ANMELDENรองอาจารย์ใหญ่ชวี ก้าวออกมาเบื้องหน้า มองลูกศิษย์ที่อ่อนล้าด้วยสายตาเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“ฝ่าบาทมีพระราชบัญชาให้แจ้งแก่พวกเจ้าว่า ในค่ำคืนนี้ จะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นถู่ปัว ณ พระราชวังหลวง พวกเจ้าทุกคนต้องเข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในกลุ่มลูกศิษย์ หลายคนเริ่มมีสีหน้าสดชื่นขึ้น เมื่อรู้ว่าจะได้เข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังหลวง
“และอีกสามวัน จะมีการจัดการแข่งขันตีคลีระหว่างแคว้นขึ้น ฝ่าบาททรงมีพระราชประสงค์ให้พวกเจ้าทุกคนมีส่วนร่วมในการนำชัยชนะมาสู่แผ่นดินต้าถัง” รองอาจารย์ใหญ่ชวีกล่าวเสริม
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ/ขอรับ”
เหล่าลูกศิษย์ต่างตอบรับเสียงดัง บ้างตอบด้วยเสียงหนักแน่น บ้างตอบด้วยเสียงหอบเหนื่อย บ้างตอบด้วยเสียงอ่อยๆ แสดงถึงความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน
“พวกเจ้าจงกลับไปพักผ่อน เปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย แล้วเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงตามเวลาที่กำหนด”
รองอาจารย์ใหญ่ชวีเอ่ย ก่อนจะเดินนำอาจารย์คนอื่นๆ กลับเข้าไปในตำหนักศึกษา
เหล่าลูกศิษย์ค่อยๆ ทยอยลุกขึ้นยืน บ้างประคองเพื่อน บ้างเดินกะเผลกออกจากลานหน้าตำหนักศึกษา เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอีกครั้ง บ้างตื่นเต้นกับงานเลี้ยง บ้างกังวลกับการแข่งขันตีคลีที่จะมาถึง บ้างบ่นถึงความเหนื่อยล้าจากการถูกลงทัณฑ์
แสงสุริยันลาลับขอบฟ้า แสงจันทรา และโคมไฟนับร้อยส่องสว่างทั่วพระราชวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงดังคลอเคล้าไปกับการสนทนาของผู้คนในงานเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตถู่ปัว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหรูหรา จ้าวมู่เฉินในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดตายืนอยู่กับคุณชายเสิ่น และคุณชายตู้ ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยงไม่ไกลจากที่ประทับขององค์รัชทายาทหลี่เสียน
สายตาของจ้าวมู่เฉินเหลือบไปเห็นเฉินซีห่าวนั่งอยู่กับกลุ่มองค์ชายใหญ่ เขาเห็นเฉินซีห่าวจ้องมองมาที่ตนด้วยแววตาไม่เป็นมิตร จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่าเฉินซีห่าวไม่ชอบหน้าเขา ด้วยเขาคือ คู่หมั้นของเฉินซูเหรินน้องสาวของเขา ทว่าในสายตาเฉินซีห่าว เขาเป็นเพียงบุตรชายของขุนนางต่ำศักดิ์ที่ไม่คู่ควรกับน้องสาวของตน
เฉินซีห่าวลุกขึ้นเดินตรงมาหาจ้าวมู่เฉิน สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“เจ้ากล้าดียังไง ถึงมาปรากฏตัวอยู่ในงานเลี้ยงนี้”
เฉินซีห่าวเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
“ข้าได้รับพระราชบัญชาให้มาร่วมงาน” จ้าวมู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“อย่าคิดว่าเจ้าจะได้รับความสนใจจากผู้ใดในงานเลี้ยงนี้” เฉินซีห่าวกล่าว
“เจ้ามันก็แค่บุตรชายของขุนนางระดับต่ำ ไม่มีใครสนใจเจ้าหรอก”
“ข้าไม่ได้ต้องการความสนใจจากผู้ใด” จ้าวมู่เฉินตอบกลับ
“อย่ามาเสแสร้ง” เฉินซีห่าวกล่าว
“ข้ารู้ดีว่าเจ้าต้องการอะไร เจ้าต้องการที่จะปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่เจ้าเป็นอยู่”
“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดทั้งนั้น” จ้าวมู่เฉินยืนยัน
“เจ้ามันไม่คู่ควรกับน้องสาวของข้า” เฉินซีห่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก
“นางเป็นบุตรีขององค์หญิง ส่วนเจ้ามันก็แค่บุตรชายของขุนนางระดับต่ำ”
“เรื่องนี้เป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทข้าไม่อาจขัดพระราชโองการได้” จ้าวมู่เฉินตอบกลับ
“อย่าริอ่านมาเทียบชั้นกับน้องสาวของข้า”
เฉินซีห่าวกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าจงจำไว้ว่า เจ้าไม่มีวันเทียบเทียมนางได้”
