Masukหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา...
เสียงถ้วยชาแตกดังขึ้นภายในจวนองค์ชายแปดไม่หยุดเลยสักวัน พระชายา
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา...เสียงถ้วยชาแตกดังขึ้นภายในจวนองค์ชายแปดไม่หยุดเลยสักวัน พระชายาแปดทนไม่ไหวถึงขนาดต้องเข้าวังเพื่อขอคำปรึกษาจากเหลียงเฟย แต่สถานะของเหลียงเฟยในตอนนี้เรียกว่าพลิกคว่ำ อีกนิดเดียวก็จะไต่ขึ้นไปสู่เป้าหมายแต่กลับสะดุดหินก้อนเล็กๆ ตกลงมาสู่ห้วงเหวลึก ทรงนิ่งฟังลูกสะใภ้คร่ำครวญอยู่ค่อนวันโดยไม่พูดอะไร พระชายาแปดร้องขอให้เหลียงเฟยช่วยกราบทูลขออภัยโทษต่อฝ่าบาท แต่เมื่อนางเห็นว่าแม่สามีไม่อยากยุ่งเรื่องนี้จึงขอตัวทูลลากลับจวนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยตงกั๋วเข้ามาเก็บถ้วยชา สีหน้าเรียบเฉย “นางช่างรักและเป็นห่วงองค์ชายแปดยิ่งนักนะเพคะ” “ฮึ! นางเกรงว่านางสนมฮั่นตกอับอย่างข้าจะลากสกุลกัวหลัวหลัวของนางให้ตกต่ำไปด้วยต่างหาก ข้ายังจำได้ไม่ลืมว่าบิดาของนางเคยดูถูกข้าไว้อย่างไรบ้าง ตอนที่ข้าทูลยุให้อดีตฮองเฮายกลูกสาวคนโปรดของมันไปเป็นอนุขององค์ชายสิบ ข้าถึงได้สะใจนัก”เหลียงเฟยยิ้นหยันพลางเท้าแขนวางขมับบนฝ่ามืออย่างอ่อนล้า แต่นางจำเป็นต้องไปต่อ 
“เจ้าไม่ต้องห่วง กลับไปเถอะ แม่กับเฉินกูกูจะดูแลนางเอง” นาราหลับสนิท และแล้วช่วงบ่ายวันนั้น แพขนตาหนาก็กระพือขึ้น สติเริ่มกลับคืนมาทีละน้อยและกลั้นใจรับความมึนชาที่พุ่งเข้ามา รู้สึกอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัวราวกับว่าจะลอยละลิ่วขึ้นหากไม่มีผ้าห่มหนักๆ ทับไว้ นาราแปลกใจที่ตนเองอ่อนแอจนน่าขัน บางทีนางอาจจะตายแล้วไปโผล่ในนรกที่ไหนสักแห่งแล้วก็เป็นได้ นรกจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ นาราจึงทดสอบด้วยการลืมตาขึ้นข้างเดียว ก่อนที่ภาพอันพร่าเลือนจะค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น สิ่งแรกที่นางเห็นคือดวงตาสีเข้มเหมือนพายุกับคิ้วกระบี่สง่างาม เรียวจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากยกยิ้มนารากะพริบตาปรับภาพอีกครั้ง มองเห็นเพียงแสงตะวันสีทองลอดผ่านหน้าต่าง ฉาบไล้เรือนกายแข็งกร้าวดุดันซึ่งกำลังเอื้อมมือมาหานาง นรกหน้าตาหล่อจัง... เป็นนรกที่ทำให้นางดีใจและปวดร้าวไปพร้อมๆ กัน “ไง...&
ช่องว่างมิติกาลเวลากำลังหดแคบลงทุกที ชายทั้งสองคนนั้นได้รับภารกิจสังหารนารา การปฏิบัติงานทุกอย่างต้องไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐานการมีตัวตนอยู่ ลบทิ้งอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด เบื้องหลังของพวกเขาคือเรือนบ่าวซึ่งกลุ่มควันกำลังปกคลุมหนาแน่น เปลวไฟลามเลียทีละน้อยและเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนบ่าวไพร่ในตำหนักกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนิ่งค้างเหมือนถูกแช่แข็ง ชายทั้งสองจึงเริ่มเปิดระบบล้างความทรงจำเกี่ยวกับอูลานาลา หนิงเอ๋อร์ และเตรียมตัวล่าถอยกลับไปก่อนที่ช่องว่างมิติเวลาจะปิดลง “แน่ใจนะว่าทุบผู้หญิงคนนั้นตายแล้ว” “จะตายหรือไม่ตายก็ต้องถูกเผาเป็นตอตะโกอยู่ดี... ไฟลุกแรงขนาดนั้น รับรองว่าไม่มีทางหนีออกมาได้หรอก” พวกเขายืนดูผลงานของตนเองจนกว่าจะแน่ใจว่านางกำนัลห
“เชิญหยงมามาทดสอบได้เจ้าค่ะ”“นี่เป็นแจกันกระเบื้องที่ไทเฮาทรงรักมาก แต่น่าเสียดายที่มันถูกกระแทกจนมีรอยแตกเล็กๆ ตรงนี้” หยงมามาให้คนติดตามอุ้มแจกันกระเบื้องสีสันสวยสด วาดลวดลายจากฝีพู่กันจิตรกรเอกสมัยราชวงศ์หมิง น่าเสียดายที่มีรอยแตกร้าวเล็กๆ ตรงก้นแจกัน หยงมามาชี้ให้นาราดูรอยแตก“ไทเฮาทรงได้ยินเสียงร่ำลือเรื่องความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบของเจ้า ดังนั้นจึงต้องการให้เจ้าช่วยแก้ไขปัญหา”เต๋อเฟยขัดขึ้น “หยงมามา แจกันแตกร้าวก็ควรส่งซ่อมแซม นางกำนัลของข้าไม่ใช่ช่างฝีมือ นางคงจะ...”“ไทเฮามิได้ต้องการให้นางซ่อมรอยแตกนี่หรอกเพคะเหนียงเหนียง พระองค์ต้องการให้นางกำนัลผู้นี้เติมน้ำใส่แจกันให้เต็มแล้วนำไปถวายไทเฮาต่างหากเพคะ”ทุกคนในเหยียนชีกงต่างขมวดคิ้วตึงเครียด แจกันแตกร้าวจะใส่น้ำให้เต็มได้อย่างไร ต่อให้เทน้ำใส่ลงไปมากมายเพียงใด น้ำย่อมรั่วซึมหกจนออกหมด นาราจ้องมองโจทย์ที่ได้รับตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าสอบถาม “ข้าน้อยจะต้องเติมน้ำให้เต็มแจกันนี่เหรอเจ้าคะ”“ถูกต้อง ห้ามเจ้า
บัดนี้ร่วงเข้าสู่ต้นฤดูร้อน ข้าวโพดเริ่มออกรวง ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งไปทั่ววังหลวง ดวงตะวันสาดแสงเรืองรองบนผืนฟ้าสีคราม บรรดาบ่าวไพร่แต่ละตำหนักต่างวิ่งวุ่นนำแต่งกายเครื่องแบบชุดฤดูร้อนของเหล่าสนมออกมาถวายผู้เป็นนาย ตั้งใจจะแต่งตัวแข่งขันประชันกันเต็มที่เนื่องจากวังหลวงกำลังจะมีงานรื่นเริง เฉลิมฉลองวันประสูติของไทเฮา แต่ละตำหนักต่างสืบเสาะกันเต็มที่ว่าใครจะถวายอะไรแด่ไทเฮา จะได้เกทับถวายของที่ดีกว่าให้ ช่วงนี้เจ้าแม่ข่าวสารอย่างนางกำนัลหนิงเอ๋อร์แห่งเหยียนชีกงจึงซื้อขายข่าวสารกันสนุกเป็นพิเศษนอกจากทางครัวหลวงทำขนมถั่วขนมงาออกแจกจ่ายแล้ว ฮ่องเต้ยังประทานงิ้วจากทั่วแผ่นดินแสดงประชันกันทั้งเดือน บรรยากาศในวังจึงคึกคักสนุกสนาน ทั่วทั้งวังติดตัวอักษร ‘ฮก อยู่ ตัง ไฮ้ ซิ่ว ปี้ น่ำ ซัว’ แปลว่า บุญใหญ่ดั่งทะเลตะวันออก อายุยืนยาวดุจขุนเขาทางใต้ อวยพรแด่ไทเฮานาราพยายามใช้ชีวิตในวังหลังอย่างระมัดระวัง และถ้าเป็นไปได้จะไม่ออกไปนอกเหยียนชีกง วันๆ ทำงานที่ได้รับมอบหมายแล้วก็พักผ่อนอยู่กับพวกนางกำนัลตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลาย ถ้าไม่เปิดวงไพ่ก็สอนสาวๆ เล่นโดดเ
อีกฟากหนึ่งของวังหลังบรรยากาศของฉูเชียวกงที่เคยคึกคักเปล่งประกายบารมีล้นฟ้า บัดนี้เงียบเหงาวังเวงร้างผู้คน แม้แต่ดอกไม้ใบไม้ยังเหี่ยวเฉาไร้ราศี มีแต่ความหม่นหมองกลัดกลุ้ม อี้กุ้ยเฟยเขียนจดหมายถวายฮ่องเต้คังซีฉบับแล้วฉบับเล่าแต่ก็ไม่มีอะไรตอบกลับมา บนพื้นโถงกลางตำหนักอันว่างเปล่าจึงเต็มไปด้วยเศษจดหมายที่อี้กุ้ยเฟยเขียนพรรณนาซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ “วันปีค่อยเคลื่อนคล้อยผ่านผัน อดีตรุ่งเรืองแสนสั้น... เสื่อมโทรม ราตรีเงียบเหงา คับแค้นไร้ที่สุด...”อี้กุ้ยเฟยแม้จะตกต่ำแต่นางก็ยังยึดมั่นถือมั่น แต่งกายงดงามดุจเดิมด้วยหวังว่าอาจจะมีราชโองการให้เข้าเฝ้าสักวัน อี้กุ้ยเฟยนำพระมาลาของอดีตฮองเฮามากอดไว้ ดวงตาเลื่อนลอยพลางลูบไล้พระมาลาซึ่งประดับด้วยไข่มุกบนยอดมีลักษณะคล้ายยอดเจดีย์แบ่งเป็นสามชั้น แต่ละชั้นฝังไข่มุกหนึ่งเม็ดพร้อมหงส์ทองคำและตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า อี้กุ้ยเฟยฝันถึงวันที่จะได้สวมพระมาลานี้มาตลอดชีวิต แต่วันนี้นางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทำได้เพียงแต่นั่งจ้องมองกำแพงว่างเปล
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนั
บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า ตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้
ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่ “อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวก







