ログインเฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว
“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่อยให้เหนียงเหนียงตากลมจนอาการกำเริบแบบนี้” เฉินกูกูผวาเข้ามาซับเหงื่อบนหน้าผากให้ ส่วนหมอหลวงที่ถวายการรักษาต่างเร่งจับชีพจรและฝังเข็มโดยด่วน ทุกคนนึกแปลกใจเพราะปกติแล้วอาการกำเริบของพระสนมจะสร้างความเจ็บปวดร้าวไปทั้งพระวรกาย แต่ครั้งนี้ดูจะทุเลาลงจนพักเพียงนิดหน่อยก็ไม่มีปัญหา
เฉินกูกูร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดก่อนจะหันมองไปทางภูเขาจำลองตามที่นายหญิงชี้บอก “มีอะไรที่นั่นหรือเพคะ”
“ฟันดำ...”
“ฟันดำ?”
“ใช่ ไปตามหานางมาให้ข้า”
--------------
หลังจากแอบรอสัญญาณช่วยเหลือจนถึงช่วงบ่าย นาราหิวจนท้องร้องโครกครากจึงลองแอบด้อมๆ มองๆ แถวห้องครัวของตำหนักเหยียนชีกง ตามข้อมูลที่สร้อยข้อมือบันทึกไว้ ตำหนักเก่าแก่แห่งนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง นาราอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ขณะหาของกินประทังชีวิต เจอเศษติ่มซำกับเศษไก่ต้มในจาน ตอนนี้หิวก็ต้องกิน บัดซบสุดๆ
“ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของนางสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานมาก แต่นางแท้งลูกตาย ส่วนสนมคนต่อมาป่วยตายโดยไร้สาเหตุ”
นาราอ่านแล้วกลืนน้ำลาย มองซ้ายมองขวาพลางพนมมือขออโหสิ “ลูกช้างมาที่นี่เพราะหิว ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่สถานที่แต่อย่างใด ขอบารมีทุกท่านคุ้มครองลูกช้างด้วยเถิด สาธุ”
สิ้นคำก็เกิดเสียงกอกแกกดังขึ้น ทำเอาขนแขนลุกขึ้นยืน นาราหยุดเคี้ยวติ่มซำ ก่อนที่จะเจอดวงตาคู่หนึ่งมองปะทะในระยะประชิดเข้าอย่างจัง
“กรี๊ด!!!”
อกอีแป้นจะแตก ใครกรี๊ดอีกล่ะ นาราต่างหากที่อยากกรี๊ด นารารีบลุกพรึ่บ ทิ้งจานติ่มซำกับเศษไก่และยืนประจันหน้ากับนางกำนัลคนหนึ่ง มือไม้ของนางกำนัลน้อยสั่นจนข้าวของร่วง ส่วนนางกำนัลอีกคนทำถาดใส่ถ้วยยาต้มตกแตก หน้าซีดปากสั่นขณะมองมาที่นาง นาราจึงขยิบตาพลางพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร
อีกฝ่ายจ้องนางตาค้าง จากนั้นก็แหกปากร้องดังลั่น
“กรี๊ด!! ช่วยด้วยๆๆ มีคนร้าย”
“เกิดอะไรขึ้นเถาจื่อ”
ขันทีร่างบึ้กพากันกรูมาตามเสียง พอเห็นหญิงสาวแต่งกายชุดประหลาด นุ่งห่มสไบเฉียงเปลือยไหล่ หนำซ้ำยังเนื้อตัวเปียกชุ่มน้ำฝน นาราพยายามฉีกยิ้มผูกมิตร แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงเอะอะยิ่งดังล้งเล้งเพิ่มขึ้นไปอีก สีหน้าท่าทางถ้าไม่กลัวก็แยงไม้เขี่ยนางเหมือนเขี่ยตัวอะไรสักอย่าง นาราถึงกับเดือดปุด นี่นางสาวนารา หญิงงามหุ่นนางแบบแห่งปี 2199 นะว้อย!!
