Share

บทที่ 2 สู่ขอ

last update Tanggal publikasi: 2024-11-10 20:37:30

ครั้นเมื่อหลิงหลิวเหว่ยก้าวเข้าสู่แดนสวรรค์ชั้นฟ้า หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือจากที่นี่ไปนานจึงเห็นเป็นเช่นนั้น

เดิมทีเขาเองไม่อยากก้าวเข้ามาในแดนเซียนอีกครั้งเพราะยังละอายใจอยู่ไม่น้อยที่แปรเปลี่ยนพรรคจากซ่างเซียนเข้าสู่วิถีมารและยิ่งเขาเพิ่งเข้ารับพิธีแต่งตั้งตำแหน่งกุนสือมารฝ่ายซ้ายยิ่งแล้วใหญ่ เกรงกลัวว่าจะได้บังเอิญเจอคนรู้จักที่เคยใช้งานเขาเยี่ยงทาส ครานั้นเขาเป็นเซียนรับใช้อยู่ที่สวรรค์ชั้นฟ้ามีเรื่องให้ต้องทำไม่เว้นแต่ละวัน น่าเบื่อหน่ายเหลือทน..

'ไม่เจอกันนานนะ หลิงหลิวเหว่ยจวิน' เฟิงหวังเหล่ยสำรวจใบหน้าของอดีตคนรู้จักยังพอจำได้เลือนลางว่าแต่ก่อนหลิงหลิวเหว่ยเป็นเพียงแค่ซ่างเซียนขั้นแรกรับใช้อยู่ตำหนักเทพดวงชะตาซื่อมิ่ง เขาไม่ค่อยสนใจเหล่าเทพเซียนน้อยๆซักเท่าใดแต่ก็มิใช่ว่าเมินเฉยไม่ใส่ใจ 

หากกล่าวถึงคนที่ชอบมาฉกชิงเหล่าเซียนเข้าพรรคตนอย่างหวังเยี่ยน เมื่อปีนั้นยังเคยเป็นสหายร่วมสำนักสนิทชิดเชื้อพอควรหลังจากเขาได้รับตำแหน่งเหง็กเซียนฮ่องเต้แดนสวรรค์ได้ไม่นาน หวังเยี่ยนก็เข้ารับตำแหน่งประมุขมารเช่นเดียวกัน เขากับจอมมารมีเรื่องให้ขุ่นเคืองใจเป็นอดีตอันแสนเจ็บช้ำอยู่เรื่องหนึ่งจึงเข้าหน้ากันไม่ติดมาหลายแสนปีแล้ว..

'ขอรับ' เขาก้มโค้งคำนับเทียนจวินอย่างนอบน้อมเช่นเคยพลางยิ้มน้อยๆจนปรากฏรอยลักยิ้มข้างแก้ม

'ฟังมาว่าเจ้าเป็นถึงมือซ้ายของเยี่ยนเยี่ยนอีกทั้งยังได้ปกครองเมืองทิศประจิมอีก น่ายกย่องจริง นั่นอะไรหรือ' เขากล่าวชื่นชมจอมมารน้อยตรงหน้าแต่แท้จริงแล้วมีเจตนาแฝง เมืองทิศประจิมที่ว่าหวังเยี่ยนยกกรีธาทัพเข้ายึดด้วยเหตุผลที่ว่า'พอใจที่จะยึด พอใจที่จะได้' ครั้นจะยึดคืนเจ้าหวังเยี่ยนก็ค้านหัวชนฝาว่าเช่นนั้นก็ทำศึกใหญ่ให้รู้ดำรู้แดงกันไป หากชนะจะขอยึดเมืองถึงสองในห้าส่วนของสวรรค์ชั้นฟ้า เห็นแก่มิตรภาพกาลก่อนจึงยินยอมถือว่าทดแทนให้กับความผิดบาปที่เคยก่อไว้กับคนสำคัญของเขา

'เทียนจวินกล่าวเกินจริงไปแล้วขอรับ สาส์นจากท่านจอมมารหวังเยี่ยนจวินขอรับ' หลิงหลิวเหว่ยส่งเทียบนั้นให้แก่เทียนจวินถึงมือ คิ้วโก่งดั่งคันศรขมวดเข้าหาจนผูกกันเป็นปมตั้งแต่อ่านบรรทัดแรกทั้งยังขบกรามแน่นข่มอารมณ์โกรธที่เริ่มประทุเดือด ทุกบรรทัดเหมือนตั้งใจยั่วโทสะเขาอย่างนั้นโดยเฉพาะลายมือยึกยือเป็นเอกลักษณ์นั่น...

'หวัง เยี่ยน จวิน!!!' เมื่ออ่านจบก็ทนข่มอารมณ์ตนเองไม่ไหวจนต้องขู่คำรามออกมาด้วยความโมโห ตามเนื้อความในเทียบนี้ เรียกได้ว่ามัดมือชก อยากได้น้องสาวเขาไปเป็นฟูเหริน[1]แต่กลับใช้ถ้อยคำข่มขู่เช่นนี้..

'ท่านจอมมารฝากข้ามาบอกว่า 'ข้าให้เวลาคิดไม่มาก ข้าใจร้อน' หลิงหลิวเหว่ยกล่าวเลียนแบบผู้เป็นนายให้ละม้ายคล้ายคลึงมากที่สุด

กระนั้นเฟิงหวังเหล่ยพินิจพิเคราะห์ถึงรายการสินสอดนับร้อยรายการนี้ หากตกลงก็ถือว่าคุ้มค่านัก ดินแดนที่ถูกยึดไปหวังเยี่ยนยินดีคืนให้ทั้งหมด อาวุธจำนวนมหาศาลหวังเยี่ยนก็ยินดีแบ่งให้กึ่งหนึ่งแต่เรื่องนี้จะตัดสินใจเองคนเดียวไม่ได้ แม้ว่าเขากับเฟิงจางจิ้งจะเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ทว่า นับตั้งแต่จำความได้เฟิงจางจิ้งถูกส่งไปเรียนวิชาเซียนเนิ่นนาน ความผูกพันทางสายเลือดจึงเบาบางอยู่บ้าง พบกันครั้งสุดท้ายก็ตอนที่เข้าไปฝึกในสำนักหลังจากนางรับการสืบทอดเทพบุปผาจากท่านแม่ นางก็หายตัวไปในหุบเขานั่นไม่ย่างกรายออกมาอีกเลย 

'บอกเขาให้นำตัวเฟิงจางจิ้งมาส่งที่สวรรค์เก้าชั้นฟ้า ภายในเจ็ดวันให้หลังข้าจะให้คำตอบแล้วถ้าเขาไม่ยอมส่งตัวนางกลับมาก็ให้เขายกกรีธาทัพมาสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้เลย!' เฟิงหวังเหล่ยประกาศกร้าว ทำเอาเหล่าเสนาเซียนฝั่งซ้ายและขวาต่างสะดุ้งไปตามๆกัน หากเป็นหวังเยี่ยนคนก่อนเก่าที่เขาเคยรู้จัก เขาอาจยอมยกน้องสาวให้ได้อย่างไร้ข้อกังขาแต่หากเป็นหวังเยี่ยนที่เป็นจักรพรรดิมาร ณ เพลานี้ เขาลังเลและเป็นห่วงเฟิงจางจิ้งมาก 

จอมมารผู้กระหายเลือดและคลั่งอำนาจเช่นนั้นแตกต่างจากเฟิงจางจิ้งสตรีผู้เปรียบเสมือนดั่งหยกขาวบริสุทธิ์ ทั้งคู่เดินบนเส้นทางขนานกันถึงขนาดที่ว่าเป็นไปได้ยากที่จะบรรจบกัน

 ใช่ เขาคิดเช่นนั้น...

'รับราชโองการ' หลิงหลิวเว่ยก้มโค้งศีรษะน้อมรับแล้วเดินทางกลับเมืองมารในทันที.....

เมื่อเห็นว่าเซียนหญิงคลายความระแวดระวังลง จอมมารจึงปลดปล่อยสตรีเซียนให้เป็นอิสระแต่ก็ยังคงจับตามตามองนางด้วยความสนใจ ด้วยกลัวว่านางจะเบื่อจึงนำกระดาษและพู่กันให้นางได้ใช้คลายเหงา ทันทีที่ปลายนิ้วบางแตะลงบนพู่กัน นางหยิบสิ่งนั้นอย่างคล่องแคล่ว

ปลายพู่กันตวัดไปมาอย่างมีฝีมือแม้ดวงตาไร้ซึ่งการมองเห็นแต่ฝีไม้ลายมือเห็นชัดว่าผ่านการฝึกฝนมานับไม่ถ้วน

 จอมมารหนุ่มมองหญิงสาวร่างบางตวัดหวัดปลายพู่กันไปมาบนกระดาษที่เขาเตรียมไว้ให้..

