Compartir

บทที่ 2

เซี่ยเค่อ
น้ำเสียงไร้เยื่อใยของเฟิงเสวียนนี่ราวกับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐล้มลง เส้นสายที่ขึงตึงอยู่ในใจของอวี๋ซือเหมียน ในที่สุดก็ขาดผึงลงด้วยความสิ้นหวัง

เดิมทีนางหวาดกลัวจนตัวสั่นราวกับกระต่ายน้อย ร่างที่โงนเงนแทบทรงตัวไม่อยู่ จู่ ๆ ก็แข็งทื่อขึ้นมา

นั่นสินะ นางลืมไปได้อย่างไรว่าเขาคือพญายมมีชีวิตแห่งเมืองหลวง ผู้ฆ่าคนเป็นผักปลาและไม่เห็นแก่แม้แต่ญาติพี่น้อง

นางกลับหวังว่าเขาจะเห็นแก่ก้อนเนื้อในท้องจนรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ทำกับนาง ช่างเพ้อฝันเสียจริง

ยามนี้อวี๋ซือเหมียนได้สติอย่างแท้จริงแล้ว ใบหน้าเล็กซูบผอมซีดขาวเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา นางมองเฟิงเสวียนนี่นิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง ดวงตาที่สงบนิ่งไร้ระลอกฉายแววเย็นกร้าว

จากนั้นโดยไม่มีเค้าลางใด ๆ นางก็หันหลังวิ่งกลับไปทันที

เฟิงเสวียนนี่มองร่างเล็กบอบบางของนาง ก่อนแค่นหัวเราะ

เซียวชีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตะลึงจนพูดไม่ออกไปตั้งนานแล้ว สวรรค์! เสวียนอ๋องของเขามีทายาทแล้ว นี่เขาไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?

“ดูเพลินมากสินะ ให้ข้าหาม้านั่งตัวเล็กมาให้เจ้าด้วยดีหรือไม่ จะได้นั่งกินเมล็ดแตงไปด้วย!”

เซียวชีถูกถีบก้นอย่างแรงหนึ่งที “เจ้าทึ่ม ยังไม่รีบไปตามอีก!”

“ขอรับ!” เซียวชีที่เพิ่งได้สติรีบวิ่งตามออกไป ทว่าวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก “ท่านอ๋อง จับได้แล้วจะจัดการอย่างไรขอรับ”

เฟิงเสวียนนี่ใช้ปลายลิ้นดุนเพดานปาก ก่อนหัวเราะ “จัดการอย่างไร? แต่งนางเข้าจวน? ยกขึ้นหิ้งบูชา? ตามใจนางทุกวัน ให้นางคลอดลูกสืบสกุลให้ข้า? ถามได้ดีฉิบหายเลยนี่!”

เซียวชีได้ยินน้ำเสียงประชดประชันที่แฝงไอสังหารของเขาก็เข้าใจทันที ก่อนรีบเผ่นออกไปอย่างรวดเร็ว

เฟิงเสวียนนี่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย เขาพลิกกายขึ้นม้า ก่อนควบทะยานออกสู่ถนนอย่างรวดเร็ว

เขาเที่ยวเล่นกับเหล่าคุณชายเสเพลที่หอว่านฮวาตลอดทั้งวันกว่าจะกลับจวน พอเข้าประตูก็เห็นเซียวชีคุกเข่าอยู่บนพื้น จึงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “จับคนไม่ได้หรือ?”

“ข้าน้อยไร้ความสามารถ!” เซียวชีก้มหน้าลงอย่างละอายใจ

เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าสตรีที่ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะมัดไก่ กลับวิ่งได้เร็วยิ่งกว่ากระต่าย เขาส่งองครักษ์อวิ๋นเซียวออกไปกว่าครึ่ง แต่กลับไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย

แววตาที่เจือความเมามายของเฟิงเสวียนนี่ ยามนี้จึงดูสร่างขึ้นเล็กน้อย

คนที่สามารถหลบหนีการตามล่าขององครักษ์อวิ๋นเซียวได้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าสตรีตัวน้อยผู้นี้จะมีดีอยู่บ้าง

ยามเที่ยงคืน ทุกสิ่งรอบกายเงียบสงัด

ภายในถังน้ำเศษอาหารที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง จู่ ๆ ก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น สตรีผู้หนึ่งซึ่งทั่วร่างเต็มไปด้วยเศษผักเน่า เส้นผมมีเศษอาหารติดอยู่เต็ม ค่อย ๆ ปีนออกมาจากถังอย่างเงียบเชียบ

เสียงถอนหายใจอันเศร้าสร้อยดังขึ้นท่ามกลางราตรีอันเงียบเหงา อวี๋ซือเหมียนยังไม่ทันได้พักหายใจ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา แววตาฉายความตื่นตระหนก นางแตะปลายเท้ากับพื้น ก่อนทะยานขึ้นสู่สันกำแพง แล้วเคลื่อนตัวไปตามหลังคากระเบื้องเขียวอย่างแผ่วเบาประหนึ่งภูตพราย

คนกลุ่มหนึ่งถือดาบคมวาวเย็นเยียบ ค้นหาอยู่นานครึ่งชั่วยามก็ยังไม่พบคนที่ต้องการ สุดท้ายจึงได้แต่เปลี่ยนไปค้นหาที่อื่น

อวี๋ซือเหมียนขดตัวซ่อนอยู่ในกองฟาง มือกำสร้อยคอเก่าแก่เรียบง่ายที่คล้องอยู่บนลำคอแน่น

นี่คือของดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้นาง

“ท่านพ่อ ท่านแม่...” เสียงแผ่วเบาปนสะอื้นขาดห้วง นางซุกหน้าลงกับหัวเข่า ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด

เพียงหนึ่งเดือน ทุกสิ่งยังคงเดิม ทว่าผู้คนกลับไม่เหมือนเก่า

เหล่าสหายสนิทที่เคยได้รับบุญคุณจากบิดาของนาง บัดนี้กลับหลบหน้าไม่ยอมพบ คราวนี้อวี๋ซือเหมียนได้รู้ซึ้งแล้วว่า ยามตกต่ำแม้แต่คนที่เคยอยู่ข้างกันก็พร้อมจะซ้ำเติม คนที่เคยคอยตามหลังประจบเอาใจนาง เวลานี้กลับมองนางประหนึ่งโรคระบาด อยากหลบหนีไปให้ไกลที่สุด

ในยามนี้ นางอดนึกแค้นตัวเองไม่ได้ เมื่อครั้งร่ำเรียนกับอาจารย์ นางทั้งทะนงตนและรักความสุขสบาย คิดว่าตนเป็นถึงคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง ไม่จำเป็นต้องมีวรยุทธ์ไว้ป้องกันตัว จึงเลือกเรียนเพียงวิชาที่ง่ายที่สุดอย่างวิชาตัวเบาและวิชาแพทย์ อาจารย์มักตำหนินางว่าไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ตนมี เสียโครงกระดูกชั้นดีที่เกิดมาเหมาะแก่การฝึกยุทธ์ไปเปล่า ๆ

เมื่อคิดดูตอนนี้ คำพูดของอาจารย์ล้วนถูกต้อง ไม่มีดอกไม้ใดผลิบานได้ร้อยวัน ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่โตเพียงใด เมื่อถึงคราวล่มสลายก็พังทลายลงได้ในพริบตา ต่อให้มีความดีความชอบยิ่งใหญ่เพียงใด ก็อาจถูกความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยกลบล้างได้ ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนซื่อตรงสุจริตอย่างบิดาจะทำเรื่องเลอะเลือนเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเรื่องแผนที่ขุมทรัพย์หรือเรื่องทุจริต ล้วนเป็นเรื่องที่กุขึ้นทั้งสิ้น

ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าวลือ จนทำให้จวนกั๋วกงของพวกนางต้องประสบหายนะถึงขั้นล่มสลาย คนอย่างบิดาและเหล่าพี่ชายที่ไม่เคยแก่งแย่งกับผู้ใด จะซ่อนแผนที่ขุมทรัพย์ไว้ได้อย่างไร นี่เป็นการใส่ร้ายชัด ๆ

เมื่อนึกถึงครอบครัวที่จากไป หัวใจของอวี๋ซือเหมียนก็เจ็บปวดราวกับถูกมีดบิดคว้านจนแทบขาดใจ

ตั้งแต่เล็กนางคือแก้วตาดวงใจของบิดามารดา เป็นน้องสาวสุดที่รักของพี่ชายทั้งสาม เติบโตมาท่ามกลางความรักและการปกป้องของทุกคน ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลดุจองค์หญิงน้อย มีชีวิตที่ผู้คนต่างอิจฉา เดิมคิดว่าชีวิตนี้จะราบรื่นและมีความสุขเช่นนี้ไปตลอด เพียงรอให้เดือนหน้ามารดาหาคู่ครองดี ๆ ให้นาง แล้วแต่งออกเรือน ใครจะคาดคิดว่าครอบครัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกะทันหัน ทุกสิ่งพลันตกอยู่ในฝันร้าย

บัดนี้ชื่อเสียงของนางป่นปี้ ครอบครัวล่มสลาย ญาติพี่น้องล้วนเสียชีวิต ทั้งยังมีกำลังคนหลายฝ่ายตามไล่สังหาร เรียกได้ว่าตกอับยิ่งกว่าสุนัขไร้บ้านเสียอีก

ด้วยรูปโฉมเช่นนาง หากถูกคนเหล่านั้นจับได้ จุดจบย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก หากนางไม่อาจส่งมอบแผนที่ขุมทรัพย์ให้พวกเขาได้ หากไม่กลายเป็นเครื่องมือระบายความใคร่ของบุรุษ ก็คงถูกทรมานจนทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ชีวิตของนางเดินมาถึงทางตันแล้ว

อวี๋ซือเหมียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองแสงดาวริบหรี่บนท้องฟ้าผ่านช่องว่างของกองฟาง แววตาที่เคยด้านชาพลันฉายความเหี้ยมเกรียม

แต่นางไม่ยอมจำนนต่อชะตาชีวิตเด็ดขาด

……

เฟิงเสวียนนี่คาดไม่ถึงเลยว่า สตรีที่ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้อง เพียงแตะก็แตกผู้นั้น จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยถึงหนึ่งเดือนเต็ม

เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจนัก แต่พอหาไม่พบกลับยิ่งรู้สึกค้างคาใจขึ้นมา แม้แต่ยามหลับฝันยังฝันถึงเรือนร่างอ่อนนุ่มของนาง

ทุกวันที่สิบห้าของเดือน สวีไทเฮาจะไปจุดธูปไหว้พระที่วัดไป๋หม่า เพื่อขอพรให้ราษฎรแคว้นชางหลง

ทุกครั้ง ไทเฮาจะลากเฟิงเสวียนนี่ หลานชายตัวดีของนางไปด้วย มิใช่เพราะเหตุอื่นใด เพียงเพราะเจ้าตัวดีนี่ประพฤติตนเหลวไหลเกินไป ไทเฮาผู้เฒ่าจึงอยากให้เขาสำนึกผิดต่อหน้าพระพุทธองค์ เพื่อลดทอนบาปกรรมลงบ้าง

หญิงชราผมขาว ใบหน้าเปี่ยมเมตตาคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเปี่ยมศรัทธา

“พระโพธิสัตว์โปรดเมตตา ช่วยประทานภรรยาให้หลานชายของข้าสักคนเถิด”

เฟิงเสวียนนี่ที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่สำรวม หลุดหัวเราะพรืดออกมา

ไทเฮาผู้เฒ่าเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง “ทางที่ดีขอให้เป็นคนเก่งกาจหน่อย จะได้กำราบเขาอยู่! หม่อมฉันยอมลดอายุขัยสิบปี”

เฟิงเสวียนนี่หัวเราะจนฟุบลงกับพื้น “เสด็จย่า ท่านก็อายุแปดสิบแล้ว ต่อให้ไม่ลดอายุขัย ยังจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรกัน!”

สวีไทเฮาผู้เฒ่ากัดฟันกรอด “ถ้าเจ้าไม่ทำให้ข้าโมโห ข้าอยู่ถึงร้อยปีก็ไม่มีปัญหา!”

“ได้ ๆ ๆ ข้าไม่ทำให้ท่านโมโหแล้ว! เดี๋ยวท่านอยู่ไม่ถึงร้อยปีแล้วจะมาโทษข้า!”

เฟิงเสวียนนี่หัวเราะพลางประคองไทเฮาลุกขึ้น ก่อนช่วยนวดเอวให้นาง

เขาประคองนางเดินออกไป ไทเฮาถอนหายใจ “เสวียนเอ๋อร์ หากเจ้ายังไม่แต่งภรรยาสร้างครอบครัวและเป็นหลักเป็นฐาน ย่าก็คงตายตาไม่หลับ!”

ในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าสตรีผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากที่ใด จู่ ๆ นางก็ดึงหมวกแม่ชีบนศีรษะออก เผยเส้นผมดกหนางดงามราวกับสาหร่ายทะเล

นางพุ่งเข้ามาราวกับเสียสติ ก่อนโผกอดเอวเฟิงเสวียนนี่ไว้แน่น น้ำตาไหลทะลักราวกับเขื่อนแตก หยุดอย่างไรก็ไม่อยู่ ร่ำไห้เสียจนน่าเวทนา

“อาเสวียน ข้ารักเจ้า ขอร้องอย่าทอดทิ้งข้าเลย ข้าตั้งครรภ์ลูกของเจ้า!”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 30

    เมื่อเสี่ยวชุ่ยได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ “องค์หญิงใหญ่ โปรดเมตตาด้วย พระชายาของข้า...”“เสี่ยวชุ่ย!” อวี๋ซือเหมียนรีบขัดคำพูดของนาง “องค์หญิงใหญ่เพียงล้อข้าเล่นเท่านั้น เจ้าจะตื่นตระหนกไปไย!”“เจ้าคิดว่าข้ากำลังล้อเล่นหรือ?” เฟิงอวิ๋นจีแค่นหัวเราะอวี๋ซือเหมียนมองแววโหดเหี้ยมในดวงตาของเฟิงอวิ๋นจีที่เหมือนกับเฟิงเสวียนนี่ไม่มีผิด ก่อนยกมุมปากขึ้น “อาการที่ลำคอขององค์หญิงเป็นมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ทราบว่าหมอหลวงรักษาหายหรือยังเพคะ? แน่นอน หากองค์หญิงไม่ไว้ใจหม่อมฉัน เช่นนั้นก็เชิญหาผู้มีฝีมือกว่านี้เถิดเพคะ!”อวี๋ซือเหมียนดึงเสี่ยวชุ่ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้น ก่อนเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง“หยุด!” เฟิงอวิ๋นจีเงยหน้าขึ้น “คุณหนูอวี๋อายุยังน้อย แต่อารมณ์กลับร้อนไม่เบาเลยนะ!”“หม่อมฉันเพียงมีเจตนาดี กลับถูกมองในทางร้าย ไม่ว่าเป็นใครก็คงไม่พอใจเพคะ!” อวี๋ซือเหมียนสบตานางอย่างสงบนิ่ง ไม่ยอมอ่อนข้อแต่ก็ไม่แข็งกร้าว“บังอาจ! เจ้ากล้าลบหลู่องค์หญิง” เด็กหนุ่มชุดม่วงที่ยืนอยู่ข้างเฟิงอวิ๋นจีตวาดเสียงเย็น“ถอยไป!” เฟิงอวิ๋นจีโบกมือให้เด็กหนุ่มผู้นั้น “เตรียมพู่กันกับ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 29

    เฟิงอวิ๋นจีกำลังจะหันกายเข้าไปในห้องรับรอง แต่อวี๋ซือเหมียนกลับเอ่ยเรียกนางไว้ “องค์หญิง!”“เจ้ามีธุระอันใด?” เฟิงอวิ๋นจีหันกลับมามอง“ขอถามองค์หญิง ไม่ทราบว่าช่วงนี้ลำคอไม่ค่อยสบายใช่หรือไม่เพคะ? หม่อมฉันเคยเรียนวิชาแพทย์อยู่หลายปี และเคยพบผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการคล้ายกับองค์หญิง หากองค์หญิงไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอตรวจอาการให้เพคะ”“เจ้ายังรักษาโรคเป็นด้วยหรือ?” เฟิงอวิ๋นจีค่อนข้างประหลาดใจ นางได้ยินมานานแล้วว่าคุณหนูแห่งจวนกั๋วกงคือยอดหญิงผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ไม่ว่าจะพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด บทกวีหรือร้อยกรอง ล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น คิดไม่ถึงว่านางจะรู้วิชาแพทย์ด้วย“พอรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น!” อวี๋ซือเหมียนตอบอย่างถ่อมตนแววเย็นเยียบอันตรายวาบผ่านดวงตาคมกริบของเฟิงอวิ๋นจี มุมปากนางยกขึ้น “ได้สิ เช่นนั้นเจ้าก็ตรวจให้ข้าดู!”อาการเจ็บคอของนางเป็นมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว เชิญหมอหลวงในวังมาตรวจจนหมดก็ยังหาสาเหตุไม่พบ นางเองก็อยากเห็นว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีความสามารถสักเพียงใดเสี่ยวชุ่ยมองเหนียงเหนียงของตนเดินตามองค์หญิงใหญ่เข้าไปในห้องชิวเยว่อย่างตกตะลึง ร้อนใจจนแทบมีเ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 28

