Mag-log inกลิ่นอายคาวโลหิตขับเน้นให้บรรยากาศภายในเรือนพักยามราตรีทวีความตึงเครียด บนพื้นไม้ยังคงหลงเหลือรอยเหงื่อและคราบพิษสีดำสนิทที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย
ลู่เฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดทรมานจากการถูกพิษร้ายแผดเผาก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้สึกโปร่งสบายเนื้อสบายตัว พลังปราณสายหนึ่งหมุนเวียนลื่นไหลในเส้นชีพจรอย่างทรงพลัง ผสมผสานกับความอบอุ่นล้ำลึกที่แผ่ออกมาจากจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
เขายืดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ผิดวิสัยของคนที่เพิ่งก้าวขาข้างหนึ่งผ่านประตูผีมาหมาดๆ สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจไปทั่วห้องพัก ก่อนจะหยุดลงที่อ่างไม้โบราณใบย่อมซึ่งตั้งสงบนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง
พริบตาที่ทอดสายตาจ้องมอง ตัวอ่างพลันแผ่คลื่นพลังบางเบาตอบรับ ห้วงสำนึกของเขาพลันสั่นสะเทือน เสียงทุ้มลึกลับทรงอำนาจดังสะท้อนขึ้นพร้อมกับตบะความรู้มหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว
อ่างสถิตจิตปฐพี... หรืออีกนามคือ ‘คุกขังเทพพันตน สมบัติบรรพกาลผู้กักเก็บพลังปราณฟ้าดิน และขุมพลังแห่งบรรพบุรุษตระกูลลู่
เฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ไม่คาดคิดเลยว่าอ่างไม้ใบนี้จะข้ามภพตามติดดวงจิตของเขามาด้วย ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์ล้ำเลิศถึงขั้นชำระพิษร้ายและรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้หายดีได้ในพริบตา
ทว่าในขณะที่เขากำลังพิจารณาความอัศจรรย์นั้นเอง มู่ชีหลิงที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องพลันเบิกตากว้าง แววตากลมโตคู่สวยฉายแววเคลือบแคลงสงสัยอย่างปิดไม่มิด นางรี่เข้าประชิดขอบเตียงอย่างรวดเร็ว ยื่นมือเรียวบางเข้าคว้าข้อมือเพื่อตรวจชีพจรของเขาให้เห็นกับตา ทันใดนั้น บานประตูก็ถูกผลักเปิดออกซ้ำอย่างแรง
ปึง
มู่หว่านชิงผู้เป็นมารดาพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเผือด ตื่นตระหนกสุดขีด ดวงตาของนางยังคงบวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนัก หัวใจคนเป็นแม่แทบแตกสลายด้วยความรู้สึกผิดที่คิดว่าบุตรชายต้องสิ้นใจด้วยฤทธิ์ยาพิษที่นางป้อนกับมือ จึงตั้งใจจะย้อนกลับมาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าในมือของมู่ชีหลิงกลับถือจอกสุราเงินขึ้นมาพิจารณาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อสตรีทั้งสองเห็นเฉินเฟิงยืนตระหง่านหน้าตาเฉยโดยไร้ร่องรอยของคนใกล้ตาย ทั้งคู่ถึงกับยืนนิ่งงัน อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
เจ้า เจ้ายังไม่ตาย" มู่หว่านชิงอุทานเสียงหลง ร่างกายสั่นสะท้าน
มู่ชีหลิงระงับความตื่นตระหนกได้ก่อน นางปล่อยมือจากข้อมือสามีแล้วพึมพำออกมาอย่างเหลือเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร พิษสลายวิญญาณเจ็ดราตรีรุนแรงถึงเพียงนี้ แต่ชีพจรของเจ้ากลับมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เฉินเฟิงยิ้มพรายในใจ เขารู้ดีว่าหากเปิดเผยเรื่องอ่างวิเศษในยามนี้ย่อมไม่เป็นผลดี อีกทั้งภารกิจกระชากหน้ากากหนอนบ่อนไส้ในค่ายชายแดน ก็ยังจำเป็นต้องอาศัย ฉากหน้า ของคุณชายเสเพลเพื่อตบตาพวกมันต่อไป
คิดได้ดังนั้น เขาจึงแสร้งเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเซียว ทรุดกายลงนั่งพร้อมส่งเสียงไอค็อกแค็กราวกับคนไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
แค่ก แค่ก ท่านแม่ ชีหลิง เมื่อครู่ข้าเกือบไปเยือนปรโลกแล้วจริงๆ เฉินเฟิงแสร้งเอนกายพิงเสาเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย สงสัยวิญญาณบรรพชนจะคอยคุ้มครอง หรือไม่ก็ผลบุญของท่านแม่ที่ช่วยชีวิตลูกไว้ โอ๊ย ลำคอของข้ายังปวดแสบร้อนอยู่เลย
มู่หว่านชิงน้ำตาคลอเบ้า นางรีบทรุดตัวลงนั่งข้างบุตรชาย คว้ามือแกร่งมาจับไว้แน่นด้วยความโล่งอกปนรู้สึกผิด "ลูกแม่... เจ้าทำให้แม่ใจหายใจคว่ำ นึกว่าเจ้าตกต่ำถึงขั้นเป็นไส้ศึกขายชาติเสียแล้ว เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว
แต่มู่ชีหลิงหาได้ปักใจเชื่อไม่ นางหรี่สายตามองสามีด้วยความจับผิด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น แม้ท่าทางของเขาจะดูเหลวไหลและเสแสร้งเหมือนคนเจ็บหนัก ทว่าสัญชาตญาณของรองแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบกลับบอกนางอย่างชัดเจนว่าบุรุษผู้นี้แปรเปลี่ยนไปแล้ว
แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอของคนติดสุราหลงเหลืออยู่เลย แต่มันกลับนิ่งสงบ ล้ำลึก และคมปลาบราวกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บ
เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว ลู่เฉินเฟิง มู่ชีหลิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ต่อให้เจ้ารอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แต่สถานการณ์ในค่ายตงหลิงยามนี้ตึงเครียดถึงขีดสุด จ้าวหู่กำลังหาจังหวะเล่นงานเจ้าอยู่ หากเจ้ายังทำตัวเสเพลไร้สาระ มีหวังพวกเราได้หัวหลุดจากบ่ากันหมดแน่
เฉินเฟิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความมั่นใจอันเปี่ยมล้น เขาสบตากับภรรยาสาวอย่างไม่เกรงกลัว
ในเมื่อพวกมันอยากเห็นข้าเป็นแม่ทัพขี้เมาไร้น้ำยา เช่นนั้นข้าก็จะสวมหน้ากากเป็นคนโง่ให้พวกมันดูต่อไป จนกว่าจะถึงเวลาตลบหลังพวกมัน เจ้าว่าดีหรือไม่
ประกายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ร้ายแวบผ่านนัยน์ตาเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยวนยั่วตามเดิม ทิ้งให้มู่ชีหลิงยืนนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หมากกระดานนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ข่าวคราวเรื่องสะเบียบบนด่านตงหลิงแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่งภายใต้เงามืดแห่งการชิงอำนาจ ขั้วกลุ่มอิทธิพลของท่านอ๋องซูย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย พวกมันสั่งการยอดฝีมือเดนตายออกเคลื่อนไหวเพื่อปลิดชีพเสาหลักอย่างลู่เฉินเฟิง หวังบดขยี้กองทัพตระกูลลู่ให้พังทลายลงจากภายในในคราเดียวขณะที่ลู่เฉินเฟิงกำลังควบอาชาฝ่าแนวป่าทึบมุ่งหน้าสู่เมืองการค้า สัญชาตญาณบางอย่างพลันร้องเตือนขึ้นมาอย่างรุนแรงทำให้เฉินเฟิงเกิดความวิตกกังวลว่าในการเดินทางของเขาในครั้งนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้นและมันอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดอย่าให้เกิดอะไรเลย เฉินเฟิงคิดกับตัวเองในใจด้วยสีหน้าท่าทางที่กำลังวิตกกังวลฟึ่บประกายคมดาบอาบยาพิษเล่มหนึ่งพุ่งแหวกสายลมตัดอากาศ ตรงเข้าหาจุดตายกลางแผ่นหลังของเขาในเสี้ยววินาทีเฉินเฟิงเอี้ยวตัวหลบกลางอากาศได้อย่างฉิวเฉียด พริบตานั้น เงาร่างชุดดำนับสิบก็กระโจนลงมาจากยอดไม้ โอบล้อมพันธนาการเขาไว้ทุกทิศทางว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้เฉินเฟิงสบถออกมาในขณะที่เขากำลังคิดและประเมินว่ากลุ่มคนชายชุดดำที่โผล่ออกมาเป็นใคร พวกมันคือยอดนักฆ่าไร้ความรู้สึก ทว่าสำหรับเฉินเฟิงในยามนี้ กระบี่ในมือกลับวาด
หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ลอบสังหารและความวุ่นวายระลอกใหญ่ภายในค่ายทหารด่านตงหลิง ลู่เฉินเฟิงปลีกตัวกลับเข้ามาในห้องพักส่วนตัวเพื่อทบทวนสถานการณ์ ทว่าท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุม จิตสำนึกภายในของเขากลับสั่นสะท้านวูบไหว ราวกับมีกระแสคลื่นพลังงานโบราณบางอย่างกำลังตื่นจากการหลับใหลฉับพลันนั้น เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องสะท้อนขึ้นในห้วงความคิดของเขา ราวกับกระซิบมาจากห้วงมิติอันไกลโพ้น ไร้ซึ่งต้นทาง ทว่ากังวานเด่นชัดในโสตประสาท“มีข้าสถิตอยู่เคียงกายเจ้าทั้งคน เหตุใดเจ้าจึงยังต้องนั่งขมวดคิ้วกลัดกลุ้มลำพัง ตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในโลกใบนี้ เจ้ายังมิเคยเอ่ยปากเรียกใช้พลังที่แท้จริงจากข้าเลยสักครั้ง”เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายฉลาดเฉลียว ก่อนที่มุมปากจะหยักยิ้มขึ้นบางๆ เมื่อนึกถึง "อ่างสถิตจิตปฐพี" ที่ซ่อนเร้นอยู่ในมิติจิตสำนึกจริงสิ ตั้งแต่ทะลุมิติมา เขามัวแต่ใช้มันชำระล้างพิษและหลอมเส้นชีพจร จนลืมไปว่าสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าระดับบรรพกาล! ชายหนุ่มส่งจิตเชื่อมโยง เรียกอ่างไม้โบราณออกมาวางไว้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา พลางทบทวนความรู้เกี่ยวกับการกักเก็บและถนอมเสบียงอาหารยามฉุกเฉิน
แสงตะวันสาดส่องด่านตงหลิงจนล่วงเข้าสู่ยามสาย ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมบัญชาการกลับคุกรุ่นไปด้วยความกดดันและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกลู่เฉินเฟิงก้าวเท้าเข้ามาภายในกระโจมด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน เสื้อผ้าตัวนอกจงใจผูกไว้อย่างหลวมๆ ดวงตาหรี่ปรือแสร้งทำเป็นคนเพิ่งสร่างเมาตื่นสายเพื่อตบตาผู้คน โดยมีมู่ชีหลิงเดินตามประกบข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ทว่าสายตาของทั้งคู่กลับจับจ้องไปยังขบวนอาคันตุกะลึกลับที่นั่งรออยู่เบื้องหน้าในกลุ่มคนเหล่านั้น มีสตรีผู้เลอโฉมผู้หนึ่งนางสวมชุดคลุมขนสัตว์ปักลวดลายวิจิตร งดงามสะดุดตา ท่วงท่ายามเยื้องกรายเปี่ยมไปด้วยความสูงศักดิ์และหยิ่งทะนงอย่างปิดไม่มิด ทว่าตามเนื้อตัวกลับมีร่องรอยเขม่าควันและบาดแผลจากการถูกไล่ล่า องครักษ์ในชุดชนเผ่าเร่ร่อนที่คอยคุ้มกันนางเหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่นาย และแต่ละนายล้วนบาดเจ็บสาหัสนางคือ องค์หญิงอวี้เหลียน แห่งแคว้นเป่ยหลาง ผู้กำลังรอนแรมหนีตายจากการศึกชิงบัลลังก์อันนองเลือดบังอาจนัก พวกเจ้าเป็นเพียงทหารชายแดน กล้าดีอย่างไรจึงปล่อยให้องค์หญิงแห่งเป่ยหลางต้องรอคอยจนล่วงเลยเวลาเพียงนี้!" องครักษ์คนสนิทตะคอกเสียงกร้าวด้วยโทสะ พร้อมกุมด้า
ลมหายใจที่เคยหอบถี่กระชั้นของมือสังหารสาวค่อยๆ ผ่อนลง ทว่านัยน์ตาคู่สวยที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตายังคงจับจ้องลู่เฉินเฟิงด้วยความหวาดระแวง เรือนร่างเพรียวบางถูกตรึงอยู่ใต้ร่างแกร่ง แผ่นอกอิ่มขยับขึ้นลงจนแทบชิดหน้าอกของเขาเฉินเฟิงไม่ได้ล่วงเกินนางต่อตามอำเภอใจ แววตาเจ้าเล่ห์จอมกวนประสาทเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นราบเรียบ ล้ำลึก และน่าเกรงขามดุจพยัคฆ์ร้ายซุ่มรอตะครุบเหยื่อ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขมับของนาง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยซุ่มเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจกดดันในเมื่อเฉินฮ่าวส่งเจ้ามา