Share

ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร
ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร
Penulis: 肥鸟神/เทพเจ้านกอ้วน

บทที่ 1 ลักพาตัว

last update Tanggal publikasi: 2024-11-10 20:36:55

ในโลกนี้ล้วนมีขาว ล้วนมีดำ เขาทั้งสองผู้หนึ่งเปรียบเสมือนหยิน ผู้หนึ่งเปรียบเสมือนหยาง หลายปีมานี้สวรรค์ชั้นฟ้าและดินแดนใต้พื้นพิภพหรืออีกอย่างที่มนุษย์เรียกกันว่า'นรกอเวจี' ต่างสงบสุขไร้ความขุ่นเคืองใจและเป็นที่น่าเบื่อแก่จอมมารอย่างหวังเยี่ยนจวินเป็นอย่างมาก

แม้ว่าช่วงแปดแสนปีก่อนหน้านี้จะมีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดอย่างหนักมามากก็เถอะ 

ท้องฟ้าผันแปร สรรพสิ่งแปรผัน คนที่เคยอยู่เคียงข้างกันลาจากไปจากหนึ่งเป็นสองจากสองเป็นหลายคน...

'หลิงหลิวเหว่ยที่สวรรค์ชั้นฟ้ามีเรื่องอะไรหรือไม่ ข้าเหงา อยากหาอะไรสนุกๆทำเสียหน่อย' จอมมารหนุ่มอายุราวๆสามล้านกว่าปีหาววอดๆโดยมีหลิงหลิวเหว่ยผู้สงสารชั้นดีที่แต่ก่อนเคยเป็นซ่างเซียนขั้นแรกและแน่นอนว่าจอมมารไม่ได้ถามความยินยอมจากเขาแต่กลับชิงตัวมาไว้แดนโลกันตร์ไปๆมาๆหลิงหลิวเหว่ยกลับชอบที่นี่เสียอย่างนั้น จอมมารอย่างเขาสิ่งไหนที่เขาปรารถนา เขาย่อมต้องได้สิ่งนั้น ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการใด 

 ในมือของหวังเยี่ยนยังคงถือคันฉ่องสีทองอร่ามประดับด้วยเม็ดทับทิมแดงลูกโตชื่นชมความงามของตนเอง 

'เรียนท่านจอมมาร ข้าฟังมาว่าเม่ยเม่ย[1]ของเทียนจวิน[2]เสด็จลงมาจากหุบเขาสิ้นชีวาแล้ว เขาลือกันทั่วทั้งสี่ทะเลแปดดินแดนเทียวว่ามีรูปโฉมงดงามดั่งภาพวาด งามล่มสวรรค์ล่มนรกแต่นางรักสันโดษ ละทิ้งทางโลก จนบัดนี้นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายแสนปีที่นางเสด็จลงมาจากหุบเขาสิ้นชีวา..' หลิงหลิวเหว่ยกระซิบบอกผู้เป็นนาย

'เดี๋ยวๆ หยุดก่อน ข้าสงสัยจริงในทั่วทั้งสี่ทะเลเเปดดินแดนนี้ยังมีคนที่งดงามกว่าข้าอีกหรือ? น่ามหัศจรรย์ใจ'จอมมารหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ 

ข้าคิดไม่เลยว่าในโลกนี้จะยังมีคนที่มีใบหน้างดงามกว่าข้า เช่นนั้นนรลักษณ์ของนางจะเป็นเช่นใด? 

หลิงหลิวเหว่ยได้แต่แอบถอดถอนหายใจเบาเบา แต่ไหนแต่ไร ท่านจอมมารผู้นี้แสนจะหลงตัวเองเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขากล่าวผิดไปเสียหมดเหตุเพราะหวังเยี่ยนจวินมีทั้งเทพเซียนชายเอยหญิงเอยและเทพเผ่าอื่นๆ พวกเขาเหล่านั้นต่างหลงใหลในรูปลักษณ์ของหวังเยี่ยนจวินทั้งสิ้น ฉะนั้น การที่จอมมารท่านนี้จะหลงใหลในรูปลักษณ์ของตนจึงมิใช่เรื่องผิดแปลกอะไร คนเราโดนเยินยอนานวันเข้าก็เป็นเช่นนี้

'งามมากทีเดียวฝ่าบาท เขายังลือกันอีกนะว่าแม้อยู่ห่างจากนางหลายร้อยลี้แต่กลิ่นกายมวลบุปผาหอมละมุนอบอวลเหลือเกิน..' นอกจากความงามแล้วก็ยังมีกลิ่นหอม จอมมารหนุ่มฟังคุณสมบัติที่ว่าแล้วแสนพอใจแต่ไหนแต่ไรเขาไม่ค่อยนิยมชมชอบในการเสพนารีเสียเท่าไหร่ นารีล้วนวุ่นวาย มีมากยิ่งปัญหามากตัวอย่างก็มีให้เห็นเช่นวังสวรรค์ 

