Beranda / แฟนตาซี / ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร / บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

Share

บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

last update Tanggal publikasi: 2024-11-18 16:47:57

หลิงหลิวเหว่ยและปี้เฉียงเดินเข้ามาในห้องโถงเงียบๆ เห็นจอมมารกุมมือท่านหญิงเซียนอยู่แต่ท่านหญิงเซียนแลดูมีเรื่องลำบากใจ ตอนนี้จดหมายตอบรับได้มาถึงแล้ว เขาควรนำไปรายงานแก่จอมมาร 

เจ้าปี้เฉียงนี่ก็ตามติดเป็นเงาตามตัวน่ารำคาญจริง เมื่อไหร่จะกลับเผ่าหงสาไปสักที

'ท่านจอมมารขอรับ สาน์สตอบรับมาถึงแล้ว' หลิงหลิวเหว่ยยื่นสาน์สให้จอมมาร จอมมารเปิดอ่านในทันที

'เจ้าตอบตกลง?' จอมมารยิ้มกว้าง เขาบรรจงจุมพิตหลังมือของเฟิงจางจิ้ง นางไม่ทันตั้งตัว พอรู้สึกตัวก็ชักมือออก

'อืม ใช่ แล้วข้าจะรอเกี้ยวของท่านที่สวรรค์ชั้นฟ้า' นางลุกเดินออกไปอย่างขัดเขินเล็กน้อย นางมองตำแหน่งที่จอมมารจุมพิตไปเมื่อครู่ รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 

'ไปกันเถอะจื่อจิง' จอมมารยังคงตะลึงงันด้วยความดีใจ จนกระทั่งนางกับจื่อจิงเดินลับสายตาไปแล้ว..

'ปี้เฉียง ฝากเจ้าคุ้มครองนางถึงสวรรค์ชั้นฟ้าที' 

'รับทราบ!' ปี้เฉียงฟังคำสั่งจอมมารอย่างไม่อิดออด แล้วเดินตามเฟิงจางจิ้งกับจื่อจิงไป...

จอมมารนั่งเปิดอ่านเทียบของหมั้นที่เขาส่งไปคราวที่แล้วเพิ่มของไปอีกสักหลายอย่าง..

'ของทุกอย่างพร้อมแล้วนะ นี่เป็นรายการที่ข้าเพิ่ม จัดเตรียมให้เสร็จวันนี้แล้วส่งจดหมายไปหาเทียนจวินว่าพรุ่งนี้ข้าพร้อมยกเกี้ยวไปสู่ขอ แต่งพรุ่งนี้เลย!' จอมมารนึกอารมณ์ดีแต่งกลอนสำหรับพิธีวันพรุ่งนี้ สำหรับพิธีแต่งงานแดนมารของเขา ต้องมอบกลอนอันเป็นคำมั่นสัญญาให้ฝ่ายหญิง ดีที่ก่อนหน้าเขาเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมเพราะเขาคิดไว้แล้วว่าหากนางไม่ยอมตบแต่ง เขาจะฉุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม งานแต่งนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

'รับทราบขอรับ แล้วชุดให้ส่งไปเลยไหมขอรับ' 

'ส่งเลย เตรียมพร้อมซะวันนี้ ยกสุราที่ข้าบ่มเองไปสวรรค์ชั้นฟ้าด้วย' ต่อให้ความฝันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ นางกับเขาถูกลิขิตแล้วว่าให้คู่กัน ถูกลิขิตแล้วว่าให้ต้องเป็นสามีภรรยากัน งานแต่งของเขาจะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางโดยเด็ดขาด!

ไม่ทราบว่าหากวันเวลาผ่านไป ยามเฝ้าชมบุปผาเบ่งบานด้านนอกกำแพงวังจะยังคงความรู้สึกเช่นนี้ได้หรือไม่ แท้จริงข้ากลับไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้วันที่ข้าจะลงเอยกับใครสักคนคงเป็นวาสนาโชคชะตาฟ้าลิขิตถึงได้มีวันนี้ ข้ายังจำได้ว่าเมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน ข้ายังยุ่งวุ่นวายแก่การปรุงยาเพื่อส่งมาที่ห้องเครื่องสวรรค์ ข้ายังสวมชุดขาวเด็ดบุปผาในหอบุปผกาแก้ว ข้ายังสวมผ้าแพรขาวฝึกประสาทสัมผัสของตน ข้ายังปล่อยวางความทุกข์ในโลกนี้หันหลังให้แก่โลกขาวดำแต่วันนี้...

ข้าต้องมาสวมชุดมงคลสีแดง สวมผ้าคลุมหน้าสีแดง แม้กระทั่งเครื่องประทินโฉมก็ล้วนเป็นสีแดงทั้งสิ้นในงานมงคลของข้าจะยังมีความรู้สึกอบอวลไปด้วยความรักอยู่ด้วยหรือไม่..

'งามแล้วเพคะท่านหญิงเซียน' จื่อจิงเสียบปิ่นรูปวิหคเพลิง ปิ่นนี้มีกลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาคล้ายกลิ่นของอัสดงอ่อนๆทั้งยังส่องแสงประกายคล้ายกับสุริยา  ข้าหันหน้ามองคันฉ่องสีทองอร่าม งามนั้นก็งามอยู่ดอก แต่เครื่องประดับทั้งปิ่นปักผม ดูออกจะมากมายเกินไปสักหน่อย

'เหตุใดต้องจัดงานเอิกเกริกถึงเพียงนี้ ข้าเห็นว่าเรียบง่ายคงจะดีเสียกว่า' จื่อจิงตีที่แขนข้า 

'ท่านหญิงมิใช่เทพเซียนน้อยนะเพคะอีกทั้งท่านจอมมารเองก็มีตำแหน่งใหญ่โตคับฟ้าเช่นนี้ งานแต่งของท่านหญิงเซียนจะต้องเล่าลือไปทั่วสี่ทะเลแปดดินแดน ท่านจอมมารย่อมไม่ทำให้ท่านหญิงเซียนของจื่อจิงขายหน้า งานนี้จึงต้องจัดอย่างสมเกียรติสมฐานะเพคะ อีกหน่อยท่านหญิงยังต้องออกหน้าร่วมกับท่านจอมมารเข้าร่วมพิธีของเผ่าอื่นอีกมากควรจะชินไว้นะเพคะ' ท่านจอมมารคนนั้นก็หุนหันพลันแล่นเหลือเกิน เมื่อวานเพียงแค่ส่งจดหมายตอบรับกลับถึงมือ ตกเย็นเขาก็ส่งของทุกอย่างมาเตรียมพร้อม บอกกับข้าว่าแต่งกันพรุ่งนี้เลย รีบร้อนถึงเพียงนั้นเชียว

'ท่านจอมมารของเจ้าน่ะ ใจร้อน รอสักวันสองวันก็ไม่ได้'

'ท่านจอมมารคงอยากอยู่ด้วยกันกับท่านหญิงเซียนเร็วๆน่ะเพคะ' จื่อจิงล้อเลียนข้าอีกแล้ว แต่ความฝันนั้น ข้าก็เกรงกลัวเหลือเกิน… 

วันนี้การคุ้มกันไม่แน่นหนาเท่าใดนักเพราะทั้งแปดเผ่าล้วนได้รับเชิญ เทียนจวินลงความเห็นว่าทำเช่นนั้นคงเป็นการเสียมารยาท งานมงคลเช่นนี้คงไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม..

ก๊อก ก๊อก

'เข้ามา' 

'หมิงป๋ายขออนุญาตท่านหญิงเซียน ตอนนี้ขบวนเกี้ยวเคลื่อนมาถึงหน้าวังแล้วเพคะ'

'อืม เดี๋ยวข้าออกไป' หมิงป๋ายเป็นมารจากเผ่าวิหคเช่นเดียวกับจื่อจิงแต่เป็นวิหควารี วันนี้นางมาทำหน้าที่เป็นแม่สื่อให้ข้าและหวังเยี่ยน หวังเยี่ยนบอกกับข้าว่าตระกูลของหมิงป๋ายทำหน้าที่นี้มาหลายรุ่นต่อรุ่นแล้วเพราะต้นตระกูลของหมิงป๋ายมีผู้ที่เป็นเซียนคอยรับใช้อยู่ที่หินสามชาติ เขาจึงมองว่านางเหมาะสม แต่ตัวข้ากลับรู้สึกไม่ดีกับนางสักเท่าใดนัก ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านางมิใช่คนเผ่าวิหคเพราะมีกลิ่นพิษคล้ายกับกลิ่นของอสรพิษลอยออกมาจากตัวนาง..