เฉินซีห่าวเดินจากไป ทิ้งให้จ้าวมู่เฉินยืนอยู่กับความรู้สึกขุ่นเคือง เขาเข้าใจดีว่าเฉินซีห่าวไม่พอใจที่น้องสาวของตนต้องแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่คิดว่าเฉินซีห่าวจะแสดงออกอย่างชัดเจน และดูถูกเขาถึงเพียงนี้
“เจ้าอย่าไปใส่ใจเขาเลย” คุณชายเสิ่นกล่าว
“ข้ารู้” จ้าวมู่เฉินตอบ “แต่ข้าไม่ชอบที่เขาดูถูกข้าเช่นนี้”
“เขาก็แค่ต้องการที่จะข่มเจ้า” คุณชายตู้กล่าว “อย่าไปสนใจเขาเลย”
จ้าวมู่เฉินพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าเฉินซีห่าวต้องการที่จะข่มเขา แต่เขาก็จะไม่ยอมให้เฉินซีห่าวทำเช่นนั้นได้
เสียงประโคมดนตรีบรรเลงดังก้องกังวาน เมื่อขบวนราชทูตจากแคว้นถู่ปัวก้าวเข้ามาในงานเลี้ยง เหล่าขุนนางและผู้เข้าร่วมงานต่างลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ เพื่อแสดงความเคารพต่ออาคันตุกะจากแดนไกล
เหล่าราชทูตถู่ปัวสวมอาภรณ์หลากสีสัน ผ้าไหมเนื้อดีปักลวดลายวิจิตรตระการตา เครื่องประดับทองคำ และอัญมณีล้ำค่าสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ แต่ละคนมีท่าทางสง่างาม แววตาเฉลียวฉลาด บ่งบอกถึงภูมิปัญญาและความสามารถ
เมื่อราชทูตถู่ปัวนั่งประจำที่ ขันทีอาวุโสก็ประกาศก้องถึงการเสด็จมาขององค์จักรพรรดิถังเกาจง และฮองเฮาหวู่เจ๋อเทียน ผู้คนทั้งงานรีบลุกขึ้นยืนถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อพระองค์และฮองเฮาประทับ ณ ที่นั่งอันสมควร จึงทรงมีพระราชบัญชาให้ทุกคนนั่งตามสบาย
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างครื้นเครง เหล่าขุนนางต่างสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นแสดงความสามารถในการแต่งบทกวี เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊แสดงความสามารถในการดื่มสุราและการต่อสู้
ในขณะเดียวกัน รุ่นเยาว์จากทั้งสองแคว้นต่างจับจ้อง และสังเกตซึ่งกัน และกัน พวกเขาประเมินความสามารถ และไหวพริบของคู่แข่ง จับตามองท่าทางและบุคลิกของแต่ละคน เตรียมพร้อมสำหรับการประลองที่จะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า
จ้าวมู่เฉินสังเกตเห็นคีเลบ นักรบหนุ่มจากถู่ปัว ผู้ซึ่งจะมีส่วนในการแข่งขันตีคลี ร่างกายกำยำแข็งแรง ใบหน้าคมคาย แววตาเฉียบคม บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่าการแข่งขันตีคลีครั้งนี้ จะเป็นการประลองที่ดุเดือดและท้าทาย
ทางด้านเฉินซีห่าว เขาก็จับจ้องไปที่คีเลบด้วยความสนใจเช่นกัน เขาประเมินความสามารถของคู่แข่ง และมั่นใจว่าตนเองจะสามารถเอาชนะได้ เขาคิดถึงศักดิ์ศรีของตนเอง และน้องสาว คิดถึงเกียรติของตระกูลเฉิน และคิดถึงความอัปยศ หากเขาพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งต่างแคว้น
ท่ามกลางบรรยากาศอันครื้นเครง ฝ่าบาททรงมีพระราชดำริให้จัดการแข่งขันโยนลูกธนู เพื่อสร้างความบันเทิง และกระชับมิตรไมตรีระหว่างสองแคว้น ลูกธนูขนาดเล็กถูกจัดเตรียมไว้ พร้อมกับแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาววางเรียงรายอยู่ไม่ไกล เหล่าขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขัน
“ใครจะเป็นผู้กล้าหาญโยนลูกธนูให้เข้าเป้าหมายกันเล่า?” เสียงฝ่าบาทตรัสด้วยน้ำเสียงทรงพระสรวล
เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วบริเวณงานเลี้ยง ผู้คนต่างจับจ้องไปที่ลูกธนู และแจกัน บ้างก็เชียร์ บ้างก็เดิมพัน บ้างก็ส่งเสียงให้กำลังใจ
เฉินซีห่าวเขารู้ดีว่าจ้าวมู่เฉินไม่สันทัดในเรื่องเหล่านี้จึงเสนอชื่อ ให้จ้าวมู่เฉินเป็นคนเล่นคนแรก ฝ่าบาทเคยได้ยินองค์รัชทายาทเอ่ยชมจ้าวมู่เฉินอยู่หลายครั้ง
‘ จ้าวมู่เฉินดูสิว่าเจ้าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร ’ เฉินซีห่าวแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม
ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้
เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส
การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห







