LOGIN
บทนำ
แสงสีทองผ่องอำไพกระจ่างตรงขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก บอกได้ว่าบัดนี้ยามเช้าได้หมุนเวียนมาบรรจบยังมหานคร ‘ฉิงสุ่ย’ อาณาจักร ‘ต้าหยวน’ อีกหนึ่งวันแล้ว และบรรยากาศต้นยามเฉินของต้นเดือนหกที่มีอากาศสดชื่นนี้ก็เป็นวันมหามิ่งมงคลได้ฤกษ์ดี ที่ตำหนักขององค์ชายใหญ่ ‘หยวนเยี่ยเจา’ บุรุษผู้องอาจสง่าผ่าเผย แต่เพราะเขากำเนิดจากมารดาที่เป็นเพียงพระสนมชั้นไฉเหริน (ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง) อีกทั้งสกุลเดิมของพระมารดาที่บัดนี้เป็นที่ทรงโปรดขององค์ฮ่องเต้ จนถึงขนาดยกพระนางให้เป็น ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ โดยอาศัยข้ออ้างกับอดีตไทเฮาผู้วายชนม์ไปแล้วว่า ‘เพ่ยฮองเฮา’ นั้นแต่งเข้าวังหลายปีกลับมิอาจให้กำเนิดองค์รัชทายาทหรือ ‘ไท่จื่อ’ แก่ราชวงศ์ ‘หยวน’ ได้แม้แต่เพียงพระองค์เดียวจวบจน ‘เฉิงเซียงอวี้’ ที่เป็นเพียงบุตรสาวของนายอำเภอขนาดเล็ก แต่เพราะฮ่องเต้ปลอมพระองค์ไปตรวจสอบทุกข์และสุขของชาวบ้านในเขตชายแดนจึงพบรักกับหญิงสาวธรรมดาเช่นเฉิงเซียงอวี้ ที่เป็นเพียงบุตรีของนายอำเภอขนาดเล็กติดชายแดนผู้หนึ่งเท่านั้น แล้วในเมื่อบุรุษเช่น ‘ฮ่องเต้’ ต้องการสตรีใดย่อมต้องสมดังใจหมายปอง อีกสิ่งบุตรสาวได้เข้าวัง ท่านนายอำเภอ ‘เฉิงเซียว’ ย่อมต้องยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงจะเป็น ‘คนโปรด’ ของฮ่องเต้ ทว่าไร้เชื้อสาย ไร้ชาติตระกูล จึงต้องเริ่มจากตำแหน่ง ‘เฉิงไฉเหริน’ เพียงเท่านั้น แต่ผ่านไปเพียงหกเดือน หญิงสาวบ้านป่ากลับตั้งครรภ์ ทั้งที่สตรีร่วมครึ่งร้อยภายในวังต้องห้ามแต่งเข้ามากี่นางกลับไม่เคยตั้งครรภ์แม้เพียงนางเดียว
ดังนั้นจากพระสนมชั้นไฉเหรินจึงได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็น ‘เฉิงเสียนเฟย’ แล้วจากนั้นอีกหกเดือนต่อมา เฉิงเสียนเฟยก็ให้กำเนิด ‘องค์ชายใหญ่’ จนไทเฮานั้นยากจะคัดค้านความต้องการของฮ่องเต้ที่จะตั้งแต่ง ‘เฉิงเสียนเฟย’ ให้ขึ้นมาเป็น ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ ที่เป็นรองก็เพียงฮองเฮากับไทเฮาเท่านั้น และผ่านไปถึงหกปี ต่อให้พระสนมผู้อื่นจะตั้งครรภ์แต่คลอดออกมาหากเป็นชายล้วนตายสิ้น จะเหลือรอดก็เพียงองค์หญิงเพียงเท่านั้น
จวบจนเข้าปีที่เจ็ดฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายลำดับที่เจ็ดออกมาจนได้ แต่แข่งเรือแข่งอาชาล้วนแข่งได้ แต่แข่งวาสนาเห็นทีฮองเฮายากจะต่อสู้ เพียงองค์ชายเจ็ดมีพระประสูติการออกมาได้ครบเจ็ดวัน ไทเฮาก็หวนคืนสวรรค์สิ้นพระชนม์ไปเสียได้ ดังนั้นฮองเฮาจึงสิ้นที่พึ่งพิงเช่นไทเฮาผู้เป็นมารดาสามีที่ดีที่สุดไปไม่พอ ยังถูก ‘ข่าวลือ’ ทำร้ายชื่อเสียงขององค์ชายเจ็ดว่าเป็นเด็กที่ถือกำเนิดมาพร้อมดวงมรณะ เป็นผู้กำเนิดมาพร้อมดาวพิฆาต
