เธอทิ้งเขาไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา แต่โชคชะตาก็นำพาเธอกับมาพานพบกับเขาอีกครั้งในฐานะผู้ให้บริการกับลูกค้าเมื่อเธอต้องขายศักดิ์ศรีแลกเงินเพื่อรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากเขา ปราณ ประภาวินท์ กิตติธนปกรณ์ นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัย 31 ปี เจ้าของโรงแรมหรูที่มีสาขาครอบคลุมทุกจังหวะ นิสัยสุขุมนุ่มลึก ใจเย็น อ่อนโยน "เรามารือฟื้นความทรงจำกันหน่อยไหมวารี แต่ผมมีค่าตอบแทนให้ด้วยนะ..น้ำละ 300,000 พอไหม" วารี สุขเกษม คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหน้าตาสะสวยวัย 28 ปี นิสัยอ่อนหวานแต่ซ่อนความเด็ดเดี่ยว และความแข็งแกร่งเอาไว้ภายใน "ไม่..ฉันไม่รับงานนี้แล้วค่ะ"
Lihat lebih banyak“มาทำหน้าที่ของคุณสิวารี” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่นั่งไขว้ห้างปลายเตียงเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับเปลี่ยนท่านั่งเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย ใช้มือทั้งสองข้างค้ำยันที่นอนไว้ จับจ้องคนรักเก่าด้วยแววตาว่างเปล่าเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจเขานั้นรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวัง และเสียใจมากเพียงคิดว่าผู้หญิงที่เคยรักสุดหัวใจทำงานแบบนี้ เคยผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน ไม่สิเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เคยรักแต่เธอยังเป็นคนที่เขารักสุดหัวใจเหมือนเดิมต่างหากถึงแม้เธอจะทำให้เขาเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม
ความจริงเขาสมควรเกลียดเธอมากกว่าแต่ไม่รู้ทำไมถึงเกลียดไม่ลง มันมีแต่ความโกรธและความเสียใจเท่านั้น ระยะเวลาสี่ปีกว่าไม่ได้ทำให้ความรักของเขาที่มีต่อเธอลดน้อยลงเลยยังคงฝังรากลึกในใจพยายามลบเท่าไรก็ไม่ออก ส่วนวารีไม่ได้คิดเช่นนั้นกลับคิดว่าชายหนุ่มคงเกลียดเธอเข้ากระดูกคงสมเพชที่เธออุตส่าห์ทิ้งเขามา แต่กลับมีชีวิตตกต่ำจนถึงขั้นขายศักดิ์ศรีกิน พยายามข่มความรู้สึกกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดก่อนเปล่งเสียงปฏิเสธไปทั้งที่ยังเบนหน้าหนีไปทางอื่น “ฉะ..ฉันไม่ทำแล้วค่ะ” “แต่ผมจ่ายเงินไปแล้ว” คำปฏิเสธจากคนรักเก่าพานทำให้ประภาวินท์อารมณ์เสียขึ้นมาดื้อ ๆ เพราะคิดว่าเธอรังเกียจเขา หากเป็นแขกคนอื่นเธอคงอ้าแขนรับด้วยความเต็มใจ “ฉันจะโอนเงินคืนให้คุณค่ะ” วารีเองก็ยังยืนยันคำเดิมไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจเขา แต่กลัวหัวใจตัวเองต่างหากกลัวว่าจะกลับไปอยู่จุดเดิม กว่าจะทำใจให้ชินกับการไม่มีเขาได้มันโคตรทรมานและยากเย็นแสนเข็ญทั้งที่ในใจเธอโคตรจะโหยหาเขา ตลอดระยะเวลาสี่ปีกว่าไม่มีวันไหนเลยที่เธอไม่คิดถึงเขา หากแม้ทำได้ตอนนี้อยากจะกระโจนเข้าไปกอดให้หายคิดถึง แต่ก็ทำได้แค่คิดในใจตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์นั้นอีกแล้ว นัยน์เศร้าหมองปรายมองใบหน้าผู้ชายที่รักสุดหัวใจอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพื่อจดจำใบหน้าเขาไว้ ก่อนพยายามฝืนขาอันแข็งทื่อหมุนตัวเดินออกไป “อ๊ะ!” ทว่าก้าวเท้าเดินได้เพียงสองสามก้าวเท่านั้นเสียงหวานก็ต้องหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อถูกอีกคนตามมาคว้าหมับที่ต้นแขน แล้วดึงให้หันไปเผชิญหน้าพร้อมสาดคำพูดทิ่มแทงใจ “ทำไม หรือเพราะผมเป็นผัวเก่าคุณเลยไม่รับงาน” “…” ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้ากันแน่น แววตาสั่นระริกคล้ายกับกำลังจะหลั่งน้ำตาออกมาช้อนขึ้นมองหน้าผู้ชายอันเป็นที่รักด้วยความเจ็บปวด เสียใจ ไม่คิดจะตอบโต้กลับเพราะที่เขาพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด โดยไม่รู้เลยว่าท่าทางนิ่งเงียบเหมือนไม่สนไม่แคร์อะไรของเธอยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของอีกคนให้ลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธ นัยน์ตาที่ว่างเปล่าแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวจนดูน่ากลัวทำเอาวารีรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยเพราะไม่เคยเห็นเขาในมุมแบบนี้มาก่อนสักครั้ง “ปะ..ปล่อยฉันนะคะ” มือเรียวพยายามแกะมือหนาออกจากต้นแขนพัลวันร้องบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ยิ่งเธอพยายามเท่าไรมือหนาก็ยิ่งบีบต้นแขนแรงขึ้นเท่านั้นราวกับจะให้มันแหลกคามืออย่างไงอย่างนั้น ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกลุ้มหัวใจดวงน้อยอย่างห้ามไม่ได้ ผู้ชายตรงหน้าในตอนนี้เหมือนไม่ใช่คนที่เธอเคยรู้จักเลยสักนิดเขาดูน่ากลัวมาก ๆ ฟันคมขบเข้าหากันแน่นข่มความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วแขน ก่อนออกแรงดึงแขนจากการจับกุมพลางใช้มืออีกข้างแกะมือหนาไปด้วย นัยน์ตาสั่นระริกส่งเว้าวอนร่างสูงสุดฤทธิ์หวังว่าเขาจะใจอ่อน “ปะ..ปล่อยฉันค่ะคุณปราณ ฉันไม่รับงานนี้แล้ว ฉันจะคืนเงินให้คุณ” คำพูดและสายตาเว้าวอนของร่างบางใช้ไม่ได้ผลกับประภาวินท์สักนิด ตอนนี้จิตใจและสมองของเขาถูกความโกรธเข้าครอบงำหมดแล้ว ยิ่งเธอพยายามหลีกหนีเขาก็ยิ่งอยากกักขังเธอไว้จะไม่ยอมให้เธอหายไปเหมือนในอดีตอีกเด็ดขาด นัยน์ตาแข็งกร้าวจับจ้องใบหน้าเรียวด้วยความรู้สึกโกรธเคือง กดเสียงพูดอย่างเย้ยหยัน “เรามารำลึกความหลังกันหน่อยไหมวารี แต่ผมมีค่าตอบแทนให้คุณด้วยนะ น้ำละ 300,000 