LOGINช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน
เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย)
“คุณไม่เป็นไรนะครับ?”
เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มให้
“ไม่เป็นไรค่ะท่านนายพันเฉิน ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉันเอาไว้”
“คุณดูไม่ค่อยสบายใจนัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย “เรื่องการหมั้นหมาย... คุณไม่เห็นด้วยหรือครับ?”
อวี้หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดความจริงได้มากแค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจบางส่วนกับเขา
“ดิฉันไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้นค่ะท่านนายพันเฉิน ดิฉันอยากมีชีวิตของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และถ้าฉันจะหมั้นหมายหรือแต่งงานกับใคร ฉันก็จะทำเพราะว่าฉันรักเขา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาก็ต้องรักฉันด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความในใจ พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เพื่อที่บอกให้เขารู้ถึงความนัยในสิ่งที่เธอเอ่ยออกมา
“การเป็นนักแสดงคือความฝันของดิฉัน ดิฉันไม่อยากให้ใครมาบังคับให้ดิฉันทิ้งความฝันเพื่อผลประโยชน์ของคนอื่น”
เฉินอี้ฟังเธออย่างตั้งใจ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งงัน แต่แววตาของเขาดูซับซ้อนขึ้น เขาเคยได้ยินเรื่องการถูกบังคับแต่งงานในครอบครัวชนชั้นสูงมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นกับตาตัวเองเช่นนี้
“ผมเข้าใจครับ ผมเองก็เหมือนกัน”เขาพูดเพียงแค่นั้น แต่คำพูดสั้นๆ นั้นกลับทำให้หัวใจของอวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “คุณยังไม่ได้ทานอาหารเช้าใช่ไหมครับ?”
อวี้หนิงพยักหน้าเล็กน้อย ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงร้องเบาๆ อีกครั้ง
“งั้นก็ถือว่าโชคดี” เขากล่าว ก่อนจะเดินนำไปยังรถจี๊ปที่จอดอยู่ “ผมจะไปส่งคุณที่โรงอาหารของค่าย เราไปทานข้าวเช้ากันก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวผมค่อยไปส่งคุณ”
อวี้หนิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอคิดว่าเขาจะขับรถไปส่งเธอที่ปากทางเข้าค่ายเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาจะพาเธอไปโรงอาหารด้วยตัวเอง การกระทำของเขาแตกต่างจากในชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
“แต่ว่า... ดิฉัน... ไม่รบกวนท่านนายพันหรือคะ?”
“ไม่รบกวนหรอกครับ อีกอย่าง ผมเองก็ยังไม่ได้ทาน” เขาไม่ได้มองเธอโดยตรง แต่คำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำใจ “คุณแม่ของผมเคยบอกว่าการอดอาหารเช้าไม่ดีต่อสุขภาพ”
อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพูดถึง
แม่ของเขา ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเริ่มเปิดเผยเรื่องส่วนตัวกับเธอมากขึ้น เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว เขาแทบไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียวเธอตัดสินใจที่จะเชื่อใจเขา และก้าวขึ้นไปนั่งในรถจี๊ป เฉินอี้ปิดประตูรถให้เบาๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ เสียงเครื่องยนต์สตาร์ทติด ก่อนที่รถจี๊ปจะค่อยๆ แล่นออกไปมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารของค่าย อวี้หนิงหันไปมองกำไลหยกที่ข้อมืออีกครั้ง แสงเรืองรองจางๆ ของมันดูเหมือนจะบอกว่า การย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ กำลังนำพาเธอไปสู่เส้นทางที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อวี้หนิงนั่งเงียบๆ ข้างเฉินอี้ มองทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้และอาคารทหาร ท่ามกลางความเงียบนั้น หัวใจของเธอก็ยังคงเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความประหม่าอีกต่อไป แต่เป็นความหิวที่เริ่มก่อกวน
หญิงสาวเพิ่งลงจากรถไฟเมื่อเช้าตรู่ และรีบเดินทางมายังค่ายทหารแห่งนี้โดยยังไม่ได้แตะอาหารเช้าเลยแม้แต่น้อย ท้องของเธอจึงเริ่มส่งเสียงประท้วงเบาๆ แต่เธอก็พยายามข่มมันไว้ ไม่อยากให้เฉินอี้ได้ยิน
ในตอนนี้เฉินอี้ขับรถด้วยท่าทางสุขุมนิ่งงัน แขนซ้ายวางอยู่บนพวงมาลัย ส่วนแขนขวาวางพาดอยู่ที่เบาะข้างๆ ใบหน้าคมคายของเขามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่ได้หันมามองเธอเลยแม้แต่น้อย อวี้หนิงแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว แอบชื่นชมในความสง่างามและมาดมั่นของเขา
ทว่าจู่ๆ เสียง "โครกคราก" ดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ อวี้หนิงสะดุ้งเฮือก หน้าแดงก่ำ หญิงสาวรีบเอามือกุมท้องตัวเองไว้แน่นด้วยความอับอาย
เฉินอี้หันมามองอวี้หนิง ดวงตาคมกริบเหลือบมองใบหน้าที่แดงก่ำของเธอ ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปที่มือของเธอที่กุมท้องอยู่ มุมปากของเขาเผยยิ้มจางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น "คุณคงจะหิวมากสินะ"
"เอ่อ... คือว่า... ดิฉันยังไม่ได้ทานอาหารเช้าน่ะค่ะ"
เฉินอี้นกลับไปมองถนนเบื้องหน้าอีกครั้ง แต่รอยยิ้มจางๆ ยังคงปรากฏบนใบหน้า "คุณแม่ของผมเคยบอกว่าการอดอาหารเช้าไม่ดีต่อสุขภาพ"
"ค่ะ... ดิฉันก็ทราบดีค่ะ แต่เมื่อเช้ารีบไปหน่อยเลยไม่ได้ทาน"
และแล้ว... ข่าวดีที่ทุกคนในตระกูลหลี่รอคอยก็มาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน อวี้หนิงก็เริ่มมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลก็ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจและดีใจจนเนื้อเต้นในเย็นวันหนึ่งที่ทุกคนในตระกูลหลี่มารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ไม่ว่าจะเป็น หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ หลี่เหมยฮวา และตงหยาง ที่ตอนนี้ความสัมพันธ์กับหลี่เหมยฮวาก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ต่างก็มองอวี้หนิงและหลี่เฉินอี้ด้วยแววตาแห่งความคาดหวังหลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ หลี่เฉินอี้ก็ลุกขึ้นยืน ดึงอวี้หนิงเข้ามาโอบกอดอย่างอบอุ่นหลี่เฉินอี้ยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจ "วันนี้ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกคนทราบครับ... อวี้หนิงตั้งครรภ์แล้วครับ!"สิ้นเสียงของหลี่เฉินอี้ เสียงฮือฮาและเสียงแสดงความยินดีก็ดังขึ้นทันที หลี่เหลียงฮวาถึงกับยกมือทาบอกด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ท่านนายพลหลี่ก็หัวเราะเสียงดังด้วยความสุข หลี่เหมยฮวาถึงกับกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้น“จริงหรือจ๊ะลูก! โอ้! คุณพระคุณลูกช่วย! แม่ดีใจเหลือเกิน!""ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมมาก! ในที่สุดพ่อก็จะได้อุ้มหลานแล้ว!""อวี้หนิง! ดีใ
แสงแรกของอรุณเบิกฟ้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้บานเก่า อาบไล้ผืนผ้าห่มเนื้อดีบนเตียงไม้สักให้เรืองรอง เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของ อวี้หนิง ที่กำลังขยับกายอยู่เหนือร่างของ หลี่เฉินอี้ อย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง เธอยันกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวเป็นจังหวะแห่งแรงปรารถนาได้บดเบียดกับแผงอกกว้างของเขา เส้นผมดำขลับของเธอระอยู่บนบ่าเปลือยเปล่าซับเหงื่อผุดพรายได้อย่างย่วยวนหลี่เฉินอี้เลื่อนมือขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ดึงเธอลงมาให้แนบชิดยิ่งขึ้น ดวงตาคมที่เพิ่งตื่นจากนิทราจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังเคลิบเคลิ้มของภรรยาด้วยความรักใคร่ “หนิงเอ๋อร์... ตื่นแล้วหรือ?” เสียงของเขาพร่าเล็กน้อยจากความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอวี้หนิงครางตอบแผ่วเบา เธอก้มลงพรมจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปจูบที่ปลายคาง ลากมาจนถึงลำคอ “พี่เฉิน... อยากให้หนิงเอ๋อร์ตื่นไหมล่ะคะ” เสียงเธอแหบพร่าปนความเย้ายวน ความเร่าร้อนจากบทรักเมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศ และกำลังถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งจากสัมผัสที่แนบชิดหลี่เฉินอี้พลิกร่างอวี้หนิงให้ลงมาอยู่ใต้กายเขาอย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความกระหาย เข
หลังจากค่ำคืนแห่งความรักที่หลี่เฉินอี้และอวี้หนิงได้มอบให้แก่กันและกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยรักแท้ เช้าตรู่ของวันใหม่ แสงรุ่งอรุณสีทองสาดส่องรอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องหอ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบหลี่เฉินอี้ลืมตาขึ้นมาเป็นคนแรก ใบหน้าหล่อเหลาของเขานิ่งสงบ แต่ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ เขายันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ยุ่งเล็กน้อย ทว่าจังหวะนั้นเอง อวี้หนิงภรรยาที่เขานอนกอดตลอดทั้งคืน กลับพลิกกายตะแคงข้างหันหลังให้เขาอย่างอ่อนช้อย ทำให้ผ้าห่มเนื้อนุ่มลื่นเลื่อนหลุดเปิดเผยให้เห็นเรือนกายเปลือยเปล่าอวบอิ่มของเธออวี้หนิงนอนตะแคง ยกเรียวขาข้างหนึ่งก่ายไปด้านหน้าอย่างน่ารัก เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสะโพกกลมกลึงงามงอน และส่วนอวบอิ่มของดอกไม้งามที่กำลังหลับใหลอย่างสงบหลี่เฉินอี้ยิ้มอ่อนโยน หัวใจเต้นระรัวด้วยความเสน่หา "อืม... ให้ตายสิ"เขาก้มมองส่วนนั้นของตัวเองที่ตื่นตัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แค่ได้เห็นส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนของภรรยา เขาก็ลุกชันขึ้นอย่างรวดเร็วชายหนุ่มไม่รอช้า เขาใช้นิ้วแข็งแกร่ง
เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปกับการสนทนา ผู้ใหญ่ในตระกูลหลี่ โดยเฉพาะหลี่เหลียงฮวาและท่านนายพลหลี่ ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความสุขใจที่ได้เห็นลูกชายและลูกสะใภ้ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ หลี่เหมยฮวาเองก็วิ่งวุ่นช่วยงานและแซวพี่ชายพี่สะใภ้อย่างสนุกสนานจนเมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยงฉลองอันยาวนาน หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงที่สวมชุดเจ้าสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ ***หลังจากงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่สิ้นสุดลง แขกเหรื่อทยอยเดินทางกลับ เหลือเพียงความเงียบสงบที่โรยตัวลงเหนือคฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงในชุดลูกสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้หลี่เฉินอี้พาอวี้หนิงเข้ามาในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างงด
หนึ่งปีเต็มหลังจากงานหมั้น การเตรียมการสำหรับพิธีมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้น อวี้หนิงยังคงโดดเด่นในวงการบันเทิง โดยมีหลี่เฉินอี้คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างเสมอ ความรักของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน และผู้คนต่างรอคอยงานแต่งงานแห่งปีของนายพลหนุ่มและดาราสาวชื่อดังในเย็นวันหนึ่งที่คฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้ชวนอวี้หนิงออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน สวนแห่งนี้มีความหมายพิเศษสำหรับพวกเขา เพราะเป็นสถานที่ที่ความรักของพวกเขาได้ผลิบานขึ้นอย่างแท้จริง