'จื่อจิง พกกระบี่ของข้าไปด้วย' ข้ายืนกระบี่ของตนเองให้จื่อจิงถือ ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี อย่างไรวันนี้ข้าไม่หวังให้ทุกอย่างเป็นดังความฝันนั้นแน่นอนและถ้าหากเป็นจริง ข้าจะเป็นผู้ยุติทุกอย่างด้วยตัวเอง

'พกของเช่นนี้เข้าไปไม่มงคลเลยนะเพคะ'

'ไม่เป็นไรจื่อเอ๋อร์ คำสั่งของข้าว่าที่ประมุขของเจ้า เจ้าจะฟังคำสั่งข้าหรือไม่' ข้าตรัสแกมบังคับ นางยินยอมพกไว้ ข้าบังเอิญทราบมาก่อนแล้วว่าส่วนใหญ่ทางมารไม่นิยมใช้กระบี่เท่าใดนักแต่ถนัดใช้พลังมารมากกว่า ให้จื่อจิงถือไว้ถือว่าไม่หนักหนาอะไรและดูไม่มีพิรุธมากที่สุด 

'จื่อจริงไม่กล้าขัด ย่อมต้องฟังท่านหญิงเซียนอยู่แล้วเพคะ'

'ข้าพร้อมแล้ว' จื่อจิงนำผ้าคลุมสีแดงมาสวมให้แก่ข้าและประคับประคองข้าขึ้นเกี้ยวไป ข้าแอบมองเห็นเขา ชายในชุดอาภรณ์แดงเช่นเดียวกันกับข้า ผมสีดำสลวยเงางามถูกปล่อยสยายออกมา ร่างองอาจกำลังหันหลังขึ้นควบม้าเหล็กทมิฬดวงตาสีแดงฉาน ข้าเห็นเขาเพียงชั่วพริบตาเดียวนั้น เขากำลังนำขบวนเกี้ยวของเราเข้าสู่แดนโลกันตร์..

'ท่านหญิงเพคะ นั่น!! ดอกเหมยกุ้ยกลางหน้าผากท่านหญิงใช่หรือไม่เพคะ' จื่อจิงชี้ไปที่หน้าผากของเซียนหญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ จะมีดอกไม้ผุดขึ้นกลางหน้าผากข้าได้อย่างไร?

'ขอคันฉ่องให้ข้าที' จื่อจิงยื่นคันฉ่องสีเงินเรียบๆมาให้ ข้ายกขึ้นส่องปรากฏดอกเหมยกุ้ยกลางหน้าผากข้าจริงๆ เหตุใดจึงขึ้นแล้วขึ้นได้อย่างไร หรือมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวข้าที่ข้ายังไม่รู้อีก 

เอี๊ยด โคร้มมม 

'โอ้ยยย' เหตุการณ์นี้มัน! ช่างเหมือนในความฝัน ขบวนเกี้ยวหยุดอยู่กับที่ ข้าได้ยินเสียงอาวุธกระทบกัน ข้ารับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยดูเหมือนเกี้ยวจะถูกยกลง

'จื่อจิงยื่นกระบี่ให้ข้า' 

'เชิญท่านหญิงเพคะ' แต่ทว่า! ข้ากลับไม่สามารถก้าวขาออกจากเกี้ยวนี้ได้ราวกับมีม่านพลังกั้นไว้

'หวังเยี่ยน!!' 

'เจ้าไม่จำเป็นต้องออกมา รักษาตัวของเจ้าให้ดี' 

'ปล่อยข้า!!!' 

'เจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะไม่ยอมปล่อยให้งานแต่งของเราล่มสลาย' ทำไมจอมมารท่านนี้ถึงหยิ่งทระนงตนเองยิ่ง ลำพังเขาคนเดียวจะรอดได้อย่างไร เหมือนเป็นดังความฝันนั้น เสียงอาวุธกระทบกันเต็มไปหมด ท่านจอมมารไม่อาจดูถูกฝีมือของข้า เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นจึงร่ายมนตร์กระบี่แล้วแทงทะลุฝ่าม่านพลังออกมา..