พอไหม” "ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ หรืออะไรจากคุณทั้งนั้นค่ะ"“มองแบบนี้อยากได้ลูกเพิ่มเหรอครับ” ประภาวินท์ที่เงยหน้าขึ้นมาเจอกับสายตาของเมียสาวเอ่ยเย้าแหย่ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงกรุ่มกริ่ม “คนบ้า” คำพูดจาแสนทะลึ่งของคนเป็นสามีทำเอาวารีถึงกับหมดอารมณ์ซึ้ง แว้ดใส่เบา ๆ เพราะไม่อยากให้บุตรสาวได้ยินเอื้อมมือไปหยิกมือหนาที่วางบนโต๊ะอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้จนอีกคนสะดุ้งโหยง นัยน์ตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังในเสี้ยววินาทีทำปากขมุบขมิบต่อว่าเบา ๆ “ในสมองพี่มีแต่เรื่องแบบนี้หรือไงกัน”“ครับก็เมียน่ากินนิ” คนหื่นยอมรับหน้าระรื่นหนำซ้ำยังส่งสายตาพราวระยับราวกับเสือร้ายใส่ เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยเธอคงไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองน่ากินขนาดไหนยิ่งท้องก็ยิ่งมีน้ำมีนวลจับตรงไหนก็เต็มไม้เต็มมือไปหมด แค่คิดส่วนนั้นของเขาก็กระตุก“เฮ้อ พี่นี่มันจริง ๆ เลย” วารีได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาว่าคนหน้ามึนหื่นกามอย่างสามีหนุ่มยังไงดี ก่อนหันมองบุตรสาวที่นั่งดูการ์ตูนในไอแพด ยกมือขึ้นวางบนศีรษะเล็กด้วยความรักใคร่ขี้เกียจจะสนใจคนเป็นสามีแล้วไม่อย่างนั้นคงเย้าแหย่เธอไม่เลิกผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีพนักงานก็ทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟสี่คนพ่อแม่ล
ชายหนุ่มมอบความรักให้กับเธอ มอบสิ่งล้ำค่าอย่างลูก ๆ ให้กับเธอ เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายในชีวิตจากเด็กกำพร้าที่โหยหาความรักความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็กบัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ความรักและความอบอุ่นที่เขามอบให้ ประภาวินท์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้หญิงอันเป็นที่รัก เอื้อมมือไปโยกศีรษะเล็กทุยด้วยความรักใคร่เอ็นดู มองสบแววตาหวานฉ่ำอย่างลึกซึ้ง เป็นเขาเองมากกว่าที่ต้องของคุณเธอที่มอบความรักดี ๆ และลูก ๆ ที่น่ารักให้กับเขาทำให้เขามีครอบครัวที่อบอุ่นอย่างเช่นทุกวันนี้ “พี่รักหนูกับลูกมากนะครับ”“น้องปริมก็รักคุณพ่อ คุณแม่ น้องปันค่ะ” ปราณรวีที่ก้มหน้าก้มตาก่อประสาททรายหยุดการกระทำเงยขึ้นมองหน้าพ่อแม่ และน้องสาวสลับไปมาก่อนเอ่ยออกมาเสียงเจื้อยแจ้วฉีกยิ้มจนตาหยี จากนั้นก็โน้มตัวไปจูบท้องนูน ๆ ของผู้เป็นแม่ที่มีน้องชายอยู่ด้านใน “แล้วก็รักน้องปลื้มด้วยค่ะ”“ฮ่าฮ่า” ความน่ารักของบุตรสาวทำเอาคนเป็นพ่อแม่มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างชอบใจยิ่งนับวันบุตรสาวคนโตก็ยิ่งช่างเจรจาฉอเลาะมากขึ้นจนน่ามันเขี้ยว ก่อนคนเป็นพ่อจะเลื่อนมือไปโยกศีรษะเล็กเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวระคนเอ็นดู จากนั้
