LOGINเมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ
"คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก"
อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา
"โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน"
เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย"
อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้
"ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน"
เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้
เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเงียบๆ แต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรืออึดอัดใดๆ ทำให้อวี้หนิงแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว และในเวลานั้นเอง เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าการย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ คือโอกาสที่พระเธอประทานให้เธอได้แก้ไขทุกสิ่งจริงๆ
บรรยากาศในโรงอาหารยังคงเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเสียงจานชามกระทบกันเบาๆ และเสียงพูดคุยของนายทหารที่ดังสลับกันไปมา อวี้หนิงพยายามทานโจ๊กตรงหน้าให้หมด แต่ดูท่าว่าจะเยอะเกินไปสำหรับเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เธอเป็นระยะ เธอรู้ดีว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ใช่ทหาร แถมเธอยังเป็นดาราที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง มานั่งทานอาหารเช้ากับนายทหารยศสูงอย่างเฉินอี้ในโรงอาหารของค่ายทหาร ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป
ไป๋อวี้หนิงแอบเหลือบมองไปรอบๆ ก็เห็นนายทหารหลายนายทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาทานอาหาร แต่ก็มีบางคนแอบชำเลืองมองมาทางเธออย่างไม่ปิดบัง บางคนกระซิบกระซาบกันเบาๆ
อวี้หนิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็พยายามไม่แสดงออก เธอจำได้ว่าในชาติภพก่อน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มักถูกขยายความให้กลายเป็นเรื่องใหญ่และถูกนำไปเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา เธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องเผชิญ และเธอต้องเข้มแข็งให้มากกว่าเดิมในขณะที่เฉินอี้นั้นดูเหมือนจะไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นเลย เขาทานอาหารของเขาอย่างเงียบๆ และเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายังคงสุขุมนิ่งงัน แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนอย่างที่อวี้หนิงเคยรับรู้ เขาดูสงบและเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา
"อาหารที่นี่อร่อยนะคะท่านนายพันเฉิน"
เฉินอี้เงยหน้าขึ้นมองเธอเล็กน้อย ดวงตาคมคู่นั้นยังคงจับจ้องเธออย่างพิจารณา
"ที่นี่ไม่ค่อยมีอาหารพิเศษอะไรหรอก มีแต่ของที่ทำง่ายๆ เพื่อความรวดเร็วและเพียงพอต่อกำลังพล"
"แต่ก็ดูสะอาดและน่าทานนะคะ" เธอยิ้มให้เขา พยายามแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ "ขอบคุณมากนะคะที่พามาทานอาหาร ดิฉันเกรงใจจริงๆ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมเองก็ยังไม่ได้ทาน"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เธอรู้สึกว่าเขาไม่ได้พูดด้วยความประชดประชันหรือแกล้งทำดี แต่เขากำลังแสดงออกถึงความใส่ใจในแบบของเขา
ขณะที่อวี้หนิงกำลังจะทานโจ๊กต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ตายจริง! ไม่คิดว่าจะเจอท่านนายพันเฉินที่นี่นะคะ"
อวี้หนิงชะงักช้อนในมือแทบหลุด เธอรู้จักเสียงนี้ดีเหลือเกิน... เสียงของฟางซินเหยียน ลูกของน้าซูเหลียนผู้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ที่เจอหน้ากันครั้งแรก
อวี้หนิงกัดฟันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์ หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของพวกเขาในชุดที่ดูหรูหราและสง่างามกว่าชุดลำลองที่อวี้หนิงสวมอยู่หลายเท่า ใบหน้าสวยหวานไร้ที่ติ แต่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเมื่อมองมาที่อวี้หนิง
ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้เฉินอี้
"สวัสดีค่ะท่านนายพันเฉิน ไม่คิดเลยว่าวันนี้ท่านจะมาทานข้าวเช้าที่โรงอาหารเล็กๆ แบบนี้"
เฉินอี้มองฟางซินเหยียนด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด "สวัสดีครับคุณฟาง"
ฟางซินเหยียนทำเป็นไม่สนใจอวี้หนิง เธอหันไปพูดกับเฉินอี้ต่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"วันนี้ซินเหยียนแวะมาเยี่ยมคุณพ่อที่ค่ายทหาร เลยว่าจะชวนท่านนายพันไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารข้างนอก ไม่ทราบว่าท่านนายพันพอจะว่างไหมคะ?"
