เข้าสู่ระบบ...ย้อนกลับไปเมื่อหกวันก่อนหน้างานสมรสพระราชทาน...
“เจ้าเสียสติหรือเยี่ยเจา?!” บุรุษสูงวัยแต่ยังดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไปหลายปี ภายใต้อาภรณ์สีดำปักลวดลายเป็นมังกรสีทองอร่ามเรืองรองบอกได้ถึงฐานะอันไม่ธรรมดา ทว่าใบหน้าของเขานั้นดำทะมึนไปถึงเก้าส่วน ด้วยเพลิงโทสะซึ่งกำลังถาโถมออกมา เนื่องจากบุตรชายที่เขารักมากไม่พอยังเป็นความหวังเดียวที่เขาต้องการจะยกราชบัลลังก์ให้เขาสืบทอดต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
แต่เจ้าตัวดีนั้นกลับไม่คิดจะสานต่อ คิดจะละทิ้งชาวประชาและแผ่นดินไปเป็นเพียง ‘เหล่ยอ๋อง’ ที่แคว้นเหล่ยซึ่งอยู่ห่างไกลถึงชายแดนเพราะเพียงแค่อยากสมหวังกับสตรีนางเดียว เขาคิด ‘กำจัด’ นางทิ้ง แต่หยวนเยี่ยเจานั้นกลับชาญฉลาดนำนางไปซุกซ่อน ถึงเขาจะส่งคนไปกำจัดแต่หยวนเยี่ยเจากลับมายื่นคำขาดในวันนี้ว่าหากเขายังไม่ปล่อยมือจากคนสกุล ‘หลิง’ อีก เขาจะปลิดชีพตนเองต่อหน้าบิดาก็วันนี้ ฮ่องเต้จึงบันดาลโทสะจนศีรษะแทบลุกเป็นไฟแต่กลับทำอันใดมิได้เลย
“หากกระหม่อมเสียสติแล้วในอดีตที่เสด็จพ่อพบรักกับเสด็จแม่ ดึงดันจะรับนางเข้าวังให้ได้แม้เสด็จย่าจะต่อต้านเพียงใดเล่าจะเรียกว่าอันใด?”
“นี่เจ้า!!!” ฮ่องเต้ถึงกับมือไม้สั่นระรัวในยามที่บุตรชายยอดดวงใจบังอาจยอกย้อนตนเองไม่พอ มันยังบังอาจเอามีดสั้นจิ้มอยู่ที่ตรงลำคอตนเองด้วยดวงตามุ่งมั่นไม่หวั่นไหว ดังนั้นคนที่รักบุตรลำเอียงจนแทบคว่ำเช่นมังกรหนุ่มใหญ่วัยเฉียดหกสิบทำสีหน้าประเดี๋ยวก็แดงประเดี๋ยวก็เขียวอีกครู่จึงดำทะมึน แต่จะเช่นไรเขาก็ยอมให้บุตรชายคนโตมาเชือดลำคอที่ฟูมฟักมาอย่างดีและยากลำบากถึงยี่สิบแปดปีต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้ สุดท้ายคนที่มีศักดิ์สูงกว่าจำต้องข่มอารมณ์ด้วยการยืนเอามือทั้งสองข้างไขว้หลัง ปิดเปลือกดวงตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็ปล่อยออกสุดอยู่หลายสิบครั้ง จากนั้นจึงค่อยหันหน้ากลับออกมาเผชิญหน้ากับหยวนเยี่ยเจาด้วยดวงตาที่นิ่งสงบ
“วางมีดสั้นลง” ฝ่ายพระบิดาเอ่ยน้ำเสียงเข้มขรึม ใบหน้าจริงจัง เติบโตมาจนถึงบัดนี้หยวนเยี่ยเจาเขาจึงทราบทันใดว่าผู้เป็นพระบิดาที่รักเขามากยิ่งกว่าบุตรชายลำดับที่เจ็ดเช่น ‘หยวนลี่หยาง’ ซึ่งได้กำเนิดจากฮองเฮาเกินแปดส่วนเช่นนี้นั้นกำลังอยู่ในอารมณ์ใด จากที่แข็งข้อองค์ชายใหญ่มีหรือจะเบาปัญญา ในยามตึงเกินไปเขาต้อง ‘ผ่อนแรงดึง’ หาไม่เชือกเส้นนั้นอาจขาดสะบั้นลงแล้วจะมีผลประโยชน์อันใดเล่า?
‘เจ้าต้องรู้จักรุกให้เป็น และถอยให้ถูกจังหวะ หาไม่แม้แต่แม่เองก็ยากจะช่วยเจ้าได้นะเยี่ยเจา’
คำกล่าวเตือนและปลูกฝังสั่งสอนของเฉิงกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาแท้จริงย้อนกลับมาเตือนสติของชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีดังอื้ออึงอยู่ภายในภายในศีรษะเขาทันใด เพราะบัดนี้ ‘เชือก’ แห่งความอดทนของพระบิดาใกล้ขาดลงแล้ว เมื่อครู่เขารุกหนักไป บัดนี้สมควรได้เวลา ‘ถอย’ แต่จะต้อง ‘ถอย’ เช่นไรให้มีผลประโยชน์สูงที่สุดแก่ตนเองและสตรีอันเป็นที่รักเช่นหลิงหนี่ว์เอ๋อร์กับสกุล ‘หลิง’ ของนางให้มากที่สุด
“กระหม่อมยินยอมตบแต่งกับคุณหนูอี้นั้นย่อมได้ แต่...” มีดสั้นเล่มคมวาววับถูกเก็บเข้าปลอกของมันแล้วหยวนเยี่ยเจาจึงหันกลับมา ‘ถอย’ อย่างมีจังหวะและมากปัญญา กับความเจ้าเล่ห์ที่มีติดกายของ ‘องค์ชายใหญ่’ มาตลอดหลายสิบปีโดยที่ไม่ยอมเปิดเผยมันออกมา เพราะขนาดฮ่องเต้เองเลี้ยงดูใกล้ชิดยังไม่เคยทราบถึงความ ‘มากมายเล่ห์เหลี่ยม’ นี้ขององค์ชายใหญ่ที่เขานั้นรักใคร่หนักหนาแม้เพียงเสี้ยวธุลี!
“แต่อันใด?” ในที่สุด ‘มังกรผู้เฒ่า’ ก็ฮุบ ‘เหยื่อ’ สมดังใจของเขาแล้ว มุมปากแกร่งจึงเผลอกระตุกเล็กน้อย แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะขนาดฮ่องเต้ผู้หูตาว่องไวยังมองไม่ทันเลยทีเดียว
“กระหม่อมกับหนี่ว์เอ๋อร์ต้องได้แต่งกันก่อนอี้หลานฮวา จะพรุ่งนี้หรือก่อนเพียงหนึ่งวัน แต่เช่นไรหนี่ว์เอ๋อร์ก็จะต้องได้เป็นพระชายาคนแรกของกระหม่อม ต่อให้นางจะได้เป็นเพียงพระชายารอง แต่นางต้องได้เป็นภรรยาคนแรกของกระหม่อม!”
“!!!”
ฮ่องเต้ถึงกับกัดฟันพลางคิดในใจว่าหากคนผู้ซึ่งอยู่ตรงหน้าเป็นองค์ชายเจ็ด เขาคิดได้ทันทีเลยว่าบัดนี้คงได้ถูกเขาลงโทษสถานหนักไปแล้ว หากแต่เพราะนี่คือสายเลือดระหว่างเขากับสตรีอันเป็นที่รักจึงจำต้องอดทนยอม ‘ตามใจ’ แต่จะยอมเสียทั้งหมดเห็นทีจะไม่ได้ เพราะสกุลอี้นั้นยิ่งใหญ่มากหาก ‘ข่าว’ ที่องค์ชายใหญ่แต่งพระชายารองได้เข้าตำหนักอันเล่อก่อนบุตรสาวและหลานสาวคนเดียวของพวกเขา เรื่องย่อมไม่ลงเอยด้วยดีแล้วเป็นแน่
“ได้!”
ท่านผู้เฒ่าเองก็ใช่จะธรรมดา ในเมื่อบุตรชายมากเล่ห์ส่งมาให้ เขาเองย่อมมีเหลี่ยมคมกริบทุกมุมคืนไปเช่นกัน หรือจะกล่าวให้ถูกต้องแล้วให้เรียกว่า ‘ถอย’ คนละหนึ่งก้าวเท่ากัน
“แต่เจ้าเองก็ต้องรับปากข้าด้วยเช่นกันว่าจะปกปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับเอาไว้ให้นานที่สุด จะจัดการเช่นไร ข้ายกให้เป็นเจ้าคิดและแก้ไขปัญหาด้วยตนเองก็แล้วกัน ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
จริงอยู่ว่าอาจเป็นคำกล่าวคล้ายไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง หากแต่ขันทีเฒ่าคู่พระทัยฮ่องเต้มีหรือจะไม่ทราบความจริงว่าพระสนมเหล่านั้นจะมีอีกกี่องค์ชาย หากพวกเขาเหล่านั้นคิดแย่งชิงอำนาจหรือจะขวางทางหยวนเยี่ยเจา ฮ่องเต้ตรงหน้าเขานี้ก็ไม่รอช้าที่จะ ‘กำจัด’ ขวากหนามเหล่านั้นทิ้งแทนองค์ชายใหญ่อย่างไม่คิดมากทั้งสิ้น และใช่แล้ว ที่องค์ชายเจ็ดนั้นยังรอดชีวิตก็เพราะอดีตไทเฮานั้นขอชีวิตเด็กน้อยเอาไว้ โดยที่พระนางขอเอาชีวิตของตนเอง ‘แลก’ กับหยวนลี่หยาง จึงไม่แปลกที่พอองค์ชายเจ็ดอายุนั้นครบเจ็ดวัน ไทเฮาจึงสิ้นพระชนม์
ถึงฮ่องเต้จะไม่คิดให้มารดาสละชีพ แต่ไทเฮาทราบดีว่าหากนางไม่ยอมทิ้งชีวิตตนเอง หรือไม่ตายลง ขุนนางเก่าแก่ก็จะต้องเชื่อฟังพระนางมากกว่า อำนาจของฮ่องเต้ในวันนั้นก็มิอาจใช้ได้เต็มที่ พระนางที่รักใคร่หลานชายผู้นี้มากจึงยอมสละชีพตนเองแลกกับองค์ชายเจ็ดหยวนลี่หยางเสีย พระนางหาได้หูหนวกตาบอดจึงจะไม่ทราบที่ฮ่องเต้นั้นมีคำสั่ง ‘ลับเฉพาะ’ ให้สังหารเหล่าองค์ชายที่เกิดมาแล้วอาจสร้างปัญหาให้แก่องค์ชายใหญ่ไปจนหมด แต่เพราะพระนางไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกพระสนมเหล่านั้นเช่นเพ่ยฮองเฮาที่เป็นหลานสาวโดยแท้ที่พระนางเลี้ยงดูมากับมือ
แต่สุดท้ายฮองเฮากับองค์ชายเจ็ดนั้นก็ต้องกลืนกินยาพิษทุกหนึ่งเดือน หากว่าทั้งสองแม่ลูกคิดการใหญ่ยาถอนพิษย่อมไม่มีนำไปส่งยังตำหนักฮองเฮาและองค์ชายเจ็ดเสียเป็นแน่ ผู้ใดจะคาดว่าบุรุษผู้เป็นมังกรยิ่งใหญ่มีหน้ากาก ‘ผู้มากไปด้วยคุณธรรม’ จะมีใจคออำมหิตได้ถึงเพียงนี้ แม้นมารดาเช่นไทเฮามิใช่ผู้ให้กำเนิดมา แต่พระนางก็เลี้ยงดูฟูมฟักและผลักดันหยวนจิ่วซ่างหรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันดังบุตรชายในสายโลหิต ทว่าสุดท้ายนางกลับต้องมอบชีวิตใส่มือให้กับคนที่พระนางทั้งรักและเอ็นดูเพื่อแลกกับชีวิตหลานสาวและเหลนชาย
...อำมหิตในแผ่นดินนี้ยังจะเป็นผู้ใดไปได้อีก...
ซึ่งหลังจากผ่านพ้นไปเพียงสามวัน คนสกุลหลิงก็ถูกโยกย้ายไปไกลหูไกลตาของฮ่องเต้และเฉิงกุ้ยเฟยกับคนของสกุลอี้ แต่เป็นการกระจายตัวออกไปอย่างเงียบงัน และเหลือเพียงสกุลหลิงสายหลักเพื่อจัดพิธีแต่งงาน และหลังจากนั้นหยวนเยี่ยเจาก็จัดพิธีแต่งงานขึ้นมาก่อนที่จะตบแต่งกับอี้หลานฮวาเพียงหนึ่งวัน เขาซุกซ่อนหลิงหนี่ว์เอ๋อร์เอาไว้รอเสร็จพิธีแต่งงาน เขาจะอ้างการไปตรวจราชการแทนฮ่องเต้ยังแคว้นเหล่ยแล้วจึงพาพระชายารองหลิงไปซ่อนตัวเอาไว้ที่ตำหนักชายแดนแห่งนั้นพร้อมครอบครัวของนาง
...และวันนี้เขาก็ทำมันได้สำเร็จไปได้ด้วยดี...
กายแกร่งบังคับบังเหียนอาชาศึกตัวโตตรงจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองเด็กสาวใสซื่อนางหนึ่งที่ต้องตกมาอยู่ตรงกลางระหว่างการเมือง โดยไร้โอกาสทราบแม้เพียงนิดว่าตนเองถูกหลอกแล้วหลอกอีก หลอกลวงนางดังกับว่าเด็กสาวหาใช่คน!
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงันแม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยส
ขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว







