FAZER LOGINเมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ
"คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก"
อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา
"โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน"
เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย"
อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้
"ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน"
เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้
เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเงียบๆ แต่ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรืออึดอัดใดๆ ทำให้อวี้หนิงแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว และในเวลานั้นเอง เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าการย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ คือโอกาสที่พระเธอประทานให้เธอได้แก้ไขทุกสิ่งจริงๆ
บรรยากาศในโรงอาหารยังคงเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเสียงจานชามกระทบกันเบาๆ และเสียงพูดคุยของนายทหารที่ดังสลับกันไปมา อวี้หนิงพยายามทานโจ๊กตรงหน้าให้หมด แต่ดูท่าว่าจะเยอะเกินไปสำหรับเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เธอเป็นระยะ เธอรู้ดีว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ใช่ทหาร แถมเธอยังเป็นดาราที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง มานั่งทานอาหารเช้ากับนายทหารยศสูงอย่างเฉินอี้ในโรงอาหารของค่ายทหาร ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป
ไป๋อวี้หนิงแอบเหลือบมองไปรอบๆ ก็เห็นนายทหารหลายนายทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาทานอาหาร แต่ก็มีบางคนแอบชำเลืองมองมาทางเธออย่างไม่ปิดบัง บางคนกระซิบกระซาบกันเบาๆ
อวี้หนิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็พยายามไม่แสดงออก เธอจำได้ว่าในชาติภพก่อน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มักถูกขยายความให้กลายเป็นเรื่องใหญ่และถูกนำไปเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา เธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องเผชิญ และเธอต้องเข้มแข็งให้มากกว่าเดิมในขณะที่เฉินอี้นั้นดูเหมือนจะไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นเลย เขาทานอาหารของเขาอย่างเงียบๆ และเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายังคงสุขุมนิ่งงัน แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนอย่างที่อวี้หนิงเคยรับรู้ เขาดูสงบและเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา
"อาหารที่นี่อร่อยนะคะท่านนายพันเฉิน"
เฉินอี้เงยหน้าขึ้นมองเธอเล็กน้อย ดวงตาคมคู่นั้นยังคงจับจ้องเธออย่างพิจารณา
"ที่นี่ไม่ค่อยมีอาหารพิเศษอะไรหรอก มีแต่ของที่ทำง่ายๆ เพื่อความรวดเร็วและเพียงพอต่อกำลังพล"
"แต่ก็ดูสะอาดและน่าทานนะคะ" เธอยิ้มให้เขา พยายามแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ "ขอบคุณมากนะคะที่พามาทานอาหาร ดิฉันเกรงใจจริงๆ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมเองก็ยังไม่ได้ทาน"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เธอรู้สึกว่าเขาไม่ได้พูดด้วยความประชดประชันหรือแกล้งทำดี แต่เขากำลังแสดงออกถึงความใส่ใจในแบบของเขา
ขณะที่อวี้หนิงกำลังจะทานโจ๊กต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ตายจริง! ไม่คิดว่าจะเจอท่านนายพันเฉินที่นี่นะคะ"
อวี้หนิงชะงักช้อนในมือแทบหลุด เธอรู้จักเสียงนี้ดีเหลือเกิน... เสียงของฟางซินเหยียน ลูกของน้าซูเหลียนผู้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ที่เจอหน้ากันครั้งแรก
อวี้หนิงกัดฟันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์ หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของพวกเขาในชุดที่ดูหรูหราและสง่างามกว่าชุดลำลองที่อวี้หนิงสวมอยู่หลายเท่า ใบหน้าสวยหวานไร้ที่ติ แต่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเมื่อมองมาที่อวี้หนิง
ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้เฉินอี้
"สวัสดีค่ะท่านนายพันเฉิน ไม่คิดเลยว่าวันนี้ท่านจะมาทานข้าวเช้าที่โรงอาหารเล็กๆ แบบนี้"
เฉินอี้มองฟางซินเหยียนด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด "สวัสดีครับคุณฟาง"
ฟางซินเหยียนทำเป็นไม่สนใจอวี้หนิง เธอหันไปพูดกับเฉินอี้ต่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"วันนี้ซินเหยียนแวะมาเยี่ยมคุณพ่อที่ค่ายทหาร เลยว่าจะชวนท่านนายพันไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารข้างนอก ไม่ทราบว่าท่านนายพันพอจะว่างไหมคะ?"
อวี้หนิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปวดหนึบในอก เธอจำได้ว่าในชาติภพก่อน ฟางซินเหยียนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเฉินอี้ในทุกวิถีทาง และเฉินอี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เกิดความเข้สใจผิดต่างๆ นานาเกิดขึ้น
เฉินอี้หันไปมองอวี้หนิงที่กำลังก้มหน้าทานโจ๊กอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองฟางซินเหยียนด้วยแววตาที่อวี้หนิงไม่สามารถคาดเดาได้
"ผมทานอาหารเช้ากับคุณอวี้หนิงเรียบร้อยแล้วครับคุณฟาง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ เป็นการปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น
ฟางซินเหยียนถึงกับหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มกว้างกว่าเดิม
"อ้าว... ทานแล้วหรือคะ? โธ่... น่าเสียดายจังเลยค่ะ ซินเหยียนอุตส่าห์ตั้งใจมา" เธอแสร้งทำเป็นถอนหายใจ ก่อนจะเหลือบตามามองอวี้หนิงอีกครั้งด้วยสายตาเหยียดหยาม "แต่ก็ดีแล้วค่ะที่ได้เจอท่านนายพัน"
"ว่าแต่... คุณนักแสดงอวี้หนิง มาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่ได้กำลังถ่ายละครเรื่องใหม่แนวโศกนาฏกรรมอยู่หรอกหรือ? เห็นว่าช่วงนี้กำลังดังเรื่องบทนางร้ายนี่คะ" (เธอเน้นคำว่า "นางร้าย" อย่างจงใจ)
และแล้ว... ข่าวดีที่ทุกคนในตระกูลหลี่รอคอยก็มาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน อวี้หนิงก็เริ่มมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลก็ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจและดีใจจนเนื้อเต้นในเย็นวันหนึ่งที่ทุกคนในตระกูลหลี่มารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ไม่ว่าจะเป็น หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ หลี่เหมยฮวา และตงหยาง ที่ตอนนี้ความสัมพันธ์กับหลี่เหมยฮวาก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ต่างก็มองอวี้หนิงและหลี่เฉินอี้ด้วยแววตาแห่งความคาดหวังหลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ หลี่เฉินอี้ก็ลุกขึ้นยืน ดึงอวี้หนิงเข้ามาโอบกอดอย่างอบอุ่นหลี่เฉินอี้ยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจ "วันนี้ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกคนทราบครับ... อวี้หนิงตั้งครรภ์แล้วครับ!"สิ้นเสียงของหลี่เฉินอี้ เสียงฮือฮาและเสียงแสดงความยินดีก็ดังขึ้นทันที หลี่เหลียงฮวาถึงกับยกมือทาบอกด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ท่านนายพลหลี่ก็หัวเราะเสียงดังด้วยความสุข หลี่เหมยฮวาถึงกับกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้น“จริงหรือจ๊ะลูก! โอ้! คุณพระคุณลูกช่วย! แม่ดีใจเหลือเกิน!""ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมมาก! ในที่สุดพ่อก็จะได้อุ้มหลานแล้ว!""อวี้หนิง! ดีใ
แสงแรกของอรุณเบิกฟ้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้บานเก่า อาบไล้ผืนผ้าห่มเนื้อดีบนเตียงไม้สักให้เรืองรอง เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของ อวี้หนิง ที่กำลังขยับกายอยู่เหนือร่างของ หลี่เฉินอี้ อย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง เธอยันกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวเป็นจังหวะแห่งแรงปรารถนาได้บดเบียดกับแผงอกกว้างของเขา เส้นผมดำขลับของเธอระอยู่บนบ่าเปลือยเปล่าซับเหงื่อผุดพรายได้อย่างย่วยวนหลี่เฉินอี้เลื่อนมือขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ดึงเธอลงมาให้แนบชิดยิ่งขึ้น ดวงตาคมที่เพิ่งตื่นจากนิทราจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังเคลิบเคลิ้มของภรรยาด้วยความรักใคร่ “หนิงเอ๋อร์... ตื่นแล้วหรือ?” เสียงของเขาพร่าเล็กน้อยจากความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอวี้หนิงครางตอบแผ่วเบา เธอก้มลงพรมจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปจูบที่ปลายคาง ลากมาจนถึงลำคอ “พี่เฉิน... อยากให้หนิงเอ๋อร์ตื่นไหมล่ะคะ” เสียงเธอแหบพร่าปนความเย้ายวน ความเร่าร้อนจากบทรักเมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศ และกำลังถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งจากสัมผัสที่แนบชิดหลี่เฉินอี้พลิกร่างอวี้หนิงให้ลงมาอยู่ใต้กายเขาอย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความกระหาย เข
หลังจากค่ำคืนแห่งความรักที่หลี่เฉินอี้และอวี้หนิงได้มอบให้แก่กันและกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยรักแท้ เช้าตรู่ของวันใหม่ แสงรุ่งอรุณสีทองสาดส่องรอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องหอ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบหลี่เฉินอี้ลืมตาขึ้นมาเป็นคนแรก ใบหน้าหล่อเหลาของเขานิ่งสงบ แต่ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ เขายันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ยุ่งเล็กน้อย ทว่าจังหวะนั้นเอง อวี้หนิงภรรยาที่เขานอนกอดตลอดทั้งคืน กลับพลิกกายตะแคงข้างหันหลังให้เขาอย่างอ่อนช้อย ทำให้ผ้าห่มเนื้อนุ่มลื่นเลื่อนหลุดเปิดเผยให้เห็นเรือนกายเปลือยเปล่าอวบอิ่มของเธออวี้หนิงนอนตะแคง ยกเรียวขาข้างหนึ่งก่ายไปด้านหน้าอย่างน่ารัก เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสะโพกกลมกลึงงามงอน และส่วนอวบอิ่มของดอกไม้งามที่กำลังหลับใหลอย่างสงบหลี่เฉินอี้ยิ้มอ่อนโยน หัวใจเต้นระรัวด้วยความเสน่หา "อืม... ให้ตายสิ"เขาก้มมองส่วนนั้นของตัวเองที่ตื่นตัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แค่ได้เห็นส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนของภรรยา เขาก็ลุกชันขึ้นอย่างรวดเร็วชายหนุ่มไม่รอช้า เขาใช้นิ้วแข็งแกร่ง
เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปกับการสนทนา ผู้ใหญ่ในตระกูลหลี่ โดยเฉพาะหลี่เหลียงฮวาและท่านนายพลหลี่ ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความสุขใจที่ได้เห็นลูกชายและลูกสะใภ้ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ หลี่เหมยฮวาเองก็วิ่งวุ่นช่วยงานและแซวพี่ชายพี่สะใภ้อย่างสนุกสนานจนเมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยงฉลองอันยาวนาน หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงที่สวมชุดเจ้าสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ ***หลังจากงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่สิ้นสุดลง แขกเหรื่อทยอยเดินทางกลับ เหลือเพียงความเงียบสงบที่โรยตัวลงเหนือคฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงในชุดลูกสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้หลี่เฉินอี้พาอวี้หนิงเข้ามาในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างงด
หนึ่งปีเต็มหลังจากงานหมั้น การเตรียมการสำหรับพิธีมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้น อวี้หนิงยังคงโดดเด่นในวงการบันเทิง โดยมีหลี่เฉินอี้คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างเสมอ ความรักของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน และผู้คนต่างรอคอยงานแต่งงานแห่งปีของนายพลหนุ่มและดาราสาวชื่อดังในเย็นวันหนึ่งที่คฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้ชวนอวี้หนิงออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน สวนแห่งนี้มีความหมายพิเศษสำหรับพวกเขา เพราะเป็นสถานที่ที่ความรักของพวกเขาได้ผลิบานขึ้นอย่างแท้จริง แสงจันทร์ส่องสว่างกระทบผิวน้ำในบ่อน้ำพุที่รายล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกราตรีโชยมาตามลมเย็นๆ บรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกเป็นที่สุดทั้งคู่เดินเคียงข้างกันอย่างเงียบๆ มือของหลี่เฉินอี้กระชับมือของอวี้หนิงไว้แน่น)"สวนวันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะคะพี่เฉิน""ใช่ครับ... มันมีความหมายพิเศษสำหรับพี่"พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่พวกเขาเคยจูบกันในคืนวันหมั้น แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของอวี้หนิง ทำให้เธอดูงดงามราวกับเทพธิดา หลี่เฉินอี้หันมาเผชิญหน้ากับอวี้หนิง "อวี้หนิง... จำคืนนั้นได้ไหมครับ? คืนที่เราหมั้น
ในพิธีรับมอบตำแหน่งนายพลที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด อวี้หนิงยืนเคียงข้างหลี่เฉินอี้ในชุดกี่เพ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่สง่างาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจและรักใคร่ หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ (ผู้เป็นบิดาของหลี่เฉินอี้) และนายพลไป๋ (บิดาของอวี้หนิง) ต่างก็มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เช่นเดียวกับ หลี่เหมยฮวา น้องสาวของหลี่เฉินอี้ ที่บัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เธอสวมชุดราตรีสีฟ้าอ่อน ดูงดงามและสดใสหลังพิธีการเสร็จสิ้นลง มีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเป็นทางการในค่ำคืนนั้น ที่สโมสรนายทหารอันหรูหรา เหล่านายทหารระดับสูงจากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อแสดงความยินดีกับนายพลคนใหม่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ บทสนทนา และเสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะหลี่เฉินอี้ในชุดเครื่องแบบนายพลเต็มยศ ยืนรับคำยินดีจากแขกเหรื่อมากมาย โดยมีอวี้หนิงคอยยืนอยู่ข้างๆ คอยยิ้มรับและกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนน้อมในขณะที่หลี่เฉินอี้กำลังพูดคุยกับนายทหารอาวุโสกลุ่มหนึ่ง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารอากาศ ที่กำลังเดินเข้ามาในงาน เขาผู้นั้นมีใบหน้า
เมื่อมาถึงอพาร์ตเมนต์ อวี้หนิงเดินขึ้นไปยังห้องพักของเธอ แม้จะเป็นห้องพักที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่มันเป็นทรัพย์สินชิ้นแรกที่เธอซื้อ ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหลังจากที่เรียนจบ เธอออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเธอไม่อยากถูกกดขี่
อวี้หนิงตัดสินใจที่จะแอบดู เธอหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้กับประตูห้องประชุม พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ และค่อยๆ ชะโงกหน้ามองเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของอวี้หนิงหรี่ลงด้วยความเย็นชา ฟางซินเหยียนยืนอยู่ตรงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า ร่างระหงของเธอถูกรัดด้วยชุดเดรสเข้า
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา
อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้อ