'ข้าบอกเจ้าแล้ว งานแต่งของเจ้าจะเป็นงานนองเลือดให้ข้าและคนของข้าเล่นสนุกให้สาแก่ใจ' ชายในชุดดำกล่าวออกมาภายใต้ใบหน้าดุดันและยังมีชายอีกราวๆสิบกว่าคนสวมเกราะแผ่ไอมารออกมา กลิ่นของพวกเขาคล้ายเซียนเผ่าอสรพิษ 

'ข้า หวัง! เยี่ยน! จวิน! ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดมาก่อนหากข้าไม่ตายตกจนวิญญาณแตกซ่าน เจ้าก็จะไม่มีวันได้ทุกสิ่ง' 

'ฆ่า!!' สิ้นคำของเผ่ยอวิ๋นก็เกิดการต่อสู้ขึ้น บุรุษสองคนถือกระบี่สองฟักฟาดฟันกันคล้ายว่าจะเป็นภาพแสนงดงามภายใต้ความอาฆาตพยาบาทยังมีอีกสายตาหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาเคียดแค้นเป็นสายตาของมิตรภาพ มิตรภาพที่มิอาจกลับคืนสู่วันวานได้แล้ว ท่วงท่าแสนสง่างามยังคงคุ้นตาจอมมาร วิถีกระบี่ของเผ่ยอวิ๋นจวินยังคงเหมือนเดิมแต่ทว่า..

'หมิงป๋ายเจ้าส่งกระเรียนทองไปถึงเทียนจวิน  เฮือก!'

'เจ้าน่ะมันโง่นักนะ หวังเยี่ยน' รอยยิ้มร้ายผุดขึ้น นางแปลงร่างอยู่ในชุดเดียวกันกับคนของเผ่ยอวิ๋นพลางดึงดาบผนึกมารที่เสียบกลางอกหวังเยี่ยนเมื่อครู่ออกมา ดาบผนึกมารเป็นดาบที่สูบพลังของมารมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง นางคือภรรยาเอกของเผ่ยอวิ๋นแฝงตัวมาเนิ่นนานและเป็นบุตรธิดาคนโตองค์หญิงใหญ่จากเผ่าอสรพิษ ส่วนตัวจริงที่ถูกสวมรอยได้ตายไปนานแล้ว 

เขาเก็บนางไว้ใกล้ตัวเนิ่นนาน ใช่ เขาโง่จริงๆ

'เยี่ยนเยี่ยนเรื่องมาถึงขนาดนี้ หากเจ้ายอมตายตกกลายเป็นวิญญาณไร้ตัวตน ข้าจะไว้ชีวิตทุกคน'

'ข้าปล่อยให้เจ้าทำเรื่องไร้คุณธรรมไม่ได้หรอก'

'ใต้หล้านี้ คุณธรรมที่เจ้าพูดถึงล้วนเป็นเรื่องที่ข้าเกลียด' เผ่ยอวิ๋นใช้มือปาดเลือดของหวังเยื่ยนที่เปื้อนอยู่ตรงปลายดาบขึ้นมาดูดชิม เลือดแสนหวาน.. 

'ปี้เฉียงปกป้องหลิงหลิวเหว่ยและเจ้าสาวของข้าที' เขายังคงหอบร่างอันแสนเจ็บปวด บาดแผลของเขา โลหิตไหลย้อมเข้ากับสีชุด 'โลหิตเปื้อนอาภรณ์ย่อมไม่ยอมให้โลหิตเปื้อนฮูหยิน' เขาย่อมทนได้แต่คงไม่อาจมองคนที่ตนรักและสำคัญกับตนเป็นอะไรไป หากต้องคืนสู้เถ้าธุลีเขาก็ไม่เกรงกลัวแม้ต้องใช้เวลาอีกหลายแสนปีกว่าจะคืนร่างเดิมได้ก็ตาม

 ปี้เฉียงพยักหน้าให้แก่จอมมารเป็นที่รู้กัน 

'ท่านจอมมาร' หลิงหลิวเหว่ยชะงักมือเห็นถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นปี้เฉียงโอบไหล่หลิงหลิวเหว่ยมองตาหวานเชื่อม

'ข้าจะปกป้องเจ้า ท่านจอมมารไม่เป็นอะไรหรอกเชื่อข้าสิ' หลิงหลิวเหว่ยกระทุ้งศอกตรงกล้ามท้องของคนข้างๆสักที 

มันใช่เวลาเล่นไหม!

