Masukหลังจากลอบขโมยหลักฐานชิ้นสำคัญมาจากเรือนพักของจ้าวหู่ ลู่เฉินเฟิงใช้ทักษะวิชาตัวเบาหลบเลี่ยงสายตาทหารยามจนกลับถึงห้องพักส่วนตัวได้อย่างไร้ซุ่มเสียง ลมหายใจของเขายังคงสงบนิ่ง ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ความมืดมิดภายในห้อง สัญชาตญาณนักสู้ก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันคมกริบที่ม้วนตัวจู่โจมเข้ามา
ฟึ่บ ซวบ
ประกายกระบี่สีเงินครามประดุจสายฟ้าฟาด พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหาจุดตายบริเวณลำคอในเสี้ยววินาที
เฉินเฟิงหาได้ตื่นตระหนกไม่ ร่างสูงพลิกตัวหลบวิถีกระบี่อย่างพลิ้วไหว มือขวาดีดนิ้วสะบัดปลายฝักกระบี่ขึ้นรับการจู่โจมระลอกสองของเงาร่างปริศนาได้อย่างแม่นยำ
เคร้ง
เสียงโลหะกระทบกันกังวานใสทว่าหนักหน่วง สะท้อนก้องไปทั่วห้องอันเงียบสงบ
เงาร่างเพรียวบางในชุดรัดกุมสีดำสนิทไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว นางหมุนตัวกลางเวหาพร้อมตวัดปลายกระบี่พุ่งแทงเข้าหาหน้าอกอย่างดุดัน กระบวนท่าดุจหงส์เหินระบำที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน เผยให้เห็นว่านางคือมือสังหารสาวลึกลับที่แอบมาซุ่มดักรอเด็ดหัวเขาอยู่ก่อนแล้ว
ทว่า เฉินเฟิงกลับแย้มยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก กลิ่นกายของสตรีผู่นี้ไม่ใช่ของมู่ชีหลิงฮูหยินของเขา เขาย่อตัวต่ำหลบคมกระบี่ที่เฉียดผ่านหัวไหล่ไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะอาศัยจังหวะที่นางเสียหลักเล็กน้อย ดีดข้อเท้าเตะสกัดเข้าที่ข้อมือเรียวบางของนางอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เพียะ
แรงปะทะส่งผลให้กระบี่ในมือของมือสังหารสาวหลุดกระเด็นไปปักคาฝาผนัง ไม่เพียงแค่นั้น เฉินเฟิงยังขยับกายประชิดตัว พลิกหมุนเตะตัดขาพับของนางเบาๆ จนร่างเพรียวบางเสียหลักเซถลาล้มลงมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาพอดิบพอดี
หมับ
ปล่อยข้า ไอ้คนฉวยโอกาสชั่วช้า มือสังหารสาวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอับอายที่ถูกรวบตัวไว้ในท่าทางแนบชิด นางพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด ดวงตาคู่สวยถลึงมองเขาอย่างแทบจะกินเลือดกินเนื้อ อยากฆ่าก็ฆ่า จะมารุ่มร่ามกับข้าทำไม
อย่าเพิ่งใจร้อนสิ แม่นางคนงาม เฉินเฟิงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปกระซิบชิดริมฝีปากจนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินผิวนาง งดงามสะพรั่งแถมวรยุทธ์ยังดุเดือดเสียจริง แต่ก่อนจะเจรจากัน ข้าคงต้องขอตรวจดูความเรียบร้อยรอบกายเจ้าเสียหน่อย เผื่อมีอาวุธลับซ่อนอยู่แถวนี้อีก
พูดจบ มือหนาของเฉินเฟิงก็แสร้งเลื่อนต่ำลงไปทาบทับหน้าอกอิ่มที่กำลังกระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจหนักหน่วงอย่างจงใจ
เจ้า... คนสารเลว เอามือสกปรกของเจ้าออกไปนะ มือสังหารสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ใบหน้าขาวผ่องแดงซ่านลามไปถึงใบหูด้วยความอับอาย นางไม่คาดคิดเลยว่าแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงเหลวแหลกจะกล้าลวนลามนางถึงเนื้อถึงตัวในสถานการณ์ความเป็นตายเช่นนี้
ทว่า เฉินเฟิงหาได้หยุดมือไม่ เขายิ่งแกล้งลูบไล้หยอกเย้าผ่านเนื้อผ้าบริเวณหน้าอก ทำทีเป็นสำรวจเรือนร่างเพื่อหาอาวุธลับ ก่อนจะเลื่อนมือต่ำลงไปใกล้จุดบอบบางบริเวณหน้าท้องและช่วงขาอ่อน ทำเอาหญิงสาวถึงกับสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งกระตุกวาบด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ
อื้อ เสียงครางประท้วงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคออย่างไม่ยินยอม
ความรู้สึกของมือสังหารสาวในยามนี้ปั่นป่วนจนยุ่งเหยิง ทั้งโกรธเกรี้ยว อับอายระคนเหนียมอาย และมีความร้อนรุ่มวาบหวิวแปลกประหลาดแล่นพล่านไปตามแนวสันหลังทุกครั้งที่ปลายนิ้วอุ่นๆ ของชายหนุ่มลากผ่าน ผิวเนื้อที่เคยด้านชาจากการฝึกฝนเป็นนักฆ่า กลับไวต่อสัมผัสอันจาบจ้วงและความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากกายเขาอย่างน่าประหลาด ร่างกายที่ควรจะขัดขืนกลับเริ่มอ่อนยวบลงทีละน้อย ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระทึกจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
เมื่อสัมผัสได้ว่าจิตใจอันแข็งแกร่งของนางเริ่มสั่นคลอน เฉินเฟิงก็จับร่างเพรียวบางพลิกให้นอนราบลงกับเตียงไม้โดยมีเขาทาบทับอยู่เหนือร่าง แววตาคมกริบทอประกายเจ้าเล่ห์และจริงจังขึ้นมา
ในเมื่อของเล่นชิ้นนี้ดื้อรั้นนัก สงสัยข้าคงต้องใช้วิธีลงทัณฑ์พิเศษ เพื่อให้เจ้าคายความจริงออกมาเสียแล้วกระมัง
เจ้า เจ้าจะทำอะไร อย่า มือสังหารสาวเสียงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนกเมื่อฝ่ามืออุ่นร้อนของเฉินเฟิงสอดล่วงล้ำผ่านเนื้อผ้าเข้ามาสัมผัสกับผิวเนื้อเนียนนุ่มโดยตรง กระแสความอุ่นซ่านที่แนบชิดทำให้สะโพกมนบิดเร้าด้วยความรัญจวนใจ
เฉินเฟิงโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนนุ่มเบาๆ จนหญิงสาวหลุดเสียงครางหวานหูออกมาด้วยความทรมานปนเสียวซ่าน อ๊ะ อื้อ หยุดนะ
สัมผัสที่รุกเร้าอย่างเชี่ยวชาญทำให้นักฆ่าสาวสติแตกกระเจิง ความเด็ดเดี่ยวของนักฆ่ามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงอารมณ์ปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าจนร่างกายร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา ทุกจังหวะที่ชายหนุ่มเคลื่อนไหวรุกคืบ บดเบียดแนบชิด ยิ่งทำให้ร่างกายของนางตอบสนองตอบรับความร้อนแรงจนเปียกชื้น
อืม ท่าน ข้า เสียงหวานครางละล่ำละลัก ร่างกายบิดเร้าเข้าหาความอบอุ่นอย่างเว้าวอน ความรู้สึกรัญจวนใจแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบขาดใจ
ทว่า ในจังหวะที่เสียงหวานเริ่มดังระงมจนเกินควบคุม เฉินเฟิงก็ชะงักมือเล็กน้อย เขายื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบขาด
แม่นาง ส่งเสียงกระเส่าเย้ายวนเยี่ยงนี้ เกรงว่าอีกไม่ถึงครึ่งเค่อ ทหารยามหน้าเรือนคงแห่กันกรูเข้ามาดูแน่ ถึงตอนนั้น หากพวกมันเห็นอาภรณ์ของมือสังหารถอดกองอยู่ข้างเตียงแม่ทัพขี้เมาเช่นข้า ภาพอันงดงามนี้คงเล่าขานกันสนุกปากไปทั่วค่าย เจ้าว่าจริงไหม
คำขู่ปนเย้าแหย่นั้นทำให้นักฆ่าสาวสะดุ้งสุดตัว นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ ใบหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู รีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น กลืนเสียงครางหวานหูให้กลายเป็นเพียงเสียงสะอื้นฮักในลำคอ ใบหน้าสวยคมฉายแววเคียดแค้นปนอับอายระคนตระหนกจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
