ทำได้แล้ว!
“พริมเก่งมากเลยอะ เก็บเอทุกวิชาทำได้ไงก่อน” เฟียร์ถามอย่างประหลาดใจปนชื่นชม หลังจากเห็นผลการเรียนชั้นปีที่สามของพวกเราประกาศผลออกมาแล้ว ผลปรากฏว่าฉันกวาดเอทุกวิชาเข้าพอร์ตเป็นปีที่สาม
“ทั้งสวย รวย ฉลาด นิสัยดี ครบจบที่พริมรดาคนเดียวจริง ๆ แบบนี้ผู้ชายคนไหนที่เข้ามาจีบก็คงต้องทำการบ้านอย่างหนักแน่ๆ พูดแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทนเลย”
“จริง เพื่อนเราเพอร์เฟกต์เกินมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว” ตาหวานเพื่อนสนิทอีกคนว่าเสริม
“พวกเธอยอจนตัวเราจะลอยขึ้นท้องฟ้าแล้ว ที่จริงเราก็ไม่คิดว่าจะทำได้เหมือนกัน” ตอนที่ผลการเรียนออก ฉันยังอึ้งกิมกี่กับตัวเอง ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้อีกครั้ง อาจารย์ประไพคนนี้ออกข้อสอบว่ายากแล้วยังขี้เหนียวคะแนนอีก ท่านไม่เคยปล่อยเกรดเอให้ใครเลย อย่างรุ่นพี่ปีก่อนก็ไม่เคยมีใครได้เอจากวิชาของอาจารย์เลยสักคน
“ดีใจด้วยน้า” ตาหวานเข้ามาสวมกอดฉันไว้แน่น
“ขอบคุณน้า งั้นเดี๋ยวเย็นนี้เราไปกินชาบูกันไหม เราเลี้ยงเอง ฉลองเกรดออกสักหน่อย” เอ่ยชวนอย่างตื่นเต้น อันที่จริงเรื่องเกรดมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น แต่มันมีเป้าหมายอยู่ต่างหาก สาเหตุที่ฉันอยากชวนเพื่อน ๆ ไปกินชาบูด้วยกันก็เพราะว่าวันนี้เป็นครบรอบวันเกิดของตาหวาน แต่เจ้าตัวไม่ยอมบอกเพื่อนสนิทสักคน ทั้งที่คบกันมาตั้งสามปีแล้ว ได้โอกาสฉันจึงอยากพาเพื่อนตัวเล็กไปกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็จะชวนไปซื้อของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เธอ
ครั้นเอ่ยปากชวนตรง ๆ คิดว่าเพื่อนคงปฏิเสธอีกแน่ ๆ เพราะตาหวานเป็นคนขี้เกรงใจมาก ฉันจึงได้โอกาสใช้เรื่องฉลองเกรดตัวเองเป็นข้ออ้างเสียเลย
“เออ เราคง…”
“โอเค งั้นเราไปกันเลยไหม” เฟียร์ชิงพูดตัดบททันที ใช้เรียวแขนล็อกแขนเจ้าของวันเกิดไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้ชิ่งหนีอีกแน่นอน “ไปรถพริมหรือรถเรา”
“เดินค่ะ ร้านอยู่แค่หน้ามอเอง” ร้านชาบูที่ฉันตั้งใจพาเพื่อน ๆ ไปเลี้ยงนั้นเป็นร้านติดท็อปลิตส์ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ราคานักศึกษา แต่คุณภาพเทียบเท่าระดับร้านในห้างสรรพสินค้าได้เลยเหตุผลที่เลือกร้านนี้เพื่อตาหวานจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด
“หืม เราก็นึกว่าจะไปร้านประจำเสียอีก”
“ร้านนั้นกินบ่อยแล้ว กินร้านหน้ามอนี่แหละ ใกล้ดี เดินแค่ห้านาทีเอง” ร่างบางแทรกตรงกลางระหว่างเพื่อนทั้งสองจากนั้นจึงคล้องแขนเกี่ยวกันไว้แล้วเดินไปพร้อมกัน