'พูดอะไรของเจ้า' หลิงหลิวเหว่ยหยิบอำพันขึ้นมาโยนขึ้นบนฟากฟ้าจนเกิดเป็นแสงสีทองวาบขึ้น เขากำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้เทียนจวิน

'ถึงคราวที่เจ้าต้องลองกระบี่ที่ข้าให้แล้วนะว่าเหมาะมือดีหรือไม่' รอยยิ้มร้ายพุดขึ้น ปี้เฉียงมองตาชายหนุ่มหุ่นอ้อนแอ้นอย่างรู้ใจ วาดลวดลายท่วงท่าทีอันสง่างามคล้ายกับพญาหงส์เต้นระบำ คมกระบี่สองฟักกวัดแกว่งไปมาคอยปกป้องรอบเกี้ยวสีแดง ขณะนั้นเองกลับรู้สึกได้ถึงพลังเซียนอันแข็งแกร่ง พลังเซียนสีขาว พลังเซียนที่หนักแน่น บริสุทธิ์ จอมมารยังคงสู้อย่างไม่ลดละกับเผ่ยอวิ๋นและองครักษ์ของเผ่ยอวิ๋นอีกสามคน 

เซียนหญิงยังคมสวมผ้าคลุมหน้าสีแดงอยู่ร่างบางฉีกกระโปรงที่ยาวลากพื้นขึ้นมาเล็กน้อยพอให้เคลื่อนไหวสะดวก ลากกระบี่สลักชื่อของตนออกมาเดินลงจากเกี้ยวอย่างสง่างาม ภายใต้ผ้าคลุมสีแดงนั้นเต็มไปด้วยแรงอาฆาต แรงจิตสังหาร อันแรงกล้าของนาง ดอกเหมยกุ้ยสีแดงฉานเข้มขึ้น 

ท่ามกลางความโกลาหลราวกับว่ามีพิษบางอย่างกระจัดกระจายไปทั่วอาณาเขต จอมมารยังคงโซซัดโซเซเพราะถูกดาบผนึกมารดูดกลืนพลัง 

'ไม่ต้องตามข้ามา รักษาตัวเองให้ดี' ร่างองอาจของเขาฝ่าฟันคมกระบี่ต่อสู้กับชายชุดดำไม่ลดละ

ในความฝันของนั้น นางจำได้ แต่ครานี้มีหลายสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปยามนางย่างก้าวกลับมีดอกสาละพุดขึ้นรองรับย่างก้าวของนาง.. 

'ไม่ หากจะตายก็ตายด้วยกัน' 

'นั่นมัน!!! ' หมิงป๋ายชี้ไปที่เซียนหญิงในชุดมงคล ย่างก้าวดอกสาละพุดนั้นคล้ายดังคำกล่าวในตำนาน 'ย่างก้าวเกิดดอกสาละพุด บุปผาพิษผุดกลางนลาฏ กล่าวขับขานแต่กาลนาน บรรพกาลดรุณีก่อกำเนิด' ที่เเท้จอมมารกลับมีของดีไว้ในมือนี่เอง หึ

'บุปผาพิษในตำนาน' ชายในชุดดำผู้นั้นยิ้มตรงมุมปาก แล้วเเทงเข้าไปที่กลางอกจอมมารอีกครั้ง ไม่! นางจะไม่ยอมให้เป็นเหมือนดั่งในความฝัน นางวิ่งไปกอดร่างหนาที่ล้มลงไป นางวาดกระบี่ลงบนพื้นเป็นวงกลมราวกับมีปราการเซียนห้อมล้อมรอบตัวนางและเขา

