แชร์

บทที่ 3 แม่เลี้ยงใจร้าย

ผู้เขียน: จิน 金钱
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-04 00:47:44

         อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

          น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง"

          เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น

          อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!"

          "ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้หนิง โดยไม่มีความยำเกรงใครเลยสักนิด

          ในจังหวะนั้นเองเฉินอี้ขยับตัวเข้ามาเล็กน้อย ยืนคั่นกลางระหว่างอวี้หนิงกับคุณน้าซูเหลียน ทำให้คุณน้าซูเหลียนชะงักมือค้างกลางอากาศ

          เฉินอี้เอ่ยเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจ "คุณนาย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับ คุณอวี้หนิงเป็นเพื่อนของน้องสาวผม และผมกำลังจะไปส่งเธอที่ปากทางเข้าค่าย"

          คุณน้าซูเหลียนเห็นดังนั้นจึงหันไปยิ้มปั้นหน้าให้เฉินอี้ทันที

          "โถ่... ท่านนายพันเฉินคะ ไม่ต้องปกป้องยัยเด็กคนนี้หรอกค่ะ ดิฉันในฐานะผู้ปกครอง ต้องสั่งสอนให้ลูกสาวรู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง"

          เธอหันกลับมาจ้องอวี้หนิงด้วยสายตาเหี้ยมเกรีย  

          "พูดถึงเรื่องนี้ก็พอดี ท่านนายพลไป๋คะ เรามาคุยเรื่อง การหมั้นหมาย ของยัยอวี้หนิงกับลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหารกันหน่อยดีกว่าไหมคะ? จะได้ให้ท่านนายพันเฉินเป็นพยานด้วย"

          คำว่า "การหมั้นหมาย" ทำให้เลือดในกายอวี้หนิงเย็นเฉียบ เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว เธอถูกบังคับให้หมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว และนั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความทุกข์ระทมของเธอ

          "คุณน้าพูดเรื่องอะไรคะ! หนูไม่เคยตกลงเรื่องการหมั้นหมายอะไรทั้งนั้น!"

          "แกหุบปากไปเลยนะ! เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่! แกเป็นแค่ผู้หญิง ก็ควรจะทำตามที่ครอบครัวจัดการให้!" คุณน้าซูเหลียนจ้องหน้าอวี้หนิงอย่างเอาเรื่อง

          "แกน่ะดีแต่สร้างปัญหา หาเรื่องอื้อฉาวมาให้ครอบครัวมาตลอด! ถ้าไม่ได้ถูกจับหมั้นหมาย ก็คงจะไปสร้างเรื่องอะไรอีกไม่รู้!"

          อวี้หนิงรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของคุณน้าซูเหลียน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่าน เธอรู้ว่านี่คือโอกาส เธอจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตเธออีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน

          “นั่นมันลูกคุณน้าหรือเปล่าคะ ที่คุณน้าพูดถึงน่ะ”

          หญิงสาวพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพ่อของเธออย่างตัดพ้อ

          "คุณพ่อคะ คุณพ่อจะยอมให้คุณน้าบังคับหนูแบบนี้จริงๆ หรือคะ? หนูไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้น!"

          ท่านนายพลไป๋เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจและอ่อนแรง เขาไม่ได้พูดอะไร เป็นเหมือนเดิมในชาติที่แล้วที่ไม่เคยเข้าข้างเธอเลย

          บรรยากาศรอบรถจี๊ปเต็มแด้วยความตึงเครียด สายตาคมกริบของเฉินอี้จับจ้องการโต้เถียงตรงหน้าอย่างเงียบๆ

          ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความคิด แต่ภายในแววตากลับแฝงความหนักใจ ส่วนอวี้หนิงนั้น รู้สึกถึงแรงกดดันจากสายตาของทั้งพ่อและคุณน้าซูเหลียน แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมถอย เธอจำได้ดีว่าในชาติภพก่อน เธออ่อนแอเกินไป และยอมให้ทุกคนบงการชีวิตจนนำไปสู่จุดจบที่แสนเลวร้ายที่สุด

          “คุณน้าคะ นี่มันยุคไหนแล้วคะ? การบังคับหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์น่ะ มันโบราณไปแล้ว! หนูเป็นนักแสดง มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง!”

          ซูเหลียนหัวเราะเยาะเสียงแหลม

          “นักแสดงงั้นเหรอ? แกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? แค่เด็กสาวหน้าตาดีที่หาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ เท่านั้นแหละ! อย่าลืมสิว่าทุกวันนี้แกยืนได้เพราะใคร! ครอบครัวนี้ดูแลแกมาตั้งแต่แม่แกตาย ถ้าไม่มีพวกเรา แกจะไปอยู่ที่ไหน! จะไปเป็นขอทานข้างถนนหรือยังไง!”

          คำพูดของซูเหลียนเหมือนคมมีดที่กรีดแทงลงบนแผลสด อวี้หนิงรู้สึกถึงความโกรธที่พุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด เธอกำมือแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมาก่อน แต่สายตาของเธอกลับฉายแววดื้อรั้นไม่ยอมแพ้

          “ไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ไหน หนูก็จะไม่อยู่ใต้การบงการของใครอีกแล้ว! โดยเฉพาะการเอาชีวิตหนูไปแลกกับผลประโยชน์ของคนอื่น!”

          เธอหันไปมองบิดาที่ยืนเงียบงัน ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและหลบหลีกสายตา ไม่ต่างจากในความทรงจำที่ผ่านมา

          ท่านนายพลไป๋เพียงถอนหายใจยาว พยายามหลบสายตาของลูกสาว เขารู้สึกอับจนหนทางและไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหาในครอบครัวของตัวเอง

          “อวี้หนิง... เรื่องนี้... เราจะคุยกันที่บ้าน”

          “คุยอะไรกันอีกล่ะคะ! ยิ่งคุยยิ่งเหลวไหล! ยัยเด็กคนนี้มันดื้อรั้น ไม่รู้จักบุญคุณ!”

          จังหวะนั้นเอง เฉินอี้ที่ยืนสังเกตการณ์มาตลอด ก็ตัดสินใจแทรกขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่นแต่แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย

          “คุณนายซูเหลียนครับ ผมคิดว่าเรื่องภายในครอบครัว ควรจะคุยกันภายในครอบครัวจะดีกว่านะครับ การนำมาเปิดเผยในที่สาธารณะแบบนี้ อาจไม่เหมาะสมนัก”

          คำพูดของเฉินอี้ทำให้คุณน้าซูเหลียนถึงกับชะงัก เธอหันมามองเขาด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน เนื่องจากเฉินอี้มีตำแหน่งสูงกว่า และมีเส้นสายที่แข็งแกร่งกว่าสามีของเธอมาก

          ซูเหลียนปรับสีหน้าเป็นยิ้มแห้งๆ

          “โถ่... ท่านนายพันเฉินคะ ดิฉันก็แค่เป็นห่วงลูกสาว ไม่อยากให้สร้างปัญหาค่ะ” เธอเหลือบมองอวี้หนิงด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะหันไปพูดกับท่านนายพลไป๋

          “เอาล่ะค่ะท่านนายพล ดิฉันว่าเราควรจะรีบจัดการเรื่องหมั้นหมายให้เร็วที่สุด ก่อนที่ยัยเด็กคนนี้จะไปสร้างเรื่องให้มากกว่านี้!”

          คุณน้าซูเหลียนจับแขนท่านนายพลไป๋และลากเขาเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่านนายพลไป๋เพียงหันมามองอวี้หนิงด้วยสายตาขอโทษเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามแม่เลี้ยงไปอย่างจำยอม

          ในขณะอวี้หนิงได้แต่ยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของบิดาที่เดินจากไป หัวใจของเธอเจ็บปวดกับการถูกทอดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า เธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวกลางสายลมอันหนาวเหน็บ

          ตั้งแต่ที่แม่ตายจากไป คุณพ่อก็ไม่เคยเหลียวแลเธออีกเลย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 6 ว่าที่คู่หมั้น

    อวี้หนิงเงยหน้าขึ้นมองฟางซินเหยียนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เธอจะไม่ยอมให้ฟางซินเหยียนดูถูกเธอเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว ในขณะที่อวี้หนิงกำลังจะตอบโต้คำพูดของฟางซินเหยียน แต่มว่าจู่ๆ เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ดังขึ้นมาอีก "คุณซินเหยียน! ผมตามหาคุณตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง" ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสะอาดสะอ้านและประณีตกว่านายทหารคนอื่น กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทางมาดมั่น เขาคือ จางเหว่ย ลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหาร ว่าที่คู่หมั้นที่ถูกกำหนดมาให้อวี้หนิงในชาติภพก่อน และในชาตินี้ เขาคืออีกหนึ่งคนที่อวี้หนิงไม่ต้องการข้องเกี่ยวด้วยเลย จางเหว่ยไม่แม้แต่จะเหลือบมองอวี้หนิง เขามุ่งตรงไปหาฟางซินเหยียน ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเธอเล่ห์เมื่อมองฟางซินเหยียน แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเฉินอี้ที่นั่งอยู่กับอวี้หนิง มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย "คุณซินเหยียนคงจะกำลังคุยธุระสำคัญอยู่สินะครับ" ฟางซินเหยียนหันไปยิ้มหวานให้จางเหว่ยทันที "จางเหว่ย! คุณมาทำอะไรที่นี่คะ? ไม่คิดว่าจะเจอคุ