    เฟิงเสวียนนี่ในอาภรณ์แพรสีขาวมีคราบเลือดเปรอะเต็มปลายแขนเสื้อ แม้แต่เชือกป่านในมือก็ถูกย้อมจนแดงฉาน ดวงตาของเขาเย็นเยียบชวนหวาดหวั่น เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เมื่อควบผ่านอวี๋ซือเหมียน เขาเหลือบตามองอย่างเย็นชา มุมปากยกเป็นรอยยิ้มมืดมนคลุ้มคลั่งสายลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านไป ฝุ่นริมถนนฟุ้งกระจายในพริบตา เสี่ยวชุ่ยรีบขยับมายืนบังอยู่เบื้องหน้าอวี๋ซือเหมียน“เหนียงเหนียง ไม่ได้ตกใจใช่หรือไม่เจ้าคะ?”อวี๋ซือเหมียนเหม่อมองไปยังทิศทางที่เฟิงเสวียนนี่หายลับไป รู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูกผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติ นางส่ายหน้า “ไม่เป็นไร!”เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อน แววตาเจือความเห็นใจ ก่อนอดเอ่ยปลอบไม่ได้ “เหนียงเหนียงอย่ากลัวเลย คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนชั่วที่ก่อความผิดร้ายแรง แม้เสือร้ายยังไม่กินลูกของตน ในท้องของท่านมีสายเลือดของท่านอ๋องอยู่ ท่านย่อมเป็นคนใกล้ชิดที่สุดของท่านอ๋อง เขาต้องดีกับท่านแน่นอนเจ้าค่ะ”“ข้ารู้!” อวี๋ซือเหมียนฝืนยิ้มนางได้ยินมานานแล้วว่าเฟิงเสวียนนี่กระหายเลือดและโหดเหี้ยม ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาตนเอง ก็ยังอดรู้สึกสะเทือนขวัญไม่ได้ชั่วช้าสามานย์อย่างนั้นหรือ? คนที่ถูกลากไปเมื่อ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 27

    “ทำมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กลัวเหนื่อยตายหรือ?” เพื่อผูกใจเหล่าคนเก่าคนแก่ที่รับใช้อยู่ในจวน นางช่างทุ่มเทเสียจริงอวี๋ซือเหมียนย่อมฟังออกถึงน้ำเสียงเหน็บแนมในวาจาของเขา จึงเอ่ยอธิบายว่า “ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง ขอเพียงท่านอ๋องสำราญใจ ต่อให้ข้าเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็คุ้มค่า ทว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นคนในครัวช่วยล้างและหั่นให้ มีเพียงลูกชิ้นที่ข้าทำเอง ท่านอ๋องไม่ต้องสงสารข้าหรอก ข้าไม่เหนื่อย”เฟิงเสวียนนี่ยิ้มเจ้าตัวเล็กนี่ฟังไม่รู้ความจริง ๆ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้กันแน่พูดเสียสวยหรูน่าฟัง หากเขาไม่ได้จู่ ๆ กลับมา มีหรือจะมีส่วนของเขาด้วย!“กินอาหารเสร็จแล้ว! เจ้าคิดจะนั่งอยู่เช่นนี้อีกนานเพียงใด!” เฟิงเสวียนนี่ตบก้นนางเบา ๆ ทีหนึ่งช่างรู้จักฉวยโอกาสยั่วยวนเขาเสียทุกคราจริง ๆอวี๋ซือเหมียนเพิ่งรู้ตัวว่านางยังนั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา จึงรีบลุกขึ้นทันที“อย่าเล่นลูกไม้ให้มากนัก ระวังลูกในท้องจะหลุดเอา!” เฟิงเสวียนนี่ปรายตามองหน้าท้องของนางที่ยังไม่นูนขึ้นอย่างเย็นชา ก่อนก้าวเท้าออกไปเซียวชีที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดรีบตามไป“เจ้าตัวเล็กนี่ วัน ๆ ช่างมีลูกไม้มากมายเสียจริง!” เฟิง

