Masuk“ตอนเย็น...ไปกินข้าวกับเพื่อนพ่อค่ะ อาธีระ...เขาทำงานกับพ่อ” บอกตามความจริงแล้วเขาก็ค่อนข้างโล่งใจที่เพื่อนของตนมองผิด รอยยิ้มกลับมาประดับใบหน้าหล่ออีกครั้ง แววตาที่เคยมีความกังขาก็หมดไป
“อ้อ” พยักหน้าเป็นการรับทราบ
เขาเลือกจะนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกไปไหน จนเธอเริ่มขยับไปมาไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร หรือจะพูดเรื่องสำคัญกับอีกฝ่ายตอนนี้เลย
แต่หล่อนก็ยังไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ของเรา...
เพราะการรู้จักกันในตอนแรกมันคือความบังเอิญ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์เหมือนตอนนี้ จนเธอไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไร
“พี่หนึ่งจะไปทำงานตอนไหนเหรอคะ”
“ทำไม ไม่อยากคุยกับพี่แล้วเหรอถึงได้ไล่กัน” แกล้งพูดหยอกจนเธอต้องรีบปฏิเสธกลัวเขาเข้าใจตนผิด
“เปล่าค่ะ แค่ถาม...” ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าจะสบตาคนตรงหน้าด้วยซ้ำ
เย็นนี้เธอมีนัดแล้วจึงไม่อาจพูดคุยกับเขาต่อทั้งที่ในใจนึกอยากคุยมากกว่านี้ เหมือนว่าช่องว่างระหว่างเรามันห่างขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ทราบว่าธนนท์ปภพเป็นใคร ตัดสินใจจะบอกลาอีกฝ่ายแต่กลับถูกเขาเอ่ยอาสาขึ้นมาก่อน
“กลับหรือยัง ให้พี่ไปส่งไหม” ลุกยืนเต็มความสูงพร้อมสำหรับไปส่งหล่อนถึงบ้าน แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่ต้องการเช่นนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจพี่หนึ่ง” เธอรีบปฏิเสธเพราะว่าตนมีนัดแล้ว กำลังจะเดินออกจากสวนสวยของโรงแรมก็ถูกร่างหนาดักเอาไว้
“ไม่ต้องเกรงใจ พี่ไปส่งได้” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ กลับมีบุคคลที่สามโผล่มาเสียก่อน ซึ่งเป็นชายที่เธอต้องไปรับประทานอาหารด้วย นัดเจอกันที่นี่โดยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกับร่างสูง แต่ไม่คิดว่าทั้งสองจะได้พบหน้ากันเร็วขนาดนี้
“น้องอัญกลับหรือยังครับ” หนุ่มตี๋ผิวขาวที่หน้าตาไม่ได้โดดเด่นมากเท่าไหร่ แต่ก็เป็นลูกชายของนายตำรวจใหญ่ทั้งตอนนี้ยังทำกิจการร้านอาหารอีกต่างหาก เพียรเข้ามาจีบเธอหลายต่อหลายครั้งผ่านทางคุณปวัตร
แม้ว่าหล่อนจะไม่เต็มใจแต่ก็ต้องตามน้ำไปก่อน อย่างน้อยเขาก็ไม่มีท่าทีล่วงเกินหรือสร้างความลำบากใจ
“ค่ะ” พยักหน้ารับแล้วหันมามองร่างสูง
“กลับก่อนนะคะพี่หนึ่ง สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแล้วเดินออกไปพร้อมชายอิ่น ปล่อยให้ธนนท์ปภพทำได้เพียงแค่กำมือแน่นแล้วมองตามด้วยสายตาสั่นไหว นึกสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครแล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับเธอ
ไม่รอช้ารีบเดินขึ้นชั้นบนเพื่อคุยกับผู้ช่วยของตัวเองทันที เขาเคยคิดจะทำความรู้จักกับเธออย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตอนนี้ไม่อาจใจเย็นอยู่เฉยได้แล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจทำบางอย่างที่ขัดกับความต้องการแรกของตัวเอง
“คุณเจตน์ครับ หาข้อมูลของอัญชิสามาให้ผมหน่อยนะ ผมขอแบบละเอียดหน่อยนะครับ”
นั่นคือการให้คนสนิทไปสืบประวัติของหญิงสาว เพราะเขาไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป ยิ่งเห็นผู้ชายที่เข้ามารับหล่อนก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าตนจะมีโอกาสหรือเปล่า...
“ครับ”
“ถ้าให้ดีขอไม่เกินสามวันนะครับ” ความร้อนใจทำให้กำหนดระยะเวลาชัดเจน เล่นเอาคนรับคำสั่งต้องค้อมศีรษะแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ครับคุณหนึ่ง”
ไม่สนใจอีกต่อไปว่ามันจะถูกหรือผิด ต้องการเพียงอยากเดียวคือข้อมูลทั้งหมดของหล่อน
ว่ายังโสดจริงหรือเปล่า...