'งาม' คำชมจากปากจักรพรรดิหนุ่มทำให้หญิงสาวตรงหน้าลอบยิ้มออกมา

'ขอบคุณ' ความสงบเยือกเย็นปกคลุม เขากลับรู้ว่าคนรู้สึกว่าคนตรงหน้าคือภาพวาดมีชีวิตที่งดงามยิ่งกว่าลวดลายที่แต่งแต้มลงบนผืนกระดาษนั้นอีก

ภาพที่นางวาดออกมาคือรูปภาพของปลาสวรรค์เจ็ดตัว เขาจำได้เลือนรางว่าเมื่อครั้งยังร่ำเรียนอยู่สำนักเดียวกันกับเทียนจวิน เป็นเขาที่ชอบแอบไปจับปลาสวรรค์กิน ถูกลงโทษนับพันครั้งยังคุ้มนักกับการกินปลาสวรรค์นั่น

'ความสามารถของเจ้าได้แต่ใดมา'หวังเยี่ยนมองเซียนหญิงในชุดขาวไม่วางตา นางค่อยค่อยวางพู่กันเล่มนั้นลงอย่างเบามือ

'ข้าฝึกฝนวิถีเซียนมาตั้งแต่ยังน้อย ศิลปะแต่ละแขนง ล้วนเรียนรู้มาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง การวาดภาพถือเป็นการสงบจิตใจได้ดีอย่างหนึ่ง..' นางร่ายยาวออกมา เป็นครั้งแรกที่เซียนบุปผางามในชุดขาวท่านนี้เอ่ยปากพูดกับเขาเสียยาวเหยียด มองอย่างไรก็งดงาม จนน่าแกล้ง..

'เช่นนั้นหรือ หากเปลี่ยนจากหยดหมึกเป็นหยดเลือด ข้าถึงถือเป็นดังที่เจ้าว่าจริงๆ'จอมมารหนุ่มนั่งเท้าคางบนโต๊ะเล็กๆเบียดนางเล็กน้อย

ปึ้ง! เฟิงจางจิ้งทุบโต๊ะเสียงอย่างไม่พอใจ.. 

ตายจริง! นี่นางเสียมารยาทอีกแล้ว เทพเซียนชั้นสูงย่อมต้องสำรวมกิริยา สงบโทสะ ไม่วุ่นวาย คิดถี่ถ้วน ละเอียดรอบคอบ นางค่อยค่อยรวบรวมสมาธิตอบเขาอย่างใจเย็น

'ทำเช่นนั้นหาใช่วิถีเซียน ไม่ถูกต้อง!' นางดุเขาทั้งยังสำรวมกิริยาอยู่ หวังเยี่ยนจับจ้องเขาไปบนใบหน้านางหยั่งลึกกว่าเดิม

ใจจริงของเขาอยากจะปลดผ้าแพรสีขาวนั่นออกด้วยซ้ำ

'เหตุใดจึงต้องคาดผ้าแพรขาวอยู่ตลอด ดวงตาของเจ้าไม่ดีหรือ' มือหนึ่งจอมมารเสกชาแดนสวรรค์มาหนึ่งกา ‘ชาหวงเหมยกุ้ย’[2] เขาค่อยค่อยรินชาอย่างประณีตพิถีพิถันไม่ให้หยดแม้แต่หยดเดียว อย่างน้อยมีเรื่องหนึ่งที่เขาทำได้ดี คือรินชา ชวนนางสนทนาอย่างไรล่ะ

'มิใช่เช่นนั้น มีสองเหตุผลอาจจะน่าขบขันสักหน่อย' อืม เขาส่งเสียงในลำคอพลางส่งชาหนึ่งถ้วยไปให้นาง

 เซียนหญิงรับชาถ้วยนั้นมามือคลำสัมผัสลวดลายถ้วยชา นางสัมผัสได้ว่าลายของถ้วยชาอาจเป็นลายวิหค

'บอกข้าได้หรือไม่ คนงาม'เขาเอ่ยเยินยอ จอมมารหนุ่มยังมองนางมิวางตา เขาจิ๊บชาไปสองสามอึกแล้วจึงเสกโลหิตของนักโทษจากทิศพายัพที่หลิงหลิวเหว่ยคัดมาให้เป็นพิเศษ ชาหอมหวานอย่างไรก็มิอาจสู่โลหิตไปมิได้

'อนึ่ง โฉมหน้าของข้าเป็นที่พึงใจของใครหลายคน ประการที่สอง ข้ากำลังฝึกวิชาเซียน' เหตุผลหลักย่อมมาจากประโยคหลัง ประโยคแรกก็แค่เอ่ยประชดเขาเท่านั้น วิชาเซียนที่นางกล่าวถึงคือการยอมรับและพอใจในสิ่งที่ตนมี หากวันหนึ่งขาดดวงตาไป นางย่อมยอมรับได้ จมูกของนางก็รับกลิ่นได้ดีมาก

ดั่งเช่นตอนนี้ นางได้กลิ่นคาวเลือดกระอักกระอ่วนอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก

'รูปโฉมของข้าก็งามไม่แพ้เจ้า เซียนชายหรือเซียนหญิงต่างนอบน้อมยอมพลีกายให้ข้าทั้งนั้น' จอมมารหนุ่มกล่าวโอ้อวดแล้วเสกขนมกินเล่นของโปรดตัวเองอย่างกะโหลกมนุษย์อบกรอบมากัดกร่วมๆ

คิดไว้แต่แรกว่าเขาต้องเอ่ยเยินยอตัวเอง ชายผู้นี้คาดเดาง่ายเกินไปแล้ว

'ข้าได้กลิ่นคาวเลือด' นางขยับตัวใช้จมูกตามหากลิ่นคาวเลือดแต่ไหนเลยจมูกของนางถึงสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่ม อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมปนกลิ่นคาวเลือดมาด้วย หรือว่า!?

'กลิ่นคาวเลือดที่เจ้าว่าอยู่ตรงแก้มข้าเช่นนั้นหรือ ฮ่าๆๆๆ ' จอมมารหนุ่มระเบิดหัวเราะออกมา ทำเอาเซียนหญิงหน้าแดงปลั่งราวกับลูกมะเขือเทศ เมื่อได้สติจึงรีบผละตัวออกทันทีทันใด

'นี่ท่าน!' นางชี้หน้าเขา สีหน้าโกรธจัดของคนตรงหน้า น่าสนใจเหลือเกิน เซียนหญิงในชุดขาว กิริยาเรียบร้อยผู้นี้เหมาะนักที่จะเเต่งเข้ามาเป็นจักรพรรดินีของแดนมาร

ยามนางโมโหก็ยังพอมีอารมณ์เฉกเช่นปัจเจกชนทั่วไปอยู่บ้าง ไร้เดียงสา แสดงออกอย่างซื่อตรงไม่แต่งแต้มตรงใจเขาเหลือเกิน

ในระหว่างที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกัน ที่สุดแล้วเซียนหญิงก็พอจะจับใจความได้ว่าเขาไม่ใช่ผู้นับถือวิถีเซียนอย่างแน่นอน กิริยาโอ้อวดตนอย่างไม่สำเหนียกเจียมตนเช่นนี้ ไม่ใช่ลักษณะนิสัยเฉกเช่นเทพเซียน อีกทั้งกลิ่นอายของเขายังปะปนกับกลิ่นอายของความชั่วร้ายอยู่ครึ่งส่วน

เมื่อถึงยามซวี[3]จอมมารจึงมอบหน้าที่ให้ 'จื่อจิง' สาวรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยติดตามสตรีเซียนและพานางเข้าสู่ห้องพัก 

ครั้นเมื่อถึงยามห้าย[4]หลิงหลิวเหว่ยก็เดินทางกลับมาจากสวรรค์ชั้นฟ้าพอดี

'ได้ความว่าอย่างไรบ้าง' จอมมารหนุ่มค่อยค่อยสางผมสีดำเงางามของตนเอง เขารักในเส้นผม รักในใบหน้าและความงามเกินจะบรรยายของตน

 ยามอยู่กับหลิงหลิวเหว่ยเขาไม่จำเป็นต้องระวังตัวหรือกลัวอันใดเลย เขาชื่นชอบในความจริงใจซื่อสัตย์และซื่อตรงของหลิงหลิวเหว่ย หนึ่งในไม่กี่คนที่เขาไว้ใจ

'เทียนจวิน มีประสงค์ให้ท่านส่งแม่นางเฟิงจางจิ้งสู่แดนสวรรค์เสียก่อนแล้วหลังจากนั้นเจ็ดวันเขาจะให้คำตอบแต่หากเราไม่ส่งตัวนางคืนเขายินดีจะทำศึกขอรับ' หลิงหลิวเหว่ยกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำแจ่มแจ้งทุกประการตามที่เทียนจวินสั่งมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