กาลก่อนแยกตัวมาปกครองแดนโลกันตร์เห็นเทียนจวินไล่จับเหล่าธิดาเซียนสนมบ่อยครั้งเข้าจนสะอิดสะเอียนเหลือทน นับตั้งแต่เขาสูญเสียคู่หมั้นไปในครั้งอดีตก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสตรีนางใด บางทีมันอาจถึงเวลาที่เขาจะใครสักคนมาเคียงคู่เบื้องบัลลังก์ 

'ดี! ไปฉุดมาให้ข้าที ' จอมมารหนุ่มออกคำสั่งแก่หลิงหลิวเหว่ย

'เกรงว่าคงมิได้ฝ่าบาท แม่นางผู้นั้นเป็นเทพเซียนชั้นสูง ฝ่าบาทต้องกระทำการนี้เองเท่านั้น' หวังเยี่ยนจ้องเขม็ง

'พวกเจ้านี่เลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริง แล้วถ้าข้าจับนางได้เมื่อไหร่แล้วคุณสมบัติไม่ตรงกับที่เจ้าบอกเตรียมตัวโดนเฉือนเนื้อปากทิ้งได้เลย' หลิงหลิวเหว่ยหน้าซีดเป็นไก่ต้ม 

ข่าวลือน่ะ ข่าวลือจะทำข้าซวยแล้วสินี่! 

หวังเยี่ยนจวินหยิบกระบี่โลหิตเทวะออกไปด้วย บางทีอาจไม่ต้องลงมือให้มากความแค่นางเห็นใบหน้าเขามิแน่อาจจะเดินตามเขามาแต่โดยดีก็เป็นได้ หากกล่าวถึงหุบเขาสิ้นชีวา..แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะอยู่ได้อย่างแน่แท้ หากจิตไม่แน่วแน่ ไม่หยั่งถึง ไม่ล้ำลึก หมกมุ่น จักมิสามารถออกจากหุบเขาแห่งนี้ได้เลยเว้นแต่เขา เขาผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเพราะชีวิตที่แสนทุกข์ลำบากยากแค้นในอดีต ทุกวันนี้เขาจึงกลายเป็นผู้กระหายกลิ่นเลือด กระหายถึงขั้นน้ำทุกหยาดหยดที่ดื่มต้องเป็นเลือด น้ำที่ใช้อาบต่างต้องเป็นเลือด

บางครั้งเขาก็อยากเสพความสวยงามมากกว่าความโสมมเช่นนี้อีกกระมัง เรื่องค่อนแค้นในอดีตหลายปีผ่านมาขนาดนี้แล้วยังมิจางลงไปแม้แต่น้อย เซียนหญิงท่านนั้นกับเฟิงหวังเหล่ยจะมีอุปนิสัยคล้ายกันมากน้อยแค่ไหนต้องสัมผัสด้วยตนเองจึงจะตัดสินได้ 

เขาเคยสนิทสนมกับเฟิงหวังเหล่ยอยู่ครั้งหนึ่งในชีวิตแต่กลับมิเคยได้ประสบพบเจอกับน้องสาวของเขาแม้แต่ครั้งเดียว เคยได้ยินมาว่าหลังจากที่นางสำเร็จขั้นเป็นซ่างเซียน[3]จนกระทั่งบรรลุขั้นซ่างเสิน[4]นั้นมีกิริยาที่เงียบขรึมและเคร่งครัดในวิถีเซียนอย่างถ่องแท้ มีความเรียบง่ายแต่ยาก พิธีรีตองมากแต่ก้าวล้ำ ครั้งนี้คงได้เจอะเจอกับตาว่าเป็นดังที่เขาเล่าลือกันจริงหรือไม่..

หวังเยี่ยนควบอาชาปีศาจอย่างห้าวหาญ ฉุดสตรีทั้งทีต้องให้เกียรตินางจะทำตัวเหมือนโจรป่าถ่อยถ่อยมิได้ เป็นถึงราชามารจะยอมขายหน้าได้อย่างไร? 

'หอม' กลิ่นหอมลอยคละคลุ้งเขาได้กลิ่นบุปผาหลากชนิด มากเสียจนไม่สามารถแยกได้เลยว่าเป็นกลิ่นของบุปผาชนิดใด เขามองไปไกลสุดลิบตากลับเห็นหญิงสาวใส่ชุดขาว มีผ้าแพรขาวผูกปิดตาไว้อำพรางใบหน้าไว้ด้วยผ้าแพรปิดอีกครึ่งหนึ่ง บดบังทั้งใบหน้า ไม่เห็นแม้แต่ริมฝีปาก แลดูเหมือนนางกำลังใช้จมูกในการดมกลิ่นของสมุนไพรในมือยังคงจับใบต้นตังกุย นางคงกำลังฝึกวิชาเซียนวิชาใดวิชาหนึ่งอยู่กระมัง

'แม่นางมีอะไรข้าช่วยหรือไม่' จอมมารหนุ่มตรงดิ่งเขามาไปหานางผู้นั้นในทันที 

กลิ่นหอมเช่นนี้มาจากตัวนางจริง หรือนางจะเป็นคนที่เขาตามหา? 