การไปรับประทานอาหารกับรุ่นพี่หน้าตี๋ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ เขายังคงมีมารยาทไม่ล่วงเกิน ให้พื้นที่แก่เธอจนรู้สึกสบายใจในการคบหา แต่ความรู้สึกที่มีให้อีกฝ่ายก็เป็นเพียงแค่พี่น้องเท่านั้น ต่างจากชายอีกคนซึ่งหล่อนมักเผลอใจเต้นกับเขาอยู่บ่อยครั้ง รู้ทันทีว่าคิดกับชายหนุ่มมากกว่าพี่น้องทั่วไป
กลับถึงบ้านก็เห็นคนในครอบครัวดูโทรทัศน์แล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ปล่อยให้เธอเหมือนเป็นคนนอกแล้ววิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง นึกสะท้อนในอกที่ตนเองไม่เคยเป็นที่รักของครอบครัว ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ถูกผลักให้เป็นแค่คนนอก
“ได้พูดหรือยัง” เข้ามาในบ้านก็เจอคำถามที่เจาะจง แม้ท่านจะไม่ได้เอ่ยชัดเจนแต่เธอก็รู้ว่าเรื่องอะไร จึงได้ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย อยากขึ้นไปพักผ่อนบนบ้านมากกว่า ทุกวันนี้รู้สึกเบื่อกับทุกสิ่งอย่าง
มีเรื่องของธนนท์ปภพที่พอทำให้ยิ้มได้บ้าง แต่กลายเป็นว่ายิ่งเพิ่มความเครียดให้ตัวเองมากกว่าเดิม
“ยังค่ะ”
“ทำไมไม่รีบพูดล่ะ ต้องคุยกับคุณหนึ่งให้เร็วเข้าใจไหม ตอนนี้พ่อเอาเงินมาหมุนไม่ทันแล้ว ถ้ารอบนี้ไม่ได้งานใหญ่บ้านเราถูกฟ้องล้มละลายแน่” ใส่อารมณ์ในคำพูดพร้อมโยนความคาดหวังทั้งหมดมาที่หล่อน ทำให้หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออกทำได้แค่รับคำอย่างเดียว
“ค่ะพ่อ” ซ่อนน้ำตาเอาไว้ก่อนผงกศีรษะ ปลายเท้าหันไปอีกทางเตรียมเดินขึ้นห้อง กลับถูกแม่ที่นั่งดูโทรทัศน์รั้งเอาไว้ด้วยคำถามที่ไม่ได้แสดงความห่วงใยต่อหล่อน มีแค่ความต้องการของตัวเองอย่างเดียว
“ไปกินข้าวกับเจมมาแล้วใช่ไหม” เอ่ยถึงผู้ชายที่ไปรับหล่อนจากโรงแรมเพื่อจะได้ดินเนอร์ด้วยกัน เธอจึงได้แต่งชุดดูดีกว่าปกติเพื่อไปรับประทานอาหารกับเขา ถึงชายหนุ่มจะไม่ได้ร่ำรวยเท่าธนนท์ปภพแต่ก็มีมรดกฝั่งแม่เยอะพอสมควร
พวกท่านจึงคิดให้เธอคบหากับฝ่ายนั้นแล้วขอแบ่งเงินมาใช้...
เป็นวิธีที่น่าอายจนหญิงสาวไม่เคยคิดจะทำ
“ค่ะ”
“ดี...จับให้ได้สักคน เอาคนไหนก็ได้เผื่อบ้านเราจะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง” คำพูดพวกนั้นยิ่งสร้างรอยร้าวในใจของหล่อน หันไปมองคุณภัตติมาอยากระบายทุกอย่างออกมาให้แตกกันไปข้างแต่ก็เลือกเงียบเหมือนเดิม
“ค่ะ”
นั่นคือสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดแล้ว เพียงแค่ตอบรับแล้วทำไปตามความต้องการของพวกท่าน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูเด็กกำพร้าคนนี้ให้เติบโตมีบ้านซุกหัวนอน กินข้าวอิ่มท้องมีเสื้อผ้าสวมใส่ไม่ต้องเผชิญชีวิตลำบากข้างนอก
แต่กลับสร้างรอยแผลในใจไว้ให้เธอแทน
“เพื่อนอรชอบพี่อัญ มันฝากมาขอไลน์” น้องสาวตะโกนบอกเสียงดังทำให้เธอต้องหันมามอง ตอนนี้ไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้นนอกจากพักผ่อนอย่างเดียว หล่อนปวดหัวเกินกว่าจะพูดคุยกับคนในครอบครัว จึงรีบบอกปัดอย่างรวดเร็ว
“พี่ไม่อยากให้ ขอตัวก่อนนะ” พูดจบก็เดินขึ้นห้องทันที ปล่อยให้น้องสาวตะโกนด่าไล่หลังโดยที่พ่อแม่ก็ไม่มีใครห้ามสักคน
“ทำเป็นหยิ่ง สวยตายแหละ!” อรสินีหงุดหงิดเมื่อถูกปฏิเสธ เดินกลับมานั่งที่เดิมโดยมีมารดาคอยหยิบขนมให้ทานระหว่างดูโทรทัศน์ เอาอกเอาใจเพราะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ได้มาอย่างยากเย็น สุขภาพของท่านไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ตอนท้องก็กังวลว่าลูกจะหลุดหรือเปล่า
โชคดีที่อยู่รอดปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้ จึงคอยประคบประหงมเอาใจอรสินีตลอด
ต่างจากลูกสาวอีกคนที่ถูกทิ้งขวางไม่ค่อยไยดีเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าอัญชิสาเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้ว
ไม่รู้เลยว่าหล่อนเองก็ต้องการความรักจากคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน
“เฮ้อ ทำไมมันถึงยุ่งยากขนาดนี้นะ” ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้แล้วถอนหายใจเสียงหนัก วางกระเป๋าลงบนพื้นก่อนหลับตาลงอย่างเชื่องช้า
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







