Masukเฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว
“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่อยให้เหนียงเหนียงตากลมจนอาการกำเริบแบบนี้” เฉินกูกูผวาเข้ามาซับเหงื่อบนหน้าผากให้ ส่วนหมอหลวงที่ถวายการรักษาต่างเร่งจับชีพจรและฝังเข็มโดยด่วน ทุกคนนึกแปลกใจเพราะปกติแล้วอาการกำเริบของพระสนมจะสร้างความเจ็บปวดร้าวไปทั้งพระวรกาย แต่ครั้งนี้ดูจะทุเลาลงจนพักเพียงนิดหน่อยก็ไม่มีปัญหา
เฉินกูกูร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดก่อนจะหันมองไปทางภูเขาจำลองตามที่นายหญิงชี้บอก “มีอะไรที่นั่นหรือเพคะ”
“ฟันดำ...”
“ฟันดำ?”
“ใช่ ไปตามหานางมาให้ข้า”
--------------
หลังจากแอบรอสัญญาณช่วยเหลือจนถึงช่วงบ่าย นาราหิวจนท้องร้องโครกครากจึงลองแอบด้อมๆ มองๆ แถวห้องครัวของตำหนักเหยียนชีกง ตามข้อมูลที่สร้อยข้อมือบันทึกไว้ ตำหนักเก่าแก่แห่งนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง นาราอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ขณะหาของกินประทังชีวิต เจอเศษติ่มซำกับเศษไก่ต้มในจาน ตอนนี้หิวก็ต้องกิน บัดซบสุดๆ
“ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของนางสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานมาก แต่นางแท้งลูกตาย ส่วนสนมคนต่อมาป่วยตายโดยไร้สาเหตุ”
นาราอ่านแล้วกลืนน้ำลาย มองซ้ายมองขวาพลางพนมมือขออโหสิ “ลูกช้างมาที่นี่เพราะหิว ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่สถานที่แต่อย่างใด ขอบารมีทุกท่านคุ้มครองลูกช้างด้วยเถิด สาธุ”
สิ้นคำก็เกิดเสียงกอกแกกดังขึ้น ทำเอาขนแขนลุกขึ้นยืน นาราหยุดเคี้ยวติ่มซำ ก่อนที่จะเจอดวงตาคู่หนึ่งมองปะทะในระยะประชิดเข้าอย่างจัง
“กรี๊ด!!!”
อกอีแป้นจะแตก ใครกรี๊ดอีกล่ะ นาราต่างหากที่อยากกรี๊ด นารารีบลุกพรึ่บ ทิ้งจานติ่มซำกับเศษไก่และยืนประจันหน้ากับนางกำนัลคนหนึ่ง มือไม้ของนางกำนัลน้อยสั่นจนข้าวของร่วง ส่วนนางกำนัลอีกคนทำถาดใส่ถ้วยยาต้มตกแตก หน้าซีดปากสั่นขณะมองมาที่นาง นาราจึงขยิบตาพลางพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร
อีกฝ่ายจ้องนางตาค้าง จากนั้นก็แหกปากร้องดังลั่น
“กรี๊ด!! ช่วยด้วยๆๆ มีคนร้าย”
“เกิดอะไรขึ้นเถาจื่อ”
ขันทีร่างบึ้กพากันกรูมาตามเสียง พอเห็นหญิงสาวแต่งกายชุดประหลาด นุ่งห่มสไบเฉียงเปลือยไหล่ หนำซ้ำยังเนื้อตัวเปียกชุ่มน้ำฝน นาราพยายามฉีกยิ้มผูกมิตร แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงเอะอะยิ่งดังล้งเล้งเพิ่มขึ้นไปอีก สีหน้าท่าทางถ้าไม่กลัวก็แยงไม้เขี่ยนางเหมือนเขี่ยตัวอะไรสักอย่าง นาราถึงกับเดือดปุด นี่นางสาวนารา หญิงงามหุ่นนางแบบแห่งปี 2199 นะว้อย!!
“ดูนั่นๆ ผี!! นะ...หน้าขาวโพลน ปากแดงฟันดำน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน กรี๊ดๆ”
“ฉันไม่ใช่ผี!! ฉันแค่หิว”
“ส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน?! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะส่งเสียงดังโหวกเหวกได้นะ!” เฉินกูกู นางกำนัลคนสนิทของพระสนมได้ยินเสียงพวกบ่าวไพร่เอะอะ ด้วยความเกรงว่าจะรบกวนอาการป่วยของเจ้านาย เฉินกูกูจึงรีบเดินออกมา จ๊ะเอ๋เจอหน้านาราเข้าเต็มๆ นางกำนัลวัยกลางคนผู้เข้มงวดถึงกับอึ้งตาค้าง ตาดำเหลือกกลับก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปกองที่พื้น
“ป้า! ป้าเป็นอะไรรึเปล่า ทำใจดีๆ ไว้นะคะป้า” วันนี้ไม่รู้เป็นวันวินาศหรืออย่างไร เจอแต่ป้าเป็นลมตลอด นารารีบช่วยประคอง แต่พวกนางกำนัลในตำหนักกลับร้องโหยหวน
“กรี๊ด!! นังผีปากแดงจะดูดเลือดกูกูแล้ว!”
