เข้าสู่ระบบณ ค่ายทหารในชานเมืองเป่ยจิงยังคงเงียบสงบในยามสาย เสียงผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าในตัวเมือง มีเพียงเสียงนกหวีดที่ดังแว่วมาจากลานฝึกซ้อม และเสียงฝีเท้าของทหารที่เดินสวนกันไปมา อวี้หนิงยืนอยู่หน้าป้อมยามของค่ายทหาร เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเล็กน้อยตามที่นัดกับเหมยฮวาไว้ เพื่อนสนิทของเธอที่กำลังฝึกงานด้านสื่อสารมวลชนที่นี่
กลิ่นอายของดินปืนและระเบียบวินัยทางทหารทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายทหารแห่งนี้ยังคงแจ่มชัดในสมอง เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ในชาติที่แล้ว เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเพียงใด แต่ในชาตินี้... ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่
ทว่า ความคิดของเธอหยุดชะงัก เมื่อรถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า และนั่นมะนทำให้อวี้หนิงเบิกตากว้างขึ้นทันที ภาพของคนขับที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น... เฉินอี้!
หลี่เหมยฮวาลดกระจกลง พร้อมรอยยิ้มร่าเริงสดใส
“อวี้หนิง! ทางนี้จ้ะ!”
อวี้หนิงก้าวเข้าไปใกล้รถ พลางสำรวจใบหน้าของเฉินอี้ที่อยู่หลังพวงมาลัย เขายังคงสุขุม นิ่งเฉย และสง่างามเช่นเดิม ราวกับเวลาไม่เคยพรากอะไรไปจากเขาได้เลย
อวี้หนิงพยายามยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ในใจกลับเต้นระรัว
“เหมยเหมย มาช้าไปหน่อยนะ”
“ขอโทษทีจ้ะ พอดีติดธุระนิดหน่อย แล้วพี่ชายฉันก็เลยอาสามาส่ง” หลี่เหมยฮวาหันไปยิ้มให้เฉินอี้ “พี่ใหญ่ นี่อวี้หนิง เพื่อนสนิทของเหมยเหมยค่ะ”
เฉินอี้หันมามองอวี้หนิง ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรวดเร็วและละเอียดถี่ถ้วน แววตาของเขาไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา แต่แฝงไว้ด้วยการประเมินอย่างเงียบเชียบ ทำให้อวี้หนิงใจเต้นระรัว เธอพยายามควบคุมสีหน้าและแววตาไม่ให้แสดงพิรุธใดๆ ออกมา
“คุณอวี้หนิง? ดูเหมือนคุณจะเพิ่งกลับจากแสดงละคร?” เขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าผ้าใบเล็กที่อวี้หนิงถืออยู่ ซึ่งภายในบรรจุบทละครเล่มใหม่
อวี้หนิงรู้สึกใจหายวาบ คำพูดของเขาทำให้เธอตระหนักว่าในชาตินี้ เขายังรู้จักเธอในฐานะนักแสดง ไม่ใช่เพื่อนของน้องสาวที่สนิทสนมกันเหมือนในอดีตที่เธอจำได้ในชาติภพก่อน ภาพลักษณ์ของเธอในสายตาเขายังคงเป็นเพียง "นักแสดง" ซึ่งส่วนใหญ่เธอ
รับแต่บทนางร้าย“เปล่าหรอกค่ะท่านนายพันเฉิน พอดีดิฉันเพิ่งไปคุยเรื่องบทละครกับผู้กำกับมาน่ะค่ะ ไม่ได้กลับจากแสดง” อวี้หนิงพยายามยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
“อืม...” เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์ แต่แฝงไว้ด้วยความสนใจบางอย่าง
หลี่เหมยฮวาสังเกตเห็นบรรยากาศที่เริ่มเงียบงันและอึดอัดเล็กน้อย “พี่ใหญ่ไม่ไปส่งเหมยเหมยข้างในหน่อยเหรอคะ? เหมยเหมยเอาของเยอะแยะเลยนะ”
รถผ่านป้อมยามเข้าไปไม่ได้ เธอลงตรงนี้แหละ” เขายื่นกุญแจรถให้หลี่เหมยฮวา “ขับเข้าไปเองแล้วกัน ฉันมีประชุม”
หลี่เหมยฮวารับกุญแจอย่างงุนงง แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก เธอหันไปยิ้มให้อวี้หนิงก่อนจะรีบลงจากรถและเดินอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ
“อวี้หนิง เดี๋ยวเหมยเหมยไปส่งเธอข้างในเลยนะ จะได้เข้าไปด้วยกัน”
ไม่เป็นไรหรอกเหมยเหมย ฉันรออยู่ตรงนี้ก็ได้” (เธอรีบปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เฉินอี้รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ใกล้เธอ หรือทำให้เขามีข้อสงสัยใดๆ มากไปกว่านี้
เฉินอี้ที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถเพื่อไปทำธุระ ชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองอวี้หนิงอีกครั้ง แววตาของเขายังคงนิ่งเรียบจนยากจะคาดเดา แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอย่างที่เธอเคยกลัว
“ไปส่งเพื่อนให้เรียบร้อยแล้วกัน” ขาเน้นคำว่า "เพื่อน" เล็กน้อย ทำให้หัวใจอวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก)
อวี้หนิงยิ้มให้อีกครั้งเป็นการขอบคุณ แม้เขาจะไม่ได้หันมามองเธอโดยตรง)
“ขอบคุณค่ะท่านนายพันเฉิน”
เฉินอี้เพียงพยักหน้าให้เบาๆ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังอาคารหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินปืนจางๆ และความรู้สึกคุ้นเคยที่โอบล้อมอวี้หนิงไว้ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับหลี่เหมยฮวา
“ทำไมเธอถึงรู้จักพี่ใหญ่ของฉันดีจัง? ปกติพี่ใหญ่ไม่ค่อยคุยกับคนที่ไม่รู้จักนะ” หลี่เหมยฮวาหันมามองอวี้หนิงอย่างแปลกใจ ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้
“ก็... เคยได้ยินชื่อเสียงท่านนายพันมาบ้างน่ะสิ” เธอเลี่ยงที่จะบอกความจริงทั้งหมด แต่ในใจก็เริ่มวางแผนแล้วว่า ในชาตินี้ เธอจะไม่ยอมให้เฉินอี้เข้าใจผิดในตัวเธออีกเด็ดขาด!
อวี้หนิงเงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เธอจะไม่ยอมให้ฟางซินเหยียนดูถูกเธอเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว ในขณะที่อวี้หนิงกำลังจะตอบโต้คำพูดของฟางซินเหยียน แต่มว่าจู่ๆ เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นมาอีก "คุณซินเหยียน! ผมตามหาคุณตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสะอาดสะอ้านและประณีตกว่านายทหารคนอื่น กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางมาดมั่น เขาคือ จางเหว่ย ลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหาร ว่าที่คู่หมั้นที่ถูกกำหนดมาให้อวี้หนิงในชาติภพก่อน และในชาตินี้ เขาคืออีกหนึ่งคนที่อวี้หนิงไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วยเลย จางเหว่ยไม่แม้แต่จะเหลือบมองอวี้หนิง เขามุ่งตรงไปหาฟางซินเหยียน ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเธอเล่ห์เมื่อมองฟางซินเหยียน แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเฉินอี้ที่นั่งอยู่กับอวี้หนิง มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย "คุณซินเหยียนคงจะกำลังคุยธุระสำคัญอยู่สินะครับ" ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้จางเหว่ยทันที "จางเหว่ย! คุณมาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่คิดว่าจะเจอคุ
เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ "คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก" อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา "โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน" เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย" อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้ "ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน" เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้ เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเ
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มให้ “ไม่เป็นไรค่ะท่านนายพันเฉิน ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉันเอาไว้” “คุณดูไม่ค่อยสบายใจนัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย “เรื่องการหมั้นหมาย... คุณไม่เห็นด้วยหรือครับ?” อวี้หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดความจริงได้มากแค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจบางส่วนกับเขา “ดิฉันไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้นค่ะท่านนายพันเฉิน ดิฉันอยากมีชีวิตของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และถ้าฉันจะหมั้นหมายหรือแต่งงานกับใคร ฉันก็จะทำเพราะว่าฉันรักเขา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาก็ต้องรักฉันด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความในใจ พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เพื่อที่บอกให้เขารู้ถึ
อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง" เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!" "ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้ห
หลังจากที่อวี้หนิงและหลี่เหมยฮวาขับรถจี๊ปเข้ามาในค่ายทหาร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทำให้ใจของอวี้หนิงกระตุกถี่ระรัวไปกับความทรงจำที่ตีตื้นขึ้นมา ภาพของเธอในชุดนักแสดงแต่งหน้าจัดจ้านที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนายทหารผู้เคร่งขรึม ภาพที่ถูกมองด้วยสายตาตำหนิจากคนรอบข้าง... มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ "ถึงแล้วจ้ะ!" หลี่เหมยฮวาจอดรถลงหน้าอาคารฝึกงานของนักศึกษาสื่อสารมวลชน อวี้หนิงลงจากรถ ก้าวเท้าลงบนพื้นดินแดงกรวดหยาบ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับมา "ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท "แล้วนี่เธอจะทำอะไรต่อ?" หลี่เหมยฮวา: "ฉันต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์น่ะ แล้วก็จัดของในห้องพักนักศึกษาด้วย คืนนี้คงค้างที่นี่" เธอทำหน้ายู่เล็กน้อย "น่าเบื่อจังเลย ไม่อยากอยู่ค่ายทหารเลย" "ทนหน่อยสิ นี่มันโอกาสดีๆ ที่เธอจะได้ฝึกงานในหน่วยงานสำคัญนะ" เธอพยายามพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเหยียบเข้ามาอีกแล้ว "นั่นสินะ... เอ่อ อวี้หนิง แล้วเธอจะกลับยังไง? ให้ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้ไหม?" "ไม่เป
ณ ค่ายทหารในชานเมืองเป่ยจิงยังคงเงียบสงบในยามสาย เสียงผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าในตัวเมือง มีเพียงเสียงนกหวีดที่ดังแว่วมาจากลานฝึกซ้อม และเสียงฝีเท้าของทหารที่เดินสวนกันไปมา อวี้หนิงยืนอยู่หน้าป้อมยามของค่ายทหาร เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเล็กน้อยตามที่นัดกับเหมยฮวาไว้ เพื่อนสนิทของเธอที่กำลังฝึกงานด้านสื่อสารมวลชนที่นี่ กลิ่นอายของดินปืนและระเบียบวินัยทางทหารทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายทหารแห่งนี้ยังคงแจ่มชัดในสมอง เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ในชาติที่แล้ว เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเพียงใด แต่ในชาตินี้... ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ทว่า ความคิดของเธอหยุดชะงัก เมื่อรถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า และนั่นมะนทำให้อวี้หนิงเบิกตากว้างขึ้นทันที ภาพของคนขับที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น... เฉินอี้! หลี่เหมยฮวาลดกระจกลง พร้อมรอยยิ้มร่าเริงสดใส “อวี้หนิง! ทางนี้จ้ะ!” อวี้หนิงก้าวเข้าไปใกล้รถ พลางสำรวจใบหน้าของเฉินอี้ที่อยู่หลังพวงมาล







