Masukเรือนคุณหนูรองสกุลฟู่
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าพูดว่าอย่างไรนะอาสี่ นางฟื้นแล้วจริงหรือ เป็นไปไม่ได้ สภาพนางตอนถูกส่งเข้ามาในจวนตอนนั้น แทบจะเรียกได้ว่าใกล้ตายเต็มทีท หรือว่า... เป็นภาวะแสงสุดท้ายก่อนตาย ไม่ได้การ ข้าจะเข้าไปดูนางเอง ข้าอยากจะไปเห็นกับตา”
เรือนคุณหนูใหญ่
หมิงเล่อที่บัดนี้อยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่ “ฟู่ซานถิง” ค่อย ๆ กะพริบเปลือกตาที่ไม่คุ้นเคย เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพที่เห็นตรงหน้า แม้ว่าจะไม่รู้สึกคุ้นเคย แต่กลับทำให้นางถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อก้มมองดูฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเอง ครั้งแรกในรอบหลายเดือน
‘นี่ข้า…. มองเห็นแล้ว ข้ากลับมามองเห็นแล้วจริง ๆ หรือ’
หมิงเล่อพึ่งเข้าใจว่า บัดนี้นางมิใช่ตัวตนเดิมอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อก็ตาม บัดนี้นางมิใช่หมิงเล่อ องครักษ์และนักวางยาพิษของแม่ทัพหลี่ แต่กลายเป็นบุตรสาวคนโตของภรรยาเอกที่เสียไปแล้วหลายปีก่อน ของเสนาบดี ฟู่ซวนเฮ่อ
“ฟู่ซวนเฮ่องั้นหรือ ข้ารู้จักคนผู้นี้ เขาเป็นเสนาบดีกรมคลัง อยู่ในราชสำนักเดียวกับหลี่อวี้หลาน สวรรค์ไม่ทอดทิ้งข้า ถึงได้ให้โอกาสข้ากลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้น! ชาตินี้ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ชีวิตให้ลูกของข้า... ทีละคน”
จากนางทาสที่ถูกทรมานอยู่ชายแดนอย่างเล่อหมิง ที่ชีวิตนี้แทบจะไร้ซึ่งความหวัง แต่กลางดึกในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อหลายปีก่อน หลี่อวี้หลานแม่ทัพเกราะเหล็กของฝ่าบาท ทำศึกอยู่ชายแดน เขาบุกทำลายล้างโรงเลี้ยงทาสเถื่อน เพื่อช่วยนางและคนที่ถูกจับคนอื่น ๆ ออกมา
“เด็กผู้หญิงคนนี้ยังเยาว์นัก พานางกลับไปด้วย ส่วนคนอื่น ๆ ปล่อยตัวไปให้หมด”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
หลังจากนั้นเขาก็ให้คนมาสอนวรยุทธ์ และเลี้ยงดูนางในฐานะองครักษ์ สายลับ แม่ทัพหลี่พึ่งมารู้ตอนหลังว่า นางสามารถใช้ยาพิษทั้งฆ่าคน และช่วยคนได้ ดังนั้นแม่ทัพหนุ่มจึงให้นางอยู่ข้างกาย ในฐานะองครักษ์ลับมาโดยตลอด
จากเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต สู่คนที่นางจงรักภักดีสุดหัวใจ แม้แต่ชีวิตและวิญญาณ นางก็มอบให้กับแม่ทัพหลี่แต่เพียงผู้เดียว แม้ว่านิสัยของนางจะก้าวร้าว ปากร้าย ดุดันและไม่ยอมให้คนรังแก เมื่อถูกทำร้ายก็มักจะตอบโต้ไปในทันที ตามสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ที่ติดมาจากโรงเลี้ยงทาส ภายหลังท่านแม่ทัพ จึงส่งคนมาสั่งสอนมารยาทขั้นพื้นฐานของสตรีให้นาง หมิงเล่อนึกดีใจที่เขาเห็นความสำคัญ แต่นั่นก็แค่...หนึ่งในแผนการของเขาเท่านั้น
“ข้าต้องการให้เจ้าแฝงตัวเป็นสาวใช้ เข้าไปสืบข่าวใน หอหรูเซิน เจ้าทำได้หรือไม่หมิงเล่อ”
“ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี ที่เหลือก็... ฝากเจ้าด้วย”
ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่นางเสี่ยงชีวิตเพื่อเขา ทั้งปลอมเป็นคณิกาในหอนางโลม เป็นสายลับที่ลอบส่งข่าวออกนอกแคว้น จนกระทั่งวางยาพิษศัตรูของเขา นางไม่เคยถามว่าคนที่ฆ่า เป็นคนดีหรือไม่ เพียงแค่เขาสั่ง ก็พร้อมลงมือทำตามคำสั่งทันที โดยไม่คิดจะสอบถาม
“ข้าช่างโง่ยิ่งนัก”
ทุกครั้งที่ออกศึกกับเขา ล้วนกำชัยชนะเอาไว้ได้ สองส่วนด้วยฝีมือ ที่เหลืออีกแปดส่วนคือแผนการร้าย ในการลอบวางยาพิษในค่ายศัตรู และบุกโจมตีในตอนที่พวกเขาไม่พร้อมที่จะสู้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้แผนการโฉดที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีนี้ เพราะยาพิษนั้นไม่สามารถตรวจพบได้ ทุกศึกล้วนมีนางอยู่เบื้องหลัง สุดท้ายเขากลับถูกย้อนเกร็ด โดนพิษร้ายแรงจนกระทั่งเสียดวงตาไป นางก็ยังคงโง่งม ถึงกับยอมเสียสละดวงตาของตัวเอง แล้วให้กับคนอย่างเขาไป
“ไม่คิดเลยว่า การได้มองเห็นอีกครั้ง จะเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์เยี่ยงนี้”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็ยิ้มออกมาด้ทันที และเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาทั้งสองข้าง ความรู้สึกเช่นนี้ นางไม่เคยได้สัมผัสมานานเกือบครึ่งปี จนกระทั่งน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากดวงตา
“ยอดไปเลย นี่ข้า... เกือบลืมไปแล้วว่า การมีน้ำตาเป็นเช่นไร”
หมิงเล่อในร่างใหม่ของคุณหนูสกุลฟู่ นั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อนี้อยู่ตามลำพัง แม้นว่าจะไม่อยากเชื่อ แต่ดวงตาที่มองเห็นได้อีกครั้ง เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด ถึงจะดีใจแต่ก็นึกสงสัยอยู่ไม่น้อย การย้อนเวลา กลับชาติมาเกิด หรือแม้กระทั่งการเกิดใหม่ในร่างคนอื่น ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้ทั่วไป
“โชคดีที่ฟู่ซานถิง เติบโตอยู่ในชนบท ทั้งความเป็นอยู่ นิสัยใจคอของนาง ล้วนไม่มีผู้ใดที่จวนสกุลฟู่ทราบ ไม่สิ... มีอีกคนที่คุ้นเคยกับนางดี ต้องทำให้สาวใช้ผู้นั้น ไม่สงสัยในความเปลี่ยนแปลงนี้ อย่างไรที่นี่ก็ยังไม่ใช่ที่ปลอดภัย”
แต่บัดนี้นางไม่มีเวลาที่จะคิดมาก เพราะเริ่มได้ยินเสียงย่ำฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาในห้อง โชคดีที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของนาง ยังคงใช้การได้ดี เพราะชาติก่อนนางมองไม่เห็น
“ฟู่ซานถิง! …เฮือก!!”
เสียงแหลมของดรุณีที่อายุน้อยกว่านาง ปลุกสติให้หวนคืนอีกครั้ง ฟู่ซานถิงที่นั่งนิ่งอยู่ที่เตียง เมื่อ “ฟู่หนิงเยว่” คุณหนูรองแห่งจวนสกุลฟู่เดินเข้ามาเห็น นางก็ตกใจสุดชีวิต เมื่อเห็นซานถิงผู้เป็นพี่สาวต่างมารดา ลุกขึ้นมานั่ง และหันมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างใจลอย
“นี่เจ้า… เจ้ายังไม่ตายจริง ๆ หรือนี่ แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าป่วยหนักมิใช่หรือ"
หนิงเยว่ตกใจแทบสิ้นสติ เพราะตอนเห็นฟู่ซานถิงถูกรับเข้ามาในจวนครั้งแรก สภาพนางแทบไม่ต่างกับคนที่ใกล้ตาย ไม่คิดว่าผ่านมาสิบกว่าวัน ก็ได้ยินสาวใช้วิ่งมาบอกว่านางฟื้นแล้ว หนิงเยว่พลันนึกว่าจะเป็นการฟื้นขึ้นมาเพื่อร่ำลา หรือช่วงเวลาเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นลม จึงรีบมาดูด้วยตาตัวเอง แต่นอกจากซานถิงจะไม่เหมือนคนใกล้ตายแล้ว นางยังสามารถลุกขึ้นมานั่งได้อีกด้วย
“ตายอย่างนั้นหรือ เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ”
“จะ เจ้า... นี่เจ้าหายดีแล้วจริงหรือ ข้าก็นึกว่า...”