ยิ่งพอเขาครบเจ็ดเดือนก็บังเกิดภัยแล้งทางตอนเหนือของอาณาจักร ส่วนแดนใต้นั้นดันเกิดน้ำท่วมใหญ่ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ดังนั้นต่อให้รากฐานฝ่ายสกุลฮองเฮาจะแน่นหนา แต่ก็ยากจะช่วงชิงตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ มาให้แก่องค์ชายเจ็ดไปได้ เพราะ ‘ข่าวลือเล่าอ้าง’ ที่ว่าองค์ชายนั้นเป็นผู้เกิดมาพร้อมดวงหายนะ ดวงทำร้ายทำลายบ้านล่มสลายเมือง
ส่วนเบื้องลึกเบื้องหลังจะมีสิ่งใดแอบแฝงย่อมมีเพียงผู้ ‘ปล่อย’ ข่าวลือเท่านั้นที่ทราบดีเพียงผู้เดียว จนบัดนั้นผ่านมาสิบสองปี ตำแหน่งไท่จื่อก็ยังคงว่างอยู่ แต่องค์ชายมีเพียงสองพระองค์เท่านั้น บัดนี้ทั้งคู่ล้วนคู่คี่สูสีแต่จวบจนบุตรสาวคนโตของสกุลอี้เติบโตครบวัยปักปิ่น สัญญาหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่กับคุณหนูใหญ่สกุลอี้ที่มีอำนาจบารมีมากล้น หากฮองเฮาดึงนางไปเป็นพระชายาเจ็ดได้ตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ ย่อมหนีไม่พ้นองค์ชายเจ็ด แต่เพราะเฉิงกุ้ยเฟยเฉลียวฮ่องเต้ฉลาดจึงหมั้นหมายคุณหนูใหญ่ ‘อี้หลานฮวา’ มาตั้งแต่นางมีวัยเพียงสามเดือน
และวันนี้ก็คือวันมงคลดังกล่าวระหว่างองค์ชายใหญ่หยวนเยี่ยเจากับคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ ‘อี้หย่งเซิง’ ที่มีท่านปู่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีอี้ ‘อี้ซ่งเหริน’ ที่มาถึงแล้วนั่นเอง
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวยิ่งใหญ่สมฐานะ ‘พระชายาอี้’ ส่วนภายในเกี้ยวแปดคนหามนั้นมีสาวน้อยวัยสิบห้าปีกำลังนั่งมือเย็นเฉียบไปด้วยความตื่นเต้น และดีใจ ใบหน้างดงามที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างดีนั้นก็ยากจะหุบรอยยิ้มลงไปได้
เพราะเด็กสาวนั้นหลงรักคู่หมั้นของตนเองมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาวเพียงสิบสามขวบปี และนางเองก็เชื่อเสมอมาว่า ‘พี่เจา’ นั้นรักนางตอบเช่นกัน ก็อี้หลานฮวาอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น นางไร้เดียงสา อีกทั้งตั้งแต่นางจำความได้นางก็ถูกทั้งบิดา มารดา พี่ชายอีกสองคน ตลอดไปจนถึงท่านปู่และท่านย่าคอยย้ำแล้วย้ำอีกว่านางนั้นมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว และนางต้องมีสามีนามว่า ‘หยวนเยี่ยเจา’ เพียงเท่านั้น!
"พี่จื่อชิง ข้าดูดีแล้วใช่หรือไม่?"