เจ้าคงรู้ดีว่ามันวางแผนจะลงมือเมื่อใด และข่าวลือเรื่องกบฏของตระกูลลู่ที่แพร่สะพัดในค่าย ยามนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วเยี่ยหรงเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แต่เมื่อปลายนิ้วอุ่นร้อนของชายหนุ่มแกล้งลากไล้แผ่วเบาตรงช่วงเอวคอดกิ่ว ร่างกายของนางก็สะท้านเฮือก รีบยอมคายความลับออกมาทันทีด้วยความกลัวจะโดนรังแกด้วยฝ่ามือร้อนผ่าวนั้นอีกรอบมัน รองแม่ทัพเฉินฮ่าวแอบติดต่อลับกับคนของท่านอ๋องซู ข่าวลือเรื่องกบฏเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อบีบให้ฮ่องเต้ระแวงตระกูลลู่ แผนการจริงคือพวกมันจะลงมือดักปล้นและทำลายขบวนเสบียงชุดใหม่ที่จะมา
หลังจากลอบขโมยหลักฐานชิ้นสำคัญมาจากเรือนพักของจ้าวหู่ ลู่เฉินเฟิงใช้ทักษะวิชาตัวเบาหลบเลี่ยงสายตาทหารยามจนกลับถึงห้องพักส่วนตัวได้อย่างไร้ซุ่มเสียง ลมหายใจของเขายังคงสงบนิ่ง ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ความมืดมิดภายในห้อง สัญชาตญาณนักสู้ก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันคมกริบที่ม้วนตัวจู่โจมเข้ามาฟึ่บ ซวบประกายกระบี่สีเงินครามประดุจสายฟ้าฟาด พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหาจุดตายบริเวณลำคอในเสี้ยววินาทีเฉินเฟิงหาได้ตื่นตระหนกไม่ ร่างสูงพลิกตัวหลบวิถีกระบี่อย่างพลิ้วไหว มือขวาดีดนิ้วสะบัดปลายฝักกระบี่ขึ้นรับการจู่โจมระลอกสองของเงาร่างปริศนาได้อย่างแม่นยำเคร้งเสียงโลหะกระทบกันกังวานใสทว่าหนักหน่วง สะท้อนก้องไปทั่วห้องอันเงียบสงบเงาร่างเพรียวบางในชุดรัดกุมสีดำสนิทไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว นางหมุนตัวกลางเวหาพร้อมตวัดปลายกระบี่พุ่งแทงเข้าหาหน้าอกอย่างดุดัน กระบวนท่าดุจหงส์เหินระบำที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน เผยให้เห็นว่านางคือมือสังหารสาวลึกลับที่แอบมาซุ่มดักรอเด็ดหัวเขาอยู่ก่อนแล้วทว่า เฉินเฟิงกลับแย้มยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก กลิ่นกายของสตรีผู่นี้ไม่ใช่ของมู่ชีหลิงฮูหยินของเขา เขาย่อตัวต่ำหลบคมกระบี่ท
หลังจากเย้าแหย่จนมู่ชีหลิงยืนสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ณ สวนดอกไม้รกร้างท้ายเรือน ลู่เฉินเฟิงก็ปลีกตัวกลับมายังเรือนพักของตนเพื่อเตรียมการขั้นต่อไปยามราตรีคืบคลานมาเยือน ค่ายทหารด่านตงหลิงตกอยู่ในความมืดมิดและความหนาวเหน็บ มีเพียงแสงจันทร์สว่างนวลสาดส่องกระทบหลังคาเรือนไม้ สายลมหนาวพัดโบกโชยเอาความตึงเครียดอบอวลไปทั่วทุกมุมค่าย เสียงก้าวเท้าของทหารยามเดินตรวจตราดังสลับเป็นจังหวะครัดเคร่งเข้มงวดภายในห้องพักส่วนตัว ลู่เฉินเฟิงเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมสีดำสนิทเพื่อกลมกลืนไปกับความมืด พลังปราณสายอุ่นร้อนในจุดตันเถียนหมุนเวียนโคจรผสานเข้ากับอ่างไม้โบราณตรงมุมห้องอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่เพียงแต่ช่วยชำระล้างเส้นชีพจร ทว่ายังมอบวิชาตัวเบาอันลึกล้ำที่ผุดขึ้นในห้วงสำนึก ช่วยให้เขาย่างก้าวได้อย่างไร้ซุ่มเสียงประดุจเงาจุดหมายในคืนนี้คือ จ้าวหู่ รองแม่ทัพผู้ทะเยอทะยานที่คอยหาเรื่องถากถางและวางแผนเล่นงานเขามาโดยตลอดแอด...ประตูห้องถูกเปิดแง้มออกแผ่วเบา เฉินเฟิงสอดส่องสายตาฝ่าความมืดก่อนจะทะยานร่างเบาราวขนนกอันตรธานหายไปกับเงามืด หลบเลี่ยงเวรยามได้อย่างง่ายดาย มุ่งตรงไปยังเรือนพักของจ้าวหู่ทันที โดยไม่ทันส