“ดูนั่นๆ ผี!! นะ...หน้าขาวโพลน ปากแดงฟันดำน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน กรี๊ดๆ”
“ฉันไม่ใช่ผี!! ฉันแค่หิว”
“ส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน?! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะส่งเสียงดังโหวกเหวกได้นะ!” เฉินกูกู นางกำนัลคนสนิทของพระสนมได้ยินเสียงพวกบ่าวไพร่เอะอะ ด้วยความเกรงว่าจะรบกวนอาการป่วยของเจ้านาย เฉินกูกูจึงรีบเดินออกมา จ๊ะเอ๋เจอหน้านาราเข้าเต็มๆ นางกำนัลวัยกลางคนผู้เข้มงวดถึงกับอึ้งตาค้าง ตาดำเหลือกกลับก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปกองที่พื้น
“ป้า! ป้าเป็นอะไรรึเปล่า ทำใจดีๆ ไว้นะคะป้า” วันนี้ไม่รู้เป็นวันวินาศหรืออย่างไร เจอแต่ป้าเป็นลมตลอด นารารีบช่วยประคอง แต่พวกนางกำนัลในตำหนักกลับร้องโหยหวน
“กรี๊ด!! นังผีปากแดงจะดูดเลือดกูกูแล้ว!”
อีหมวยโวยวายน่าจับแทงเข่า
“จับมัน! จับมันเร็วเข้า อย่าให้มันเข้าไปถึงด้านในตำหนักพระสนมเต๋อได้” บรรดาขันทีหน้าตาน่ากลัวกรูกันเข้ามาหมายจะจับกุมตัวนางสาวอโยธยาฟันดำ ทางเลือกของคนแปลกปลอมในกระแสประวัติศาสตร์มีเพียงต้องรีบย้อนกลับไปยังยุคสมัยเดิมของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากไม่อาจกลับไปได้ ทางเลือกก็จะเหลือเพียงความตายเพื่อปกป้องกาลเวลา แต่ช่างหัวกาลเวลามันสิ! เรื่องอะไรนางจะยอมตายง่ายๆ วะ
นาราใส่เกียร์หมา ถลกซิ่นวิ่งสุดฝีเท้าหลบหลีกไปมา เซ็กซ์ทอยหล่นเรี่ยราดกระจัดกระจายไปตามทาง
โอ้ พ่อจ๋าช่วยหนิงด้วย!!!
-------------
ในเวลาเดียวกันนั้นเองร่างสูงใหญ่กร้าวแกร่งก้าวเข้ามาภายในตำหนักเหยียนชีกง แววตาของเขาสุขุมนิ่งลึกทว่าแฝงความดุดันทรงอำนาจ ใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ นอกจากมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาเฉียบคม ส่วนนารากำลังหนีหัวซุกหัวซุนจนรองเท้าแตะหลุดหายไปข้างหนึ่ง คนอื่นเข้าย้อนยุคมาเป็นเจ้าหญิงสวยๆ แต่นังนาราได้ย้อนมาพร้อมเซ็กซ์ทอย คุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ
ไอ้เสือถอย!! นางเผ่นออกนอกเขตตำหนักเหยียนชีกง ตั้งหน้าตั้งตาถลกซิ่นวิ่งจนสไบปลิวโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าตัวเองวิ่งสวนทางผ่านใครคนหนึ่ง
เขามองตามหลังนางไปจนสุดสายตา แววตาที่เคยสงบนิ่งเป็นนิจยังเบิกกว้างด้วยความฉงนสงสัยเมื่อเห็นชายสไบของนารา เรือนผมของนางเริ่มหลุดลุ่ยยาวสยายพลิ้วไหวตามแรงลม ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงฉานสะดุดตา ด้วยความรีบร้อนมาลัยดอกมะลิที่คล้องมวยผมก็ร่วงหล่นตรงปลายเท้าของบุรุษหนุ่มพอดิบพอดี
นาราชะลอฝีเท้า ละล้าละหลังอยู่ชั่ววินาที จะเก็บหรือไม่เก็บ? นางสบตาชายรูปงามสมบูรณ์แบบผู้นั้นก่อนจะตัดสินใจหนีเอาตัวรอดก่อน
“บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้อ่อยลุงนะยะ” เสียงของนางแว้ดลอยมาตามลม สายตาของอิ้นเจินถูกดึงดูดให้จับจ้องที่หญิงสาวปริศนาผู้นั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหมุด นางกลายลูกศรที่เคลื่อนออกจากคันธนูอย่างเอื่อยเชื่อย แต่กลับพุ่งทะลุเข้าใส่ความรู้สึกนึกคิดในพริบตา และแวบหนึ่งนั้นเขาเห็นฟันดำๆ ของนางด้วย
ฟันดำ?
“เจ้าเห็นเหมือนอย่างที่ข้าเห็นหรือเปล่า”
“เห็นสิพี่สี่ สาวน้อยใจกล้าเปลือยเท้า[1]ซะด้วย” องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงผิวปากพลางหัวเราะฮึๆ “ไอ๊หยา วิ่งเร็วกว่าม้าบรรณนาการจากมองโกลเสียอีก เผลอนิดเดียววิ่งไปโน่นแล้ว”
คล้อยหลังจากนาราไม่ถึงอึดใจ กลุ่มขันทีกับทหารองครักษ์ก็วิ่งไล่ตามจับเป็นพรวน องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงเห็นกับตาว่านาราถลกซิ่นปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วจนน่าทึ่ง ไต่ไปตามแนวหลังคาระเบียงทางเดิน หนำซ้ำยังยกเท้าถีบโครมใส่หน้ากลุ่มทหารไปเต็มๆ จนล้มระเนระนาด
“แล้ว ‘อ่อย’ นี่แปลว่าอะไรกัน”
อิ้นเจินยักไหล่ บอกใบ้ว่าเขาเองก็ไม่รู้ ขนาดเขาศึกษาเชี่ยวชาญจนแตกฉานถึงสามภาษายังไม่เข้าใจเลย “นางดูไม่เหมือนชาวแมนจู”
“ไม่ใช่ชาวฮั่นด้วย... อาจจะเป็นชนเผ่านอกด่าน ที่แน่ๆ นางเรียกยงชินหวังอิ้นเจินว่าลุง” อิ้นเสียงขำ เกร็งกระบังลมจนสะเทือนปอด ทำเอาหน้าเขียวหน้าดำ “นางเรียกพี่สี่ว่าลุง!”
“อายุข้าถึงคราวที่ต้องโดนเรียกว่าลุงแล้วงั้นหรือ?”
“ถ้านางเป็นเด็กเล็กๆ ล่ะก็ใช่ วันนี้เราคงมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้วล่ะ ดูท่าว่านางคงจะโผล่มาจากตำหนักของพระสนมเต๋อเฟย เรารีบไปดูกันเถอะ” อิ้นเสียงนึกสนใจสตรีประหลาดผู้นั้นจึงรีบติดตามไป แต่เขาเดินไปได้สองสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองพี่ชายเพราะอีกฝ่ายกลับขยับไปอีกทาง “พี่สี่ไม่สนใจไปกับข้างั้นรึ”
มือแกร่งหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ของสิ่งนั้นคือพวงมาลัยมะลิกลิ่นหอมละมุนที่นาราทำหล่นไว้ เขาไม่เคยเห็นการถักร้อยดอกไม้เช่นนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนี้เรียกร้องให้เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวนางอย่างรุนแรง รอยยิ้มเชื่องช้าจึงปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายสี่อิ้นเจิน
“สนสิ แต่ข้าจะไปทางนี้”
[1] ค่านิยมสมัยนั้น หญิงสาวที่เปลือยเท้าไม่ต่างอะไรจากเปลือยอก
ปกติยงชินหวังอิ้นเจินก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้ว จู่ๆ กลับเร่งโหมงานเพิ่มขึ้นราวกับมีเป้าหมายอะไรบางอย่างในใจ เฟิงหลงไม่เข้าใจเลยสักนิดจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“หวังเย๋ ท่านเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว ทายาทสืบสกุลก็ยังไม่มีวี่แวว เหล่าพระชายารองเอยอนุเอยล้วนงดงามสมกับที่ท่านจวินอี้คัดเลือกมาถวาย แต่ท่านมีแต่จะหาเรื่องเฉไฉ มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ลูกน้องมาโฉบชายากับอนุไปทีละคนสองคน