เดิมทีเขาคิดว่าจอมมารหนุ่มจะแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดหรือโมโหอยู่หลายส่วน ทว่า กลับกลายเป็นว่าท่านจอมมารยิ้มกริ่ม มีความสุข ไม่โมโหโกรธาแม้แต่น้อย

'เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ไปส่งนางเถิดคุ้มครองนางให้ถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เสร็จการนั้นแล้วเจ้าก็กลับมาช่วยเตรียมสินสอดให้ข้า' ภาพมโนในหัวจอมมารหนุ่มคิดไกลไปถึงวันแต่งงานฉายในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มราวกับคนวิปลาสค้างงันอยู่อย่างนั้นถึงแม้ในมือยังขยับสางผมตนเองอยู่ก็ตาม 

หลิงหลิวเหว่ยได้แต่ส่ายหัวไปมากับความตกอยู่ในห้วงฝันอันเพริศแพร้ว หากนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นก็คงน่าตกใจอยู่ดอก อาการมโนเก่งของจอมมารท่านนี้คงเกินจะเยียวยาแล้วกระมัง.. 

[1] ฟูเหริน หมายถึง ภรรยา

[2] ชาหวงเหมยกุ้ย คือ  ชาจีน อบไฟต่ำ  เหยียนฉาจากต้นชาสายพันธุ์ใหม่ เป็นลูกผสมของต้นชาสายพันธุ์หวงกวนยินและหวงเหยียน มีความหมายว่ากุหลาบอำพัน ใบชาและน้ำชาให้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบ น้ำชามีสีเหลืองอมเขียว ใช้การอบไฟต่ำเพื่อดึงให้กลิ่นหอมกุหลาบของใบชามีความโดดเด่นชัดเจน เมื่อดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกราวกับอยู่ในทุ่งดอกไม้ มีรสหวานติดปลายลิ้น ฉาชี่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว

[3] ยามซวี คือ ช่วงเวลา 19.00 – 20.59 น.

[4] ยามห้าย

คือช่วงเวลา  21.00 – 22.59 น

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ื 21 ปลอบโยน

    ตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 20 ความจริงในอดีต

    เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 19 กระบี่เฟิงจางจิ้ง

    หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 18 รักครั้งเก่า

    'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 17 คนแซ่เสวี่ย

    บรรดาเหล่าเซียนยืนเรียงกันเป็นสองแถวแบ่งแยกสตรีและบุรุษเพียงแค่โดดลงเหวก็ตกลงมาโผล่ที่หุบเขาไท่ซาน ไม่คิดว่าหุบเขาแห่งนี้จะยังมีสำนักที่คล้ายสำนักสงฆ์อยู่ เบื้องหน้ามีเสามังกรสีเหลืองอร่ามสลักรูปปั้นมังกรสามหัวขนาดยักษ์มันถูกตั้งไว้กลางโถง ช่างเสมือนจริงเหลือเกิน..'เสวี๋ยอิงคารวะท่านอาจารย์' ชายหนุ่มหัวขาวก้มโค้งคำนับต่อหน้ารูปปั้นมังกรสามหัวอาจารย์ที่ไหนกันไม่เห็นจะมีใครสักคน เฟิงจางจิ้งคิด'ถือว่ามีฝีมือ ส่วนคนอื่นยังต้องฝึกอีกมาก' ร่างมังกรสามหัวแปรเปลี่ยนเป็นบุรุษสามคน หน้าตางดงาม สวมชุดฮั่นฝูสีดำ รูปร่างแกร่งกำยำ มองแค่ตาเปล่าก็สัมผัสได้แล้วว่าปราณเซียนของพวกเขาแข็งแกร่งเพียงใดข้ายังเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทั้งสามเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพกาลที่บังเกิดมาพร้อมกับเหล่าอสูรร้ายแห่งบรรพกาลอย่างเช่น อสูรเถาอู้กับฮุ่นตุ้น[1]'เสี่ยวเซียนทั้งห้าขอคารวะท่านอาจารย์' เฟิงจางจิ้งเซียนกล่าวนำข้าและเพื่อนพ้องอีกสามคนจึงพากันก้มโค้งคารวะดังที่เฟิงจางจิ้งกล่าวนำไว้ ไม่แน่ว่าในช่วงหลายวันมานี้อาจมีแต่เรื่องสนุกเกิดขึ้น'ไม่ต้องมากพิธี ข้าเ