'ถ้าท่านท่องกลอนที่จะเข้าพิธีกับข้าก่อน ข้าจะโกรธเจ้าและไม่ยินยอมแต่งกับเจ้าจริงๆด้วย' นางแบมือออกมาดอกบัวสีดำทมิฬลอยล่องออกไป คือดอกบัวพิษ นางหยิบกระดิ่งระฆังทองออกมาสั่นเบาๆสามครั้ง เห็นท่าทีของปี้เฉียงกับหลิงหลิวเหว่ยก็ลำบากอยู่ไม่น้อย นางเพียงเคยฝึกวิชาร้ายกาจนี้ไว้บ้าง ท่านแม่ของนางสั่งไว้ว่ามิใช่ว่าตลอดชีวิตนี้จะมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้น เทพเซียนแม้เป็นเทพเซียนก็ย่อมมีด่านเคราะห์ที่ต้องเผชิญ ดังนั้นเรียนวิชาอธรรมพวกนี้เอาไว้บ้างไม่เสียหาย

ร่างมังกรสามหัวปรากฏขึ้นทั้งสามหัวพ่นไฟ เรียกลมวายุและเพรียกพิรุณกระหน่ำเทลงมา เมื่อลงแตะสู่พสุธาเจ้ามังกรแต่ละหัวจึงแยกกันคาบคนไปคนละหัว หลงเมิ่งอ้าปากงับแขนเสื้อเฟิงจางจิ้งโดยที่เซียนหญิงยังไม่ปล่อยมือจอมมาร หลงฮั่วอ้าปากงับปกคอเสื้อหลิงหลิวเหว่ยกับปี้เฉียงส่วนหลงลี่อ้าปากงับจื่อจิง หยกที่เขามอบให้จื่อจิงเปร่งประกายวิบวับ..

 โชคดีเหลือเกินที่นางพกติดตัวไว้ตลอดถึงแม้เขาจะรู้สึกเจ็บจากพลังมารที่พุ่งเข้าชนตัวจื่อจิง ขอเพียงแต่จื่อจิงปลอดภัยก็เพียงพอ..

'ตาม!!' เผ่ยอวิ๋นออกคำสั่ง บัดนี้จากงานรื่นเริงกลับกลายเป็นงานแต่งย้อมโลหิตมีแต่กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเต็มไปหมด เผ่ยอวิ๋นดูดกลืนพลังชีวิตส่วนหนึ่งของผู้ที่ถูกสังหารเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณให้ตนเองแล้วจึงเหาะตามเหล่าทหารองครักษ์ฝีมือดีของตนเอง

แตกดับเช่นไร ขอเพียงแค่เอาเลือดล้างเลือด เปื้อนมลทินนับพันครั้ง ต้องถูกจองจำอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ยินยอมด้วยความยินดี ทั้งรักทั้งแค้นก็เป็นเช่นนี้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ื 21 ปลอบโยน

    ตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 20 ความจริงในอดีต

    เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 19 กระบี่เฟิงจางจิ้ง

    หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 18 รักครั้งเก่า

    'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 17 คนแซ่เสวี่ย

    บรรดาเหล่าเซียนยืนเรียงกันเป็นสองแถวแบ่งแยกสตรีและบุรุษเพียงแค่โดดลงเหวก็ตกลงมาโผล่ที่หุบเขาไท่ซาน ไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้จะยังมีสำนักที่คล้ายสำนักสงฆ์อยู่ เบื้องหน้ามีเสามังกรสีเหลืองอร่ามสลักรูปปั้นมังกรสามหัวขนาดยักษ์มันถูกตั้งไว้กลางโถง ช่างเสมือนจริงเหลือเกิน..'เสวี๋ยอิงคารวะท่านอาจารย์' ชายหนุ่มหัวขาวก้มโค้งคำนับต่อหน้ารูปปั้นมังกรสามหัวอาจารย์ที่ไหนกันไม่เห็นจะมีใครสักคน เฟิงจางจิ้งคิด'ถือว่ามีฝีมือ ส่วนคนอื่นยังต้องฝึกอีกมาก' ร่างมังกรสามหัวแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสามคน หน้าตางดงาม สวมชุดฮั่นฝูสีดำ รูปร่างแกร่งกำยำ มองแค่ตาเปล่าก็สัมผัสได้แล้วว่าปราณเซียนของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใดข้ายังเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทั้งสามเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพกาลที่บังเกิดมาพร้อมกับเหล่าอสูรร้ายแห่งบรรพกาลอย่างเช่น อสูรเถาอู้กับฮุ่นตุ้น[1]'เสี่ยวเซียนทั้งห้าขอคารวะท่านอาจารย์' เฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวนำข้าและเพื่อนพ้องอีกสามคนจึงพากันก้มโค้งคารวะดังที่เฟิงจางจิ้งกล่าวนำไว้ ไม่แน่ว่าในช่วงหลายวันมานี้อาจมีแต่เรื่องสนุกเกิดขึ้น'ไม่ต้องมากพิธี ข้าเ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 16 เรื่องในอดีต

    ‘ยินดีต้อนรับกลับ' หวังเยี่ยนเดินเข้าไปกอดซ้อนอีกทีหนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกนางรู้จักกันคนหนึ่งก็เปรียบเสมือนน้องสาวในไส้ส่วนอีกคนก็คือภรรยาของเขา จากนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาจะเป็นคนปกป้องพวกนางเอง ไม่มีผู้ใด ไม่มีอดีตและแม้อดีตจะลบล้างไม่ได้ หากแต่เมื่อวันวานแห่งความขมขื่นผันผ่านไป หลังจากนี้เขาจะเป็นแสงสว่างชี้นำพวกนางเอง พวกนางคงยังมีความหลังให้ระลึกถึงกันอีกมากเห็นสมควรปล่อยให้สนทนากันเพียงลำพัง กิจของสตรีบุรุษมิควรยุ่งจอมมารสะกิดหลิงหลิวเหว่ยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูแล้วพากันเดินออกไปเงียบๆ เซียนหญิงกับมารสาวมองหน้ากันร่ำไห้กันเงียบงัน ก่อนจะบอกเล่าถึงความทรมานแสนสาหัสและเรื่องเขา'คนนั้น''เยว่ถิง ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้แล้วเจ้ากับจอมมารรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่''ไม่เจอกันเพียงไม่กี่แสนปี ท่านหญิงของข้ากลายเป็นคนช่างถามแล้วรึ''เพราะข้าสนิทใจที่พูดคุยกับเจ้าต่างหาก!'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 14 แตกหัก

    หวังเยี่ยนและเฟิงจางจิ้งแยกกันไปถอดเครื่องแต่งกายออกแล้วสวมชุดตามเดิมเพื่อมาหารือกันเรื่องเหล่าองครักษ์มารของเผ่ยอวิ๋นจวิน ผู้อาวุโสทั้งสี่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย หวังเยี่ยนออกจะเสียด

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 10 ห่วงฝันอันโหดร้าย

    ภาพขบวนเกี้ยวสีแดงขบวนใหญ่เคลื่อนที่เข้ามาในสวรรค์ชั้นฟ้า หญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าสีแดงและสวมชุดแต่งงานสีแดง'เชิญเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว' เซียนหญิงผู้หนึ่งกล่าวขึ้น นางไม่รู้จักมาก่อน นางก้าวช้าช้า ยามก้าวขาขึ้นบนเกี้ยวนางเห็นชายหนุ่มผมสีดำยาวสลวยสวมชุดสีแดงคล้ายกับนาง เขายืนอยู่ข้างหน้าเกี้ยวแต่เ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 9 ห่วงหา

    สองวันล่วงเลยผ่านไปแล้วข้ายังมิได้ข่าวสารหรือการติดต่อจากจอมมาร วันนั้นก่อนจากกันเขาดูรีบร้อนคล้ายว่ามีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการย้อนนึกดูแล้วก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาอยู่บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าจอมมารท่านนั้นเขายังมีเรื่องต้องทำกับคนอื่นเขาด้วย‘จื่อเออร์ จอมมารเขายุ่งมากเลยหรือ’&ls

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 8 ดินแดนหงษา

    เผ่าหงษาตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามากนักใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึง‘จอมมาร ถึงแล้ววังวสันต์วายุแล้วขอรับ' หลิงหลิวเหว่ยเขย่าตัวจอมมาร จอมมารสะดุ้งหลุดออกจาก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status