คนที่กำลังจะได้เข้าพิธีแต่งงานขยับพัดในมือออกเล็กน้อยสอบถามสาวใช้รุ่นพี่คนสนิทนามว่า ‘จื่อชิง’ ด้วยกิริยาเอียงอาย พลางแอบเหลือบสายตาไปยังด้านนอกที่เห็นแผ่นหลังกว้างและแข็งแกร่งของของ ‘จ้าวบ่าว’ ที่อยู่บนหลังอาชาศึกตัวโตสีดำสนิท ยิ่งมองดวงใจของสาวน้อยก็สั่นไหวไปหมด ใบหน้านางเองนั้นก็มีแววว่าหากนางเติบโตเป็นสาวเต็มกายกว่านี้อีกสักสามถึงห้าปีนั้นคงงดงามหยาดเยิ้มงดงามล่มบ้านล่มปฐพีเสียเป็นแน่
"งดงามอย่างยิ่งแล้วเพคะพระชายาอี้"
ด้วยผ่านพิธียังบ้านเจ้าสาวนั้นครบถ้วนไปแล้ว เหลือก็เพียงพิธียังตำหนักองค์ชายใหญ่เท่านั้น นั่นจึงนับจากขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาอี้หลานฮวาก็ได้กลายเป็นพระชายาอี้แล้ว จะเรียก ‘คุณหนูใหญ่อี้’ เช่นเดิมมิได้อีกแล้ว
ในขณะที่ฝ่ายเจ้าสาวนั้นมีความสุข สมหวัง อิ่มเอิบ หัวใจฟูฟ่องจนตัวแทบจะลอยออกจากเกี้ยวเจ้าสาวไปล่วงหน้าผู้เป็นเจ้าบ่าวเสียให้ได้ ทางด้านหยวนเยี่ยเจานั้นกลับต้องปั้นแต่งใบหน้าให้ยิ้มแย้ม ทั้งที่ภายในใจของเขานั้นตรอมตรมยิ่งนัก
เพราะภายในใจของเขามีสตรีอันเป็นที่รักปักใจมาเนิ่นนานร่วมสามปี แต่เพราะตำแหน่ง ‘ไท่จื่อ’ เขาจึงต้องเก็บซ่อนความรักยอมแต่งงานกับเด็กสาวผู้เบาปัญญา แต่ฐานอำนาจสกุลของนางมั่งคง แถมหากเขาชี้นกนางก็ยอมเออออตามที่เขาบอก หรือให้เขาบอกแก่นางว่ากิ่งไม้เป็นงู อี้หลานฮวานั้นกลับเห็นตามนั้นไม่เคยขัด เด็กเช่นนี้แต่งกับนางมาเป็น ‘บุตรสาว’ คงสมควรกว่ามาก ทว่านี่...
…เพื่ออำนาจกับผลประโยชน์ เขาจำต้องแต่งให้กับนาง ยกนางขึ้นเป็นพระชายาเอก…
ยิ่งคิดรอยยิ้มก็ยิ่งจืดจางลงทีละน้อย ในใจมันไร้ความสุข การเสแสร้งนี้จะให้ยืนยาวเห็นทีจะยากเสียแล้ว แต่เพื่อรากฐานอันมั่นคงกับฐานะไท่จื่อ หากได้ฝ่ายสกุลอี้กับสกุลพันธมิตรอีกหลายสกุลคอยสนับสนุน การที่เขายอมแต่งกับอี้หลานฮวาเพียงหนึ่งเดียว แม้แต่ฮองเฮากับสกุล ‘เพ่ย’ ของนางก็ยากจะต่อต้าน
บัดนี้เพียงนางกับองค์ชายเจ็ด ‘ยินยอม’ อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ทุกคนในสกุลเพ่ยและตัวองค์ชายเจ็ดเองก็จะปลอดภัยไปอีกยาวนาน ถึงวูบหนึ่งจะรู้สึกสงสารอี้หลานฮวาแต่จะทำเช่นไรได้ สำหรับเขาแล้วนางก็เพียง ‘สะพาน’ ไม้ที่จะนำพาเขาไปจนถึงบัลลังก์ทองเพียงเท่านั้น หากเขาสมหวังสะพานก็จะถูกถอดถอนออกไปทันที!
…และนั่นคือสิ่งที่เขาตั้งตารอคอย!...
‘อดทนหน่อยนะอาเจา รอให้เจ้าเป็นองค์ไท่จื่อสำเร็จ ในยามนั้นจะปลดนางแล้วแต่งกับคนที่เจ้ารัก ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้าอีกเลย’
คำกล่าวของเฉิงกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดายังดังก้องอยู่ภายในใจและศีรษะอยู่ตลอดเวลา อดทน...และอดทน...คนไม่รักจะอย่างไรก็ไม่รัก ยิ่งอี้หลานฮวานั้นเป็นพวกนุ่มนิ่มหัวอ่อน เขายิ่งไม่ชอบ สตรีที่เขารักปักใจนั้น นางนั้นเก่งกาจรอบด้าน แถมยังเป็นผู้ใหญ่วัยก็ใกล้เคียงกันกับเขา ต่างจากอี้หลานฮวาที่นางอายุห่างจากเขาถึงสิบสามปี
ยิ่งอาชาตัวโตพาเขาเข้าใกล้ตำหนัก ‘อันเล่อ’ ของตนเองมากเท่าใด ดวงใจของคนที่ไม่ต้องการยกเอาสตรีอื่นซึ่งตนเอง ‘ไม่รัก’ มาเป็นภรรยา แล้วต้องยอมปล่อยมือสตรีอันเป็นที่รัก ‘หลิงหนี่ว์เอ๋อร์’ ให้จากเมืองหลวงไปลี้ภัย หรือจากไปให้พ้นสายพระเนตรของฮ่องเต้จวบจนวันที่เขาได้สมหวังไกลถึงแคว้นเหล่ย ซึ่งเป็นชายแดนอันเงียบสงบเสียแทน เขาแสนจะเจ็บปวดหัวใจจนแทบกระอักโลหิตออกมาที่ต้องแยกจากสตีอันเป็นที่รัก แต่สุดท้ายให้หยวนเยี่ยเจาดึงเวลาการเดินทางให้ช้าลงเพียงใด ประตูตำหนักก็ปรากฏอยู่ตรงหน้านี่แล้ว การแต่งงานวันนี้ใกล้จะสำเร็จในอีกไม่ถึงสองชั่วยาม!
ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีโหนเรือนกายสูงใหญ่ลงจากหลังอาชาเมื่อเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตมาหยุดลงตรงหน้าประตูตำหนักอันเล่อเรียบร้อยแล้ว เขาเตะเกี้ยวตามธรรมเนียมของชาวต้าหยวนไปสามครั้ง จากนั้นตัวของแม่สื่อก็รับจูงมือเรียวเล็กของเด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีลงมาส่งให้แก่หยวนเยี่ยเจารับต่อ แล้วพากันก้าวเข้าไปทำพิธีต่างๆ จนเรียบร้อยผ่านพ้นไปจนถึงงานเลี้ยงที่ผู้คนมากมายต่างรออยู่
และในที่สุดก็มาถึงพิธีส่งตัวเจ้าสาวเข้าไปรอยังห้องหอ โดยมีเฉิงกุ้ยเฟยเป็นผู้มาส่งเด็กสาวด้วยตัวของนางเอง ผลประโยชน์ทำให้คนเราช่างเห็นแก่ตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่เด็กสาวที่เติบโตมาจากมารดาและพี่เลี้ยงผู้เข้มงวด ท้องฟ้าทั้งผืนของอี้หลานฮวาจึงมีเพียงจวนของท่านแม่ทัพอี้ จวนอัครมหาเสนาบดีอี้ รวมถึงสถานศึกษาของบุตรชายและบุตรสาวของขุนนางชั้นสูงเท่านั้น เช่นนี้นางจะวางใจคนจนกลายเป็น ‘เด็กโง่’ ดังถูกท่านปู่และท่านย่าล้อเล่นอยู่บ่อยครั้งย่อมไม่แปลกสักนิด!