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 16 เรื่องในอดีต

    ‘ยินดีต้อนรับกลับ' หวังเยี่ยนเดินเข้าไปกอดซ้อนอีกทีหนึ่ง เขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกนางรู้จักกันคนหนึ่งก็เปรียบเสมือนน้องสาวในไส้ส่วนอีกคนก็คือภรรยาของเขา จากนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาจะเป็นคนปกป้องพวกนางเอง ไม่มีผู้ใด ไม่มีอดีตและแม้อดีตจะลบล้างไม่ได้ หากแต่เมื่อวันวานแห่งความขมขื่นผันผ่านไป หลังจากนี้เขาจะเป็นแสงสว่างชี้นำพวกนางเอง พวกนางคงยังมีความหลังให้ระลึกถึงกันอีกมากเห็นสมควรปล่อยให้สนทนากันเพียงลำพัง กิจของสตรีบุรุษมิควรยุ่งจอมมารสะกิดหลิงหลิวเหว่ยพยักพเยิดหน้าไปทางประตูแล้วพากันเดินออกไปเงียบๆ เซียนหญิงกับมารสาวมองหน้ากันร่ำไห้กันเงียบงัน ก่อนจะบอกเล่าถึงความทรมานแสนสาหัสและเรื่องเขา'คนนั้น''เยว่ถิง ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้แล้วเจ้ากับจอมมารรู้จักมักจี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่''ไม่เจอกันเพียงไม่กี่แสนปี ท่านหญิงของข้ากลายเป็นคนช่างถามแล้วรึ''เพราะข้าสนิทใจที่พูดคุยกับเจ้าต่างหาก!'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 14 แตกหัก

    หวังเยี่ยนและเฟิงจางจิ้งแยกกันไปถอดเครื่องแต่งกายออกแล้วสวมชุดตามเดิมเพื่อมาหารือกันเรื่องเหล่าองครักษ์มารของเผ่ยอวิ๋นจวิน ผู้อาวุโสทั้งสี่ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย หวังเยี่ยนออกจะเสียด

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 13 คำนับฟ้าดิน

    วังมังกรเนรมิตถูกจัดตกแต่งด้วยสาหร่ายแดงที่พอจะหาได้และผ้าไหมแดงที่พอจะมีอยู่บ้าง จื่อจิงรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดเตรียมหน้างานทั้งหมด ยังรู้สึกผิดหวังที่งานเเต่งอลังการถูกพังทลายลงอีกทั้งตี้จวิน[1]คนนั้นเหตุใดจึงละเลยเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วสามวันกลับไม่มีข่าวคราวจากวังสวรรค์ส่งมาเลยแม้แต่น้อย'

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 12 สองดวงจิตในร่างเดียว

    เหล่าหลงทั้งสามพาพวกข้ากลับมายังหุบเขาสิ้นชีวาอีกครั้ง แต่พวกทหารชุดดำเหล่านั้นก็ยังตามข้ามาทันอยู่ดี ข้าจึงลุกขึ้นยืนหยัดสั่งให้หลงลี่พาคนที่บาดเจ็บกลับไปที่วังมังกรเนรมิตก่อนแล้วจึงไปประจันหน้ากับเหล่าทหารชุดดำ'นี่ไม่ใช่เรื่องของท่านเซียนใยต้องยื่นมือเข้ามาด้วยเล่า' หมิงป๋ายยิ้มเย้ยหยัน ข้าต้องระง

  • ปราการรักจักรพรรดิจอมมาร   บทที่ 11 วิวาห์ย้อมโลหิต

    หลิงหลิวเหว่ยและปี้เฉียงเดินเข้ามาในห้องโถงเงียบๆ เห็นจอมมารกุมมือท่านหญิงเซียนอยู่แต่ท่านหญิงเซียนแลดูมีเรื่องลำบากใจ ตอนนี้จดหมายตอบรับได้มาถึงแล้ว เขาควรนำไปรายงานแก่จอมมาร เจ้าปี้เฉียงนี่ก็ตามติดเป็นเงาตามตัวน่ารำคาญจริง เมื่อไหร่จะกลับเผ่าหงสาไปสักที'ท่านจอมมารขอรับ สาน์สตอบรับมาถึงแล้ว' หลิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status