Masukเด็กสาวนั่งกำด้ามพัดเอาวางไว้บนตักหลังจากเฉิงกุ้ยเฟยและเหล่านางกำนัลอาวุโสทั้งหลายจากไปจนหมด เหลือเพียงนางกับจื่อชิงที่จากสาวใช้บัดนี้ก็กลายมาเป็น ‘คนสนิทของพระชายาอี้’ ถึงทราบดีว่าเหล่าองค์ชายแต่งพระชายาได้มากถึงสี่นาง แต่เด็กสาวที่อยู่ในวัยเพ้อฝันก็คิดไปก่อนแล้วว่าตนเองจะได้เป็นพระชายาเพียงหนึ่งเดียวขององค์ชายใหญ่
“พี่จื่อชิง ข้าปวดเท้ายิ่งนัก”
จื่อชิง พี่เลี้ยงสาวในวัยสิบเก้าปี นอกจากแม่นมซู่อิ๋งแล้วอี้หลานฮวายังทราบอีกด้วยว่าพี่เลี้ยงกึ่งสาวใช้นางนี้เป็นคน ‘พิเศษ’ ของที่ชายคนรอง เด็กสาวที่รู้เห็นเป็นใจจึงเรียกอีกฝ่ายว่า’ พี่จื่อชิง’ แทนที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าจื่อชิงเช่นผู้เป็นนายสาวทั่วไปจะใช้เรียกสาวใช้
“เช่นนั้นรอสักครู่นะเพคะพระชายาจื่อชิงจะไปนำน้ำอุ่นมาให้แช่เท้านะเพคะ”
สาวใช้คนสนิทเร่งเดินออกไปจัดการสิ่งที่คุณหนูของนางต้องการเพียงไม่นานก็กลับมา รองเท้าเจ้าสาวอันงดงามถูกปลดออกจากเท้าเรียวเล็ก จากนั้นจื่อชิงก็นวดเท้าให้แก่อี้หลานฮวาอย่างทราบจุดกันเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายนั้นพึงใจน้ำหนักมือเช่นไร เด็กสาวผ่อนคลายจนแทบเคลิ้มหลับ
แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังใกล้เข้ามาซึ่งเด็กสาวจำได้แม่นยำว่าคือผู้ใด นางจึงลุกขึ้นนั่งในกิริยางดงามตามที่ท่านแม่กับแม่นมเฝ้าสั่งสอนก่อนออกเรือนอยู่นานนับสองปี ฝ่ายจื่อชิงเมื่อผู้เป็นเจ้าบ่าวก้าวเท้าเข้าประตูเรือนหอ นางย่อมทราบหน้าที่ดีจึงเก็บข้าวของแล้วหลบฉากออกไปทันที
“เยี่ยเจาเกอเกอะ”
แต่นางเป็นเพียงเด็กสาวแถมยังเติบโตมากับหยวนเยี่ยเจาราวกับเขาคือพี่ชายคนที่สาม จากที่ควรจะเป็นฝ่ายของเจ้าบ่าวที่จะเดินตรงมายังเตียงเพื่อร่วมราตรีสำคัญไปด้วยกัน ถึงนางจะทราบว่าสามีและภรรยานั้นต้องลึกซึ้ง แต่คงเพราะความเข้มงวดเกินไปของท่านแม่และแม่นม สิ่งที่เด็กสาวเช่นอี้หลานฮวาทราบนอกจากร่วมกินขนมมงคล ดื่มสุราผูกสัมพันธ์ร่วมกัน ก็มีเพียงอาบน้ำแล้วแยกย้ายกันเข้านอน ที่มีเพิ่มขึ้นคงเป็นเรื่องที่นางต้องปรนนิบัติพระสวามีด้วยตนเองเท่านั้น เช่นอาจมีช่วยเขาแต่งกายไปจนถึงอาบน้ำให้กับอีกฝ่ายเท่านั้น ส่วนเรื่องราวลึกซึ้งกว่านั้นสาวน้อยไม่ทราบทั้งสิ้น
“เจ้าจะไปอาบน้ำก่อนหรือสะดวกให้ข้าไปอาบก่อน” หลังสิ้นเสียงของผู้เป็นเจ้าบ่าว ดวงตากลมโตสีม่วงเข้มราวดอกกล้วยไม้ เช่นนั้นนางจึงถูกท่านปู่มอบนามหลานฮวาให้ เพราะนางคงได้สายเลือดฝ่ายท่านย่าของนางที่เป็นเผ่านอกด่าน ก็มองตอบคนที่นางอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่เพียงได้เห็นแผ่นหลังกว้างของเขา อี้หลานฮวาอุ่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยราวกับอยู่ใกล้บิดาเลยทีเดียว
“ให้เสี่ยวหลานดูแลเยี่ยเจาเกอเกอะอาบก่อนจึงถูกต้อง ท่านแม่กับแม่นมซู่อิ๋งกำชับเสี่ยวหลานมาอย่างดีเพคะ”
กล่าวจบเด็กสาวก็ยิ้มแป้นแล้นน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง แต่นางมีเพียงความน่าเอ็นดู ส่วนเสน่หาเย้ายวนอี้หลานฮวานั้นกลับไม่มีเลยสักนิด
“เช่นนั้นก็ตามมา” เขาไม่อยากมากปัญหา อีกสองชั่วยามตนเองจะต้องไปส่ง ‘คนสำคัญ’ ของตนเองแล้ว เวลาของเขามีค่ายิ่งทองหมื่นชั่ง หากแต่มิใช่การเข้าหอ ทว่าเป็นการไปส่งสตรีที่เขารักจริงจังต่างหาก
แล้วเมื่อการอาบน้ำผ่านพ้นอี้หลานฮวานั้นก็ต้องแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อเจ้าบ่าวของตนเองที่สมควรจะสวมชุดเตรียมเข้านอนนั้นกลับเรียกหาชุดที่พร้อมจะสวมออกไปด้านนอก
“เยี่ยเจาเกอเกอะไม่เข้านอนหรือเพคะ?” สงสัยเด็กสาวไร้เดียงสาเช่นอี้หลานฮวานั้นก็ย่อมต้องสอบถามเรียกได้เลยว่าเด็กสาวใสซื่อจนกลายเป็นซื่อบื้อไปเลยในสายตาของผู้ใหญ่เช่นหยวนเยี่ยเจา
“ประเดี๋ยวข้ามีราชกิจไปตรวจค่ายทหารยังชายแดน เจ้าอยู่ตำหนักก็เชื่อฟังเสด็จแม่กับเหอโมโม่ให้ดี อย่าดื้ออย่าซน"
ถึงไร้เดียงสา ถึงจะเบาปัญญา ไม่เท่าทันคน เพราะมีท่านปู่ท่านย่าคอยปกป้อง มีมารดาแสนจะเข้มงวด กับพี่ชายอีกสองคนคอยถนอมนางราวหยกเสมือนบุปผา แต่การที่ถูกเจ้าบ่าวทอดทิ้งในราตรีเข้าหอเช่นนี้ในยามเช้านางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน
...แต่ท่านย่ากล่าวว่าภรรยาที่ดีต้องส่งเสริมและเข้าใจสามี อย่าได้มากความ...