เรือนกายเฉิดฉายก้าวเดินด้วยกิริยาสง่างามตรงไปยังเก้าอี้กลางห้องใหญ่ที่แน่นอนขนาดหลิงหนี่ว์เอ๋อร์นั้นยังไม่บังอาจกล้าหาญไปนั่ง เพราะมันคือเก้าอี้ของหยวนเยี่ยเจา แต่ผู้ใดจะใส่ใจกัน นางคิดจะหย่าขาดปลดสวามีไม่เอาไหนเช่นเขาทิ้งอยู่แล้ว กับอีกสิ่งนางพอจะทราบบางสิ่งบางอย่างมา ดังนั้น ‘เกรงใจ’ เขาคำนี้สะกดเช่นไรก็คล้ายจะหลงลืมไปหมดแล้ว อาจนับจากนางทราบความจริงว่าบุรุษชั่วผู้นั้นเขาหลอกลวงนาง ไร้ความเมตตา รักใคร่สักนิดก็ไม่มี คิดไว้หน้าสกุลอี้ยิ่งไม่มี แล้วนางจะเกรงใจคนเช่นนั้นไปด้วยเหตุอันใดเล่า…สารเลวมานางก็ร้ายตอบแทนนับว่าเสมอกัน คำว่า ‘เกินไป’ จึงไม่มีในหัวของอี้หลานฮวาอีกต่อไป!!!...“น้องสาว…” อี้หลานฮวานั่งยกเท้าไขว่ห้างราวกับ ‘นางพญา’ มือข้างหนึ่งนั้นยกเท้าคางตนเองเอาไว้ ส่วนอีมือนั้นก็ยื่นออกไปลูบไล้ใบหน้าซีดเซียวของหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ ลูบไล้ไปมาชั่วครู่สาวน้อยก็ลูบลงไปบีบที่สองข้างแก้มซีดเผือดคู่นั้นแล้วออกแรงบีบลงไปเต็มแรง!“เจ้าไม่ทราบจริงเชียวหรือว่าต้องต้อนรับข้าผู้เป็นหวางเฟยเช่นไร คิดจะเป็นเพียงพระชายารอง มารดาของพระสวามีเจ้าลืมสั่งสอนหรืออย่างไรว่าต้องต้อนรับพระชายาเอกเช่นไร!?”อ
ทางฝ่ายเมืองหลวงกำลังเจรจากันอย่างตึงเครียดเกี่ยวกับการที่จะขอให้ฮ่องเต้ปล่อยฮองเฮานั้นขึ้นเขาไปบวชชี โดยที่อัครมหาเสนาบดีอี้นั้นเป็นด่านหน้าเจรจา และแน่นอนว่าจะดูเบาฮ่องเต้เช่นหยวนจิ่วซ่างผู้นี้ไปไม่ได้ แต่เพื่อแผ่นดินและประชาชน เก้าสกุลต้องกลับมาจับมือกันอีกครั้งทางด้านขบวนของอี้หลานฮวาก็ใกล้จะถึงแคว้นเหล่ยในอีกสองวันข้างหน้า สาวน้อยทราบ ‘ข่าว’ จากเมืองหลวงผ่านพี่ชายทั้งสองด้วยเป็นระยะ เด็กสาวรู้สึกหดหู่หัวใจไม่น้อย นางเสียดายเวลากว่าสามสิบเจ็ดปีที่แผ่นดินต้องมีฮ่องเต้เช่นหยวนจิ่วซ่างยิ่งนัก แล้วอีกไม่นานหากถึงวันที่หยวนเยี่ยเจา เจ้าคนเบาปัญญาบ้าอิสตรีจนทอดทิ้งได้ทุกสิ่งนั้นขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้วคงไม่ต่างจากบิดาของเขาเสียเป็นแน่แล้วในความคิดก็พลันปรากฏเงาของบุรุษใบหน้าขาวนวลเนียนราวกับหยกเนื้อดีกับแววตาลึกลับยากจะหยั่งถึง แล้วยังกิริยาหยิ่งยโสสง่าผ่าเผยเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำ เขาดูฉลาดเฉลียว แต่ก็ไม่อำมหิต เขาทะนงตนเอง แต่ก็ไม่เหยียดหยามผู้อื่น เด็กสาวสะบัดใบหน้าไล่ภาพของดวงตาสีดำสนิทแต่ลึกล้ำและดึงดูดคล้ายมีพลังอันยิ่งใหญ่ นางต้องเลิกสนใจผู้ใดนับจากนี้ นางหย่าขาดสำเร็จก็จะเดิ
