ログインเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
ท่ามกลางแสงอรุณที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเรือนในจวนเจิ้นหนิงโหว ร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำของหลิวรุ่ยหลิน สัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากและคำประกาศิตที่เอาแต่ใจของมู่หย่งฉีที่ว่าจะรับผิดชอบนางในฐานะชายาเว่ยอ๋องยังคงทำให้นางรู้สึกหน้าร้อนวูบทุกครั้งที่นึกถึง
เห็นหญิงสาวยืดหลังตรงอย่างภาคภูมิใจ มู่หย่งฉีมองท่าทางนั้นแล้วก็ได้แต่หัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ “อืม... สูงขึ้นจริงๆ นั่นแหละ เจินเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นจนข้าเกรงว่าหากไม่รีบผูกมัดเจ้าไว้ตั้งแต่วันนี้ วันหน้าเจ้าอาจจะบินหนีข้าไปได้”&
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือกา
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาอ่อนๆ หอบเอาเอากลิ่นหอมของดอกท้อที่เริ่มผลิบานไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศบนถนนสายหลักช่างดูสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ชาวเมืองต่างพากันสวมชุดผ้าเนื้อบางสีสันสะอาดตาออกมาจับจ่ายใช้สอย เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นว่าวอยู่ไกลๆ และเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขา







