LOGINหนานกงจิ่งเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ชีวิตรักสันโดษและชอบเก็บตัว น้อยนักที่จะโผล่ออกมาให้ผู้คนได้พบเห็น ภายในดวงตาเขาตอนนี้ฉายแววอำมหิต ตั้งแต่จำความได้เขาไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีคนใดมาก่อนในชีวิต มีเพียงพระมารดาและแม่นมเท่านั้น สตรีตรงหน้าชั่งหาเรื่องตายใส่ตัว
มู๋ชิงเหยาเดินเข้าไปใกล้หนานกงจิ่ง พร้อมกับมองสำรวจร่างกายเขาอย่างฉกฉวย ยิ่งทำให้หนานกงจิ่งโมโหจนควันออกหู มู๋ชิงเหยาขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นมา เธอจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างชั่งใจ ก่อนจะใช้สายตาสำรวจร่างกายเขาอย่างพินิจอีกครั้ง แล้วจึงนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองดูรูปร่างอันน่าดึงดูด กลับถูกหญิงอ้วนคนนี้เบะปากมองบน นางจ้องมองหนานกงจิ่งอย่างไม่สบอารมณ์ "รูปร่างถือว่าผ่าน แต่เสียอย่างเดียวที่เป็นคนตาบอด...จิ้...จิ้...จิ้..." มู๋ชิงเหยาจิ๊ปากพร้อมกับสายหัวไปมา ท่าทางที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงออกมา หนานกงจิ่งที่ไม่เคยเสียหน้าเช่นนี้มาก่อนในชีวิต กลับถูกหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ตำหนิเขาอย่างโจ่งแจ้ง ตอนนี้เขาโมโหสุดขีด จนกระอักเลือดออกมา "หึ...คำพูดแค่นี้ก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว แล้วเรื่องบนเตียงคุณจะทนไหวหรือ....? "หญิงสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า....อึก..." หนานกงจิ่งพยายามใช้แรงที่เหลือพูดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด "ชิ...นึกว่าฉันอยากยุ่งกับคุณนักหรือไง แต่ตอนนี้มีแค่คุณเท่านั้นที่จะช่วยถอนพิษให้ฉันได้...ถือว่าเราเสมอกัน..." "บังอาจ หากแตะต้องข้า เจ้าจะต้องเสียใจ....!!! สตรีตรงหน้าเสียสติไปแล้วจริงๆ นางถึงกลับจะใช้เขาเป็นยาถอนพิษ เสมอกันอย่างนั้นหรือ นางช่างพูดได้ไม่อายปาก....? "จุ๊ จุ๊ จุ๊ ประเดี๋ยวก็ได้ธาตุไฟเข้าแทรกตายก่อนพอดี ตอนนี้พี่สาวไม่มีเวลาแล้ว ถึงยังไงเราก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน ขัดขืนไปก็ไร้ผล..." มู๋ชิงเหยาไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ก่อนจะเริ่มถอดอาภรณ์ตัวเองออกทีละชิ้นไปจนหมด หนานกงจิ่งพอได้ยินสิ่งที่สตรีอัปลักษณ์ตรงหน้ากล่าวออกมา เขายิ่งแสดงสีหน้าโกรธแค้น หากยามนี้ร่างกายเขาปกติดี สตรีตรงหน้าคงได้ถูกเขาบีบคอตายไปตั้งนานแล้ว "หยุดนะ...เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร..? หนานกงจิ่งกล่าวเล็ดลอดผ่านไรฟันออกมาอีกครั้ง ซึ่งเต็มไปด้วยการข่มขู่ "ฉันจะไปรู้จักคุณได้ยังไง ฉันไม่ได้สนใจพื้นเพคุณเลยสักนิด หลังจากถอนพิษเสร็จ รับรองฉันจะไม่โผล่หน้ามาให้คุณเห็นอีกแน่นอน ฉันให้สัญญา..." คำพูดที่แปลกประหลาดของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้หนานกงจิ่งกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง จนหมดสติไปในที่สุด "ไอ๋หย๋า...หมดสติไปแล้วก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงบังคับ เพราะถึงยังไงเราก็วินๆกันทั้งคู่..." หลังจากมู๋ชิงเหยาถอนพิษเสร็จ เธอก็ได้ตรวจชีพจรให้หนานกงจิ่ง พร้อมยังเขียนตำรับยาแก้พิษเบื้องต้น และวิธีฝังเข็มเอาไว้ให้เขาตามสัญญา เพื่อจะได้ไม่ต้องมีสิ่งใดติดค้างต่อกัน จากนั้นมู๋ชิงเหยาจึงรีบจากไปในทันที.... เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม... องครักษ์ส่วนตัวของหนานกงจิ่งปรากฏตัวขึ้น เขาเดินมาพร้อมกับยาถอนพิษ เมื่อเห็นว่าพิษในร่างกายของเจ้านายได้สลายหายไปอย่างไร้สาเหตุ ภายในใจกลับรู้สึกสงสัย ครั้นสายตาเพ่งมองไปที่เรือนร่างของเจ้านาย กลับยิ่งตกตะลึงมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นรอยประทับสีแดง เต็มไปทั่วเรือนร่างของเจ้านายอย่างไร้ปรานี.... "ท...ท่านอ๋อง...!!! สตรีบ้าบิ่นที่ไหน บังอาจมาปล้นชิงความบริสุทธิ์นายท่านเขาไป เรื่องนี้ตงฟางจะต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายออกไปให้คนนอกรู้เด็ดขาด เรื่องราวในคืนนี้ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องเก็บงำความลับของเจ้านายเอาไว้.... หากสตรีผู้นั้นรู้ว่านายท่านคือพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อยู่ใต้คนผู้เดียวอยู่เหนือคนนับหมื่น เพียงคำพูดเดียวก็สามารถทำให้สตรีผู้นี้ตายอย่างไร้ที่ฝังกลบ และถูกประหารไปเก้าชั่วโคตรอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง... ไม่รู้ว่าเป็นบุตรสาวตระกูลใด ช่างไม่กลัวตายเสียเลยจริงๆ หารู้ไม่....สตรีผู้นี้กำลังสร้างหายนะให้แก่ตระกูลของนางเข้าแล้ว...... "......." ตงฟางเหลือบสายตาไปเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งวางอยู่ข้างเจ้านาย ก่อนจะหยิบขึ้นมาดู แล้วเบิกตาโพลงโตอย่างตกตะลึง "ไม่จริง...สตรีบ้าบิ่นผู้นี้รู้จักวิชาแพทย์ด้วยหรือนี้.....? ตงฟางพยายามครุ่นคิด ก่อนจะดึงสติกลับคืนมา แล้วใช้วิชาตัวเบาหายไปพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เพื่อนำไปตรวจสอบ หนานกงจิ่งค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างงงงวย เขาพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างมีสติ ตอนนี้ร่างกายเขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่กำลังไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เขาไม่เคยรู้สึกเบาสบายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต นี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่เขารู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเช่นนี้ ทำให้นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่พึ่งจะผ่านพ้นไปสดๆร้อนๆ จากนั้นแววตาพยัคฆ์ก็เริ่มจมดิ่งลง ครุ่นคิดบางอย่างขึ้นมา... "ตระกูลมู๋....? หนานกงจิ่งหันไปหยิบป้ายหยกที่ร่วงหล่นอยู่ด้านข้างขึ้นมาดู พร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้ายขึ้น ผมสีเงินค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ดวงตาที่เคยพร่ามัวกลับมองเห็นได้ชัดเจน ตอนนี้ร่างกายเขากลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทุก15ค่ำของเดือนพิษจะกำเริบขึ้นมา ทำให้เกิดดวงตาพร่ามัวและมีสีผมเปลี่ยนไป ร่างกายที่เคยถูกมดรุมทึ้งทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ไร้ซึ่งยาถอนพิษ ทุกครั้งทำได้เพียงสกัดกั้นพิษเอาไว้ชั่วคราว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ครั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งจะถูกพรากความบริสุทธิ์ไป หนานกงจิ่งก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววตามัจจุราชขึ้น หางตาพลันเหลือบไปเห็นร่องรอยที่หญิงสาวปริศนาทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ช่างเป็นความอัปยศอดสูยิ่งนัก หนานกงจิ่งรีบเอามือนวดคลึงขมับอย่างสิ้นหวัง ภายในใจยิ่งรู้สึกโกรธเเค้น "หึ...หญิงสาวตระกลูมู๋ แค้นนี้ข้าจะตอบแทนเจ้าคืนให้สาสม....คอยดูเถอะ...." หนานกงจิ่งกำหมัดแน่นหลังจากกล่าวจบความเงียบสงบอันหวานละมุนโอบล้อมโต๊ะอาหารยามเช้า มู๋ชิงซานและมู๋ชิงเย่ต่างยกจอกน้ำชาขึ้นชนกันด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ขณะที่อัลทราย่าช่วยคีบอาหารให้เด็กชายฝาแฝดทั้งสองที่มองดูตงฟางด้วยสายตาชื่นชม "โธ่...ข้านึกว่าจะโดนทิ้งเสียแล้ว ขอบพระทัยพระชายาและท่านอ๋องพะย่ะค่ะ.." ตงฟางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รอยยิ้มกะล่อนกว้างขวางฉายชัดบนใบหน้า ตงฟางรีบก้มลงคารวะหมิงเหยาและหนานกงจิ่งซ้ำๆ ก่อนจะยืดตัวขึ้นปัดฝุ่นที่เข่า พลางขยิบตาให้ชุนเถา "แม่นางชุนเถา...ยามนี้พวกเราต้องเดินทางกลับดินแดนโอสถสวรรค์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าจะสามข้อหรือสามร้อยข้อ ข้าพร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความจริงใจให้เจ้าเห็น..." "หุบปาก เงื่อนไขข้อแรกของข้า...หากเจ้ายังไม่เลิกทำหน้าตากะล่อนใส่ข้า ข้าจะฟ้องคุณหนูให้กักขังเจ้าไว้เฝ้าชายแดนสวรรค์ตลอดชีวิต.." ชุนเถาค้อนสายตาใส่องครักษ์ตงฟาง "ไอ้หย๋า...แค่เพียงข้อแรกก็ยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ..หน้าตาข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เลิกกะล่อนได้อย่างไรเล่าแม่นาง...เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยอมยิ้มให้ข้าวันละสามหน.." ตงฟางทำท่าเอามือทุบหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าคนหน้า
ณ ห้องโถงใหญ่จวนตระกูลมู๋... โต๊ะอาหารยาวถูกจัดวางด้วยสำรับเช้าเลิศรสมากมาย ทว่ายังไม่ทันที่ท่านเจ้าดินแดนและเทพสงครามจะก้าวพ้นประตูห้องโถง เสียงความวุ่นวายเบื้องหลังก็ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว "โอ๊ย...แม่นางชุนเถาเบามือหน่อย กระดูกแขนข้าจะหักแล้ว..." ตงฟางที่เดินตามหลังมาในสภาพถืออ่างน้ำล้างหน้าทองเหลืองด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำลังถูกชุนเถายึดจับบิดไปข้างหลังอย่างช่ำชอง เสียงร้องโอดครวญขององครักษ์ดังลั่นจนมู๋ชิงเย่ที่กำลังยกจอกชาถึงกับสำลักออกมาคำโต "เกิดอะไรขึ้นรึ...? หมิงเหยาหยุดชะงัก หันไปมองสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีมรกตฉายแววขบขัน ชุนเถาที่ใบหน้ายังคงอมชมพูระเรื่อ สะบัดมือปล่อยข้อมือตงฟางให้เป็นอิสระทันที ก่อนจะก้มคารวะหมิงเหยาอย่างเรียบร้อย ผิดกับท่าทางโหดเหี้ยมเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "เรียนพระชายา...องครักษ์ตงฟางผู้นี้เดินไม่ดูทางเจ้าค่ะ เอาแต่จ้องหน้าข้าจนเดินชนเสาเรือนไปสองรอบ พอน้ำล้างหน้ากระฉอกใส่เสื้อตนเอง ก็ยังแกล้งร้องว่าข้าเป็นคนผลัก แล้วถือโอกาสกุมมือข้าไม่ยอมปล่อยเจ้าค่ะ..." "ข้าเปล่าแกล้งนะแม่นางชุนเถา ข้าปวดข้อมื
ความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในดินแดนเซียนหรือในโลกมนุษย์ ต่างก็หยั่งรากลึกอย่างงดงาม ไม่เพียงแต่ความรักระหว่างหนานกงจิ่งและหมิงเหยาที่ผ่านพ้นกาลเวลาและอุปสรรค แต่รวมถึงความจริงใจของตงฟางที่คอยโอบอุ้มชุนเถาในยามที่นางโดดเดี่ยวที่สุด ความผูกพันที่เงียบสงบแต่หนักแน่นนี้ พลอยสุกงอมขึ้นอย่างละมุนละไมเช่นกัน แม้หน้าห้องบรรทมจะตกอยู่ในความเงียบสงบยามดึกสงัด แสงจันทร์นวลตาฉาบทาทั่วระเบียงไม้หอม ลมราตรีพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นอายสวรรค์ลอยเอื่อย ตงฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากของชุนเถา นัยน์ตาของตงฟางพลันฉายแววอบอุ่นและอ่อนโยน "เจ้าแอบยิ้ม...แปลว่าใจอ่อนให้ข้าบ้างแล้วใช่หรือไม่ แม่นางชุนเถา...? ตงฟางเอ่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงไร้ซึ่งความกะล่อน หากแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ชุนเถาชะงักไปเล็กน้อย พวงแก้มแดงระเรื่อในความมืด นางไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนเคย หากแต่ทอดสายตามองไปทางดวงจันทร์บนท้องฟ้า ถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เอ่ยบ่อยนัก "ตลอดเวลาหลายปีที่คุณหนูของข้าไม่อยู่...หากไม่ได้เจ้าคอยช่วยจัดการเรื่อ
หนานกงจิ่งวางภรรยาลงบนฟูกนุ่มอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาสีทองจ้องมองนัยน์ตาสีมรกตด้วยความจริงใจ "ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสับสนกับความทรงจำในอดีต..แต่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นท่านเจ้าดินแดนโอสถสวรรค์ หรือจะเป็นเหยาเอ๋อร์บุตรสาวของตระกูลมู๋...สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือดวงใจเพียงดวงเดียวของข้าตลอดไป.." หนานกงจิ่งใช้นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่บดบังใบหน้างามให้อย่างอ่อนโยน หมิงเหยามองสบสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักบริสุทธิ์ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความอบอุ่น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ซุกใบหน้าหวานลงกับอกแกร่งของสามี "รู้แล้ว...รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ คืนนี้ให้ข้านอนพักผ่อนอย่างสงบจริงๆนะ ห้ามเจ้าฉวยโอกาสยามข้านอนหลับเด็ดขาด..." "น้อมรับคำสั่งภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างงดงาม ประทับจุมพิตแผ่วเบา ก่อนจะเดินหันหลังจากไปตามคำของภรรยา พายุกลิ่นสุราและสายตาหยอกเย้าเหือดหายไปพร้อมกับร่างสูงในอาภรณ์หรูหราที่ยอมถอยทัพไปอาบน้ำชำระกายแต่โดยดี ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องบรรทมเดิมที่คุ้นเคย หมิงเหยานอนตะแคงอยู่บนเตียงไม้หอม มือเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากจุมพิตของสามี
บรรยากาศภายในจวนตระกูลมู๋ที่เคยเงียบเหงาอึมครึมมาหลายปี บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มู๋ชิงเย่เร่งสั่งการให้บ่าวรับใช้ประดับโคมไฟมงคลทั่วทั้งจวน พร้อมจัดเตรียมสำรับอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะใหญ่ ชวนให้นึกถึงวันวาน เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ มู๋ชิงซานอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่บัดนี้ขอปลดเกษียณ เขาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมไม้เท้า เมื่อเห็นร่างของบุตรสาวและลูกเขย นัยน์ตาฝ้าฟางของบิดาก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา มือเหี่ยวย่นสั่นเทาขณะยื่นไปกุมมือเรียวของหมิงเหยาเอาไว้แน่น พร้อมขยี้ตาดูอีกครั้งให้แน่ใจ "เหยาเอ๋อร์...ลูกสาวของข้า...สวรรค์เมตตาตระกูลมู๋โดยแท้ที่พาเจ้ากลับมา พ่อคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮือออๆๆ..." มู๋ชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือตื้นตันใจ ร่ำไห้ปานจะขาดใจรีบสวมกอดบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะด้วยตัวเอง ราวกับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆของเขาจริงๆ หมิงเหยามองภาพครอบครัวตรงหน้า ทั้งบิดาบุญธรรมที่มองนางด้วยสายตารักใคร่ลึกซึ้ง พี่ชายอย่างมู๋ชิงเย่ที่คอยตักอาหารใส่จานให้นางไม่ขาด พี่สะใภ้อัลทราย่าที่คอยชวนคุยอย่างอ่อนโยน ตลอดจนหลานชายฝาแฝดตัวน้อยที่หัวเราะเจ
"แอบหนีลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์คนเดียวเช่นนี้...ไม่คิดจะชวนสามีมาเป็นเพื่อนคลายเหงาบ้างเลยหรือ เหยาเอ๋อร์..." เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแกร่งที่โอบรัดเอวบางของนางเข้าหาอกกว้างอย่างถือสิทธิ์ หนานกงจิ่งปรากฏกายขึ้นในอาภรณ์หรูหราของมนุษย์ ใบหน้าคมคายยิ้มพราวเสน่ห์ สายตาสีทองทอประกายความรักใคร่และความเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด "หนานกงจิ่ง เจ้า...เจ้าตามข้ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร...? หมิงเหยาสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าแดงผ่าวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหมุนตัวสะบัดออกจากอ้อมกอดเขา แต่หนานกงจิ่งกลับโอบกระชับแน่นขึ้น ไม่ยินยอมให้นางถอยห่างไปแม้แต่นิ้วเดียว "คิดหรือว่าร่องรอยสลักรักที่ข้าประทับไว้ทั่วเรือนร่างเจ้าตลอดสามวันสามคืน จะบดบังอักขระอำพรางเพียงแค่นี้ได้ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า...ข้าก็ตามหาเจ้าเจอเสมอภรรยาข้า..." หนานกงจิ่งก้มลงกระซิบชิดใบหูอย่างหยอกเหย้า หมิงเหยากัดริมฝีปากแน่น หน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิดเมื่อนึกถึงรอยรักสีม่วงแดงใต้เสื้อผ้า แต่นางยังไม่ทันได้ด่าทอสามีตัวดี สายตาของหนานกงจิ่งก็เบนไปมองยังประตูจวนตระกูลมู๋เบื้องหน้า แววตาขี้เล่นของเทพสงครามพลัน







