LOGINหลังจากที่อวี้หนิงและหลี่เหมยฮวาขับรถจี๊ปเข้ามาในค่ายทหาร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทำให้ใจของอวี้หนิงกระตุกถี่ระรัวไปกับความทรงจำที่ตีตื้นขึ้นมา ภาพของเธอในชุดนักแสดงแต่งหน้าจัดจ้านที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนายทหารผู้เคร่งขรึม ภาพที่ถูกมองด้วยสายตาตำหนิจากคนรอบข้าง... มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ
"ถึงแล้วจ้ะ!"
หลี่เหมยฮวาจอดรถลงหน้าอาคารฝึกงานของนักศึกษาสื่อสารมวลชน อวี้หนิงลงจากรถ ก้าวเท้าลงบนพื้นดินแดงกรวดหยาบ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับมา
"ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท "แล้วนี่เธอจะทำอะไรต่อ?"
หลี่เหมยฮวา: "ฉันต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์น่ะ แล้วก็จัดของในห้องพักนักศึกษาด้วย คืนนี้คงค้างที่นี่" เธอทำหน้ายู่เล็กน้อย "น่าเบื่อจังเลย ไม่อยากอยู่ค่ายทหารเลย"
"ทนหน่อยสิ นี่มันโอกาสดีๆ ที่เธอจะได้ฝึกงานในหน่วยงานสำคัญนะ"
เธอพยายามพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเหยียบเข้ามาอีกแล้ว
"นั่นสินะ... เอ่อ อวี้หนิง แล้วเธอจะกลับยังไง? ให้ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้ไหม?"
"ไม่เป็นไรหรอกเหมยเหมย เดี๋ยวฉันว่าจะแวะไปหาคุณพ่อก่อนเธอรีบไปทำธุระของเธอเถอะ"
"แน่ใจนะ? แถวนี้รถไม่ค่อยผ่านมานะ" เธอแสดงสีหน้าเป็นห่วง
"แน่ใจสิ ไม่ต้องห่วง" เธอโบกมือไล่"รีบไปเถอะ"
หลี่เหมยฮวาพยักหน้า ก่อนจะรีบเดินหายเข้าไปในอาคาร อวี้หนิงยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบสงบของค่ายทหารที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง เธอถอนหายใจยาว พยายามรวบรวมความคิด ความทรงจำจากชาติที่แล้วยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
อวี้หนิงเธอเดินทอดน่องไปตามถนนลูกรังภายในค่ายทหาร ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ไหนจะเรื่องหารหมั้นหมายที่ครอบครัวจัดการไว้ให้กับคนที่เธอไมได้รักทำ ซึ่งนั่น้ป็นสิ่งให้เธอต้องก้าวเข้าไปอยู่ในวงสังคมของคนเลวๆ พวกนั้น อย่างไม่ทันได้ระวังตัว
"คุณอวี้หนิง?"
อวี้หนิงสะดุ้งเล็กน้อยหันขวับกลับไป ภาพตรงหน้าทำให้เธอใจเต้นแรงอีกครั้ง เฉินอี้ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอมากนักในชุดทหารเต็มยศ ดูสง่างามและน่าเกรงขามกว่าเมื่อครู่ที่อยู่หลังพวงมาลัยรถจี๊ปหลายเท่า เขาไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบเหมือนตอนแรกที่บอกว่ามีประชุม
"ท่านนายพันเฉิน... เอ่อ... ทำไมยังไม่ไปประชุมอีกล่ะคะ?"
เฉินอี้ดินเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าที่แดงก่ำของเธออย่างพิจารณา
"การประชุมเลื่อนไปเป็นช่วงบ่าย คุณไม่ได้มากับรถ แล้วจะกลับยังไง?"
คำถามของเขาดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยที่อวี้หนิงไม่เคยได้รับจากเขาในชาติภพก่อน เธอรู้ว่าในชาตินั้น เขาไม่เคยแสดงความรู้สึกใดออกมาเลย จนกระทั่งทุกอย่างสายเกินไป
"อ่อ... เอ่อ... ดิฉันจะเดินออกไปเรียกแท็กซี่ข้างนอกน่ะค่ะ"
เฉินอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย
"ระยะทางจากตรงนี้ถึงถนนใหญ่ค่อนข้างไกล และแถวนี้ไม่มีรถแท็กซี่วิ่งประจำ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยเล็กน้อย "ให้ผมไปส่งคุณที่ปากทางเข้าค่ายดีกว่า รถผมจอดอยู่แถวนี้"
อวี้หนิงรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ เธอไม่รู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นเพียงโชคชะตาที่กำลังเล่นตลกกับเธอ แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปอีก
อวี้หนิงยิ้มอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่เคยยิ้มให้เขา) "จะไม่รบกวนท่านนายพันเกินไปหรือคะ?"
เฉินอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย
"ไม่รบกวนหรอกครับ อีกอย่าง การปล่อยให้คุณเดินกลับคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรทำ" เขาไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านั้น แต่คำพูดของเขากลับทำให้หัวใจของอวี้หนิงพองโต
ร่างสูงหันหลังเดินนำไปทางที่จอดรถโดยที่อวี้หนิงแทบไม่ต้องเอ่ยปาก อวี้หนิงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ลืมนึกถึงว่าธุระที่เธอมาค่ายทหารนี้ ก็เพื่อมาพบกับคุณพ่อ เพื่อพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น
"ท่านนายพันเฉิน... เอ่อ... คุณชอบดูละครไหมคะ?"
เฉินอี้ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเธอด้วยแววตาที่อวี้หนิงตีความไม่ออก
"ผมไม่ค่อยมีเวลาดูละครหรอกครับ งานของผมค่อนข้างยุ่ง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าจริงจังกับงานมาก
"อ๋อ... ฉันเข้าใจค่ะ" เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ท้อถอย "แต่ถ้ามีโอกาส... ดิฉันอยากให้ท่านนายพันลองดูละครที่ดิฉันแสดงดูบ้างนะคะ"
เฉินอี้ไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่พยักหน้าเล็กน้อยและหันกลับไปเดินต่อ อวี้หนิงรู้สึกว่านี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เธอรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดของเฉินอี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอจะพยายามให้ถึงที่สุด
ทั้งคู่เดินมาถึงรถจี๊ปคันเดิม เฉินอี้เปิดประตูให้เธอ อวี้หนิงกำลังจะก้าวขึ้นรถ ทันใดนั้นเองเสียงเรียกที่บาดหูและคุ้นเคยก็
ดังขึ้นจากทางด้านหลัง"อวี้หนิง! แกมาทำอะไรที่นี่!"
อวี้หนิงเงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เธอจะไม่ยอมให้ฟางซินเหยียนดูถูกเธอเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว ในขณะที่อวี้หนิงกำลังจะตอบโต้คำพูดของฟางซินเหยียน แต่มว่าจู่ๆ เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นมาอีก "คุณซินเหยียน! ผมตามหาคุณตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสะอาดสะอ้านและประณีตกว่านายทหารคนอื่น กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางมาดมั่น เขาคือ จางเหว่ย ลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหาร ว่าที่คู่หมั้นที่ถูกกำหนดมาให้อวี้หนิงในชาติภพก่อน และในชาตินี้ เขาคืออีกหนึ่งคนที่อวี้หนิงไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วยเลย จางเหว่ยไม่แม้แต่จะเหลือบมองอวี้หนิง เขามุ่งตรงไปหาฟางซินเหยียน ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเธอเล่ห์เมื่อมองฟางซินเหยียน แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเฉินอี้ที่นั่งอยู่กับอวี้หนิง มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย "คุณซินเหยียนคงจะกำลังคุยธุระสำคัญอยู่สินะครับ" ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้จางเหว่ยทันที "จางเหว่ย! คุณมาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่คิดว่าจะเจอคุ
เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ "คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก" อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา "โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน" เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย" อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้ "ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน" เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้ เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเ
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มให้ “ไม่เป็นไรค่ะท่านนายพันเฉิน ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉันเอาไว้” “คุณดูไม่ค่อยสบายใจนัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย “เรื่องการหมั้นหมาย... คุณไม่เห็นด้วยหรือครับ?” อวี้หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดความจริงได้มากแค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจบางส่วนกับเขา “ดิฉันไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้นค่ะท่านนายพันเฉิน ดิฉันอยากมีชีวิตของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และถ้าฉันจะหมั้นหมายหรือแต่งงานกับใคร ฉันก็จะทำเพราะว่าฉันรักเขา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาก็ต้องรักฉันด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความในใจ พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เพื่อที่บอกให้เขารู้ถึ
อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง" เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!" "ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้ห
หลังจากที่อวี้หนิงและหลี่เหมยฮวาขับรถจี๊ปเข้ามาในค่ายทหาร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทำให้ใจของอวี้หนิงกระตุกถี่ระรัวไปกับความทรงจำที่ตีตื้นขึ้นมา ภาพของเธอในชุดนักแสดงแต่งหน้าจัดจ้านที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนายทหารผู้เคร่งขรึม ภาพที่ถูกมองด้วยสายตาตำหนิจากคนรอบข้าง... มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ "ถึงแล้วจ้ะ!" หลี่เหมยฮวาจอดรถลงหน้าอาคารฝึกงานของนักศึกษาสื่อสารมวลชน อวี้หนิงลงจากรถ ก้าวเท้าลงบนพื้นดินแดงกรวดหยาบ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับมา "ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท "แล้วนี่เธอจะทำอะไรต่อ?" หลี่เหมยฮวา: "ฉันต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์น่ะ แล้วก็จัดของในห้องพักนักศึกษาด้วย คืนนี้คงค้างที่นี่" เธอทำหน้ายู่เล็กน้อย "น่าเบื่อจังเลย ไม่อยากอยู่ค่ายทหารเลย" "ทนหน่อยสิ นี่มันโอกาสดีๆ ที่เธอจะได้ฝึกงานในหน่วยงานสำคัญนะ" เธอพยายามพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเหยียบเข้ามาอีกแล้ว "นั่นสินะ... เอ่อ อวี้หนิง แล้วเธอจะกลับยังไง? ให้ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้ไหม?" "ไม่เป
ณ ค่ายทหารในชานเมืองเป่ยจิงยังคงเงียบสงบในยามสาย เสียงผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าในตัวเมือง มีเพียงเสียงนกหวีดที่ดังแว่วมาจากลานฝึกซ้อม และเสียงฝีเท้าของทหารที่เดินสวนกันไปมา อวี้หนิงยืนอยู่หน้าป้อมยามของค่ายทหาร เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเล็กน้อยตามที่นัดกับเหมยฮวาไว้ เพื่อนสนิทของเธอที่กำลังฝึกงานด้านสื่อสารมวลชนที่นี่ กลิ่นอายของดินปืนและระเบียบวินัยทางทหารทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายทหารแห่งนี้ยังคงแจ่มชัดในสมอง เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ในชาติที่แล้ว เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเพียงใด แต่ในชาตินี้... ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ทว่า ความคิดของเธอหยุดชะงัก เมื่อรถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า และนั่นมะนทำให้อวี้หนิงเบิกตากว้างขึ้นทันที ภาพของคนขับที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น... เฉินอี้! หลี่เหมยฮวาลดกระจกลง พร้อมรอยยิ้มร่าเริงสดใส “อวี้หนิง! ทางนี้จ้ะ!” อวี้หนิงก้าวเข้าไปใกล้รถ พลางสำรวจใบหน้าของเฉินอี้ที่อยู่หลังพวงมาล