“แน่นอนว่าข้ายังไม่ตาย และชาตินี้ข้าก็จะไม่มีวันตายง่าย ๆ ด้วย… น้องสาว”
เถ้าแก่เติ้งมองสตรีในผ้าคลุม แม้ว่าท่วงทำนองจังหวะการพูด จะเหมือนกับเจ้าของทรัพย์ที่นำเอามาฝาก แต่น้ำเสียงกลับหวานจับใจ และดูเหมือนจะมิใช่ชาวยุทธ์ รหัสผ่านการไถ่สินค้าของที่ร้าน จะมีเพียงเจ้าของทรัพย์ที่ฝากเท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้นเขาจึงสิ้นความสงสัย เพราะนี่เป็นกฎของที่ร้านที่เขาตั้งขึ้นมาเอง“เช่นนั้นก็รอสักครู่ ข้าจะรีบจัดการให้”“ขอบคุณเถ้าแก่เติ้ง”เถ้าแก่หายไปสักพัก ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกล่องเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยตั๋วเงินและทรัพย์สินบางส่วน เมื่อนางรับมาก็เปิดดูทันที นางพบว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย“กำไลหยกแดง…น่าแปลกที่เจ้าชอบกำไลปลอม ที่ทำจากหินเช่นนี้ ตอนนั้นดูเจ้าหวงแหนมันมาก แต่ข้าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่า มันก็แค่กำไลหินราคาไม่ถึงสามอีแปะ ที่ขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด”“ท่านว่าอย่างไรนะ เหอะ! กำไลปลอมงั้นหรือนี่ ให้ตายสิ”นี่เป็นสิ่งของมีค่าเพียงชิ้นเดียว ที่หมิงเล่อเคยได้รับมาจากหลี่อวี้หลานเมื่อชาติก่อน หลังจากที่หมิงเล่อสูญเสียดวงตา เพื่อมอบให้กับหลี่อวี้หลานไปแล้ว นางก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย และเอาแต่ฝึกยุทธ์เงียบ ๆ อยู่ที่เรือนหลังจวนแม่ทัพเพียงลำพัง โดยมีแค่
แม้ว่าข้างกายนาง จะมีเพียงสาวใช้แค่คนเดียวที่ไว้ใจได้ แต่สำหรับนางแล้ว เหตุการณ์ในชาติก่อนสอนนางให้รู้ว่า ต่อให้เป็นคนที่ไว้ใจได้ ถึงขนาดยอมมอบชีวิตให้ ก็มิได้หมายความว่า ทุกคนจะซื่อสัตย์กับนาง“ฉีฝู”“เจ้าค่ะคุณหนู”“หากว่าข้าอยากจะออกไปข้างนอก จะต้องแจ้งใครหรือไม่”“ตอนที่มาถึงจวน นายท่านได้ให้ป้ายของสกุลฟู่เอาไว้แล้วนี่เจ้าคะ นายท่านยังบอกอีกว่า หากคุณหนูอยากจะไปข้างนอก หรือว่าจะไปซื้อของก็สามารถออกไปได้เลย เรื่องนี้นายท่านรับปากเอาไว้ ก่อนที่ท่านจะยอมตกลงเดินทางมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย แล้วป้ายนั่นอยู่ที่ใด”“อยู่นี่เจ้าค่ะ”เมื่อซานถิงเห็นป้ายก็ยิ้มออกมาทันที“เช่นนั้นก็ดีเลย เราออกไปกันเถอะ”“แต่ว่าท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า…”“ข้าแข็งแรงดีมาก รีบไปกันเถอะ”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้นะเจ้าคะ”“เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ต้องหรอก พวกเราไปกันเองเถอะ”“ไม่ใช้รถม้าหรือเจ้าคะ”“ไม่ต้อง ข้าอาจจะต้องแวะไปหลายที่สักหน่อย ยังไม่อยากให้เป็นที่สังเกตมาก”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปเตรียมผ้าคลุมให้ท่าน”นับว่าสาวใช้ของนางฉลาดและรู้ความมากกว่าที่คิด เพี
เมื่อชาติก่อนนางตาบอดมานานเกือบครึ่งปี มาชาตินี้นางกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง นับเป็นสิ่งแรกที่สวรรค์เมตตา‘ชาติก่อนเพราะความโง่เขลาของข้า ที่รักและภักดีคนผิด จึงได้เสียแม้กระทั่งดวงตาของตัวเองไปอย่างโง่งม’ชาติก่อน / จวนแม่ทัพ“ท่านแม่ทัพ อาการท่านไม่ดีขึ้นเลยหรือเจ้าคะ”“หมิงเล่อ…. เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”“ท่านแม่ทัพต้องการสิ่งใด โปรดแจ้งข้ามาได้เลย ไม่ว่ายาพิษชนิดใด ที่จะช่วยรักษาท่านได้ ข้ายินดีจะทำขึ้นมาเพื่อท่าน หรือไม่ก็ใช้เลือดของข้าอีกก็ได้ เลือดของข้าช่วยขับพิษให้ท่านได้ บางทีอาจจะ… ช่วยดวงตาของท่านได้”“เจ้าก็ได้ยินที่ท่านหมอบอกแล้ว ตอนนี้เพียงแค่เลือดของเจ้า ไม่เพียงพอเสียแล้ว ดวงตาของข้า มิอาจกลับมามองเห็นเจ้าอีกแล้ว”“ท่านแม่ทัพ! จะเป็นเช่นนี้หาได้ไม่ ข้าจะไปปรึกษาท่านหมอ “ฝูชวน” ดูว่าเขามีวิธีการใดบ้าง”“อย่าเสียเวลาอีกเลย นับจากนี้ไป ข้าคงจะเป็นได้เพียงแค่… คนตาบอดเท่านั้น ตราบใดที่ยังหาดวงตาที่เหมาะสม มาทดแทนไม่ได้”“หมิงเล่อ” องครักษ์และนักปรุงยาพิษของแม่ทัพเกราะเหล็ก ของราชสำนักต้าเซิน “หลี่อวี้หลาน” ที่พลาดพลั้งถูกยาพิษของศัตรู ในการทำศึกชายแดนใต้ แม้ว่าจะชนะศึกแต่เขา
“คุณหนูท่านยอดเยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าท่านจะยอมใจอ่อน เพียงแค่เห็นว่านายท่านและฮูหยินผู้เฒ่า รับท่านมาเลี้ยงดู ในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็เบาใจได้แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินคงดีใจที่ท่านลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง”นางยิ้มให้กับสาวใช้ แม้ว่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่พอจะคุยได้ แต่ก็ยังไม่อยากเผยพิรุธไปมากกว่านี้ ตอนนี้ฉีฝูดูจะยังไม่สงสัยนางเท่าใดนัก“ข้าอยากแต่งตัวสักหน่อย เจ้า… มาช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเตรียมชุดกับเครื่องประดับให้ท่านนะเจ้าคะ”เมื่อซานถิงเดินไปนั่งที่โต๊ะเพื่อส่องคันฉ่อง สิ่งที่สะท้อนกลับมา ทำเอาหัวใจของนางเต้นแรงยิ่งนัก ใบหน้าของดรุณีในวัยสิบเก้าปี และยังมีผิวพรรณที่ผุดผ่อง ดวงตากลมโต สายตาเฉลียวฉลาด ริมฝีปากรูปกระจับรับกับใบหน้ารูปหัวใจ ใบหน้างดงามเช่นนี้ นางแทบไม่เคยเห็นมาก่อนในเมืองหลวง“นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองจริง ๆ มิน่าเล่าสกุลฟู่ถึงได้กลัวนักหนาว่า ฟู่ซานถิงจะไม่ยอมมอบสิทธิ์ของบุตรสายตรงให้กับฟู่หนิงเยว่ ถึงกับทำทุกวิถีทาง เพื่อเอาชีวิตฟู่ซานถิง ว่าแต่เรื่องแต่งงานแทนนี่มันอย่างไรกัน ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องหาทางกำจัดพิษบ้า ๆ นี่ออกไปเสี
ฟู่หนิงเยว่ไม่คิดมาก่อนเลยว่า คุณหนูใหญ่ที่บอกว่าอ่อนแอขี้โรค และไม่สู้คน เป็นสาวชนบทที่ไร้ความรู้ความสามารถ จะเป็นคนที่รับมือยากเช่นนี้“ฟู่ซานถิง ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไม่รีบมาพยุงข้าลุกขึ้นอีกหรือ!”“เจ้าค่ะคุณหนูรอง”สาวใช้สองคน รีบพยุงนายของตัวเอง ออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้อีกคนก็รีบวิ่งเข้ามา พร้อมกับน้ำในอ่าง ซานถิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รีบหันไปทันที พร้อมกับความตกใจของสาวใช้“เฮือก! คะ คุณหนูข้าเอง ฉีฝูเองเจ้าค่ะ”“ฉี…ฝู งั้นหรือ”“คุณหนูท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกคน ฮือ... คุณหนู”สาวใช้วางอ่างทองเหลืองลงได้ ก็รีบคุกเข่ากอดขานางและร่ำไห้ไม่หยุด จำได้ว่า“ฉีฝู” เป็นสาวใช้ ที่ติดตามฟู่ซานถิงมาจากชนบท และมีแต่นางเพียงคนเดียว ที่คอยดูแลฟู่ซานถิงจนถึงวาระสุดท้าย โดยไม่จากไปไหน‘หึ! อย่างน้อยเรื่องนี้เจ้าก็นับว่าโชคดีกว่าข้า เพราะยังมีคนที่อยู่เคียงข้างเจ้าอย่างฉีฝู ที่ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าไปไหน’“เอาล่ะ ๆ ฉีฝู ตอนนี้ข้าก็ฟื้นแล้วนี่อย่างไร”“เจ้าค่ะ ๆ เช่นนั้นข้าจะเช้ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านนะเจ้าคะ”สาวใช
รอยยิ้มร้าย สายตาดุดันที่มองฟู่หนิงเยว่ ทำให้นางเริ่มกลัว และรีบเดินไปหลบอยู่ด้านหลังสาวใช้ของตัวเอง ฟู่ซานถิงมองใบหน้าของผู้ถาม เมื่อมองพินิจดูแล้ว สตรีตรงหน้าตอนนี้ น่าจะมีอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดปี“เจ้าก็คือฟู่หนิงเยว่ น้องสาวต่างมารดาของข้าสินะ”“ก็ใช่น่ะสิ!”จากความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้นางจะอายุย่างเข้าสิบเก้าในปีนี้ นั่นก็หมายความว่า หมิงเล่อเข้ามาสวมร่างของสตรีที่มีอายุน้อยกว่านางเกือบสี่ปี เมื่อหันไปมองฟู่หนิงเยว่ที่เดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ ก็ยิ้มให้พวกนางเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว ทำให้สตรีผู้มาเยือนตกใจและเริ่มกลัว“ก็ไม่ทำไม ยินดีที่ได้รู้จักนะ น้องสาว”“ในเมื่อฟื้นแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่นอน นี่มันเวลาใดกันแล้ว”“นั่นสิ ข้าเองก็อยากทราบว่า นี่มันเวลาใดกันแล้ว และข้า… ต้องทำสิ่งใดก่อน”"นางเอาแต่นอนมาตั้งหลายวัน คงจะเกียจคร้านเสียจนเคยตัว พวกบ้านนอกก็แบบนี้แหละเจ้าค่ะคุณหนู ช่างไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรเอาเสียเลย ไม่เหมือนท่านที่โตมาเพียบพร้อม ทั้งความรู้และกิริยามารยาทตามหลักคนชั้นสูง"“อาสี่เจ้านี่นะ ปากหวานเกินไปแล้ว”“บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ ท่านเหมาะสมที่จะได้เป็นพระชายาอ