“ฮ่าฮ่า”“คุณพ่ออย่าวิ่งเร็ว ๆ สิคะน้องปริมวิ่งหนีไม่ทัน” “พ่อวิ่งช้าที่สุดแล้วครับ” เสียงหัวเราะแห่งความสุขเคล้าเสียงตะโกนพูดคุยกันของสามพ่อลูกทำให้วารีที่เอนกายพักผ่อนสายตาบนเก้าอี้ชายหาดที่ตั้งอยู่บนผืนทรายสีขาวนวลปรือตาขึ้นมา ก่อนหยัดกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงสอดส่องสายตามองหาต้นเสียง คิ้วสวยพลันขมวดยุ่งเหยิงเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับสามีและลูกน้อยกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุก นึกตำหนิผู้เป็นสามีในใจลำพังพาปราณรวีบุตรสาวคนโตวิ่งเล่นเธอไม่ว่าอะไรหรอก แต่นี่ดันอุ้มปราณตะวันบุตรสาวอีกคนวัยขวบครึ่งวิ่งด้วย เกิดเขาพลาดท่าหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง“มันน่าจับตีทั้งพ่อทั้งลูก” เธอบ่นพึมพำอย่างคาดโทษ ก่อนลุกเดินไปหาสามคนพ่อลูกด้วยท่าทางอุ้ยอ้ายเพราะท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นทุกวันตามอายุครรภ์ ใช่ฟังไม่ผิดตอนนี้ในท้องเธอมีลูกคนที่สามอยู่อายุครรภ์ได้ห้าเดือนกว่า ๆ แล้ว ผลงานของคุณพ่อตัวดีเลยที่ขยันผลิตลูกเหลือเกิน เธอบอกว่ามีสองคนพอ แต่เขาก็ใช้ลูกอ้อนเว้าวอนทุกวันว่าขอมีลูกชายอีกสักคน สุดท้ายเธอก็ใจอ่อนจนได้ คราวนี้เขาก็ได้ลูกชายสมใจอยากแล้วล่ะ “พี่ปราณพาลูกวิ่งทำไมเกิดล้มขึ้นมาจะทำยังไงคะ” เธอเอ่ยเสียงดุ
ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มบาง ๆ เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วพบว่าเมียสาวกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง เท้าใหญ่เดินไปหยุดด้านหลังร่างบางแล้วโน้มตัวลงเกยคางบนไหล่มน สอดมือเข้าไปโอบกอดเอวคอดหลวม ๆ "เมียพี่ไม่ต้องแต่งหน้าก็สวยอยู่แล้วครับ""ปากหวาน" วารีมองสบสายตาชายหนุ่มอันเป็นที่รักผ่านกระจกพร้อมกับระบายยิ้มออกมาบาง ๆ "พี่พูดจริงครับน้องสวยทั้งหน้าตาและจิตใจ" เขาว่าพลางเคลื่อนนิ้วมือขึ้นจิ้มบนอกด้านขวาที่มีก้อนเนื้อเต้นอยู่ด้านใน สิ้นเสียงพูดก็หอมแก้มนุ่มนิ่มฟอดใหญ่ทำให้คนที่กำลังบรรจงทาลิปสติกหน้านิ้วคิ้วขมวดเพราะรบกวนการแต่งหน้าของเธอ เปล่งเสียงดุอย่างไม่จริงจังมากนัก "วาแต่งหน้าอยู่พี่ปราณอย่าเล่นสิคะ""โอเคครับพี่จะอยู่นิ่ง ๆ" ร่างสูงยอมอยู่นิ่ง ๆ มองเมียสาวแต่งหน้าไปเงียบ ๆ กระทั่งเสร็จเขาจึงผละอ้อมกอดออกจากเอวคอด จับเก้าอี้แล้วหมุนให้ร่างบางหันมาเผชิญหน้า"ขอพิสูจน์หน่อยว่าลิปสติกสีนี้ดีจริงไหม" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ จับจ้องริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบลิปสติกสีสวยด้วยแววตาปรารถนา ว่าจบก็จับคางมนเงยขึ้นมารับรสจูบแสนหวานคนที่นั่งงงงวยกับคำพูดของเขาเข้าใจได้ในทันทีว่าหมา
หลายวันต่อมา..แสงแดดยามแปดโมงเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกกระทบสามคนพ่อแม่ลูกที่กำลังนอนกอดกันอยู่ โดยคนเป็นลูกน้องอยู่ตรงกลางมีพ่อแม่กกกอดไว้ ประภาวินท์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นคนแรกตามด้วยบุตรสาว ส่วนวารียังคงหลับสนิทเพราะเมื่อคืนโดนพ่อของลูกรังแกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งกว่าจะได้นอนก็ครึ่งค่อนคืน"ชูว์""อย่ากวนแม่ครับให้แม่นอนต่ออีกสักหน่อย" เขายกนิ้วขึ้นชูว์ปากห้ามปรามบุตรสาวที่กำลังจะหันไปปลุกคนเป็นแม่เบา ๆ ซึ่งเด็กน้อยก็ทำตามในทันทียกมือปิดปากพร้อมกับค่อย ๆ ขยับตัวไปนั่งห้อยขาริมเตียงประภาวินท์ระบายยิ้มมองบุตรสาวด้วยความรักใคร่พร้อมกับขยับไปนั่งห้อยขาข้าง ๆ ยกมือขึ้นวางบนศีรษะเล็กทอย เอียงหน้ากระซิบข้างกกหูเล็กเบา ๆ พอได้ยิน "เดี๋ยวพ่อพาไปอาบน้ำนะครับ จะได้ลงไปทานอาหารเช้ากัน""ค่ะ" เมื่อเสียงใส ๆ ขานรับเขาก็หยัดกายลุกลงจากเตียงเดินไปเตรียมน้ำให้บุุตรสาวในอ่างอาบน้ำสำหรับเด็กที่เขาเพิ่งซื้อมา ตีฟองสบู่และใส่น้ำนมให้เสร็จสรรพจึงเดินออกมาจัดการปลดเปลื้องชุดนอนให้บุตรสาวต่อจนหมด จากนั้นก็จูงบุตรสาวเข้าห้องน้ำแล้วเริ่มลงมืออาบน้ำให้โดยให้บุตรสาวนอนแช่ในอ่างน้ำนมวางศีรษะบนที่ร
@บ้านกิตติธนปกรณ์“คุณปราณคะคุณผู้หญิงสั่งไว้ว่าหากกลับมาแล้วให้คุณปราณกับคุณวารีไปพบท่านที่ห้องด้วยค่ะ” ทันทีที่ประภาวินท์ วารีและบุตรสาวย่างกายเข้ามาในบ้านอิมแม่บ้านวัยสามสิบห้าก็เดินเข้ามาบอกกล่าวทันที“อืม” ประภาวินท์ขานรับสั้น ๆ แล้วยื่นถุงกล่องเค้กไปให้ “จัดเค้กใส่จานแล้วเอาขึ้นไปให้คุณแม่ด้วยนะ”“ไปหาแม่กันครับ” จากนั้นก็หันไปพยักเพยิดหน้าชวนหญิงสาว ก่อนจะอุ้มบุตรสาวเดินตรงขึ้นไปยังห้องผู้เป็นแม่ วารีเดินตามหลังไปติด ๆ"แม่มีอะไรเหรอครับ" เสียงทุ้มถามไถ่ด้วยความสงสัยหลังจากเดินมาหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงนอนผู้เป็นแม่แล้ว"วันนี้ไปเที่ยวมาสนุกไหมคะน้องปริม" คุณหญิงรตีหาได้สนใจเสียงถามบุตรชายไม่กลับระบายยิ้มถามหลานสาวตัวน้อยที่นั่งข้างบุตรชายแทน"สนุกมากค่ะคุณย่า น้องปริมซื้อเค้กมาฝากคุณย่าด้วยนะคะ" เด็กน้อยเปล่งเสียงตอบเจื้อยแจ้วพร้อมกับขยับไปนั่งชิดคนเป็นย่า"น่ารักจริงรู้จักนึกถึงย่าด้วย" คุณหญิงรตีที่เห่อหลานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งหลงหนักเข้าไปอีกเมื่อเจอความน่ารักของหลาน เอื้อมมือไปบีบแก้มนุ่มนิ่มด้วยความรักใคร่ เอ็นดู ประภาวินท์กับวารีได้แต่ยืนมองหน้ากันตาปริบ ๆ ก่อนวารีจะปราย
Komen