ไหนใครว่านางเป็นเทพชั้นสูงกลับเป็นคนตาบอด ทว่า รูปร่างทรวดทรงองค์เอวล้วนงาม งามแม้ไม่เห็นดวงตา แม้ไม่เห็นริมฝีปาก ท่วงท่าสงวนกิริยา อ่อนช้อย ถี่ถ้วน

'ท่านเป็นใคร มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด' สตรีเซียนสัมผัสได้ถึงพลังต่างขั้วจึงชักกระบี่ประจำตัวขึ้นมา มีสลักอักษรตรงด้ามว่า 'เฟิงจางจิ้ง'หวังเยี่ยน จึงคาดเดาว่าคงเป็นชื่อของนาง จากที่เทียนจวินมีนามว่า 'เฟิงหวังเหล่ย' ไม่ผิดต้องเป็นนางแน่

'ข้ามีนามว่าหวังเยี่ยน เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?' เขาก้าวขาเข้าไปใกล้นางหนึ่งก้าว นางถอยหลบอีกหนึ่งก้าว เพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าประสาทสัมผัสของนางดีเลิศเพียงใด แม้ว่านางจะไม่ยอมปลดผ้าแพรขาวที่ปิดดวงตาลงก็ตาม

'ไม่' วาจาของนางสงบเยือกเย็นแฝงไปด้วยความระวังตัว ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงถึงความกลัวหรือหวั่นวิตกใดๆ 

ช่างเป็นหญิงสาวที่น่าสนใจ น่าครอบครอง เขาชอบสตรีที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวและเยือกเย็นเช่นนี้ ในเมื่อตั้งใจมาฉุด ก็ต้องฉุด! 

'จุดประสงค์ของข้า..ก็คือ..' นางกัดริมฝีปากแน่นแต่ทว่า..เพียงแวบเดียวดั่งใจนึกกระบี่ของนางถูกปลดลงอย่างง่ายดาย นางสัมผัสได้ถึงลำแขนล่ำสันแข็งแรงและแผงอกแกร่ง ตัวนางกำลังลอยหวืออยู่กลางอากาศ

‘ท่าน!!’ 

ใช่! นางอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว! วิชาเซียนของนางใช่จะต่ำต้อยด้อยค่าเพียงแต่นางกำลังฝึกรับประสาทสัมผัสให้แม่นยำมากขึ้น นางประมาทเขาเกินไป ชายผู้นี้เป็นใครกันนะ กล้าแม้แต่กระทั่งบุกมาในที่ของนาง เขาค่อยๆก้มลงกระซิบข้างหูหญิงสาว

'ฉุดเจ้า เทียนจวินมีเทียนโฮ่ว ข้าก็ต้องมีจักรพรรดินีของข้าบ้างสิ จริงไหม' 

'บังอาจ!!!' หวังเยี่ยนเหยียดยิ้มร้ายกาจก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากสวย 'หลงใหลในรูปโฉม' อาจจะจริงอย่างที่เขาว่ากันว่า 'โฉมงามชวนให้ลุ่มหลง กลิ่นยวนเย้าชวนให้สุขสม' สมกับที่เขาว่ากันไว้จริงๆ

หลายแสนปีที่ผ่านมานี้นางไม่เคยย่างกรายออกจากหุบเขาสิ้นชีวาแม้แต่ก้าวเดียวจนกระทั่งวันหนึ่ง..เทพเซียนผู้หนึ่ง นางจำได้ว่าเขามีนามว่า 'ซื่อฉิว' หลงเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ ด้วยจิตเมตตาธรรมจึงพาเขาไปส่งถึงหน้าประตูแดนสวรรค์ชั้นฟ้า ทว่า กลับเจอพี่ชายเเท้ๆของตนเอง ฐานะที่ปกปิดมาหลายร้อยปีจึงถูกเปิดเผยมาอย่างไม่น่ายินดีเท่าใดนักและนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของข่าวลือที่ทำให้ข้าต้องตกมาอยู่ในเงื้อมมือของคนผู้นี้...

'ก่นด่าข้าในใจอยู่หรือ?' หลังจากอุ้มร่างบางแน่งน้อยมาถึงวังอัสนีย์ก็นำเชือกป่านเซียนมามัดนางไว้ นางไม่ดิ้นไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย ออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง

ข้าอยากเห็นนางขัดขืนสักนิด ข้าเคยได้ยินสุภาษิตทำนองที่ว่า สตรีด่าหมายความว่าสตรีรัก

หากแต่ว่านางเมินเฉยนั้นหมายความว่ารำคาญข้าแล้วหรือไม่?

'สนทนากับคนพาลมิสู้สนทนากับสิงสาราสัตว์' 

ช่างเป็นหญิงสาวที่น่าสนใจ น่าครอบครอง เขาชอบสตรีที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวและเยือกเย็นเช่นนี้ ในเมื่อตั้งใจมาฉุด ก็ต้องฉุด! 

