เข้าสู่ระบบอวี้หนิงหันขวับไป ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ฟางซูเหลียนแม่เลี้ยงของเธอกำลังเดินตรงมาหาด้วยท่าทางถมึงทึง ข้างกายเธอคือ ท่านนายพลไป๋บิดาของอวี้หนิง ใบหน้าของท่านเรียบเฉย แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
น้าซูเหลียนเดินเข้ามาประชิดตัวเธอ พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ "นึกว่าหนีหายไปอยู่ไหน ที่แท้ก็มาเกาะแกะพวกทหารอยู่นี่นี้เอง แกไม่อับอายบ้างหรือไงยะ! ท่านนายพันเฉินคะ ดูสิคะ ลูกสาวคนนี้ของน้า ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวเสียจริง"
เฉินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองอวี้หนิงสลับกับคุณน้าซูเหลียน ดวงตาคมกริบกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบๆ พ่อของอวี้หนิงไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนลอยไปที่อื่น
อวี้หนิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ เธอรู้ว่าคุณน้าซูเหลียนคืออีกหนึ่งคนที่คอยบงการชีวิตเธอในชาติที่แล้ว "คุณน้าคะ หนูมาเยี่ยมเพื่อน ไม่ได้มาเกาะแกะใคร!"
"ปากกล้า! แกมีหน้ามาเถียงฉันอีกหรือ? หรือว่าแกอยากจะเป็นขี้ปากชาวบ้านให้มากไปกว่านี้อีก!" คุณน้าซูเหลียนทำท่าจะยกมือขึ้นตบหน้าอวี้หนิง โดยไม่มีความยำเกรงใครเลยสักนิด
ในจังหวะนั้นเองเฉินอี้ขยับตัวเข้ามาเล็กน้อย ยืนคั่นกลางระหว่างอวี้หนิงกับคุณน้าซูเหลียน ทำให้คุณน้าซูเหลียนชะงักมือค้างกลางอากาศ
เฉินอี้เอ่ยเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจ "คุณนาย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับ คุณอวี้หนิงเป็นเพื่อนของน้องสาวผม และผมกำลังจะไปส่งเธอที่ปากทางเข้าค่าย"
คุณน้าซูเหลียนเห็นดังนั้นจึงหันไปยิ้มปั้นหน้าให้เฉินอี้ทันที
"โถ่... ท่านนายพันเฉินคะ ไม่ต้องปกป้องยัยเด็กคนนี้หรอกค่ะ ดิฉันในฐานะผู้ปกครอง ต้องสั่งสอนให้ลูกสาวรู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง"
เธอหันกลับมาจ้องอวี้หนิงด้วยสายตาเหี้ยมเกรีย
"พูดถึงเรื่องนี้ก็พอดี ท่านนายพลไป๋คะ เรามาคุยเรื่อง การหมั้นหมาย ของยัยอวี้หนิงกับลูกชายท่านรองผู้บัญชาการทหารกันหน่อยดีกว่าไหมคะ? จะได้ให้ท่านนายพันเฉินเป็นพยานด้วย"
คำว่า "การหมั้นหมาย" ทำให้เลือดในกายอวี้หนิงเย็นเฉียบ เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว เธอถูกบังคับให้หมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว และนั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความทุกข์ระทมของเธอ
"คุณน้าพูดเรื่องอะไรคะ! หนูไม่เคยตกลงเรื่องการหมั้นหมายอะไรทั้งนั้น!"
"แกหุบปากไปเลยนะ! เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่! แกเป็นแค่ผู้หญิง ก็ควรจะทำตามที่ครอบครัวจัดการให้!" คุณน้าซูเหลียนจ้องหน้าอวี้หนิงอย่างเอาเรื่อง
"แกน่ะดีแต่สร้างปัญหา หาเรื่องอื้อฉาวมาให้ครอบครัวมาตลอด! ถ้าไม่ได้ถูกจับหมั้นหมาย ก็คงจะไปสร้างเรื่องอะไรอีกไม่รู้!"
อวี้หนิงรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของคุณน้าซูเหลียน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่าน เธอรู้ว่านี่คือโอกาส เธอจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตเธออีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน
“นั่นมันลูกคุณน้าหรือเปล่าคะ ที่คุณน้าพูดถึงน่ะ”
หญิงสาวพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพ่อของเธออย่างตัดพ้อ
"คุณพ่อคะ คุณพ่อจะยอมให้คุณน้าบังคับหนูแบบนี้จริงๆ หรือคะ? หนูไม่ต้องการหมั้นหมายกับใครทั้งนั้น!"
ท่านนายพลไป๋เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจและอ่อนแรง เขาไม่ได้พูดอะไร เป็นเหมือนเดิมในชาติที่แล้วที่ไม่เคยเข้าข้างเธอเลย
บรรยากาศรอบรถจี๊ปเต็มแด้วยความตึงเครียด สายตาคมกริบของเฉินอี้จับจ้องการโต้เถียงตรงหน้าอย่างเงียบๆ
ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความคิด แต่ภายในแววตากลับแฝงความหนักใจ ส่วนอวี้หนิงนั้น รู้สึกถึงแรงกดดันจากสายตาของทั้งพ่อและคุณน้าซูเหลียน แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมถอย เธอจำได้ดีว่าในชาติภพก่อน เธออ่อนแอเกินไป และยอมให้ทุกคนบงการชีวิตจนนำไปสู่จุดจบที่แสนเลวร้ายที่สุด
“คุณน้าคะ นี่มันยุคไหนแล้วคะ? การบังคับหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์น่ะ มันโบราณไปแล้ว! หนูเป็นนักแสดง มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง!”
ซูเหลียนหัวเราะเยาะเสียงแหลม
“นักแสดงงั้นเหรอ? แกคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? แค่เด็กสาวหน้าตาดีที่หาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ เท่านั้นแหละ! อย่าลืมสิว่าทุกวันนี้แกยืนได้เพราะใคร! ครอบครัวนี้ดูแลแกมาตั้งแต่แม่แกตาย ถ้าไม่มีพวกเรา แกจะไปอยู่ที่ไหน! จะไปเป็นขอทานข้างถนนหรือยังไง!”
คำพูดของซูเหลียนเหมือนคมมีดที่กรีดแทงลงบนแผลสด อวี้หนิงรู้สึกถึงความโกรธที่พุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด เธอกำมือแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมาก่อน แต่สายตาของเธอกลับฉายแววดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
“ไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ไหน หนูก็จะไม่อยู่ใต้การบงการของใครอีกแล้ว! โดยเฉพาะการเอาชีวิตหนูไปแลกกับผลประโยชน์ของคนอื่น!”
เธอหันไปมองบิดาที่ยืนเงียบงัน ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและหลบหลีกสายตา ไม่ต่างจากในความทรงจำที่ผ่านมา
ท่านนายพลไป๋เพียงถอนหายใจยาว พยายามหลบสายตาของลูกสาว เขารู้สึกอับจนหนทางและไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหาในครอบครัวของตัวเอง
“อวี้หนิง... เรื่องนี้... เราจะคุยกันที่บ้าน”
“คุยอะไรกันอีกล่ะคะ! ยิ่งคุยยิ่งเหลวไหล! ยัยเด็กคนนี้มันดื้อรั้น ไม่รู้จักบุญคุณ!”
จังหวะนั้นเอง เฉินอี้ที่ยืนสังเกตการณ์มาตลอด ก็ตัดสินใจแทรกขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่นแต่แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย
“คุณนายซูเหลียนครับ ผมคิดว่าเรื่องภายในครอบครัว ควรจะคุยกันภายในครอบครัวจะดีกว่านะครับ การนำมาเปิดเผยในที่สาธารณะแบบนี้ อาจไม่เหมาะสมนัก”
คำพูดของเฉินอี้ทำให้คุณน้าซูเหลียนถึงกับชะงัก เธอหันมามองเขาด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน เนื่องจากเฉินอี้มีตำแหน่งสูงกว่า และมีเส้นสายที่แข็งแกร่งกว่าสามีของเธอมาก
ซูเหลียนปรับสีหน้าเป็นยิ้มแห้งๆ
“โถ่... ท่านนายพันเฉินคะ ดิฉันก็แค่เป็นห่วงลูกสาว ไม่อยากให้สร้างปัญหาค่ะ” เธอเหลือบมองอวี้หนิงด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะหันไปพูดกับท่านนายพลไป๋
“เอาล่ะค่ะท่านนายพล ดิฉันว่าเราควรจะรีบจัดการเรื่องหมั้นหมายให้เร็วที่สุด ก่อนที่ยัยเด็กคนนี้จะไปสร้างเรื่องให้มากกว่านี้!”
คุณน้าซูเหลียนจับแขนท่านนายพลไป๋และลากเขาเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่านนายพลไป๋เพียงหันมามองอวี้หนิงด้วยสายตาขอโทษเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามแม่เลี้ยงไปอย่างจำยอม
ในขณะอวี้หนิงได้แต่ยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของบิดาที่เดินจากไป หัวใจของเธอเจ็บปวดกับการถูกทอดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า เธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวกลางสายลมอันหนาวเหน็บ
ตั้งแต่ที่แม่ตายจากไป คุณพ่อก็ไม่เคยเหลียวแลเธออีกเลย
และแล้ว... ข่าวดีที่ทุกคนในตระกูลหลี่รอคอยก็มาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน อวี้หนิงก็เริ่มมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลก็ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจและดีใจจนเนื้อเต้นในเย็นวันหนึ่งที่ทุกคนในตระกูลหลี่มารวมตัวกันที่ห้องอาหาร ไม่ว่าจะเป็น หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ หลี่เหมยฮวา และตงหยาง ที่ตอนนี้ความสัมพันธ์กับหลี่เหมยฮวาก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ต่างก็มองอวี้หนิงและหลี่เฉินอี้ด้วยแววตาแห่งความคาดหวังหลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ หลี่เฉินอี้ก็ลุกขึ้นยืน ดึงอวี้หนิงเข้ามาโอบกอดอย่างอบอุ่นหลี่เฉินอี้ยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขและภาคภูมิใจ "วันนี้ผมมีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกคนทราบครับ... อวี้หนิงตั้งครรภ์แล้วครับ!"สิ้นเสียงของหลี่เฉินอี้ เสียงฮือฮาและเสียงแสดงความยินดีก็ดังขึ้นทันที หลี่เหลียงฮวาถึงกับยกมือทาบอกด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ท่านนายพลหลี่ก็หัวเราะเสียงดังด้วยความสุข หลี่เหมยฮวาถึงกับกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้น“จริงหรือจ๊ะลูก! โอ้! คุณพระคุณลูกช่วย! แม่ดีใจเหลือเกิน!""ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมมาก! ในที่สุดพ่อก็จะได้อุ้มหลานแล้ว!""อวี้หนิง! ดีใ
แสงแรกของอรุณเบิกฟ้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้บานเก่า อาบไล้ผืนผ้าห่มเนื้อดีบนเตียงไม้สักให้เรืองรอง เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าของ อวี้หนิง ที่กำลังขยับกายอยู่เหนือร่างของ หลี่เฉินอี้ อย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง เธอยันกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวเป็นจังหวะแห่งแรงปรารถนาได้บดเบียดกับแผงอกกว้างของเขา เส้นผมดำขลับของเธอระอยู่บนบ่าเปลือยเปล่าซับเหงื่อผุดพรายได้อย่างย่วยวนหลี่เฉินอี้เลื่อนมือขึ้นโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่น ดึงเธอลงมาให้แนบชิดยิ่งขึ้น ดวงตาคมที่เพิ่งตื่นจากนิทราจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังเคลิบเคลิ้มของภรรยาด้วยความรักใคร่ “หนิงเอ๋อร์... ตื่นแล้วหรือ?” เสียงของเขาพร่าเล็กน้อยจากความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอวี้หนิงครางตอบแผ่วเบา เธอก้มลงพรมจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปจูบที่ปลายคาง ลากมาจนถึงลำคอ “พี่เฉิน... อยากให้หนิงเอ๋อร์ตื่นไหมล่ะคะ” เสียงเธอแหบพร่าปนความเย้ายวน ความเร่าร้อนจากบทรักเมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศ และกำลังถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งจากสัมผัสที่แนบชิดหลี่เฉินอี้พลิกร่างอวี้หนิงให้ลงมาอยู่ใต้กายเขาอย่างนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความกระหาย เข
หลังจากค่ำคืนแห่งความรักที่หลี่เฉินอี้และอวี้หนิงได้มอบให้แก่กันและกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยรักแท้ เช้าตรู่ของวันใหม่ แสงรุ่งอรุณสีทองสาดส่องรอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาในห้องหอ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบหลี่เฉินอี้ลืมตาขึ้นมาเป็นคนแรก ใบหน้าหล่อเหลาของเขานิ่งสงบ แต่ดวงตาคมกริบนั้นเต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ เขายันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ยุ่งเล็กน้อย ทว่าจังหวะนั้นเอง อวี้หนิงภรรยาที่เขานอนกอดตลอดทั้งคืน กลับพลิกกายตะแคงข้างหันหลังให้เขาอย่างอ่อนช้อย ทำให้ผ้าห่มเนื้อนุ่มลื่นเลื่อนหลุดเปิดเผยให้เห็นเรือนกายเปลือยเปล่าอวบอิ่มของเธออวี้หนิงนอนตะแคง ยกเรียวขาข้างหนึ่งก่ายไปด้านหน้าอย่างน่ารัก เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสะโพกกลมกลึงงามงอน และส่วนอวบอิ่มของดอกไม้งามที่กำลังหลับใหลอย่างสงบหลี่เฉินอี้ยิ้มอ่อนโยน หัวใจเต้นระรัวด้วยความเสน่หา "อืม... ให้ตายสิ"เขาก้มมองส่วนนั้นของตัวเองที่ตื่นตัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แค่ได้เห็นส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนของภรรยา เขาก็ลุกชันขึ้นอย่างรวดเร็วชายหนุ่มไม่รอช้า เขาใช้นิ้วแข็งแกร่ง
เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปกับการสนทนา ผู้ใหญ่ในตระกูลหลี่ โดยเฉพาะหลี่เหลียงฮวาและท่านนายพลหลี่ ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความสุขใจที่ได้เห็นลูกชายและลูกสะใภ้ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ หลี่เหมยฮวาเองก็วิ่งวุ่นช่วยงานและแซวพี่ชายพี่สะใภ้อย่างสนุกสนานจนเมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยงฉลองอันยาวนาน หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงที่สวมชุดเจ้าสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ ***หลังจากงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่สิ้นสุดลง แขกเหรื่อทยอยเดินทางกลับ เหลือเพียงความเงียบสงบที่โรยตัวลงเหนือคฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้อุ้มอวี้หนิงในชุดลูกสาวขึ้นบันไดอย่างแผ่วเบา ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น รอยยิ้มแห่งความสุขประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง อวี้หนิงซบหน้ากับแผงอกแกร่งของสามี หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้หลี่เฉินอี้พาอวี้หนิงเข้ามาในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างงด
หนึ่งปีเต็มหลังจากงานหมั้น การเตรียมการสำหรับพิธีมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้น อวี้หนิงยังคงโดดเด่นในวงการบันเทิง โดยมีหลี่เฉินอี้คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างเสมอ ความรักของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน และผู้คนต่างรอคอยงานแต่งงานแห่งปีของนายพลหนุ่มและดาราสาวชื่อดังในเย็นวันหนึ่งที่คฤหาสน์ตระกูลหลี่ หลี่เฉินอี้ชวนอวี้หนิงออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน สวนแห่งนี้มีความหมายพิเศษสำหรับพวกเขา เพราะเป็นสถานที่ที่ความรักของพวกเขาได้ผลิบานขึ้นอย่างแท้จริง แสงจันทร์ส่องสว่างกระทบผิวน้ำในบ่อน้ำพุที่รายล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกราตรีโชยมาตามลมเย็นๆ บรรยากาศเงียบสงบและโรแมนติกเป็นที่สุดทั้งคู่เดินเคียงข้างกันอย่างเงียบๆ มือของหลี่เฉินอี้กระชับมือของอวี้หนิงไว้แน่น)"สวนวันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะคะพี่เฉิน""ใช่ครับ... มันมีความหมายพิเศษสำหรับพี่"พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่พวกเขาเคยจูบกันในคืนวันหมั้น แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องใบหน้าของอวี้หนิง ทำให้เธอดูงดงามราวกับเทพธิดา หลี่เฉินอี้หันมาเผชิญหน้ากับอวี้หนิง "อวี้หนิง... จำคืนนั้นได้ไหมครับ? คืนที่เราหมั้น
ในพิธีรับมอบตำแหน่งนายพลที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด อวี้หนิงยืนเคียงข้างหลี่เฉินอี้ในชุดกี่เพ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่สง่างาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจและรักใคร่ หลี่เหลียงฮวา ท่านนายพลหลี่ (ผู้เป็นบิดาของหลี่เฉินอี้) และนายพลไป๋ (บิดาของอวี้หนิง) ต่างก็มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เช่นเดียวกับ หลี่เหมยฮวา น้องสาวของหลี่เฉินอี้ ที่บัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เธอสวมชุดราตรีสีฟ้าอ่อน ดูงดงามและสดใสหลังพิธีการเสร็จสิ้นลง มีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างเป็นทางการในค่ำคืนนั้น ที่สโมสรนายทหารอันหรูหรา เหล่านายทหารระดับสูงจากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อแสดงความยินดีกับนายพลคนใหม่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ บทสนทนา และเสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะหลี่เฉินอี้ในชุดเครื่องแบบนายพลเต็มยศ ยืนรับคำยินดีจากแขกเหรื่อมากมาย โดยมีอวี้หนิงคอยยืนอยู่ข้างๆ คอยยิ้มรับและกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนน้อมในขณะที่หลี่เฉินอี้กำลังพูดคุยกับนายทหารอาวุโสกลุ่มหนึ่ง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารอากาศ ที่กำลังเดินเข้ามาในงาน เขาผู้นั้นมีใบหน้า
เมื่อมาถึงอพาร์ตเมนต์ อวี้หนิงเดินขึ้นไปยังห้องพักของเธอ แม้จะเป็นห้องพักที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่มันเป็นทรัพย์สินชิ้นแรกที่เธอซื้อ ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหลังจากที่เรียนจบ เธอออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่สมัยเรียน เพราะเธอไม่อยากถูกกดขี่
อวี้หนิงตัดสินใจที่จะแอบดู เธอหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้กับประตูห้องประชุม พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ และค่อยๆ ชะโงกหน้ามองเข้าไปด้านใน ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของอวี้หนิงหรี่ลงด้วยความเย็นชา ฟางซินเหยียนยืนอยู่ตรงกลางห้องประชุมที่ว่างเปล่า ร่างระหงของเธอถูกรัดด้วยชุดเดรสเข้า
เมื่อเดินเข้าไปในโรงอาหาร บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีนายทหารบางส่วนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ อวี้หนิงรู้สึกถึงสายตาที่มองมาบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร เฉินอี้เดินนำเธอไปยังมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบสงบ "คุณอยากทานอะไร? ที่นี่มีโจ๊ก หมั่นโถว และผัดผัก" อวี้หนิงรู้สึกอบอุ
ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผัน เฉินอี้ยังคงยืนอยู่ข้างๆ เธอ เขามองตามร่างของบิดาและแม่เลี้ยงของเธอจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองอวี้หนิง ใบหน้าของเขายังคงสุขุม แต่แววตาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย) “คุณไม่เป็นไรนะครับ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สติของอวี้หนิงกลับคืนมา เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา







