LOGINเมื่อก้าวเข้ามาในตัวคฤหาสน์ซางเลี่ยรุ่ยก็อุ้มพาเธอมานั่งลงที่โซฟาห้องรับแขกก่อนจะรินน้ำอุ่นใส่แก้วยื่นส่งมาให้ถึงมือเธอ“ดื่มน้ำรอก่อนนะ เดี๋ยวผมไปทำมื้อค่ำให้ทานเอง”เวินหร่านถือแก้วน้ำแก้วใสในมือ ขมวดคิ้วมุ่นมองตามแผ่นหลังที่เดินผละออกไปของเขาไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเอ่ยปากบอกเองหรอกเหรอว่าอยากให้เธอกลับมากับเขา?เมื่อครู่ตอนอยู่บนรถ เธอก็ส่งข้อความบอกหลีลี่ไปเรียบร้อยแล้วด้วยว่าคืนนี้เธอจะไม่กลับไปนอนที่ห้องเธอผลลัพธ์คือพอเขาอุ้มเธอกลับมาถึงบ้าน กลับไม่ยอมจูบ ไม่ยอมลูบไล้ หรือถอดเสื้อผ้าเธอสักนิดแถมยังใจดีรินน้ำให้แถมจะเข้าครัวทำมื้อค่ำให้อีกต่างหากตกลงว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรกันแน่เนี่ย?เวินหร่านยกน้ำขึ้นจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะเอนหลังพิงโซฟาแล้วก้มหน้าไถโทรศัพท์มือถือแก้เบื่อจู่ ๆ ก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งเข้ามาฟู่จิ่งเฉิง 【คุณไปไหนมาไหนกับซางเลี่ยรุ่ยกันแน่? 】เวินหร่านชะงักไปเล็กน้อยฟู่จิ่งเฉิงรู้ได้อย่างไรว่าเธอออกไปไหนมาไหนกับซางเลี่ยรุ่ย?หรือว่าตาบ้านี่จะมีตาทิพย์มองเห็นระยะไกลได้รึไง?อีกอย่างไม่ใช่ว่าเขามีรักครั้งใหม่ไปแล้วหรอกเหรอ?ตอนนี้เธอจะไปไหนมาไหนหร
ภายในใจของเธอกลับเผลอก่อเกิดความรู้สึกหวานล้ำและอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเวินหร่านเผลอสบัดหัวไล่ความคิดพวกนั้นทิ้งไปโดยสัญชาตญาณนึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจว่าไม่ควรคิดอะไรแบบนี้เด็ดขาดเธอกับซางเลี่ยรุ่ยต่างก็จบความสัมพันธ์กันไปนานแล้วตกลงกันเคลียร์ชัดเจนตั้งแต่แรกต่อให้ก่อนหน้านี้จะเกิดอุบัติเหตุเผลอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันขึ้นมาอีกครั้ง มันก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราวชั่วข้ามคืนเท่านั้นไม่ได้มีความหมายเป็นอย่างอื่นเลยสักนิดเวินหร่านพยายามเตือนสติย้ำเตือนตัวเองในใจซ้ำ ๆ ห้ามปล่อยให้ตัวเองหลงใหลตกหลุมพรางเพียงเพราะความเอาใจใส่ชั่วครั้งชั่วคราวของซางเลี่ยรุ่ยเป็นอันขาดพอขึ้นมานั่งบนรถ เธอก็จงใจขยับตัวเว้นระยะห่างออกไปทางฝั่งหน้าต่าง เพื่อรักษาระยะห่างจากเขาคาดไม่ถึงเลยว่าซางเลี่ยรุ่ยจะขยับเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วพร้อมกับเอื้อมวงแขนแข็งแกร่งรวบร่างบางให้ขึ้นมานั่งตักของเขากลิ่นอายความเป็นชายอันคุ้นเคยโอบล้อมห่อหุ้มตัวเธอเอาไว้รอบทิศทางหัวใจเวินหร่านเต้นรัวเร็วผิดจังหวะลมหายใจติดขัดกระชั้นชิดเธอพยายามจะขยับถอยตัวออกห่าง ทว่ากลับถูกมือหนาของชายหนุ่มกดทับท้าย
“อื้อ...”เวินหร่านร้องได้เพียงเบาหวิว ริมฝีปากบางก็ถูกซางเลี่ยรุ่ยปิดกั้นด้วยจุมพิตเสียแล้วเธอนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความงุนงุนสงสัยพลางจ้องมองเขาผู้ชายคนนี้กำลังเล่นอะไรอยู่เนี่ย?เธอแค่ขอให้เขามาเป็นเพื่อนเดินขึ้นมาที่ห้องด้วยกันรอบเดียวเองไม่ใช่เหรอ?ถึงกับต้องฉวยโอกาสจูบเธอตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าห้องเลยเนี่ยนะ?เวินหร่านพยายามขัดขืนตามสัญชาตญาณโชคดีที่จุมพิตครั้งนี้ของซางเลี่ยรุ่ยไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำลึกซึ้งอะไร เป็นเพียงการสัมผัสทักทายผิวเผินเท่านั้นอีกฝ่ายจึงยอมผละริมฝีปากออกอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้รับอิสระ เวินหร่านก็รีบยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากแดงก่ำของตัวเองลวก ๆ ก่อนจะรีบไขกุญแจเปิดประตูห้องพักอย่างรวดเร็วทว่าใครจะไปคาดคิดล่ะว่า ทันทีที่เธอเดินก้าวเข้ามาในห้อง ซางเลี่ยรุ่ยก็ตามติดเข้ามาแล้วกดแผ่นหลังของเธอให้แนบชิดติดกับตู้เก็บรองเท้าบริเวณโถงทางเข้าตามมาด้วยจุมพิตอันร้อนแรงดุดันระลอกใหญ่เขาราวกับหมาป่าหิวโหยที่ยังกินไม่อิ่มหนำทั้งจูบทั้งขบเม้มแถมมือหนายังซุกซนสอดลูบไล้เข้าไปใต้เสื้อผ้าของเธออีกด้วย...เวินหร่านถูกรุกรานด้วยความเร่าร้อนจู่โจมจนเนื้อตัวร้อนผ่าว
ข้อสันนิษฐานเดียวที่เป็นไปได้ คือมีคนแปลกหน้าบุกเข้ามาในบ้านของเธอเวินหร่านรีบตรวจสอบตู้และลิ้นชักทุกซอกทุกมุมภายในบ้านของเธออย่างรวดเร็วปรากฏว่าไม่มีข้าวของสูญหายไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียวทำเอาเธองุนงงสงสัยจนคิดไม่ตกหากมีขโมยขึ้นบ้านของเธอจริง ๆ ล่ะก็ อีกฝ่ายก็น่าจะรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจาย แล้วกวาดเครื่องประดับ เงินสด หรือสิ่งของมีค่าอื่น ๆ ไปจนหมดสิ้นแล้วสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันคืออะไรกันล่ะ?มีคนแปลกหน้าบุกเข้ามาในบ้านเธอ แต่กลับไม่หยิบฉวยสิ่งของมีค่าใด ๆ ไปเลย นั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้หวังทรัพย์สินเงินทองหรือว่าเป้าหมายจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ?ในใจของเวินหร่านรู้สึกกระวนกระวายใจและหวาดกลัวขึ้นมาเธอไม่กล้าอยู่ลำพังในบ้านของตัวเองต่อไปอีกแล้วจึงตัดสินใจขับรถไปหาหลีลี่ เพื่อนสนิทของเธอในยามวิกาลหลังจากหลีลี่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เธอต้องเผชิญ ปฏิกิริยาแรกของอีกฝ่ายก็อุทานออกมาทันทีว่า “หร่านหร่าน แกโดนพวกโรคจิตสะกดรอยตามรึเปล่าเนี่ย?”เส้นเลือดขมับของเวินหร่านกระตุกวูบขึ้นมาทันทีขนอ่อนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาทันทีหลีลี่เอ่ยต่อ “ฉันเคยอ่านข่าวเจอมานะ พวกผู
“ขอโทษด้วยนะคะแม่ หนูไม่ค่อยชอบทำงานรับจ้างฟรี ๆ ให้คนอื่นค่ะ!” เวินหร่านเอ่ยปฏิเสธกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาคำว่าคนอื่นที่เธอกล่าวถึงในที่นี้ หมายถึงเวินจ้าวเหลียงกับเวินฉีทว่าเฉิงหว่านอี๋กลับเข้าใจไปว่าคำว่าคนอื่นของลูกสาวหมายถึงเวินจี้หลี่“นั่นก็คือพ่อของแกนะ จะเป็นคนอื่นไปได้อย่างไร? ในฐานะที่แกเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของพ่อ การช่วยแบ่งเบาภาระให้พ่อถือเป็นหน้าที่ที่ลูกควรทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!” เฉิงหว่านอี๋เอ่ยด้วยความไม่พอใจ“ให้ช่วยแบ่งเบาภาระฟรี ๆ งั้นเหรอคะ?” เวินหร่านย้อนถามกลับปลายสายของเฉิงหว่านอี๋ชะงักไปครู่หนึ่งนึกนินทาขัดเคืองอยู่ในใจว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เวินหร่านถึงได้กลายเป็นคนหน้าเงินเห็นแก่ผลประโยชน์ขนาดนี้?แต่ก่อนเวลาใช้ให้ไปทำอะไร เธอก็ไม่เคยเรียกร้องค่าจ้างไม่ใช่หรือไง?แถมยังเต็มอกเต็มใจทำเสียด้วยซ้ำ!มาวันนี้กลับดีเหลือเกิน พออ้าปากพูดขึ้นมาก็เรียกหาแต่เรื่องเงินทองทันที“ก็ไม่ได้ทำฟรี ๆ หรอกน่า แกไปช่วยงานที่เวินซื่อ พ่อเขาก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติอยู่แล้ว” เฉิงหว่านอี๋เอ่ยโกหกคำโตออกมาทั้ง ๆ ที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยความจริงแล้วเธอแค่อยากให้เว
เธอรู้ดีว่าแม่มาเป็นกระบอกเสียงพูดเกลี้ยกล่อมแทนพ่ออีกตามเคยตั้งแต่เล็กจนโต แม่ไม่เคยยืนอยู่เคียงข้างเธออย่างแท้จริงเลยสักครั้งทุกครั้งที่พ่อเรียกร้องและตั้งข้อกำหนดมากจนเกินไป หากเธอไม่ยินยอมพร้อมใจเขาก็จะส่งให้แม่มาคอยเกลี้ยกล่อมเธอช่วงแรก ๆ เวินหร่านนึกเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของแม่ในตระกูลเวิน และมักจะคล้อยตามความรู้สึกของแม่อยู่เสมอจนติดเป็นนิสัยที่ยอมประนีประนอมตามน้ำไปทุกครั้งปล่อยให้พ่อแม่ใช้วิธีคนหนึ่งร้องเล่นบทใจร้าย อีกคนเล่นบทคนใจดีวนเวียนบีบคั้นควบคุมเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าทว่านานวันเข้า เธอก็ยิ่งตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่าแม่ไม่หลงเหลือคุณค่าให้รู้สึกน่าสงสารเห็นใจเลยแม้แต่น้อยการที่แม่ต้องทนรับความอัปยศอดสูในตระกูลเวิน ถูกพ่อรังแกเหยียดย่ำ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นสิ่งที่แม่เต็มใจยอมรับด้วยความสมัครใจทั้งสิ้นต่อให้เธอมีความตั้งใจอยากจะช่วยเหลือแม่อย่างจริงจังเคยคิดแม้กระทั่งจะพาแม่หนีออกไปจากตระกูลเวินด้วยกัน เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันแต่สำหรับคนเป็นแม่อย่างท่านแล้ว ตัวเธอที่เป็นลูกสาวคนนี้ เมื่อเทียบกับอำนาจเงินตราของพ่อแล้ว ก็เป็นแค่สิ่งไร้ค่าที่ไม่ควร
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานการณ์แบบนี้แต่ต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องบางอย่างสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องพูดออกมานอกจากนี้ เขายังรู้ว่าเวินหร่านเป็นโรคนั้น“ท่าน... ท่านประธานคะ...”เวินหร่านพลันตัวแข็งทื่อ สมองเหมือนเครื่องจักรที่หยุดทำงานเสียงจากปลายสาย ทำไมฟังแล้วเหมือนบอสใหญ่ส
เวินหร่านเปลือกตากระตุกเขา...เลื่อนตำแหน่งให้เธอเป็นผู้ช่วยเลยเนี่ยนะ?คงไม่ใช่ความหวังดีที่ประสงค์ร้ายหรอกนะ?“ประธานซางคะ ฉันไม่เคยทำงานผู้ช่วยมาก่อน เกรงว่ายากจะรับตำแหน่งนี้...” การตอบสนองตามสัญชาตญาณของเวินหร่านคือการปฏิเสธตอนนี้ในหัวเธอมีแต่ความคิดอยากขึ้นเตียงกับเขาถ้าเลื่อนตำแหน่งขึ้







