LOGINเธอทิ้งเขาไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา แต่โชคชะตาก็นำพาเธอกับมาพานพบกับเขาอีกครั้งในฐานะผู้ให้บริการกับลูกค้าเมื่อเธอต้องขายศักดิ์ศรีแลกเงินเพื่อรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดจากเขา ปราณ ประภาวินท์ กิตติธนปกรณ์ นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัย 31 ปี เจ้าของโรงแรมหรูที่มีสาขาครอบคลุมทุกจังหวะ นิสัยสุขุมนุ่มลึก ใจเย็น อ่อนโยน "เรามารือฟื้นความทรงจำกันหน่อยไหมวารี แต่ผมมีค่าตอบแทนให้ด้วยนะ..น้ำละ 300,000 พอไหม" วารี สุขเกษม คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหน้าตาสะสวยวัย 28 ปี นิสัยอ่อนหวานแต่ซ่อนความเด็ดเดี่ยว และความแข็งแกร่งเอาไว้ภายใน "ไม่..ฉันไม่รับงานนี้แล้วค่ะ"
View More“มองแบบนี้อยากได้ลูกเพิ่มเหรอครับ” ประภาวินท์ที่เงยหน้าขึ้นมาเจอกับสายตาของเมียสาวเอ่ยเย้าแหย่ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงกรุ่มกริ่ม “คนบ้า” คำพูดจาแสนทะลึ่งของคนเป็นสามีทำเอาวารีถึงกับหมดอารมณ์ซึ้ง แว้ดใส่เบา ๆ เพราะไม่อยากให้บุตรสาวได้ยินเอื้อมมือไปหยิกมือหนาที่วางบนโต๊ะอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้จนอีกคนสะดุ้งโหยง นัยน์ตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังในเสี้ยววินาทีทำปากขมุบขมิบต่อว่าเบา ๆ “ในสมองพี่มีแต่เรื่องแบบนี้หรือไงกัน”“ครับก็เมียน่ากินนิ” คนหื่นยอมรับหน้าระรื่นหนำซ้ำยังส่งสายตาพราวระยับราวกับเสือร้ายใส่ เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยเธอคงไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองน่ากินขนาดไหนยิ่งท้องก็ยิ่งมีน้ำมีนวลจับตรงไหนก็เต็มไม้เต็มมือไปหมด แค่คิดส่วนนั้นของเขาก็กระตุก“เฮ้อ พี่นี่มันจริง ๆ เลย” วารีได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาว่าคนหน้ามึนหื่นกามอย่างสามีหนุ่มยังไงดี ก่อนหันมองบุตรสาวที่นั่งดูการ์ตูนในไอแพด ยกมือขึ้นวางบนศีรษะเล็กด้วยความรักใคร่ขี้เกียจจะสนใจคนเป็นสามีแล้วไม่อย่างนั้นคงเย้าแหย่เธอไม่เลิกผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีพนักงานก็ทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟสี่คนพ่อแม่ล
ชายหนุ่มมอบความรักให้กับเธอ มอบสิ่งล้ำค่าอย่างลูก ๆ ให้กับเธอ เข้ามาเติมส่วนที่ขาดหายในชีวิตจากเด็กกำพร้าที่โหยหาความรักความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็กบัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ความรักและความอบอุ่นที่เขามอบให้ ประภาวินท์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้หญิงอันเป็นที่รัก เอื้อมมือไปโยกศีรษะเล็กทุยด้วยความรักใคร่เอ็นดู มองสบแววตาหวานฉ่ำอย่างลึกซึ้ง เป็นเขาเองมากกว่าที่ต้องของคุณเธอที่มอบความรักดี ๆ และลูก ๆ ที่น่ารักให้กับเขาทำให้เขามีครอบครัวที่อบอุ่นอย่างเช่นทุกวันนี้ “พี่รักหนูกับลูกมากนะครับ”“น้องปริมก็รักคุณพ่อ คุณแม่ น้องปันค่ะ” ปราณรวีที่ก้มหน้าก้มตาก่อประสาททรายหยุดการกระทำเงยขึ้นมองหน้าพ่อแม่ และน้องสาวสลับไปมาก่อนเอ่ยออกมาเสียงเจื้อยแจ้วฉีกยิ้มจนตาหยี จากนั้นก็โน้มตัวไปจูบท้องนูน ๆ ของผู้เป็นแม่ที่มีน้องชายอยู่ด้านใน “แล้วก็รักน้องปลื้มด้วยค่ะ”“ฮ่าฮ่า” ความน่ารักของบุตรสาวทำเอาคนเป็นพ่อแม่มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาอย่างชอบใจยิ่งนับวันบุตรสาวคนโตก็ยิ่งช่างเจรจาฉอเลาะมากขึ้นจนน่ามันเขี้ยว ก่อนคนเป็นพ่อจะเลื่อนมือไปโยกศีรษะเล็กเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวระคนเอ็นดู จากนั้
“ฮ่าฮ่า”“คุณพ่ออย่าวิ่งเร็ว ๆ สิคะน้องปริมวิ่งหนีไม่ทัน” “พ่อวิ่งช้าที่สุดแล้วครับ” เสียงหัวเราะแห่งความสุขเคล้าเสียงตะโกนพูดคุยกันของสามพ่อลูกทำให้วารีที่เอนกายพักผ่อนสายตาบนเก้าอี้ชายหาดที่ตั้งอยู่บนผืนทรายสีขาวนวลปรือตาขึ้นมา ก่อนหยัดกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงสอดส่องสายตามองหาต้นเสียง คิ้วสวยพลันขมวดยุ่งเหยิงเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับสามีและลูกน้อยกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุก นึกตำหนิผู้เป็นสามีในใจลำพังพาปราณรวีบุตรสาวคนโตวิ่งเล่นเธอไม่ว่าอะไรหรอก แต่นี่ดันอุ้มปราณตะวันบุตรสาวอีกคนวัยขวบครึ่งวิ่งด้วย เกิดเขาพลาดท่าหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง“มันน่าจับตีทั้งพ่อทั้งลูก” เธอบ่นพึมพำอย่างคาดโทษ ก่อนลุกเดินไปหาสามคนพ่อลูกด้วยท่าทางอุ้ยอ้ายเพราะท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้นทุกวันตามอายุครรภ์ ใช่ฟังไม่ผิดตอนนี้ในท้องเธอมีลูกคนที่สามอยู่อายุครรภ์ได้ห้าเดือนกว่า ๆ แล้ว ผลงานของคุณพ่อตัวดีเลยที่ขยันผลิตลูกเหลือเกิน เธอบอกว่ามีสองคนพอ แต่เขาก็ใช้ลูกอ้อนเว้าวอนทุกวันว่าขอมีลูกชายอีกสักคน สุดท้ายเธอก็ใจอ่อนจนได้ คราวนี้เขาก็ได้ลูกชายสมใจอยากแล้วล่ะ “พี่ปราณพาลูกวิ่งทำไมเกิดล้มขึ้นมาจะทำยังไงคะ” เธอเอ่ยเสียงดุ
ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มบาง ๆ เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วพบว่าเมียสาวกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง เท้าใหญ่เดินไปหยุดด้านหลังร่างบางแล้วโน้มตัวลงเกยคางบนไหล่มน สอดมือเข้าไปโอบกอดเอวคอดหลวม ๆ "เมียพี่ไม่ต้องแต่งหน้าก็สวยอยู่แล้วครับ""ปากหวาน" วารีมองสบสายตาชายหนุ่มอันเป็นที่รักผ่านกระจกพร้อมกับระบายยิ้มออกมาบาง ๆ "พี่พูดจริงครับน้องสวยทั้งหน้าตาและจิตใจ" เขาว่าพลางเคลื่อนนิ้วมือขึ้นจิ้มบนอกด้านขวาที่มีก้อนเนื้อเต้นอยู่ด้านใน สิ้นเสียงพูดก็หอมแก้มนุ่มนิ่มฟอดใหญ่ทำให้คนที่กำลังบรรจงทาลิปสติกหน้านิ้วคิ้วขมวดเพราะรบกวนการแต่งหน้าของเธอ เปล่งเสียงดุอย่างไม่จริงจังมากนัก "วาแต่งหน้าอยู่พี่ปราณอย่าเล่นสิคะ""โอเคครับพี่จะอยู่นิ่ง ๆ" ร่างสูงยอมอยู่นิ่ง ๆ มองเมียสาวแต่งหน้าไปเงียบ ๆ กระทั่งเสร็จเขาจึงผละอ้อมกอดออกจากเอวคอด จับเก้าอี้แล้วหมุนให้ร่างบางหันมาเผชิญหน้า"ขอพิสูจน์หน่อยว่าลิปสติกสีนี้ดีจริงไหม" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ จับจ้องริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบลิปสติกสีสวยด้วยแววตาปรารถนา ว่าจบก็จับคางมนเงยขึ้นมารับรสจูบแสนหวานคนที่นั่งงงงวยกับคำพูดของเขาเข้าใจได้ในทันทีว่าหมา
แรงทุบตีราวกับมดไม่ได้ทำให้ผู้ชายร่างบึกบึนอย่างประภาวินท์รู้สึกเจ็บสักนิด กลับกลั้วหัวเราะออกมาอย่างนึกเอ็นดูคนบนตักที่ทำหน้าคว่ำมองเขาตาเขียวปัด แผลงฤทธิ์เดชใส่ไม่อยู่หย่อนไม่รู้ว่าเอาแรงมาจากไหนกันถึงได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “รู้ตัวไหมว่าตั้งแต่เจอกันคราวนี้คุณทั้งดื้อทั้งพยศเก่ง แถมยังชอบใช้กำ
“พ่อสั่งป้าพรทำให้น้องปริมเป็นพิเศษเลยนะ ทานให้หมดนะครับ” ประภาวินท์ยื่นมือไปบีบแก้มนุ่มนิ่มด้วยความเอ็นดู เมื่อวานเขาได้ยินบุตรสาวบ่นว่าอยากทานเป็ดพะโล้ตอนเที่ยงจึงโทรกลับไปสั่งแม่บ้านให้เตรียมไว้ให้ อะไรที่เป็นความต้องการของลูกเมียเขาก็พร้อมทำให้เสมอ“น้องปริมจะทานให้หมดเลยค่ะ” เด็กน้อยขานรับเสีย
“...”วารีเพียงมองสบตาชายหนุ่มนิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับ เธอไม่เคยคลางแคลงใจในตัวเขาเลยเพราะรู้รู้ว่าเขาจะเป็นพ่อที่ดีและสามีที่ดีได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ติดตรงแม่ของเขาเท่านั้นเองที่ทำให้เธอกังวลใจไม่หาย“คุณพ่อ” ระหว่างที่สองหนุ่มสาวกำลังมองสบตากันเสียงใส ๆ ของคนบนเตียงก็ดังขึ้นทำให้ทั้งสองละสายตาออกจากก
ภายในห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบสองหนุ่มสาวสวมกอดกันแนบแน่นเหมือนกำลังปลอบประโลมซึ่งกันและกัน ความรักที่ทั้งสองคนมีต่อกันยังลึกซึ่งเหมือนเดิมแม้อาจะมีบางเหตุการณ์ทำให้สั่นคลอนไปบ้าง ระยะเวลาสี่ปีที่ห่างหายกันไปไม่สามารถตัดสายใยความผูกพันธ์ของทั้งสองให้ขาดได้ผ่านไปเนินนานหลายนาทีร่างสูงจึงผละกอดออกหล