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 26

    เมื่อเห็นนางนิ่งอยู่นานไม่ยอมขยับ เฟิงเสวียนนี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “รังเกียจข้าหรือ?”“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!” อวี๋ซือเหมียนยิ้มเจื่อน แสร้งทำท่าเอียงอาย มือเผลอกำตะเกียบแน่นขึ้น จนซอสหยดหนึ่งตกใส่กางเกงของเฟิงเสวียนนี่ นางเหลือบมอง อยากเช็ดให้เขาแต่ก็ไม่กล้า“มองอะไรอยู่?” เฟิงเสวียนนี่มองตามสายตานางแวบหนึ่ง แววตาเข้มลึกขึ้นเล็กน้อย “อยากนั่งตรงนี้หรือ?เฟิงเสวียนนี่เอนกายพิงไปด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะอยู่อย่างสงบจริง ๆ เขาเองก็อยากเห็นว่านางคิดจะเล่นลูกไม้อะไรมุมปากของอวี๋ซือเหมียนกระตุก สวรรค์เป็นพยาน นางไม่ได้อยากนั่งตรงนั้นเสียหน่อย!“ท่านอ๋องนี่ก็จริง ๆ เลย คนตั้งมากมายกำลังมองอยู่นะ!” อวี๋ซือเหมียนแสร้งทำท่าเขินอายพลางเอ่ย“ที่แท้ก็เขินนี่เอง!” เฟิงเสวียนนี่โบกมือเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านหวัง พ่อบ้านหวังเข้าใจเจตนาทันที รีบพาแม่นมจ้าวกับเสี่ยวชุ่ยออกไป“มานี่สิ!” เฟิงเสวียนนี่ตบต้นขาของตนเบา ๆอวี๋ซือเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสาหมายความว่าอย่างไร? เขาจะให้นางนั่งตรงนี้จริง ๆ หรือ?เฟิงเสวียนนี่ขมวดคิ้ว “ไม่มี

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 25

    “ท่านอ๋อง เชิญนั่ง!” อวี๋ซือเหมียนรีบยกเก้าอี้มาวางข้างกายเขา “ท่านอ๋องเข้าใจข้าผิดแล้ว!”“เข้าใจเจ้าผิดหรือ?” เฟิงเสวียนนี่มองดวงตากลมโตที่กลอกไปมาของนาง ก่อนนั่งลงไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ อยากดูว่านางจะกุเรื่องอย่างไรอวี๋ซือเหมียนมองเฟิงเสวียนนี่ด้วยท่าทางเอียงอาย “ท่านอ๋อง สิ่งที่ข้าทำในวันนี้ แท้จริงแล้วล้วนทำเพื่อท่าน!”“เพื่อข้าหรือ?” เฟิงเสวียนนี่ถูกนางทำเอาขบขันจริง ๆ เขากวาดตามองอาหารที่กินเหลืออยู่บนโต๊ะอื่น ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชา “อย่าบอกนะว่าเจ้าทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ก็เพื่อให้ข้าได้ลองชิมฝีมือของเจ้า?”“ท่านอ๋องช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ เรื่องนี้ยังเดาออกเสียด้วย?” สีหน้าตกตะลึงของอวี๋ซือเหมียนดูสมจริงไม่น้อย“หึ ๆ!” เฟิงเสวียนนี่แค่นหัวเราะ “ข้าดูหลอกง่ายนักหรือ เจ้าคิดจะให้ข้าชิมเศษอาหารที่เหลือจากผู้อื่นหรือ?”“ไม่ใช่นะ!” อวี๋ซือเหมียนทำหน้าตาน้อยอกน้อยใจ “นี่เป็นอาหารชนิดใหม่ที่ข้าคิดขึ้น เรียกว่าหม้อไฟ ยังอยู่ระหว่างทดลอง ข้าไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือไม่ จึงไม่กล้ายกมาให้ท่านชิมโดยพลการ เลยคิดว่าอาศัยช่วงที่ท่านไม่อยู่จวน เชิญทุกคนมาลองชิมและช่วยออกความเห็น จากนั้นตอน

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status