…ตำหนักเสินเซียนฉือ…ไม่ทันถึงกลางยามเว่ย รถม้าของสกุลเผยก็มาถึงหน้าเรือนไม้ไผ่อันแสนเรียบง่าย เห็นแล้วคนเป็น ‘ท่านอาจารย์’ ก็อดจะเห็นใจหยวนลี่หยางเสียมิได้ เพราะตามศักดิ์และสิทธิ์แล้ว ที่พักอาศัยของเขาสมควรเป็นตำหนักบูรพามานับตั้งแต่เขาครบวัยสิบห้าปีและสวมกวานครั้งแรกนั่นแล้ว“องค์ชายเจ็ด…” พอขันทีน้อยเสี่ยวเย่จือพาเผยเหิงลู่มาส่งยังสวนสวยด้านหลังที่เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพราะดีกว่าจะพูดคุยเรื่อง ‘สำคัญ’ ภายในห้องมิดชิด เพราะสำหรับหยวนลี่หยาง แม้แต่ขันทีน้อยเขาก็กลัวว่าจะเป็นคนของฮ่องเต้“ลี่หยางคารวะท่านอาจารย์ เชิญด้านนั้นเถิด”จะมีฐานะใดหยวนลี่หลางล้วนเคารพอาจารย์เสมอ โดยเฉพาะเผยเหิงลู่ เขาเป็นอาจารย์คนที่สามรองลงมาจากพระมารดาและเพ่ยเสียนเฟย ก็มีเขาผู้นี้ซึ่งจริงใจที่จะสั่งสอนวิชาทุกแขนงให้แก่เขา หาใช่อาจารย์อีกหลายคนที่สอนก็เพียงหน้าที่เท่านั้น“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่?” ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปเรื่อย พลางชมนกชมดอกไม้โดยมีเพ่ยเสียนเฟยคอยเฝ้ามองและระวังภัยให้แก่ผู้เป็นเจ้านายอย่างยอมตายถวายชีวิต“ข้าคงไม่ได้คิดอันใดหรอกท่านอาจารย์ มีเพียง ‘เขา’ ที่คิดแล้วบีบบังคับข้าเอง เป็น ‘เขา’ ท
…สิบเก้าปี…สิบเก้าปีแล้วที่เขาเอาแต่ ‘ยินยอม’ หากแต่ยอมไปแล้วได้อันใดคืนมาบ้าง มีเพียงจะถูกบีบคั้นถูกไล่ต้อนราวกับพยัคฆ์บาดเจ็บหนีก็ตาย มีเพียงลองสู้ดูให้รู้แจ้ง ถึงจะตายก็ยังตายเช่นพยัคฆ์ตนหนึ่ง มิใช่สุนัขขี้เรื้อนอดและหิวโซจนตัวตาย เป็นเช่นนี้เขาคงอับอายเด็กสาวเช่นอี้หลานฮวาจนหากตายแล้ววิญญาณคงต้องไปโขกศีรษะคารวะนางเป็นมารดาอีกคนแล้วเป็นแน่“พ่ะย่ะค่ะ บัดนี้ฝ่าบาททรงประชวรบ่อยครั้ง จน…น่าสงสัยพ่ะย่ะค่ะ”“น่าสงสัยอย่างไร?”“ก็น่าสงสัยว่าอาจมิได้ประชวรเอง หากแต่…”เพ่ยเสียนเฟยจ้องตากับหยวนลี่หยาง แล้วเรื่องเล่าลือในอดีตที่ให้ปกปิดแทบตายอย่างไร ‘ข่าว’ กลิ่นเหม็นเน่าเช่นนี้เห็นทีจะปกปิดได้ยากเย็นเต็มทน“แต่องค์ชายใหญ่เป็นคนที่ฝ่าบาททรงรักใคร่มากที่สุดนะเสียนเฟย”“แล้วอดีตฮ่องเต้เล่า เขาก็รักใคร่และเอ็นดูฝ่าบาทไม่น้อย เช่นไรเขาก็ได้เป็นแน่นอนตำแหน่งไท่จื่อ ทว่า…เขาหาได้ต้องการเป็นเพียงไท่จื่อ แต่เขากลับต้องการที่จะเป็น…ฮ่องเต้เลยในบัดนั้น แล้วเช่นนี้ ‘กรรม’ ย่อมย้อนคืนสนองเขาจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือเสียนเฟย”“…”คราวนี้เพ่ยเสียนเฟยมิอาจกล่าวคำใดออกมาได้อีกเลย ก็ขนาดอดีตฮ่องเต้ผู้เป็นบิดา