ใจกว้างเสียจนชาวบ้านนินทาขบขัน”“เด็กๆ พวกนั้นเขารักกันชอบกัน อีกอย่างข้ารับพวกนางเขาจวนมาปกครองดูแลเฉยๆ ไม่ได้ร่วมหอ ข้าจะไปขัดขวางความรักของพวกเขาทำไมเล่า”“ท่านไม่ใช่ชายโสดมาตั้งแต่อายุสิบสามแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ จะมัวหวงเนื้อตัวไปเพื่อใครกัน”อิ้นเจินไม่ได้ฟังที่พ่อบ้านบ่น เพราะสมองยังครุ่นคิดแต่เรื่องงาน งานที่กำลังทำรุดหน้าไปมาก แต่เขาไม่มีเวลาอีกแล้ว... ต้องเร่งงานให้เร็วกว่านี้อีก บุรุษหนุ่มรูปงามจิบชาเงียบๆ เพียงลำพัง เสี้ยวพักตร์กร้าวแกร่งทอดมองดวงดาว ตั้งใจจะพักสมองชั่วครู่แล้วค่อยลุยงานต่อ“หากทรงต้องการอะไร ทรงเรียกใช้กระหม่อมได้ทุกเมื่อพ่
“ใช่ๆ ข้ากับเทียนจื้อเองก็แอบคบกันอยู่ ข้าเข้าใจดีว่ากว่าจะได้เจอกันมันลำบากแค่ไหน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย เจ้าวางใจได้” ซื่อจื่อรีบปลอบหลิวหลานให้คลายกังวลพร้อมร้องขอให้นาราช่วยหาวิธีให้คนคู่นี้สมปรารถนา นาราก็ได้แต่ถอนใจเพราะไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ปัญหาหัวใจของนางเองก็ยุ่งเหยิงและไร้ทางออกพอกัน ------------หลายวันนี้จวินอี้ทานข้าวได้เพียงนิดเดียว ตะเกียบของนางก็หยุดนิ่ง ใบหน้าซีดเซียวอย่างคนทุกข์ใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแต่หัวใจของจวินอี้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาหนาวเหน็บ อ้างว้างไร้ทางออก จวินอี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหล่าสนมในวังถึงชื่นชอบขนมหวานบาดลิ้นกันยิ่งนัก นั่นเป็นเพราะหัวใจของพวกนางขมขื่นจนต้องหาของหวานมาชดเชยนั่นเอง“ชมเบญจมาศดูสิเพคะ หวังเย๋ทรงสั่งให้คนงานปลูกไว้เต็มสวน หม่อมฉันขอตัดดอกมาประดับห้อง งามยิ่งนักเพคะ” จินจูไม่อยากให้เจ้านายซึมเซาในห้องทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ จึงพยายามสรรหาของสวยๆ งามๆ เพื่อดึงดูดใจพระชายาให้สดชื่นบ้าง “ดอกสีขาวนั่นชื่อมั่ง
“เราไม่มีเวลาส่งน้ำรอบใหม่แล้ว จะทำอย่างไรกันดีเล่า”“คงต้องกราบทูลฝ่าบาทตามจริงแล้วล่ะ”“ไอ๊หยา หากฝ่าบาทพิโรธ หัวข้าก็ได้หลุดจากบ่าน่ะสิ” เจ้ากรมพิธีการหน้าซีดใจสั่น ปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วกรม เหล่ากงกงตัวเล็กตัวน้อยนั่งกันไม่ติด นาราเองก็ได้ยินได้ฟังความทุกข์ร้อนของกงกงทั้งสอง แต่ตอนนี้สมองของนางปิดระบบการทำงาน ร่างบางจึงเดินต้อยๆ ตามหลังซื่อจื่อไปรับของที่ต้องการและกลับตำหนักโดยไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นอีก“พี่หนิงเอ๋อร์จะไม่ช่วยจางกงกงหน่อยเหรอเจ้าค่ะ”“ไม่ล่ะ ข้าเข็ดแล้ว”ซื่อจื่อละล้าละหลังเพราะช่วงที่เหยียนชีกงตกที่นั่งลำบาก จางกงกงก็ดีต่อเต๋อเฟยเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นซื่อจื่อจึงแอบกระซิบถามเพื่อช่วยจางกงกง “แล้วถ้าเป็นพี่หนิงเอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์จะทำอย่างไรเจ้าคะ” ซื่อจื่อรู้ธรรมเนียม วางเงินหนึ่งอีแปะใส่มือนารา พอได้แตะเงินสมองอันเฉื่อยแฉะก็เหมือนถูกเปิดสวิตซ์อีกครั้ง นาราคิดอยู่อึดใจก่อนตอบ“ง่ายนิดเดียว แค่เ
บุรุษร่างสูงสง่าเอนไหล่พิงเสาศิลา สองแขนกอดนางกำนัลน้อยไว้แน่น เขารู้ดีว่ามีพลังอำนาจที่ไม่อาจต้านทานจะพรากนางไปจากเขา พรากชีวิตของนาง อิ้นเจินคิดอย่างโกรธเกรี้ยวขณะมองแสงตะวันเรืองรองที่แผ่ซ่านมาจับต้องผิวกายนวลผ่อง และในที่สุดเขาก็คิดออก“ข้าคิดว่าข้าพอจะมีวิธีแก้ปัญหาให้เจ้าแล้ว”“ทำยังไงเพคะ”“ปล่อยให้เป็นธุระของข้าเอง น่าจะต้องใช้เวลาสักพัก” เขาไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้ง แววตาจับนิ่งที่นางกำนัลตัวน้อย “จำไว้แค่ว่าเจ้าต้องเป็นเมียข้า”“เอ๊ะ! หม่อมฉันไม่ยินยอมเป็นเมียของท่าน”เขาพูดต่อโดยไม่สนใจ “และข้าเป็นคนขี้หึงพอตัว”แล้วจะบอกนางทำไมวะคะ “ท่านนี่ช่างพูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าไม่ก็ไม่สิเพคะ หม่อมฉันดูแลตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องแต่งกับท่าน หากต้องการยืดชีวิตของหม่อมฉัน ขอหม่อมฉันอยู่เงียบๆ อย่างสงบ ไม่เปิดเผยตัวตนเถอะ”“แต่ข้าต้องการให้คนทั่วหล้ารู้ว่าเจ้าเป็นเมียข้า”คนผี!!ยิ่งเขาพูดนางก็ยิ่งแสดงอาการหายใจติดๆ ขัดๆ เพราะเขาโ
“แต่ถ้าแกอยู่ที่นี่ แกจะมีอันตราย ทีมสังหารกำลังจะเดินทางมาเพื่อกำจัดแกแล้ว นี่เป็นโอกาสสุดท้าย พี่ขอร้อง กลับบ้าน!” พี่แทนคุณถลึงตาดุดันใส่อิ้นเจิน อีกฝ่ายก็จ้องตากลับอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน“ข้าไม่ให้นางไป!”“แต่น้องของฉันต้องกลับ!”“พอเถอะหวังเย๋ หม่อมฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ หม่อมฉันไม่เสียใจเลยที่ได้เจอท่าน เวลาที่ได้คุยกับท่าน หม่อมฉันสนุกมากเลยล่ะ ยินดีที่เราเคยได้พบกันนะเพคะ ลาก่อน”“ไม่” เขากอดนางแน่นขึ้น ดวงตากร้าวกระด้างปานจะฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า น้ำเสียงที่ลอดไรฟันดุดันกร้าวกระด้างกว่าครั้งใดที่ผ่านมาในชีวิต อิ้นเจินแสดงความเป็นปรปักษ์ฉายชัดพุ่งตรงไปที่แทนคุณอย่างรุนแรง “ข้าจะไม่มีวันเสียนางไป ลองเจ้ากลับมาอีกครั้งสิ ข้าจะฆ่าเจ้า!”ชายทั้งสองจ้องมองกันอย่างตึงเครียดขั้นสุด แทนคุณโยนสิ่งหนึ่งคืนให้ สิ่งนั้นคือสร้อยพลอยของนารา“จงใช้มันปกป้องน้องสาวของฉัน” ช่องว่างมิติหดเล็กลงจนไม่สามารถเข้าไปได้อีก ก่อนที่ช่องว่างนั้นจะปิดลงโดยไม่รู้วันเปิด เสียงพี่