'จุดประสงค์ของข้า..ก็คือ..' นางกัดริมฝีปากแน่นแต่ทว่า..เพียงแวบเดียวดั่งใจนึกกระบี่ของนางถูกปลดลงอย่างง่ายดาย นางสัมผัสได้ถึงลำแขนล่ำสันแข็งแรงและแผงอกแกร่ง ตัวนางกำลังลอยหวืออยู่กลางอากาศ

‘ท่าน!!’ 

ใช่! นางอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว! วิชาเซียนของนางใช่จะต่ำต้อยด้อยค่าเพียงแต่นางกำลังฝึกรับประสาทสัมผัสให้แม่นยำมากขึ้น นางประมาทเขาเกินไป ชายผู้นี้เป็นใครกันนะ กล้าแม้แต่กระทั่งบุกมาในที่ของนาง เขาค่อยๆก้มลงกระซิบข้างหูหญิงสาว

'ฉุดเจ้า เทียนจวินมีเทียนโฮ่ว ข้าก็ต้องมีจักรพรรดินีของข้าบ้างสิ จริงไหม' 

'บังอาจ!!!' หวังเยี่ยนเหยียดยิ้มร้ายกาจก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากสวย 'หลงใหลในรูปโฉม' อาจจะจริงอย่างที่เขาว่ากันว่า 'โฉมงามชวนให้ลุ่มหลง กลิ่นยวนเย้าชวนให้สุขสม' สมกับที่เขาว่ากันไว้จริงๆ

หลายแสนปีที่ผ่านมานี้นางไม่เคยย่างกรายออกจากหุบเขาสิ้นชีวาแม้แต่ก้าวเดียวจนกระทั่งวันหนึ่ง..เทพเซียนผู้หนึ่ง นางจำได้ว่าเขามีนามว่า 'ซื่อฉิว' หลงเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ ด้วยจิตเมตตาธรรมจึงพาเขาไปส่งถึงหน้าประตูแดนสวรรค์ชั้นฟ้า ทว่า กลับเจอพี่ชายเเท้ๆของตนเอง ฐานะที่ปกปิดมาหลายร้อยปีจึงถูกเปิดเผยมาอย่างไม่น่ายินดีเท่าใดนักและนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของข่าวลือที่ทำให้ข้าต้องตกมาอยู่ในเงื้อมมือของคนผู้นี้...

'ก่นด่าข้าในใจอยู่หรือ?' หลังจากอุ้มร่างบางแน่งน้อยมาถึงวังอัสนีย์ก็นำเชือกป่านเซียนมามัดนางไว้ นางไม่ดิ้นไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย ออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง

ข้าอยากเห็นนางขัดขืนสักนิด ข้าเคยได้ยินสุภาษิตทำนองที่ว่า สตรีด่าหมายความว่าสตรีรัก

หากแต่ว่านางเมินเฉยนั้นหมายความว่ารำคาญข้าแล้วหรือไม่?

'สนทนากับคนพาลมิสู้สนทนากับสิงสาราสัตว์' 

'นี่..เฟิงจางจิ้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร' หวังเยี่ยนได้แต่หัวเราะแห้งๆ ถ้อยคำของนาง กล่าวอย่างผู้มีอารยะก็จริงแต่เจ็บจี๊ดไปถึงทรวง เดิมทีเขาไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่า เฟิงหวังเหล่ย มีน้องสาวกับเขาด้วยแต่หากเทียบเคียงวิสัยส่วนตัวของทั้งคู่แล้ว เฟิงจางจิ้งกับเฟิงหวังเหล่ยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่ก็น่าแปลกใจที่เฟิงหวังเหล่ยไม่เคยพูดถึงน้องสาวให้เขาได้ยินเลยแม้แต่ครั้งเดียวแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแล้วความสัมพันธ์ของเขากับเฟิงหวังเหล่ยจะไม่สู้ดีเท่าใดนักก็ตาม

'ชื่อเสียงล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเลื่อนลอย สิ่งใดจริงเท็จหากไม่เห็นด้วยตาไม่อาจเชื่อถือได้' หวังเยี่ยนคิ้วกระตุกอีกครั้ง เขาชอบสตรีนางนี้ วาจาของนางล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยสัจธรรมอยู่ครึ่งส่วน

 ดี! เมื่อถูกใจแล้วก็ต้องเอามาให้ได้

'ข้าชอบเจ้ายิ่งนัก หลิงหลิวเหว่ยเจ้าส่งเทียบไปที่สวรรค์ชั้นฟ้าตำหนักต๋าเทียนกง ข้าจะนำสินสอดไปสู่ขอ เทพเซียนบุปผาเฟิงจางจิ้ง..' นางกัดริมฝีปากแน่นอีกครั้ง ชายผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้านางต้องเป็นประมุขของดินแดนใดดินแดนหนึ่งเป็นแน่ ฐานะมิธรรมดา อีกทั้งยังกล้าคิดเช่นนี้กับนาง

ในใต้หล้าจะมีคนซักกี่ผู้ที่กล้ากล่าววาจาห้วนๆกับเทียนจวินผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของนางและยังอาจหาญสู่ขอนางผู้เป็นถึงน้องสาวของผู้ปกครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

'ข้าไม่แต่ง' นางเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็ง ให้แต่งงานกับคนที่ไม่รู้แม้แต่หัวนอนปลายเท้า มิมีใครเขาทำกันและอีกหนึ่งปณิธานของนาง คือ หากต้องแต่งงานร่วมวิวาห์เคียงหมอนกับใครสักคนหนึ่ง คนผู้นั้นอย่างน้อยต้องเป็นคนที่นางมีใจให้อยู่บ้าง จะดีเลวหรือชั่วช้าก็อีกเรื่องหนึ่ง

'เฟิงจางจิ้ง เจ้าต้องซ้อมเรียกข้าว่า ท่านพี่เจ้าคะ ท่านพี่เจ้าขา ได้แล้วนะ หลิงหลิวเหว่ยเขียนกำกับไว้ด้วยนะหากไม่ยินยอมข้าจะยกทัพประชิดประตูเมืองทั้งสี่ทิศทันที' หวังเยี่ยนหยอกล้อนาง จนใบหน้าขาวซีดขึ้นสีแดงปลั่ง ทว่านางมิได้หน้าแดงเพราะความเขินอายแต่เป็นความโมโหมากกว่า..

ใครจะไปยอมเรียกด้วยวาจาน่าเกลียดเช่นนั้น!? 

'เทียบเสร็จสิ้นแล้ว ให้ข้าส่งเมื่อใดหรือฝ่าบาท' หลิวหลิงเหว่ยยื่นเทียบนั้นให้หวังเยี่ยนจวินอ่าน ดวงตาสีทับทิมไล่มองไปทั่วเนื้อความ เขาพยักหน้าพึงพอใจพลางเขียนแจกแจงรายการสินสอดด้วยลายมือยึกยือของตัวเองบอกได้คำเดียวว่าทุ่มไม่อั้น เทียบนี้ถือว่าสมบูรณ์ ช่วงต้นเห็นชัดว่าแล้วแต่เทียนจวินจะเห็นควรหรือไม่เห็นควรแล้วแต่จะโปรดแต่ตรงส่วนท้ายเทียบนั้นชี้ชัดว่าเป็นการข่มขู่

'เดี๋ยวนี้ เพลานี้ บอกเทียนจวินด้วย ว่าข้าให้เวลาคิดไม่มาก ข้าใจร้อน' 

'หิวหรือไม่' จอมมารหนุ่มเพ่งเล็งไปยังผ้าแพรขาวที่ปกปิดอำพลางใบหน้าของนางไว้พลางคิดในใจ

เมื่อไหร่หนอนางจะปลดผ้าแพรขาวออกสักที

'ข้าไม่ทานเนื้อสัตว์ อาหารของข้าจะต้องเป็นผลไม้หรือธัญพืชเท่านั้น' นางไม่ตอบเขาว่าหิวหรือไม่อย่างไรแต่กลับบอกถึงสิ่งที่นางกินหรือไม่กินแทน เขาคาดเดาว่านางคงหิว เพียงแต่เขินอายเกินกว่าจะกล่าวออกมาว่าหิวกระมัง

'เช่นนั้นแล้วก็ไป'กิน'กันเถอะ แต่ที่นี่ไม่มีผลไม้หรือธัญพืชอะไรนั่นหรอกนะ เพราะข้ากินแต่'เนื้อ' ' จอมมารหนุ่มจงใจกล่าวคำสองแง่สามง่ามแล้วจึงปลดเชือกป่านเซียนที่มัดตัวนางไว้ออก ส่วนนางนั้นสำรวมกิริยาแม้จะชิงชังวาจาน่ารำคาญหูนั้นมากเพียงใดก็ต้องกลั้นใจไว้ ยุบหนอ พองหนอ เพียงสนทนากับคนพาลก็อาจกลายเป็นคนพาลไปแล้วสองในสามส่วน ชำระจิตใจสงบนิ่ง.....

จอมมารจับข้อมือบาง บอบบางจนเขาคิดว่าหากจับแรงไป ข้อมือน้อยน้อยจะแตกหักหรือไม่ จูงมือนางเข้ามาในห้องครัว

ฟุดฟิด ฟุดฟิด เฟิงจางจิ้งพยายามดมกลิ่นว่าที่นี่คือที่ไหน กลิ่นเครื่องเทศแรงเพียงนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นห้องครัว

‘ข้าไม่ทานเนื้อสัตว์’ นางทักท้วงขึ้นอีกครั้ง

‘เพราะเจ้าไม่ทานเนื้อสัตว์ ข้าจึงลงมือทำอาหารเจ้ากินเอง ดีใจหรือไม่’ 

‘ท่านทำเป็นหรือ?’ เฟิงจางจิ้งเพียงรู้สึกแปลกใจ บุรุษน้อยคนนักที่สามารถทำงานครัวได้ นับว่าเขายังพอมีคุณสมบัติที่ดีอยู่บ้าง

‘ย่อมต้องเป็นอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งเคยมีสตรีนางหนึ่งสอนให้ข้ารู้จักพึ่งพาตนเอง ข้าจึงเรียนรู้จากเรื่องพื้นฐาน’  เขาเอ่ยว่าอยากจะแต่งงานกับข้าแต่กลับพูดถึงสตรีนางอื่นขึ้นมา แปลกคน  

เฟิงจางจิ้งไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาเป็นเช่นไร ทว่า นางสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณว่าส่วนลึกในใจของเขากำลังสั่นไหว คลื่นอารมณ์แห่งความโศกเศร้าแผ่ออกมาจนนางรู้สึกได้

 บางทีนางผู้นั้นที่เขาเอ่ยถึงอาจเป็นคนรักหรือไม่ก็คงเป็นคนสำคัญของเขากระมัง

‘สตรีนางนั้นคือคนรักของท่านกระนั้นหรือ’

‘ใช่ นางคือคนรักของข้า แต่ว่านางจากโลกนี้ไปนานแล้ว’ น้ำเสียงของเขาราวกับไร้ความรู้สึก ทำให้นางหวนนึกถึงเซียนผู้พี่ของตนเอง คนผู้นั้นเบื้องหน้าแสดงให้เห็นว่ามิได้ระลึกถึงผู้ใดทั้งที่ในใจจริง แสนทุกข์ระทมขมขื่นนัก

‘หวังว่าอาหารที่ท่านทำจะกินได้’ 

‘เจ้านั่งรอตรงนี้’ ชายหนุ่มลุกขึ้นจูงมือนางมายังเก้าอี้ไม้พานางมานั่งอย่างระแวดระวังแล้วจึงไปหยิบวัตถุดิบมาเตรียม

‘ชอบกินเห็ดหอมหรือไม่’ จอมมารถามพลางหยิบเห็ดหอมขึ้นมาดู เห็ดพวกนี้มิใช่เพียงเห็ดหอมธรรมดาแต่เป็นเห็ดหอมยักษ์ที่เจ้าปีศาจกระต่ายปลูกไว้ริมทะเลแดงล่อเลี้ยงจนโตด้วยกรรมวิธีพิเศษเป็นระยะเวลาถึงสองแสนปี ด้วยความยากในการเพาะปลูก การจะหว่านล้อมให้พวกมันยอมขายไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะหากพูดถึงเรื่องพืชผัก ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าวัตถุดิบที่ได้มาจากการปลูกของปีศาจกระต่ายอยู่แล้ว

‘ข้าชอบเห็ดทุกชนิด เห็ดหลินจื่อสวรรค์ยิ่งชอบ’ 

‘ชอบของล้ำค่าเสียด้วย ไม่เป็นไร ข้ามีของที่เจ้าชอบ งั้นวันนี้ข้าจะทำผัดผักสามจักรพรรดิเห็ดหอมน้ำแดงกับน้ำแกงหลินจื่อสวรรค์ผสมโสมรากเซียนห้าหมื่นปีให้เจ้า’ จอมมารท่านนี้ใจถึงไม่เบา ข้าทราบมาว่าราคาของโสมรากเซียนห้าหมื่นปีกับหลินจื่อสวรรค์นั้นแพงมาก หากจำไม่ผิดต่อให้เอามรกตหยกพิสุทธิ์มาแลกเป็นพันก้อน เกรงว่ายังไม่เพียงพอกับราคาของมัน เพื่อซื้อใจข้าเขายอมทุ่มทุนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

‘ฐานะของท่านไม่ธรรมดา ท่านเป็นใครกันแน่’ นอกจากว่าเขาจะมีสมบัติมากมายถึงขนาดสามารถซื้อวัตถุดิบล้ำค่าเหล่านั้น ทักษะการทำอาหารของเขายังเป็นทักษะชั้นสูง หากเป็นเทพเซียนย่อมต้องมีฐานะสูงศักดิ์หรือในทางเลวร้ายเขาอาจเป็นเทพมารสักตน ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาคือใคร 

ช่างน่าเสียดาย ช่วงเวลาที่ข้าขึ้นหุบเขาสิ้นชีวา ไม่อาจทราบความเป็นไปในสี่ทะเลแปดดินแดน ลงเขาครั้งนี้ก็ถูกชิงตัวออกมาก่อน แม้แต่ตอนนี้อยู่ที่ไหนยังไม่อาจหยั่งรู้ได้ 

หวังเยี่ยนใช้เวลาทำอาหารถึงหนึ่งชั่วยามหันกลับมาอีกทีเซียนหญิงก็หลับไปแล้ว เขาได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกได้ว่านางคลายความระแวดระวังลงบ้างแล้ว 

‘เสี่ยวจิ้ง เจ้าตื่นได้แล้ว’ เสี่ยวจิ้ง คำนั้นดังก้องในโสตประสาท จู่ๆก็เกิดอาการปวดหัวพร้อมกับภาพซ้อนของใครคนหนึ่ง ภาพชายหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างสูงโปร่ง เกศายาวสีขาว นุ่งกายด้วยผ้าขาวไปทั้งตัว ดวงตาสีเงินประดุจเพชรนิล 

เสี่ยวจิ้ง’ น้ำเสียงคุ้นเคยพร่ำเรียกนามของนาง 

ความคุ้นเคยอันเลือนลาง ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมายากจะแยกว่าเป็นภวังค์ฝันหรือมันเคยเกิดขึ้นจริง

‘เฮือก!’ เฟิงจางจิ้งสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ

เมื่อครู่นางเผลอหลับไปกระนั้นหรือ?  

เช่นนั้นสิ่งที่นางเห็นคงเป็นเพียงฝันใช่หรือไม่?

‘ท่าน!’ ลมหายใจของบางคนเป่ารดใกล้ใบหน้าเพียงเอื้อม คนตรงหน้านี้คงไม่ใช่ใครนอกเสียจากเขา

‘หลับลึกเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะถูกข้าลักหลับบ้างหรือ’

‘บังอาจ!’ เฟิงจางจิ้งตวาดขึ้น ทว่า ไม่ทำให้จอมมารหนุ่มสลดแต่อย่างใดกลับได้รับเสียงระเบิดหัวเราะลั่นกลับมาแทน

‘ฮ่าๆ เจ้ากินข้าวเถอะ ข้าจะออกไปรอด้านนอก’ หวังเยี่ยนรู้ดีว่านางยังไม่คุ้นเคยกับเขาและมันคงไม่ใช่เรื่องดีงามนักที่จะมานั่งเฝ้าจับตามองในทุกอากัปกิริยา

เฟิงจางจิ้งได้ยินเสียงฝีเท้าไกลออกไปจึงปลดผ้าแพรลง ครั้งแรกที่ได้เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มจึงลอบสังเกตร่างสูงโปร่ง ผมดกดำยาวเงางามกับท่าเดินแสนองอาจ แม้จะยังไม่เห็นหน้าแต่ก็รับรู้ได้ว่าคนคนนี้ต้องมีรูปลักษณ์ที่งดงามไม่แพ้นางเป็นแน่

‘เขาดูดีถึงเพียงนี้’ เซียนหญิงเอ่ยขึ้นตามด้วยรอยยิ้มหวานที่แสดงออกมาโดยมิรู้ตัว

เมื่อก้มลงมองอาหารสองอย่างบนโต๊ะ ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกตากว้างขึ้นแวววาว  เขาไม่ได้โกหก อาหารสองจานนั้น คือ ผัดผักสามจักรพรรดิเห็ดหอมน้ำแดงกับน้ำแกงหลินจื่อสวรรค์ผสมโสมรากเซียนห้าหมื่นปีจริง อีกทั้งกลิ่นยังหอมมากจนเสียงท้องกู่ร้องดังยิ่งกว่าเสียงนภาคำราม

ชิมอาหารเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติล้วนยอดเยี่ยมจนน้ำตาพาลจะไหลลงมาดื้อๆ

‘อร่อยจังเลย’ ริมฝีปากน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ พริบตาเดียวอาหารเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปหมดแล้ว

จากความไม่ชอบในคราแรกจึงกลายเป็นความประทับใจ ที่จริงแล้วนางก็มิได้เกลียดเขา เพียงแต่หากได้รู้จักเขามากขึ้นกว่านี้ ไม่แน่ว่านางอาจจะชอบพอเขาได้ในสักวันหนึ่ง….

[1] เม่ยเม่ย หมายถึง น้องสาว

[2] เทียนจวิน หมายถึง จักรพรรดิสูงสุดแดนเซียน

[3] ช่างเซียน หมายถึง เซียนชั้นสูง

[4] ซ่างเสิน หมายถึง เทพชั้นสูง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ื 21 ปลอบโยน

    ตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 20 ความจริงในอดีต

    เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 19 กระบี่เฟิงจางจิ้ง

    หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 18 รักครั้งเก่า

    'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 17 คนแซ่เสวี่ย

    บรรดาเหล่าเซียนยืนเรียงกันเป็นสองแถวแบ่งแยกสตรีและบุรุษเพียงแค่โดดลงเหวก็ตกลงมาโผล่ที่หุบเขาไท่ซาน ไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้จะยังมีสำนักที่คล้ายสำนักสงฆ์อยู่ เบื้องหน้ามีเสามังกรสีเหลืองอร่ามสลักรูปปั้นมังกรสามหัวขนาดยักษ์มันถูกตั้งไว้กลางโถง ช่างเสมือนจริงเหลือเกิน..'เสวี๋ยอิงคารวะท่านอาจารย์' ชายหนุ่มหัวขาวก้มโค้งคำนับต่อหน้ารูปปั้นมังกรสามหัวอาจารย์ที่ไหนกันไม่เห็นจะมีใครสักคน เฟิงจางจิ้งคิด'ถือว่ามีฝีมือ ส่วนคนอื่นยังต้องฝึกอีกมาก' ร่างมังกรสามหัวแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสามคน หน้าตางดงาม สวมชุดฮั่นฝูสีดำ รูปร่างแกร่งกำยำ มองแค่ตาเปล่าก็สัมผัสได้แล้วว่าปราณเซียนของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใดข้ายังเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทั้งสามเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพกาลที่บังเกิดมาพร้อมกับเหล่าอสูรร้ายแห่งบรรพกาลอย่างเช่น อสูรเถาอู้กับฮุ่นตุ้น[1]'เสี่ยวเซียนทั้งห้าขอคารวะท่านอาจารย์' เฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวนำข้าและเพื่อนพ้องอีกสามคนจึงพากันก้มโค้งคารวะดังที่เฟิงจางจิ้งกล่าวนำไว้ ไม่แน่ว่าในช่วงหลายวันมานี้อาจมีแต่เรื่องสนุกเกิดขึ้น'ไม่ต้องมากพิธี ข้าเ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 16 เรื่องในอดีต

    ‘ยินดีต้อนรับกลับ' หวังเยี่ยนเดินเข้าไปกอดซ้อนอีกทีหนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกนางรู้จักกันคนหนึ่งก็เปรียบเสมือนน้องสาวในไส้ส่วนอีกคนก็คือภรรยาของเขา จากนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาจะเป็นคนปกป้องพวกนางเอง ไม่มีผู้ใด ไม่มีอดีตและแม้อดีตจะลบล้างไม่ได้ หากแต่เมื่อวันวานแห่งความขมขื่นผันผ่านไป หลังจากนี้เขาจะเป็นแสงสว่างชี้นำพวกนางเอง พวกนางคงยังมีความหลังให้ระลึกถึงกันอีกมากเห็นสมควรปล่อยให้สนทนากันเพียงลำพัง กิจของสตรีบุรุษมิควรยุ่งจอมมารสะกิดหลิงหลิวเหว่ยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูแล้วพากันเดินออกไปเงียบๆ เซียนหญิงกับมารสาวมองหน้ากันร่ำไห้กันเงียบงัน ก่อนจะบอกเล่าถึงความทรมานแสนสาหัสและเรื่องเขา'คนนั้น''เยว่ถิง ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้แล้วเจ้ากับจอมมารรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่''ไม่เจอกันเพียงไม่กี่แสนปี ท่านหญิงของข้ากลายเป็นคนช่างถามแล้วรึ''เพราะข้าสนิทใจที่พูดคุยกับเจ้าต่างหาก!'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 14 แตกหัก

    หวังเยี่ยนและเฟิงจางจิ้งแยกกันไปถอดเครื่องแต่งกายออกแล้วสวมชุดตามเดิมเพื่อมาหารือกันเรื่องเหล่าองครักษ์มารของเผ่ยอวิ๋นจวิน ผู้อาวุโสทั้งสี่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย หวังเยี่ยนออกจะเสียด

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 13 คำนับฟ้าดิน

    วังมังกรเนรมิตถูกจัดตกแต่งด้วยสาหร่ายแดงที่พอจะหาได้และผ้าไหมแดงที่พอจะมีอยู่บ้าง จื่อจิงรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดเตรียมหน้างานทั้งหมด ยังรู้สึกผิดหวังที่งานเเต่งอลังการถูกพังทลายลงอีกทั้งตี้จวิน[1]คนนั้นเหตุใดจึงละเลยเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วสามวันกลับไม่มีข่าวคราวจากวังสวรรค์ส่งมาเลยแม้แต่น้อย'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 12 สองดวงจิตในร่างเดียว

    เหล่าหลงทั้งสามพาพวกข้ากลับมายังหุบเขาสิ้นชีวาอีกครั้ง แต่พวกทหารชุดดำเหล่านั้นก็ยังตามข้ามาทันอยู่ดี ข้าจึงลุกขึ้นยืนหยัดสั่งให้หลงลี่พาคนที่บาดเจ็บกลับไปที่วังมังกรเนรมิตก่อนแล้วจึงไปประจันหน้ากับเหล่าทหารชุดดำ'นี่ไม่ใช่เรื่องของท่านเซียนใยต้องยื่นมือเข้ามาด้วยเล่า' หมิงป๋ายยิ้มเย้ยหยัน ข้าต้องระง

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

    หลิงหลิวเหว่ยและปี้เฉียงเดินเข้ามาในห้องโถงเงียบๆ เห็นจอมมารกุมมือท่านหญิงเซียนอยู่แต่ท่านหญิงเซียนแลดูมีเรื่องลำบากใจ ตอนนี้จดหมายตอบรับได้มาถึงแล้ว เขาควรนำไปรายงานแก่จอมมาร เจ้าปี้เฉียงนี่ก็ตามติดเป็นเงาตามตัวน่ารำคาญจริง เมื่อไหร่จะกลับเผ่าหงสาไปสักที'ท่านจอมมารขอรับ สาน์สตอบรับมาถึงแล้ว' หลิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status