อวี้หนิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปวดหนึบในอก เธอจำได้ว่าในชาติภพก่อน ฟางซินเหยียนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเฉินอี้ในทุกวิถีทาง และเฉินอี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เกิดความเข้สใจผิดต่างๆ นานาเกิดขึ้น
เฉินอี้หันไปมองอวี้หนิงที่กำลังก้มหน้าทานโจ๊กอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองฟางซินเหยียนด้วยแววตาที่อวี้หนิงไม่สามารถคาดเดาได้
"ผมทานอาหารเช้ากับคุณอวี้หนิงเรียบร้อยแล้วครับคุณฟาง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ เป็นการปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น
ฟางซินเหยียนถึงกับหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มกว้างกว่าเดิม
"อ้าว... ทานแล้วหรือคะ? โธ่... น่าเสียดายจังเลยค่ะ ซินเหยียนอุตส่าห์ตั้งใจมา" เธอแสร้งทำเป็นถอนหายใจ ก่อนจะเหลือบตามามองอวี้หนิงอีกครั้งด้วยสายตาเหยียดหยาม "แต่ก็ดีแล้วค่ะที่ได้เจอท่านนายพัน"
"ว่าแต่... คุณนักแสดงอวี้หนิง มาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่ได้กำลังถ่ายละครเรื่องใหม่แนวโศกนาฏกรรมอยู่หรอกหรือ? เห็นว่าช่วงนี้กำลังดังเรื่องบทนางร้ายนี่คะ" (เธอเน้นคำว่า "นางร้าย" อย่างจงใจ)
อวี้หนิงเงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เธอจะไม่ยอมให้ฟางซินเหยียนดูถูกเธอเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว ในขณะที่อวี้หนิงกำลังจะตอบโต้คำพูดของฟางซินเหยียน แต่มว่าจู่ๆ เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นมาอีก "คุณซินเหยียน! ผมตามหาคุณตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสะอาดสะอ้านและประณีตกว่านายทหารคนอื่น กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางมาดมั่น เขาคือ จางเหว่ย ลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหาร ว่าที่คู่หมั้นที่ถูกกำหนดมาให้อวี้หนิงในชาติภพก่อน และในชาตินี้ เขาคืออีกหนึ่งคนที่อวี้หนิงไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วยเลย จางเหว่ยไม่แม้แต่จะเหลือบมองอวี้หนิง เขามุ่งตรงไปหาฟางซินเหยียน ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเธอเล่ห์เมื่อมองฟางซินเหยียน แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเฉินอี้ที่นั่งอยู่กับอวี้หนิง มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย "คุณซินเหยียนคงจะกำลังคุยธุระสำคัญอยู่สินะครับ" ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้จางเหว่ยทันที "จางเหว่ย! คุณมาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่คิดว่าจะเจอคุ
เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ "คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก" อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา "โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน" เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย" อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้ "ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน" เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้ เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเ
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มให้ “ไม่เป็นไรค่ะท่านนายพันเฉิน ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉันเอาไว้” “คุณดูไม่ค่อยสบายใจนัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย “เรื่องการหมั้นหมาย... คุณไม่เห็นด้วยหรือครับ?” อวี้หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดความจริงได้มากแค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจบางส่วนกับเขา “ดิฉันไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้นค่ะท่านนายพันเฉิน ดิฉันอยากมีชีวิตของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และถ้าฉันจะหมั้นหมายหรือแต่งงานกับใคร ฉันก็จะทำเพราะว่าฉันรักเขา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาก็ต้องรักฉันด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความในใจ พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เพื่อที่บอกให้เขารู้ถึ
อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง" เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!" "ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้ห
หลังจากที่อวี้หนิงและหลี่เหมยฮวาขับรถจี๊ปเข้ามาในค่ายทหาร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทำให้ใจของอวี้หนิงกระตุกถี่ระรัวไปกับความทรงจำที่ตีตื้นขึ้นมา ภาพของเธอในชุดนักแสดงแต่งหน้าจัดจ้านที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนายทหารผู้เคร่งขรึม ภาพที่ถูกมองด้วยสายตาตำหนิจากคนรอบข้าง... มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ "ถึงแล้วจ้ะ!" หลี่เหมยฮวาจอดรถลงหน้าอาคารฝึกงานของนักศึกษาสื่อสารมวลชน อวี้หนิงลงจากรถ ก้าวเท้าลงบนพื้นดินแดงกรวดหยาบ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับมา "ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท "แล้วนี่เธอจะทำอะไรต่อ?" หลี่เหมยฮวา: "ฉันต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์น่ะ แล้วก็จัดของในห้องพักนักศึกษาด้วย คืนนี้คงค้างที่นี่" เธอทำหน้ายู่เล็กน้อย "น่าเบื่อจังเลย ไม่อยากอยู่ค่ายทหารเลย" "ทนหน่อยสิ นี่มันโอกาสดีๆ ที่เธอจะได้ฝึกงานในหน่วยงานสำคัญนะ" เธอพยายามพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเหยียบเข้ามาอีกแล้ว "นั่นสินะ... เอ่อ อวี้หนิง แล้วเธอจะกลับยังไง? ให้ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้ไหม?" "ไม่เป
ณ ค่ายทหารในชานเมืองเป่ยจิงยังคงเงียบสงบในยามสาย เสียงผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าในตัวเมือง มีเพียงเสียงนกหวีดที่ดังแว่วมาจากลานฝึกซ้อม และเสียงฝีเท้าของทหารที่เดินสวนกันไปมา อวี้หนิงยืนอยู่หน้าป้อมยามของค่ายทหาร เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเล็กน้อยตามที่นัดกับเหมยฮวาไว้ เพื่อนสนิทของเธอที่กำลังฝึกงานด้านสื่อสารมวลชนที่นี่ กลิ่นอายของดินปืนและระเบียบวินัยทางทหารทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายทหารแห่งนี้ยังคงแจ่มชัดในสมอง เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ในชาติที่แล้ว เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเพียงใด แต่ในชาตินี้... ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ทว่า ความคิดของเธอหยุดชะงัก เมื่อรถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า และนั่นมะนทำให้อวี้หนิงเบิกตากว้างขึ้นทันที ภาพของคนขับที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น... เฉินอี้! หลี่เหมยฮวาลดกระจกลง พร้อมรอยยิ้มร่าเริงสดใส “อวี้หนิง! ทางนี้จ้ะ!” อวี้หนิงก้าวเข้าไปใกล้รถ พลางสำรวจใบหน้าของเฉินอี้ที่อยู่หลังพวงมาล