พี่แทนคุณกระโดดออกมาจากช่องว่างนั้น “ว่าไงล่ะเรา” “ก็ไม่ว่าไงหรอก” นาราตอบกวนแล้วเบือนหน้าหนี นึกอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไปแบบนี้ นางยังพูดอะไรไม่ออก รีบลูบหน้าตาตัวเองเพื่อปรับความปั่นป่วนในใจให้สงบลง ปรับจังหวะชีพจรและลมหายใจคืนมาอย่างยากลำบากทั้งๆ ที่แข้งขาอ่อนจนแทบจะล้มได้ทุกขณะ“เรื่องทักทายเอาไว้ทีหลัง เราต้องทำเวลาหน่อย เร็วเข้า”“พี่มารับหนิงแล้วเหรอ”“ใช่ โครงการวิจัยของเรามีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแล้ว” พี่แทนคุณเตรียมจัดการลบความทรงจำของทุกคนที่นางเคยเกี่ยวข้องในยุคสมัยนี้ทั้งหมด เพียงแค่โยนอุปกรณ์ล้างความทรงจำไว้ที่นี่ ปล่อยให้เครื่องทำงานของมันไปและจะทำลายตัวเองเมื่อเสร็จสิ้น ส่วนนารายังลังเล เผลอเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของยงชินหวังไว้แน่น“ส่งสร้อยพลอยมาให้พี่ เราลบความทรงจำเขาแล้วยัง” พี่แทนคุณชี้ไปที่อิ้นเจิน“ยังค่ะ” นาราตอบเสียงเรียบๆ จู่ๆ น้ำตามันก็ร่วงคำตอบเดียวที่ค้นหาให้ตัวเองได้ว่าเหตุใดจึงร่ำไห้ นั่นเป็นเพราะไม่อยากไร้ตัวตนในความท
เดิมทีคังซีกำหนดตัวองค์ชายสี่ให้เป็นเพื่อนคอยดูแลรัชทายาท เสมือนคอยรับใช้ใกล้ชิดรัชทายาท เพื่อให้ในอนาคตเมื่อรัชทายาทโตขึ้นจะได้มีเพื่อนที่รู้ใจคอยช่วยเหลืองาน หลังจากนั้นองค์ชายสี่จึงกลายเป็นคนที่ได้เดินตามหลังรัชทายาทไปในทุกๆ ที่ ที่ไหนรัชทายาทไป ที่นั่นชายสี่ก็จะได้ไปรับรู้เหตุการณ์ด้วย รัชทาย
บทที่ 1 องค์ชาย ปีคังซีที่ 51 มวลเมฆหนาทึบทยอยโปรยปรายสายฝนกระหน่ำ สายฟ้าพลันฟาดเปรี้ยงลงบนยอดไม้จนแหลกลาญ ร่างสง่างามของชายฉกรรจ์นับสิบคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฉียนชิงกง[1] ชายรูปงามองอาจที่อยู่แถวหน้าสุดสวมใส่ชุดปู่ฝู[2]ลวดลายมังกรห้าเล็บปักบนฉลองพระองค์ไหมต่วน บ่งบอกตำแหน่งเ
“อี๋ อาหารเม็ด หนิงไปที่นู่น จะเก็บข้อมูลเรื่องอาหารการกินแล้วก็ลองชิมของอร่อยๆ ดูก็ได้ค่ะ” นาราหยิบออก พ่อหยิบเข้า“แล้วถ้าเกิดว่ากินอาหารของทางนั้นไม่ได้ล่ะ”“ไม่เห็นจะยากเลยค่ะพ่อ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไปแล้วไปหากินใหม่ รับรองเรื่องกินหนิงไม่ปล่อยให้พลาดหรอกค่ะ ถ้าพ่อกลัวหนิงเสาะท้องจนไม่
แทนคุณไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้น้องสาวซึ่งไร้ประสบการณ์มารับหน้าที่ย้อนเวลา แต่นารายืนกรานหนักแน่นมาตลอดว่าจะทำเอง แทนคุณจึงเป็นผู้เคี่ยวเข็ญน้องสาวในระยะเวลาสั้นๆ เกี่ยวกับภารกิจนี้ พร้อมย้ำเสมอว่าที่ผ่านมามีการส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังยุคอดีตหลายคนแล้ว มีถึงครึ่งหนึ่งที่หลุดไปในกระแสกาลเวลาและไม่ได้กลั