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 5 ทานข้าวเช้าด้วยกัน

    เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ "คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก" อวี้หนิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก การที่เขาพาเธอมาทานอาหารด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับในชาติที่แล้ว เธอคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเขา "โจ๊กก็ดีค่ะท่านนายพันเฉิน" เฉินอี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตักอาหารมาให้เธอ เขาตักโจ๊กร้อนๆ พร้อมกับหมั่นโถว และผัดผักบางอย่างมาวางตรงหน้าเธอ "อร่อยดีครับอันนี้ ผมชอบทานบ่อย" อวี้หนิงมองอาหารตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะได้ทานอาหารกับเขาในบรรยากาศแบบนี้ "ขอบคุณมากค่ะท่านนายพันเฉิน" เธอก้มหน้าลงทานโจ๊กอย่างช้าๆ รสชาติที่เรียบง่ายแต่ทว่ามันทำให้อบอุ่นหัวใจยังไงก็ไม่รู้ เฉินอี้นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ ทานอาหารของเขาไปอย่างเ

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 4 อบอุ่นใจ

    ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็พยายามยิ้มให้ “ไม่เป็นไรค่ะท่านนายพันเฉิน ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉันเอาไว้” “คุณดูไม่ค่อยสบายใจนัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย “เรื่องการหมั้นหมาย... คุณไม่เห็นด้วยหรือครับ?” อวี้หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่รู้ว่าจะพูดความจริงได้มากแค่ไหน แต่ก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจบางส่วนกับเขา “ดิฉันไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้นค่ะท่านนายพันเฉิน ดิฉันอยากมีชีวิตของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และถ้าฉันจะหมั้นหมายหรือแต่งงานกับใคร ฉันก็จะทำเพราะว่าฉันรักเขา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาก็ต้องรักฉันด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความในใจ พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เพื่อที่บอกให้เขารู้ถึ

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 3 แม่เลี้ยงใจร้าย

    อวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง" เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!" "ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้ห

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 2 มีพ่อก็เหมือนไม่มี

    หลังจากที่อวี้หนิงและหลี่เหมยฮวาขับรถจี๊ปเข้ามาในค่ายทหาร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งทำให้ใจของอวี้หนิงกระตุกถี่ระรัวไปกับความทรงจำที่ตีตื้นขึ้นมา ภาพของเธอในชุดนักแสดงแต่งหน้าจัดจ้านที่ต้องมายืนอยู่ท่ามกลางนายทหารผู้เคร่งขรึม ภาพที่ถูกมองด้วยสายตาตำหนิจากคนรอบข้าง... มันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ "ถึงแล้วจ้ะ!" หลี่เหมยฮวาจอดรถลงหน้าอาคารฝึกงานของนักศึกษาสื่อสารมวลชน อวี้หนิงลงจากรถ ก้าวเท้าลงบนพื้นดินแดงกรวดหยาบ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามเรียกสติกลับมา "ขอบใจนะเหมยเหมย" เธอยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท "แล้วนี่เธอจะทำอะไรต่อ?" หลี่เหมยฮวา: "ฉันต้องไปรายงานตัวกับอาจารย์น่ะ แล้วก็จัดของในห้องพักนักศึกษาด้วย คืนนี้คงค้างที่นี่" เธอทำหน้ายู่เล็กน้อย "น่าเบื่อจังเลย ไม่อยากอยู่ค่ายทหารเลย" "ทนหน่อยสิ นี่มันโอกาสดีๆ ที่เธอจะได้ฝึกงานในหน่วยงานสำคัญนะ" เธอพยายามพูดให้กำลังใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อยากเหยียบเข้ามาอีกแล้ว "นั่นสินะ... เอ่อ อวี้หนิง แล้วเธอจะกลับยังไง? ให้ฉันโทรเรียกแท็กซี่ให้ไหม?" "ไม่เป

  • นายพลเฉินเป็นของอวี้หนิง   บทที่ 1 พบกันอีกครั้ง

    ณ ค่ายทหารในชานเมืองเป่ยจิงยังคงเงียบสงบในยามสาย เสียงผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าในตัวเมือง มีเพียงเสียงนกหวีดที่ดังแว่วมาจากลานฝึกซ้อม และเสียงฝีเท้าของทหารที่เดินสวนกันไปมา อวี้หนิงยืนอยู่หน้าป้อมยามของค่ายทหาร เธอมาถึงที่นี่ก่อนเวลาเล็กน้อยตามที่นัดกับเหมยฮวาไว้ เพื่อนสนิทของเธอที่กำลังฝึกงานด้านสื่อสารมวลชนที่นี่ กลิ่นอายของดินปืนและระเบียบวินัยทางทหารทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายทหารแห่งนี้ยังคงแจ่มชัดในสมอง เธอจำได้ว่าครั้งแรกที่มาที่นี่ในชาติที่แล้ว เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นเพียงใด แต่ในชาตินี้... ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ทว่า ความคิดของเธอหยุดชะงัก เมื่อรถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า และนั่นมะนทำให้อวี้หนิงเบิกตากว้างขึ้นทันที ภาพของคนขับที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า เขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น... เฉินอี้! หลี่เหมยฮวาลดกระจกลง พร้อมรอยยิ้มร่าเริงสดใส “อวี้หนิง! ทางนี้จ้ะ!” อวี้หนิงก้าวเข้าไปใกล้รถ พลางสำรวจใบหน้าของเฉินอี้ที่อยู่หลังพวงมาล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status