เฉินเฟิงเห็นดังนั้นก็หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เขาลูบเส้นผมยาวสลวยของนางอย่างปลอบประโลมพลางกระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ เด็กดี ร้องเบาๆ เช่นนี้สิข้าถึงจะเมตตาเจ้า ไหน ลองบอกข้ามาสิ ว่าใครส่งเจ้ามาสืบข่าวที่นี่ และพวกมันมีแผนการอะไรกับค่ายด่านตงหลิง
มือสังหารสาวหอบหายใจถี่กระชั้น หน้าอกอิ่มกระเพื่อมไหวรุนแรง นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด พยายามสะกดกลั้นทั้งอารมณ์สวาทที่ปั่นป่วนและเสียงครางของตนเองสุดชีวิต เมื่อถูกสะโพกหนาบดเบียดเข้าหาจุดสำคัญอีกครั้ง นางก็สะท้านเฮือกจนต้องพยักหน้ารับสารภาพออกมาด้วยเสียงสั่นเครือที่เล็ดลอดผ่านไรฟัน
อื้อ บอก บอกแล้ว เป็น เป็นคำสั่งจาก รองแม่ทัพเฉินฮ่าว มัน มันสั่งให้ข้ามาแอบดูความเคลื่อนไหวและหาทางกำจัดท่าน พอ พอแล้ว อย่ารังแกข้าอีกเลย
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ เฉินเฟิงก็แย้มยิ้มพอใจ เขากดจูบซับหยาดน้ำตาตรงหางตาให้ร่างบางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยอมผ่อนมือและหยุดการรุกราน ปล่อยให้นางนอนหอบสะท้านจมอยู่กับความปั่นป่วนรัญจวนใจตลอดค่ำคืนนั้น
ข่าวคราวเรื่องสะเบียบบนด่านตงหลิงแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่งภายใต้เงามืดแห่งการชิงอำนาจ ขั้วกลุ่มอิทธิพลของท่านอ๋องซูย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย พวกมันสั่งการยอดฝีมือเดนตายออกเคลื่อนไหวเพื่อปลิดชีพเสาหลักอย่างลู่เฉินเฟิง หวังบดขยี้กองทัพตระกูลลู่ให้พังทลายลงจากภายในในคราเดียวขณะที่ลู่เฉินเฟิงกำลังควบอาชาฝ่าแนวป่าทึบมุ่งหน้าสู่เมืองการค้า สัญชาตญาณบางอย่างพลันร้องเตือนขึ้นมาอย่างรุนแรงทำให้เฉินเฟิงเกิดความวิตกกังวลว่าในการเดินทางของเขาในครั้งนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้นและมันอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดอย่าให้เกิดอะไรเลย เฉินเฟิงคิดกับตัวเองในใจด้วยสีหน้าท่าทางที่กำลังวิตกกังวลฟึ่บประกายคมดาบอาบยาพิษเล่มหนึ่งพุ่งแหวกสายลมตัดอากาศ ตรงเข้าหาจุดตายกลางแผ่นหลังของเขาในเสี้ยววินาทีเฉินเฟิงเอี้ยวตัวหลบกลางอากาศได้อย่างฉิวเฉียด พริบตานั้น เงาร่างชุดดำนับสิบก็กระโจนลงมาจากยอดไม้ โอบล้อมพันธนาการเขาไว้ทุกทิศทางว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้เฉินเฟิงสบถออกมาในขณะที่เขากำลังคิดและประเมินว่ากลุ่มคนชายชุดดำที่โผล่ออกมาเป็นใคร พวกมันคือยอดนักฆ่าไร้ความรู้สึก ทว่าสำหรับเฉินเฟิงในยามนี้ กระบี่ในมือกลับวาด
หลังผ่านพ้นเหตุการณ์ลอบสังหารและความวุ่นวายระลอกใหญ่ภายในค่ายทหารด่านตงหลิง ลู่เฉินเฟิงปลีกตัวกลับเข้ามาในห้องพักส่วนตัวเพื่อทบทวนสถานการณ์ ทว่าท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุม จิตสำนึกภายในของเขากลับสั่นสะท้านวูบไหว ราวกับมีกระแสคลื่นพลังงานโบราณบางอย่างกำลังตื่นจากการหลับใหลฉับพลันนั้น เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องสะท้อนขึ้นในห้วงความคิดของเขา ราวกับกระซิบมาจากห้วงมิติอันไกลโพ้น