แสงจันทร์ส่องสว่างกระทบผิวน้ำในบ่อน้ำพุที่รายล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกราตรีโชยมาตามลมเย็นๆ บรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกเป็นที่สุดทั้งคู่เดินเคียงข้างกันอย่างเงียบๆ มือของหลี่เฉินอี้กระชับมือของอวี้หนิงไว้แน่น)"สวนวันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะคะพี่เฉิน""ใช่ครับ... มันมีความหมายพิเศษสำหรับพี่"พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่พวกเขาเคยจูบกันในคืนวันหมั้น แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของอวี้หนิง ทำให้เธอดูงดงามราวกับเทพธิดา หลี่เฉินอี้หันมาเผชิญหน้ากับอวี้หนิง "อวี้หนิง... จำคืนนั้นได้ไหมครับ? คืนที่เราหมั้น
ในพิธีรับมอบตำแหน่งนายพลที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด อวี้หนิงยืนเคียงข้างหลี่เฉินอี้ในชุดกี่เพ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่สง่างาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจและรักใคร่ หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ (ผู้เป็นบิดาของหลี่เฉินอี้) และนายพลไป๋ (บิดาของอวี้หนิง) ต่างก็มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เช่นเดียวกับ หลี่เหมยฮวา น้องสาวของหลี่เฉินอี้ ที่บัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เธอสวมชุดราตรีสีฟ้าอ่อน ดูงดงามและสดใสหลังพิธีการเสร็จสิ้นลง มีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเป็นทางการในค่ำคืนนั้น ที่สโมสรนายทหารอันหรูหรา เหล่านายทหารระดับสูงจากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อแสดงความยินดีกับนายพลคนใหม่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ บทสนทนา และเสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะหลี่เฉินอี้ในชุดเครื่องแบบนายพลเต็มยศ ยืนรับคำยินดีจากแขกเหรื่อมากมาย โดยมีอวี้หนิงคอยยืนอยู่ข้างๆ คอยยิ้มรับและกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนน้อมในขณะที่หลี่เฉินอี้กำลังพูดคุยกับนายทหารอาวุโสกลุ่มหนึ่ง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารอากาศ ที่กำลังเดินเข้ามาในงาน เขาผู้นั้นมีใบหน้า
เมื่อมาถึงอพาร์ตเมนต์ อวี้หนิงเดินขึ้นไปยังห้องพักของเธอ แม้จะเป็นห้องพักที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่มันเป็นทรัพย์สินชิ้นแรกที่เธอซื้อ ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหลังจากที่เรียนจบ เธอออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเธอไม่อยากถูกกดขี่
อวี้หนิงตัดสินใจที่จะแอบดู เธอหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้กับประตูห้องประชุม พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ และค่อยๆ ชะโงกหน้ามองเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของอวี้หนิงหรี่ลงด้วยความเย็นชา ฟางซินเหยียนยืนอยู่ตรงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า ร่างระหงของเธอถูกรัดด้วยชุดเดรสเข้า
เมื่อฟางซินเหยียนและจางเหว่ยเดินลับสายตาไปแล้ว บรรยากาศในโรงอาหารก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เสียงพูดคุยและเสียงจานชามดังขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่อวี้หนิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย เธอหันไปมองเฉินอี้ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่
อวี้หนิงเงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เธอจะไม่ยอมให้ฟางซินเหยียนดูถูกเธอเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว ในขณะที่อวี้หนิงกำลังจะตอบโต้คำพูดของฟางซินเหยียน แต่มว่าจู่ๆ เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นมาอีก "คุณซินเหยียน! ผมตามหาคุณตั้งนาน ที่แท้