“ข้าห่วงก็เพียงเสด็จแม่”เขาคิดมาหลากหลายวิธี แต่ที่ดูจะปลอดภัยที่สุดกลับไม่เจอเลย ตนเองก็ยังคงเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งที่รักชีวิตกับลมหายใจของตนเอง แต่ที่รักและห่วงใยมากกว่าก็คือชีวิตของพระมารดา แต่เขาตัดใจสังหารพระบิดาไม่ได้ เขาหาใช่คนสารเลวที่จะปลิดชีพคนที่ให้เลือดเนื้อกับร่างกายนี้มากึ่งหนึ่ง แต่……หากเขาใจอ่อน ชีวิตตนเองยินดีคืนให้บุรุษผู้นั้นได้ ทว่า…พระมารดาของเขาเล่า เสด็จแม่ของเขาต้องทนทุกข์มาเกือบทั้งชีวิต หากจะตายนางสมควรไปตายอย่างสงบและพระศพสมควรได้ฝังในสุสานหลวง มิใช่นำไปเลี้ยงจระเข้ในบึงหลวงท้ายตำหนักใน เช่นเหล่าพระสนมกับเหล่าองค์ชายและองค์หญิงที่เฉิงกุ้ยเฟยไม่พึงใจ!“องค์ชาย…”เพ่ยเสียนเฟยนั้นอยู่กับฮองเฮามานับจากวัยเพียงสิบขวบ ภายในวังหลังเน่าเหม็นและน่าชิงชังรังเกียจเพียงใดเข้าทราบดี ส่วนเขาหากไม่ใช่ว่ามีหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงและสหายไว้เล่นกับองค์ชายเจ็ด และได้อดีตไทเฮาช่วยเอ่ยวาจาทัดทาน บัดนี้เขาจึงยังรอดพ้นภัยไม่ต้องกลายเป็นขันทีเช่นบุรุษอื่นที่อยู่ภายในวังหลัง ยิ่งพอองค์ชายเจ็ดครบวัยสิบห้าปี ได้สวมกวานครั้งแรกแล้วได้รับพระราชทานตำหนักเสินเซียนฉือแห่งนี้ให้ หยวนลี่หยาง
...ตำหนักเสินเซียนฉือ...มันคือตำหนักแสนไกลออกมาอยู่ถึงนอกมหานครฉิงสุ่ยราวร้อยลี้เห็นจะได้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นตำหนักขององค์ชายเจ็ด หรือก็คือหยวนลี่หยางที่ฮ่องเต้ประทานให้เขาเมื่ออายุครบสิบห้าปี ‘ตำหนัก’ ที่เป็นเพียง ‘เรือน’ หลังขนาดกลางอยู่ด้านหน้าของภูเขา ‘เฟิ่งอี้’ ส่วนด้านหลังของตำหนักนั้นมีทะเลสาบขนาดใหญ่ ส่วนน้ำภายในทะเลสาบดังกล่าวนั้นมีสีเขียวมรกตงดงาม จึงเป็นที่มาของชื่อตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ (ทะเลสาบสีมรกต) ซึ่งอดีตมันคือตำหนักของเพ่ยไทเฮาผู้ลาลับไปแล้ว โดยรอบเรือนแห่งนี้นอกจากมีป่าต้นเฟิ่งแล้ว ทางด้านซ้ายมือคือป่าไผ่เขียว สถานที่แห่งนี้จึงสงบร่มเย็นมากสำหรับชายหนุ่มวัยสิบเก้าปีพร้อมด้วยคนสนิทข้างกายและขันทีรับใช้อีกสองคน ช่างเป็น ‘องค์ชาย’ ที่มีความเป็นอยู่เรียบง่ายยิ่งกว่านักบวชเสียอีกซึ่งช่างต่างกันไกลราวผืนฟ้าและแผ่นดินกับตำหนักขององค์ชายใหญ่หยวนเยี่ยเจา แต่เป็นเช่นนี้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของกลับรู้สึกพึงใจอย่างยิ่งที่ไม่ต้องวุ่นวายกับผู้ใด แม้แต่บิดาก็ไม่เคยต้องการพบหน้าเขา อาจมีสักสองถึงสามวันที่เขาต้องไปเข้าเฝ้า แต่ความรักระหว่างพระบิดากับบุตรชายล้วนไม่เคยบังเกิด ที่ชา