“น้องพริม รอก่อนครับ” เสียงทุ้มจากใครคนหนึ่งดังมาจากสนามกีฬากลาง พวกเราสามคนหันไปยังต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง ผู้ชายร่างใหญ่โตในชุดนักกีฬาฟุตบอล ด้านหน้าสกรีนหมายเลข 2 กำลังวิ่งเข้ามาหา เพียงไม่กี่วินาทีเขาก็หยุดตรงหน้า
เจ้าของใบหน้าคมสไตล์ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ดวงตาคมสีน้ำตาลอ่อนทอประกายวาววับจ้องมองมาที่ฉัน รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นทักทายอย่างอ่อนโยน
เขาชื่อติณณ์เป็นรุ่นพี่ในคณะฯ ของพวกเรา แถมยังเป็นดาวเด่นของชั้นปีสี่อีกต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นลูกชายของอธิบการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
รูปหล่อ พ่อรวย เรียนเก่ง ดีกรีตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยแถมยังเป็นกัปตันทีมฟุตบอลอีก เรียกว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่เพอร์เฟกต์สุด ๆ
“น้อง ๆ กำลังจะเดินไปไหนกันเหรอครับ” พี่ติณณ์เอ่ยถาม ดวงตาเขาเป็นประกายบ่งบอกว่าโชคดีที่ได้เจอกัน
ฉันได้ข่าวว่าช่วงนี้สมาคมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยกำลังคัดเลือกกัปตันทีมคนใหม่เพราะอีกไม่นานพี่ติณณ์ก็จะเรียนจบออกไปแล้ว ช่วงนี้ฉันจึงไม่ค่อยเจอเขาสักเท่าไร ส่วนหนึ่งเราไม่ค่อยเจอกันเพราะเรียนคนละชั้นปี อีกส่วนเป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดประเด็นขึ้นจนต้องทิ้งระยะห่างออกมา
เฟียร์เคยเล่าให้ฉันฟังว่าในวันเลี้ยงสายรหัส มีรุ่นน้องคนหนึ่งถามพี่ติณณ์ว่า พี่ติณณ์ทั้งหล่อ ทั้งเก่งแบบนี้เคยมีเรื่องอะไรที่ทำไม่สำเร็จบ้าง เขาตอบกลับรุ่นน้องไปว่า ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย เขาคิดว่าตัวเองทำทุกอย่างสำเร็จหมดแล้ว ยกเว้นเรื่องเดียวนั่นก็คือ เขายังจีบฉันไม่ติด
จากนั้นเรื่องนี้ก็เป็นที่พูดถึงกันทั้งคณะ หลายคนก็เข้ามาถามแทนพี่ติณณ์ว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมเปิดใจให้พี่เขา ฉันทำเพียงแค่บอกว่ายังไม่พร้อมจะคบกับใคร แต่ดูเหมือนทุกคนจะคิดไปแล้วว่าฉันเรื่องเยอะ เล่นตัว สเป็กสูงเกินไป ขนาดพี่ติณณ์ที่ว่าพร้อมทุกอย่าง ฉันยังไม่แล
เมื่อคนพูดกันหนาหูขึ้น เฟียร์คงทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงสวนกลับคนเหล่านั้นกลับไปว่า 'เรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องส่วนรวม ถ้าอยากมีส่วนร่วมรบกวนจ่ายค่าเลี้ยงดูตลอด20ปีมาก่อน'
แล้วยังทิ้งประโยคท้ายด้วยว่า 'ถ้าให้คิดรวมๆ ก็น่าจะหลายล้านอยู่นะ จ่ายไหวไหม ถ้าจ่ายไม่ไหวก็อย่ามาตั้งคำถามกดดันคนอื่นแบบนี้อีก'
นับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้ามาถามฉันอีกเลย ส่วนพี่ติณณ์ก็รีบเข้ามาขอโทษที่เป็นต้นเหตุทำให้ชีวิตฉันวุ่นวาย ทั้งที่เขาไม่ผิดเลยสักนิด
“พวกเรากำลังจะไปกินชาบูกันค่ะ” ตอบพลางยิ้มอ่อนให้อีกฝ่าย ถึงแม้ฉันจะไม่ได้เปิดโอกาสให้รุ่นพี่ได้เข้ามาทำความรู้จักกัน แต่ฉันก็ไม่ได้เมินเฉยหรือตัดสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เพียงแค่ต้องเว้นระยะห่างให้พอดีเท่านั้น อะไรที่ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าฉันยอมใจอ่อนมีใจให้ ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเป็นอันขาด
พี่ติณณ์เป็นคนดีมาก เพียงแต่ฉันมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว
“อ้อ ชาบูหน้ามอเหรอครับ”
“ใช่ค่า พี่ติณณ์ไปด้วยกันไหม” คราวนี้เฟียร์เป็นคนตอบ อีกทั้งยังชวนอีกฝ่ายไปด้วยกัน อันที่จริงเฟียร์ก็แอบเชียร์พี่ติณณ์อยู่เหมือนกัน เธอบอกว่าเราสองคนเหมาะสมกันมาก ถ้าหากคบกันคงเป็นคู่รักที่ใคร ไต้องพากันอิจฉาแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอไม่เคยก้าวก่ายการตัดสินใจของฉันแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนพี่ติณณ์ค่อนข้างสงวนท่าทีอยู่เหมือนกัน เขสไม่ได้ทุ่มจีบกันอย่างเต็มที่ เข้าใจว่าผู้ชายเพอร์เฟกต์แบบเขาก็คงไว้เชิงกันบ้างแหละ
“งั้นพี่ไม่กวนแล้วครับ ทานให้อร่อยนะครับ”
จากนั้นร่างสูงก็หมุนตัววิ่งกลับไปที่สนามเหมือนเดิม กลุ่มเพื่อนของเขาต่างหันมามองที่พวกเราแล้วส่งยิ้มมาให้ บางคนก็โบกไม้โบกมือทักทาย
“ผิดคาดแฮะ นึกว่าพี่ติณณ์จะขอตามไปด้วยกันกับเราซะอีก” เฟียร์ว่าหลังจากที่เราเดินพ้นจากสนามกีฬามาแล้วสักระยะหนึ่ง อีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงร้านชาบูซึ่งเป็นจุดหมายแล้ว
“นั่นสิ หรือว่าพี่เขาจะถอดใจแล้ว” ตาหวานแสดงความคิดเห็น "บางทีความพยายามของรุ่นพี่อาจจะหมดลงแล้วก็ได้ อีกอย่างเขาก็ใกล้จะเรียนจบแล้วด้วย เข้าสู่โลกของการทำงานแบบเต็มตัว โฟกัสของรุ่นพี่ก็อาจจะไม่ใช่พริมอีกแล้ว"
“แต่เขาก็จีบพริมมานานนะ ตั้งสามปีแน่ะ ทั้งที่พี่เขาก็มีผู้หญิงสวย ๆ มาชอบตั้งเยอะแยะ แต่ไม่เห็นจะคบกับใครสักคน แล้วพริมอะไม่คิดจะเปิดใจให้พี่เขาจริง ๆ เหรอ” เฟียร์แย้งความเห็นของตาหวานแล้วเธอจึงหันมาถามเจ้าของประเด็นอย่างฉันทันที
“เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาอะ คิดแค่ว่าเขาเป็นรุ่นพี่คนหนึ่ง” ฉันตอบตามตรง คำตอบของฉันยังเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาจีบจวบจนทุกวันนี้
“ก็นะ หัวใจคนเรามันบังคับกันได้เสียที่ไหน” เฟียร์ว่า ฉันคิดว่าเพื่อนคงรู้ดีถึงเหตุผลที่ฉันไม่เคยเปิดใจให้ผู้ชายคนไหนเลย ไม่ใช่ว่าฉันยังไม่เจอคนที่ใช่ แต่ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้วต่างหาก
"ไม่พูดเรื่องนี้กันแล้วนะ หิวอะ รีบเข้าไปในร้านดีกว่า"
พนักงานรีบเปิดประตูต้อนรับทันทีที่เราเดินมาถึงหน้าร้านชาบู แถมยังทักทายอย่างสุภาพประหนึ่งว่าเป็นลูกค้าวีไอพี จากนั้นพวกเราก็ถูกพาไปยังชั้นสองของร้านซึ่งชั้นนี้ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามานั่งสักเท่าไร
“ร้านดูดีอยู่น้า พนักงานก็ดูแลดีเว่อร์” เฟียร์ชื่นชมหลังจากได้รับการบริการยิ่งกว่าร้านอาหารมิชลินสตาร์
“นั่นสิ” ตาหวานว่าเสริม "เราเคยไปนั่งร้านชาบูกับเพื่อนสมัยมัธยม ราคาพอ ๆ กับที่นี่ แต่การบริการคนละเรื่องเลย"
“เราสั่งอาหารกันเถอะ หิวแล้ว” ฉันว่าพลางจัดการสแกนคิวอาร์โค้ดที่พนักงานนำมาให้เพื่อสั่งอาหารต่าง ๆ
ระหว่างรอให้พนักงานนำของมาเสิร์ฟ ทุกคนต่างก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ ปิดโหมดอยู่ในโลกส่วนตัว ขณะที่ฉันกำลังไล่อ่านแชตของครอบครัวอยู่นั่นเอง จู่ ๆ เจย์ก็โทรเข้ามาพอดี เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นทันที ปกติเจย์ไม่ค่อยโทรหากันสักเท่าไร หากมีเรื่องอะไร เขามักจะแชตคุยกันเสียมากกว่า
ไม่รอช้าด้วยความสงสัยฉันจึงกดรับสายทันที
“ว่าไงตัว”
(ตอนนี้ตัวอยู่ไหนอะ)
“เค้ามากินชาบูกับเพื่อนแถวหน้ามอ ตัวมีอะไรปะ” ถามกลับอย่างสงสัย
(อ๋า กินเสร็จแล้วไปไหนต่อปะ)
“ก็ว่าจะไปห้างซื้อของต่อนิดหน่อย” ของที่ว่าก็คือของขวัญของตาหวานนั่นแหละ
(อ้อ งั้นก็ไม่ว่างอะดิ)
“ตกลงตัวมีอะไรเนี่ย” คนเป็นพี่เริ่มหงุดหงิดเล็ก ๆ เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ถามอ้อม ๆ ไม่ยอมบอกจุดประสงค์ที่โทรมาสักที
(ก็ตอนนี้เค้าอยู่สนามบิน)
“หืม... ตัวจะไปไหนเหรอ” ถามอย่างสงสัยทันที ฉันแอบคาดเดาไปไกลถึงขั้นที่ว่าเจย์อาจจะบินหนีไปเที่ยวคนเดียว
(ไม่ได้บินไปไหน แต่มารับคนต่างหาก)
“รับใครเหรอ” เริ่มหงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเจ้าน้องชายเอาแต่เล่นตัวไม่ยอมบอกสักที ฉันไม่อยากคาดเดาอีกแล้ว
(ก็มารับพวกพี่ ๆ ไง เนี่ยเค้ารอพวกเขาเดินออกมาจากเกตอยู่ ก็เลยโทรหาตัว เผื่อนัดเจอกัน)
“พี่ ๆ ที่ไหนอะ”
(เฮีย ๆ กลับมาแล้วนะ เพิ่งลงเครื่องเลย) คำตอบของเจย์ทำคนฟังชะงักทันที ดึงโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูวันที่บนหน้าจอแล้วพบว่ามันยังไม่ถึงกำหนดว่าที่พวกเขาจะเดินทางกลับมา อย่าบอกนะว่า
“แอบทำเซอร์ไพรส์กลับมาก่อนงั้นเหรอ”
(อือ เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ)
พยักหน้าตอบอีกฝ่ายทันที ส่งผลให้เพื่อนทั้งสองคนหันหน้ามองกันอย่างงุนงง
(ตัวยังอยู่ไหมเนี่ย หรือขิตไปแล้ว)
“ยังอยู่ อย่ามาแช่งกันสิ” ฉันสวนกลับทันควัน แอบเคืองอีกฝ่ายที่แซวกันด้วย อยู่กันดีๆ มาแช่งกันเสียอย่างนั้น
(ก็นั่นแหละ คืนนี้ตัวว่างไหมละ จะได้มาเจอกันหน่อย)
ฉันชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งทั้งที่ตัวเองมีคำตอบอยู่แล้ว แต่กลับเงียบไม่ยอมตอบกระทั่งปลายสายถามมาอีก (ตัวอยากเจอไหม)
“อือ...อยากเจอสิ”