋มองมาด้วยว่ะ”

          คำบอกนั้นทำให้คุณหมอสูติฯ ยิ่งเผยยิ้มเต็มใบหน้า สายตามองไปยังหญิงสาวไม่คิดจะหลบ

          ฝ่ายจนิตากลอกตามองบนที่ดันมาเจอคนที่ไม่อยากเจอเสียได้ แล้วทำเป็นมองไม่เห็นพร้อมขยับตัวลุกขึ้น เพราะมีเรื่องต้องจัดการ

          หญิงสาวเดินตรงออกจากร้านกาแฟ แม้จะรู้ว่ามีคนเดินตามก็ไม่สนใจ กระทั่งหายเข้าไปในร้านหนึ่ง ด้านวาโยร้องอุทานออกมา

          “ไอ้เหี้ย คุณไจ๋เอาแหวนมึงไปขาย” เขารีบหันไปมองเพื่อนรักที่เคยยิ้มย่องอย่างอวดดี แต่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับซีดเผือดลงทันตา

          พริษฐ์ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา หากจนิตาไม่ต้องการก็ควรคืนเจ้าของอย่างเขาไม่ใช่ขายทิ้ง

          “มึงจะไปไหน” วาโยรีบคว้าแขนเพื่อนไว้

        

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 10

    “ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 9 (02)

    “เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 9

    บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 8 (02)

    “เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 8

    บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 7 (04)

    “งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status