“เจ้าค่ะ” คิดตกได้เช่นนั้นเด็กสาวไร้เดียงสาผู้หนึ่งจึงรับปากออกไปโดยไม่สอบถามอันใดอีกเลย นอกจากหันไปสนใจจัดอาภรณ์กับข้าวของที่พระสวามีต้องการนำติดกายไปเท่านั้น จากราตรีเข้าหอกลับเป็นราตรีที่นางต้องออกมาส่งเจ้าบ่าวซึ่งเป็นผู้นำขบวนรถม้าที่อี้หลานฮวามิอาจทราบได้สักนิดว่าภายในรถม้าคันหรูนั้นคือ ‘พระชายารองหลิง’ ที่ฮ่องเต้สุดท้ายเพียงหวังให้บุตรชายที่ตนเองรักยอมแต่งงานกับสตรีที่พระองค์ต้องการ จึงจำใจยินยอมให้หยวนเยี่ยเจา ‘แต่ง’ พระชายารองก่อนพระชายาเอกหนึ่งวัน
...อนิจจา...
เด็กสาวมิอาจทราบได้เลยว่าตนเองนั้นกำลังมาส่งพระสวามีกับพระชายารองหลิงไปร่วมหอกันที่ตำหนักเทียนเล่อยังแคว้นเหล่ย ในอาณาจักรแห่งนี้ผู้ใดจะน่าเวทนาเทียบเท่าอี้หลานฮวาเกรงว่าคงจะไม่มีอีกแล้ว...
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
เพราะนางมองอีกฝ่ายอยู่นานแล้ว สายตาของ ‘แพทย์’ ที่มองจนเริ่มแน่ใจว่าอาการใบหน้าซีดเซียว ผิวก็ดูหยาบกระด้าง ดวงตาขุ่นมัวมันผิดปกติ ยิ่งนางเติบโตมากับยาพิษกับยาถอนพิษ อี้หลานฮวามองปราดเดียวก็คิดว่าตนเองสายตาไม่พลาดเป็นแน่ เพ่ยฮองเฮาจะต้องถูกพิษอย่างแน่นอน“เอ่อ...แม่สบายดี เสี่ยวหลานอย่าได้ว้าวุ่นวาย
...วังหลวงแห่งต้าหยวน...เรือนกายอรชรผสานกับใบหน้างดงาม เรียวปากเล็ก ดวงตากลมโตใสแจ๋วสีม่วงงดงาม ใบหน้าเล็กเรียวเพียงฝ่ามือเท่านั้น กับการแต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่ายแต่ก็หรูหรา กับเครื่องประดับบนศีรษะที่บอกถึงตำแหน่งของนางได้เป็นอย่างดีว่า สาวน้อยงดงามราวเทพธิดาตัวน้อยนั้นนางมิใช่ธรรมดา แต่เป็นพระชา
ตอนที่ 5“พระชายาอี้เพคะ แล้วเช่นนี้พวกเรา…”จื่อชิงที่เดินตามเรือนกายอรชรกลับไปยัง ‘อดีต’ เรือนหอที่บัดนี้ถูกทิ้งร้างเหลือเอาไว้เพียงนางได้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว“อย่าได้ว้าวุ่นใจไป จดหมายของข้าคงถึงมือพี่ใหญ่แล้ว ข้าก็เพียงรอ…เท่านั้นหึ! ... ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าคนเหล่านั้นกำลังแสดงงิ้วบทใดอ
เพราะถึงนางจะรักใคร่หยวนเยี่ยเจามาตั้งแต่เริ่มรู้ความว่าตนเองเติบโตเป็นสาวน้อย แต่คำสอนของท่านย่ายังดังก้องอยู่ในใจดวงน้อยเสมอว่า ‘เสี่ยวหลานเอ๋ย ดวงใจของคนเรานั้นมีถึงสี่ส่วน ดังนั้นเจ้าจะรักผู้ใดย่อมได้ทั้งหมด เพียงแต่จงใช้สามส่วนรักและภักดีต่อเขา แล้วจงเหลือหนึ่งส่วนเอาไว้รักตนเอง เพราะยามใดเขาท







