LOGIN"กรี้ด...ไอ้พวกชั้นต่ำ พวกแกคิดจะทำอะไรห้ะ นังแพศยานั้นพึ่งจะหนีไปได้ไม่นาน ยังไม่รีบไปจับตัวนางอ้วนนั้นกลับมาให้ข้าอีก..." เว่ยไป่หลินกัดฟันกรอดเอ่ยเล็ดลอดผ่านไรฟัน
"คุณหนู...เหตุใดท่านถึงได้มาอยู่ที่นี้.....? องครักษ์ส่วนตัวเว่ยไป่หลินพึ่งจะเดินมาถึงพอดี เขาก็จำเสียงเจ้านายได้ขึ้นใจ "มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบมาคลายจุดให้ข้าอีก...." เว่ยไป่หลินรีบหันไปบอกองครักษ์ส่วนตัวอย่างเกรี้ยวกราด "ขอรับคุณหนู...." ชายฉกรรจ์ทั้งหมดเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็รีบคุกเข่าลงจนตัวสั่น แล้วรีบวิ่งออกไปตามหามู๋ชิงเหยาตามคำสั่ง ตอนนี้จึงเหลือเพียงเว่ยไป่หลินและองครักษ์ส่วนตัว เมื่อฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเริ่มออกฤทธิ์ เว่ยไป่หลินจึงไร้สติสัมปชัญญะ ผลักร่างองครักษ์ส่วนตัวให้นอนราบไปกับพื้น พร้อมกับขึ้นคร่อมร่างเขาทันที "คุณหนู...นี้ท่านจะทำสิ่งใด....? "หุบปาก....รีบช่วยข้าแก้พิษ หากเรื่องในวันนี้หลุดออกไป ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย..." มู๋ชิงเหยามองดูเว่ยไป่หลินกับองครักษ์นัวเนียกันอย่างเมามัน ฉาก18+ตรงหน้าทำให้มู๋ชิงเหยาไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป ร่างอ้วนๆรีบประคองตัวเองให้มุ่งหน้าไปอีกฝั่งตรงข้าม หลังจากปรากฎถ้ำอยู่ด้านหน้า มู๋ชิงเหยาจึงพยายามเดินโซซัดโซเซเข้าไปภายในถ้ำเพื่อซ่อนตัว วินาทีนี้...มู๋ชิงเหยาจิกเล็บไปที่ฝ่ามือจนเลือดออกเพื่อประคองสติให้มั่นคง "ให้ตายเถอะ ร่างอ้วนนี้ถูกวางยาพิษเอาไว้หลายชนิด โชคดีที่ฉันสกัดพิษเอาไว้ได้ แต่ยาปลุกกำหนัดที่ได้รับ จะต้องรีบถอนพิษออกก่อน..." มู๋ชิงเหยาสาดส่องสายตาไปทั่วทั้งบริเวณ เหตุใดภายในถ้ำถึงได้มีกลไก เหมือนกับว่ามีคนจงใจสร้างเอาไว้ หรือเพื่อป้องกันศัตรูที่หลงทางเข้ามา หลังจากมู๋ชิงเหยาผ่านกลไกด่านสุดท้าย ร่างทั้งร่างก็ตกลงไปสู่เบื้องล่างอย่างไม่ทันตั้งตัว "กรี๊ดดด....!!! "อ่ะ...โอ้ยเจ็บชะมัด...ไอ้โง่คนไหนมันดันมาสร้างกลไกเอาไว้แบบนี้กันเนี้ย ดีนะที่ฉันเคยอ่านตำราของคุณปู่ผ่านตามาบ้าง ไม่งั้นคงได้กลายเป็นศพไปแล้วตั้งแต่ด่านแรก..." "แค่ก....แค่ก...แค่ก.." เสียงไอของบุรุษปริศนาดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้มู๋ชิงเหยาได้สติขึ้น "ว้าย....คุณเป็นใคร แล้วทำไมถึงได้มานอนแก้ผ้าอยู่ที่นี้...? มู๋ชิงเหยามองคนเบื้องหน้าอย่างงุนงง ภายในใจก็รู้สึกหนาวเหน็บแทน บุรุษผมสีเงินสวมผ้าสีขาวปิดตา ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่บนแท่นน้ำแข็งที่หนาเตอะ สวมเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว เผยให้เห็นซิกแพคที่ขาวจั้ว รัศมีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อคนตรงหน้า คำนั้นเขาควรจะถามคนตรงหน้ามากกว่า ว่านางเป็นใครมาจากไหน แล้วเหตุใดนางถึงได้ผ่านกลไกเข้ามาภายในถ้ำมรกตที่เขาสร้างเอาไว้อย่างแน่นหนาได้อย่างง่ายดาย... ณ กระท่อมร้างบนหุบเขา... นายทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งมาพร้อมถืออาวุธครบมือ เมื่อวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้ากระท่อมร้าง บุรุษสูงวัยผู้หนึ่งรีบยื่นเท้าถีบประตูเข้าไป จนประตูไม้พังพินาศไปในคราเดียว "ปัง...!!!" "กรี๊ดดดด....ช่วยด้วย....ช่วยข้าด้วย...เจ้าโจรชั่วนี้..มันกำลังจะย่ำยีข้าเจ้าคะ.." เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้น นางรีบหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่อย่างเร่งรีบ "สารเลวววว กล้าดีอย่างไรถึงได้หาญกล้าลักพาตัวหญิงสาวมาอุกอาจเยี่ยงนี้...!!! เสียงคำรามกล่าวออกมาด้วยไฟโทสะที่กำลังเดือดพล่าน พร้อมกับชักกระบี่บั่นคอองครักษ์ส่วนตัวของเว่ยไป่หลินจนขาดออกเป็นสองท่อน เว่ยไป่หลินตะลึงมองจนตาค้าง แต่ภายในใจกลับแสยะยิ้มอย่างลำพองใจ ในที่สุดความลับที่นางสูญเสียความบริสุทธิ์ไป ก็ได้ถูกกำจัดทิ้งไปหมดแล้ว โดยที่นางไม่ต้องลงมือเอง... "กรี๊ดดดด...." เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะแสร้งทำทีหมดสติไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน "นางไม่ใช่เหยาเอ๋อร์ของข้า เหตุใดถึงเป็นคุณหนูเว่ย แล้วลูกสาวข้าเล่า มิใช่ว่ามีคนเห็นนางถูกลักพาตัวมาที่นี่หรอกหรือ หรือว่าพวกเขาจะจำคนผิด....? "เรียนท่านแม่ทัพใหญ่...แล้วพวกเราควรทำเช่นไรต่อ...? "พวกเจ้าสองคน รีบพาตัวคุณหนูเว่ยส่งกลับไปที่จวนท่านเว่ยกั๋วกงให้ปลอดภัย ส่วนที่เหลือตามข้าออกไปตามหาคุณหนูต่อ..." "รับทราบขอรับท่านแม่ทัพใหญ่..." อายุยังน้อยแต่กลับเจ้าแผนการเหมือนบิดา ช่างเป็นเด็กสาวที่ร้ายกาจโหดเหี้ยมเกินอายุ มู๋ชิงซานมองแผนการของเว่ยไป่หลินออก จึงได้แต่เก็บงำความขุ่นเคืองเอาไว้ในใจ เพราะถือว่าเว่ยไป่หลินเป็นสหายรักของบุตรสาว หากบุตรสาวได้รู้ความจริงเข้า เกรงว่าบุตรสาวคงจะสะเทือนใจ จนตรอมใจขึ้นมา ภายในถ้ำมรกต... มู๋ชิงเหยากัดฟันระงับความเจ็บปวดในร่างกาย ตอนนี้ฤทธิ์ยาเริ่มออกฤทธิ์เพิ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนเธอแทบจะทรุดตัวล้มลงไปกับพื้น พลันสายตาหันไปจ้องมองบุรุษปริศนาตรงหน้า... บุรุษผมสีเงินพลันรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เมื่อเห็นสายตาหญิงอ้วนอัปลักษณ์กำลังจ้องมองเขาดวงตาเปล่งประกาย ถึงแม้จะสวมผ้าปิดตา แต่เขาก็มองเห็นท่าทีคนตรงหน้าได้เลือนลาง... "ค่ำคืนวสันต์มีค่าดั่งทองพันช่าง...คุณไม่คิดเช่นนั่นหรอกหรือ...? มู๋ชิงเหยากระพริบตาปริบๆ พร้อมกับยิ้มกว้าง "ไสหัวไปให้พ้น..." บุรุษผมสีเงินกัดฟันเอ่ยขึ้น ยามนี้เขากำลังเดินลมปราณขับพิษเย็นในร่างกายออก หากเคลื่อนไหวตอนนี้ จะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งอันตรายถึงชีวิต "ร่างกายคุณก็ถูกพิษเหมือนกันไม่ใช่หรอ หากยอมถอนพิษให้ฉัน ฉันจะช่วยคุณถอนพิษเป็นการตอบแทน....? มู๋ชิงเหยากล่าวอย่างมีชั้นเชิง เพียงมองแว้บเดียว เธอก็สามารถรู้ชนิดของพิษที่เขาได้รับ หนานกงจิ่งพลันหยุดชะงัก หญิงสาวตรงหน้ากลับรู้จักวิชาแพทย์ และรับรู้ว่าเขาได้รับพิษชนิดใด ถือว่านางยังพอมีความสามารถ แต่ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวถือเป็นเรื่องต้องห้าม เหตุใดหญิงสาวตรงหน้าถึงไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้....?ความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