ไร้ซึ่งต้นทาง ทว่ากังวานเด่นชัดในโสตประสาท“มีข้าสถิตอยู่เคียงกายเจ้าทั้งคน เหตุใดเจ้าจึงยังต้องนั่งขมวดคิ้วกลัดกลุ้มลำพัง ตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในโลกใบนี้ เจ้ายังมิเคยเอ่ยปากเรียกใช้พลังที่แท้จริงจากข้าเลยสักครั้ง”เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบเปล่งประกายฉลาดเฉลียว ก่อนที่มุมปากจะหยักยิ้มขึ้นบางๆ เมื่อนึกถึง "อ่างสถิตจิตปฐพี" ที่ซ่อนเร้นอยู่ในมิติจิตสำนึกจริงสิ ตั้งแต่ทะลุมิติมา เขามัวแต่ใช้มันชำระล้างพิษและหลอมเส้นชีพจร จนลืมไปว่าสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าระดับบรรพกาล! ชายหนุ่มส่งจิตเชื่อมโยง เรียกอ่างไม้โบราณออกมาวางไว้บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา พลางทบทวนความรู้เกี่ยวกับการกักเก็บและถนอมเสบียงอาหารยามฉุกเฉิน
แสงตะวันสาดส่องด่านตงหลิงจนล่วงเข้าสู่ยามสาย ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมบัญชาการกลับคุกรุ่นไปด้วยความกดดันและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกลู่เฉินเฟิงก้าวเท้าเข้ามาภายในกระโจมด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน เสื้อผ้าตัวนอกจงใจผูกไว้อย่างหลวมๆ ดวงตาหรี่ปรือแสร้งทำเป็นคนเพิ่งสร่างเมาตื่นสายเพื่อตบตาผู้คน โดยมีมู่ชีหลิงเดินตามประกบข้างด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ทว่าสายตาของทั้งคู่กลับจับจ้องไปยังขบวนอาคันตุกะลึกลับที่นั่งรออยู่เบื้องหน้าในกลุ่มคนเหล่านั้น มีสตรีผู้เลอโฉมผู้หนึ่งนางสวมชุดคลุมขนสัตว์ปักลวดลายวิจิตร งดงามสะดุดตา ท่วงท่ายามเยื้องกรายเปี่ยมไปด้วยความสูงศักดิ์และหยิ่งทะนงอย่างปิดไม่มิด ทว่าตามเนื้อตัวกลับมีร่องรอยเขม่าควันและบาดแผลจากการถูกไล่ล่า องครักษ์ในชุดชนเผ่าเร่ร่อนที่คอยคุ้มกันนางเหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่นาย และแต่ละนายล้วนบาดเจ็บสาหัสนางคือ องค์หญิงอวี้เหลียน แห่งแคว้นเป่ยหลาง ผู้กำลังรอนแรมหนีตายจากการศึกชิงบัลลังก์อันนองเลือดบังอาจนัก พวกเจ้าเป็นเพียงทหารชายแดน กล้าดีอย่างไรจึงปล่อยให้องค์หญิงแห่งเป่ยหลางต้องรอคอยจนล่วงเลยเวลาเพียงนี้!" องครักษ์คนสนิทตะคอกเสียงกร้าวด้วยโทสะ พร้อมกุมด้า
ลมหายใจที่เคยหอบถี่กระชั้นของมือสังหารสาวค่อยๆ ผ่อนลง ทว่านัยน์ตาคู่สวยที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตายังคงจับจ้องลู่เฉินเฟิงด้วยความหวาดระแวง เรือนร่างเพรียวบางถูกตรึงอยู่ใต้ร่างแกร่ง แผ่นอกอิ่มขยับขึ้นลงจนแทบชิดหน้าอกของเขาเฉินเฟิงไม่ได้ล่วงเกินนางต่อตามอำเภอใจ แววตาเจ้าเล่ห์จอมกวนประสาทเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นราบเรียบ ล้ำลึก และน่าเกรงขามดุจพยัคฆ์ร้ายซุ่มรอตะครุบเหยื่อ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขมับของนาง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยซุ่มเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจกดดันในเมื่อเฉินฮ่าวส่งเจ้ามา เจ้าคงรู้ดีว่ามันวางแผนจะลงมือเมื่อใด และข่าวลือเรื่องกบฏของตระกูลลู่ที่แพร่สะพัดในค่าย ยามนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วเยี่ยหรงเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แต่เมื่อปลายนิ้วอุ่นร้อนของชายหนุ่มแกล้งลากไล้แผ่วเบาตรงช่วงเอวคอดกิ่ว ร่างกายของนางก็สะท้านเฮือก รีบยอมคายความลับออกมาทันทีด้วยความกลัวจะโดนรังแกด้วยฝ่ามือร้อนผ่าวนั้นอีกรอบมัน รองแม่ทัพเฉินฮ่าวแอบติดต่อลับกับคนของท่านอ๋องซู ข่าวลือเรื่องกบฏเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อบีบให้ฮ่องเต้ระแวงตระกูลลู่ แผนการจริงคือพวกมันจะลงมือดักปล้นและทำลายขบวนเสบียงชุดใหม่ที่จะมา
หลังจากลอบขโมยหลักฐานชิ้นสำคัญมาจากเรือนพักของจ้าวหู่ ลู่เฉินเฟิงใช้ทักษะวิชาตัวเบาหลบเลี่ยงสายตาทหารยามจนกลับถึงห้องพักส่วนตัวได้อย่างไร้ซุ่มเสียง ลมหายใจของเขายังคงสงบนิ่ง ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ความมืดมิดภายในห้อง สัญชาตญาณนักสู้ก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันคมกริบที่ม้วนตัวจู่โจมเข้ามาฟึ่บ ซวบประกายกระบี่สีเงินครามประดุจสายฟ้าฟาด พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหาจุดตายบริเวณลำคอในเสี้ยววินาทีเฉินเฟิงหาได้ตื่นตระหนกไม่ ร่างสูงพลิกตัวหลบวิถีกระบี่อย่างพลิ้วไหว มือขวาดีดนิ้วสะบัดปลายฝักกระบี่ขึ้นรับการจู่โจมระลอกสองของเงาร่างปริศนาได้อย่างแม่นยำเคร้งเสียงโลหะกระทบกันกังวานใสทว่าหนักหน่วง สะท้อนก้องไปทั่วห้องอันเงียบสงบเงาร่างเพรียวบางในชุดรัดกุมสีดำสนิทไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว นางหมุนตัวกลางเวหาพร้อมตวัดปลายกระบี่พุ่งแทงเข้าหาหน้าอกอย่างดุดัน กระบวนท่าดุจหงส์เหินระบำที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน เผยให้เห็นว่านางคือมือสังหารสาวลึกลับที่แอบมาซุ่มดักรอเด็ดหัวเขาอยู่ก่อนแล้วทว่า เฉินเฟิงกลับแย้มยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก กลิ่นกายของสตรีผู่นี้ไม่ใช่ของมู่ชีหลิงฮูหยินของเขา เขาย่อตัวต่ำหลบคมกระบี่ท
หลังจากเย้าแหย่จนมู่ชีหลิงยืนสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ณ สวนดอกไม้รกร้างท้ายเรือน ลู่เฉินเฟิงก็ปลีกตัวกลับมายังเรือนพักของตนเพื่อเตรียมการขั้นต่อไปยามราตรีคืบคลานมาเยือน ค่ายทหารด่านตงหลิงตกอยู่ในความมืดมิดและความหนาวเหน็บ มีเพียงแสงจันทร์สว่างนวลสาดส่องกระทบหลังคาเรือนไม้ สายลมหนาวพัดโบกโชยเอาความตึงเครียดอบอวลไปทั่วทุกมุมค่าย เสียงก้าวเท้าของทหารยามเดินตรวจตราดังสลับเป็นจังหวะครัดเคร่งเข้มงวดภายในห้องพักส่วนตัว ลู่เฉินเฟิงเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมสีดำสนิทเพื่อกลมกลืนไปกับความมืด พลังปราณสายอุ่นร้อนในจุดตันเถียนหมุนเวียนโคจรผสานเข้ากับอ่างไม้โบราณตรงมุมห้องอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่เพียงแต่ช่วยชำระล้างเส้นชีพจร ทว่ายังมอบวิชาตัวเบาอันลึกล้ำที่ผุดขึ้นในห้วงสำนึก ช่วยให้เขาย่างก้าวได้อย่างไร้ซุ่มเสียงประดุจเงาจุดหมายในคืนนี้คือ จ้าวหู่ รองแม่ทัพผู้ทะเยอทะยานที่คอยหาเรื่องถากถางและวางแผนเล่นงานเขามาโดยตลอดแอด...ประตูห้องถูกเปิดแง้มออกแผ่วเบา เฉินเฟิงสอดส่องสายตาฝ่าความมืดก่อนจะทะยานร่างเบาราวขนนกอันตรธานหายไปกับเงามืด หลบเลี่ยงเวรยามได้อย่างง่ายดาย มุ่งตรงไปยังเรือนพักของจ้าวหู่ทันที โดยไม่ทันส