อีหมวยโวยวายน่าจับแทงเข่า
“จับมัน! จับมันเร็วเข้า อย่าให้มันเข้าไปถึงด้านในตำหนักพระสนมเต๋อได้” บรรดาขันทีหน้าตาน่ากลัวกรูกันเข้ามาหมายจะจับกุมตัวนางสาวอโยธยาฟันดำ ทางเลือกของคนแปลกปลอมในกระแสประวัติศาสตร์มีเพียงต้องรีบย้อนกลับไปยังยุคสมัยเดิมของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากไม่อาจกลับไปได้ ทางเลือกก็จะเหลือเพียงความตายเพื่อปกป้องกาลเวลา แต่ช่างหัวกาลเวลามันสิ! เรื่องอะไรนางจะยอมตายง่ายๆ วะ
นาราใส่เกียร์หมา ถลกซิ่นวิ่งสุดฝีเท้าหลบหลีกไปมา เซ็กซ์ทอยหล่นเรี่ยราดกระจัดกระจายไปตามทาง
โอ้ พ่อจ๋าช่วยหนิงด้วย!!!
-------------
ในเวลาเดียวกันนั้นเองร่างสูงใหญ่กร้าวแกร่งก้าวเข้ามาภายในตำหนักเหยียนชีกง แววตาของเขาสุขุมนิ่งลึกทว่าแฝงความดุดันทรงอำนาจ ใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ นอกจากมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาเฉียบคม ส่วนนารากำลังหนีหัวซุกหัวซุนจนรองเท้าแตะหลุดหายไปข้างหนึ่ง คนอื่นเข้าย้อนยุคมาเป็นเจ้าหญิงสวยๆ แต่นังนาราได้ย้อนมาพร้อมเซ็กซ์ทอย คุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ
ไอ้เสือถอย!! นางเผ่นออกนอกเขตตำหนักเหยียนชีกง ตั้งหน้าตั้งตาถลกซิ่นวิ่งจนสไบปลิวโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าตัวเองวิ่งสวนทางผ่านใครคนหนึ่ง
เขามองตามหลังนางไปจนสุดสายตา แววตาที่เคยสงบนิ่งเป็นนิจยังเบิกกว้างด้วยความฉงนสงสัยเมื่อเห็นชายสไบของนารา เรือนผมของนางเริ่มหลุดลุ่ยยาวสยายพลิ้วไหวตามแรงลม ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงฉานสะดุดตา ด้วยความรีบร้อนมาลัยดอกมะลิที่คล้องมวยผมก็ร่วงหล่นตรงปลายเท้าของบุรุษหนุ่มพอดิบพอดี
นาราชะลอฝีเท้า ละล้าละหลังอยู่ชั่ววินาที จะเก็บหรือไม่เก็บ? นางสบตาชายรูปงามสมบูรณ์แบบผู้นั้นก่อนจะตัดสินใจหนีเอาตัวรอดก่อน
“บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้อ่อยลุงนะยะ” เสียงของนางแว้ดลอยมาตามลม สายตาของอิ้นเจินถูกดึงดูดให้จับจ้องที่หญิงสาวปริศนาผู้นั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหมุด นางกลายลูกศรที่เคลื่อนออกจากคันธนูอย่างเอื่อยเชื่อย แต่กลับพุ่งทะลุเข้าใส่ความรู้สึกนึกคิดในพริบตา และแวบหนึ่งนั้นเขาเห็นฟันดำๆ ของนางด้วย
ฟันดำ?
“เจ้าเห็นเหมือนอย่างที่ข้าเห็นหรือเปล่า”
“เห็นสิพี่สี่ สาวน้อยใจกล้าเปลือยเท้า[1]ซะด้วย” องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงผิวปากพลางหัวเราะฮึๆ “ไอ๊หยา วิ่งเร็วกว่าม้าบรรณนาการจากมองโกลเสียอีก เผลอนิดเดียววิ่งไปโน่นแล้ว”
คล้อยหลังจากนาราไม่ถึงอึดใจ กลุ่มขันทีกับทหารองครักษ์ก็วิ่งไล่ตามจับเป็นพรวน องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงเห็นกับตาว่านาราถลกซิ่นปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วจนน่าทึ่ง ไต่ไปตามแนวหลังคาระเบียงทางเดิน หนำซ้ำยังยกเท้าถีบโครมใส่หน้ากลุ่มทหารไปเต็มๆ จนล้มระเนระนาด
“แล้ว ‘อ่อย’ นี่แปลว่าอะไรกัน”
อิ้นเจินยักไหล่ บอกใบ้ว่าเขาเองก็ไม่รู้ ขนาดเขาศึกษาเชี่ยวชาญจนแตกฉานถึงสามภาษายังไม่เข้าใจเลย “นางดูไม่เหมือนชาวแมนจู”
“ไม่ใช่ชาวฮั่นด้วย... อาจจะเป็นชนเผ่านอกด่าน ที่แน่ๆ นางเรียกยงชินหวังอิ้นเจินว่าลุง” อิ้นเสียงขำ เกร็งกระบังลมจนสะเทือนปอด ทำเอาหน้าเขียวหน้าดำ “นางเรียกพี่สี่ว่าลุง!”
“อายุข้าถึงคราวที่ต้องโดนเรียกว่าลุงแล้วงั้นหรือ?”
“ถ้านางเป็นเด็กเล็กๆ ล่ะก็ใช่ วันนี้เราคงมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้วล่ะ ดูท่าว่านางคงจะโผล่มาจากตำหนักของพระสนมเต๋อเฟย เรารีบไปดูกันเถอะ” อิ้นเสียงนึกสนใจสตรีประหลาดผู้นั้นจึงรีบติดตามไป แต่เขาเดินไปได้สองสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองพี่ชายเพราะอีกฝ่ายกลับขยับไปอีกทาง “พี่สี่ไม่สนใจไปกับข้างั้นรึ”
มือแกร่งหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ของสิ่งนั้นคือพวงมาลัยมะลิกลิ่นหอมละมุนที่นาราทำหล่นไว้ เขาไม่เคยเห็นการถักร้อยดอกไม้เช่นนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนี้เรียกร้องให้เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวนางอย่างรุนแรง รอยยิ้มเชื่องช้าจึงปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายสี่อิ้นเจิน
“สนสิ แต่ข้าจะไปทางนี้”
[1] ค่านิยมสมัยนั้น หญิงสาวที่เปลือยเท้าไม่ต่างอะไรจากเปลือยอก
“น้องหลิวหลานเป็นหญิงงามหาตัวจับได้ยากนัก มีฝีมือติดตัวเลิศล้ำในทุกๆ ด้าน เรียกได้ว่าเป็นยอดสตรีที่ชายทั่วหล้าเฝ้าฝันหา นับว่าหรงเฟยทรงมีพระทัยโอบอ้อมอารี คิดตรงกับหวังเย๋อย่างน่าอัศจรรย์ หม่อมฉันได้รับคำขอร้องจากหวังเย๋ ทรงพระทัยร้อนยิ่งนักจนหม่อมฉันต้องหาทางช่วย หม่อมฉันจึงขออนุญาตกราบทูลขอร้องเหนียงเหนียงอีกแรงเพคะ” “รีบพูดเร็วเข้า” หรงเฟยเบิกบานอย่างยิ่ง “นั่งก่อนแล้วค่อยพูดเถิด” “ขอบพระทัยเพคะ” นารานอบน้อมและยิ้มให้หลิวหลาน “ตอนนี้ชายแดนทางเหนือกำลังมีศึกหนัก แม้จะยากลำบากแสนสาหัสแต่เหล่าทหารกล้าล้วนทุ่มเทพร้อมพลีชีพ เรื่องนี้หวังเย๋ทรงติดตามการศึกโดยตลอดเพคะ เมื่อเช้าตรู่เพิ่งจะมีม้าเร็วแจ้งข่าวชนะศึก หวังเย๋ทรงดีพระทัยยิ่งนักเพคะ นับว่าเป็นข่าวเสริมมงคลยิ่งๆ ขึ้นไป” หลิวหลานเริ่มเงยหน้าขึ้นมองนารา ห
บทที่ 37 ดัดหลังหรงเฟย มวลเมฆเหนือตำหนักเหยียนชีกงตอนนี้กำลังอึมครึมทั้งๆ ที่ตะวันฉายแสงแรงกล้า อากาศร้อนเร่งให้น้ำแข็งก้อนโตที่ใส่ในอ่างกระเบื้องเคลือบละลาย น้ำซึมหยดเป็นจังหวะดังติ๋งๆ ซื่อจื่อค้อมศีรษะรอรับใช้เต๋อเฟยอยู่ไม่ไกล แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเข้าไปด้านในโถงตำหนักอย่างขัดเคือง นึกร้อนใจที่ตู้หมิงไม่กลับมาเสียทีหรงเฟยจิบชารสหวานเผื่อนแก้กระหาย ก่อนจะขยับพัดกลมในมืออย่างสุขสำราญ ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มแย้มโดยที่มีหลิวหลานนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า “เงยหน้าขึ้นให้เต๋อเฟยมองเจ้าชัดๆ สิจ๊ะหลิวหลาน” หลิวหลานแต่งกายชุดนางกำนัลเรียบร้อย แม้ว่าชุดจะดูธรรมดาๆ แต่ความงดงามนั้นเปล่งปลั่งต้องตา ใบหน้าขาวสวยของหลิวหลานสะอาดหมดจด คิ้วโก่งเรียว ดวงตากลมโต จมูกไม่โด่งไม่แบนเกินไปและ
สองสามวันต่อมา “ทูลฮุ่ยเก๋อเก๋อ เต๋อเฟยทรงส่งคนมาทูลเชิญเก๋อเก๋อให้ไปพบที่เหยียนชีกงพ่ะย่ะค่ะ” วันนี้ตู้หมิงรับหน้าที่นำข่าวจากเต๋อเฟยมาที่จวนยงหวังฝู การแต่งกายจึงเนี้ยบเป็นพิเศษ ตู้หมิงชันเข่าคำนับนาราอย่างเป็นทางการ สีหน้าขึงขึง ส่วนนารานั่งเด่นเป็นเจ้าแม่ มีสูเชิ่นกับตวนรั่วกำลังฝึกดีดพิณอยู่ใกล้ๆ“อืม ข้าทราบแล้ว ลุกขึ้นได้... ส่วนพวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าจะคุยธุระกับใต้เท้าตู้ตามลำพัง”“เพคะ” พอคนรับใช้ในจวนออกไปกันหมดแล้ว ตู้หมิงก็เหมือนติดสปริง เด้งตัวขึ้นมา ส่วนนาราบิดเอวแก้ปวดเมื่อย นั่งเก็กท่านานๆ แล้วปวดหลัง นาราเจอตู้หมิงก็เหมือนได้เจอเพื่อนสาว ตบบนตบล่าง ตบพร้อมๆ กัน แดนซ์ๆ สะบัดไหล่เป็นคลื่นราวกับไร้กระดูก สูเชิ่นกับตวนรั่วเห็นจนชินแล้วก็เลยทำหน้าเฉยๆ ดีดพิณประกอบจังหวะให้ด้วย“ข้ากำลังอยากเจอเจ้าพอดี ข้ากำลังวางแผนจะให้เจ้าเป็นสายส่งครีมหมีเดือดในวัง ของรอบนี้พิเศษเพราะเป็นรุ่นหมีบ้องแบ้ว”“ยินดีรับใ
ดวงตาของเขาเข้มขึ้นขณะก้มลงจุมพิต“เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าคิดถึงเจ้าบ่อยมากแค่ไหน ข้าปรารถนาให้ไฟร้อนแรงของเจ้าเสียดสีเนื้อหนังของข้า เริ่มต้นช้าๆ แล้วกระหน่ำแรงขึ้นทีละน้อย... ฝังตัวข้าลงไปทั้งเนื้อทั้งตัว เราจะขยับกายร้อนขึ้น... ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เจ้าอยากจะให้ข้าแสดงให้เห็นหรือไม่”นาราอ้าปากพะงาบเมื่อจินตนาการตามคำพูดอุกอาจของเขา ตัวตนของชายฉกรรจ์รุกเร้านางหนักขึ้น จัดการตรึงร่างบอบบางไว้แล้วเริ่มขยับเบาๆ สัมผัสนางโดยมิได้ล่วงล้ำ“ทะ...ท่านพี่...”“เจ้าคงจะไม่ได้สนใจความปรารถนาที่ข้ามอบให้เลยแม้แต่น้อย เจ้าจึงได้ผลักไสข้าอย่างง่ายดายเช่นนี้” ร่างแกร่งกร้าวคำรามในลำคอเหมือนสัตว์บาดเจ็บ ผิวกายสีทองแดงตัดกับผิวขาวสีงาช้างเสียดสีกันเร็วขึ้น สิ่งที่ร้อนแรงแข็งเครียดที่สุดของผู้ชายกำลังเบียดหน้าท้องเรียบเนียน ความเร่าร้อนรวมตัวกันหนาแน่นจนกระทั่งกลั่นตัว ความร้อนและความหฤหรรษ์แล่นปราดไปทั่วร่าง“หม่อมฉันรู้ว่าท่านไม่พอใจ แต่ว่าได้โปรด... ท่านพี่...”“เจ้าต้องการข้าหรือไม่”“เพคะ&
“ตอนนี้มีข่าวลือเช่นนั้นจริงๆ หรือ บอกข้ามาตามตรง อย่าปิดบังข้า”เจียวเจียวนึกเสียใจที่พูด “เพคะ ตอนนี้คนในเมืองหลวงลือกันหนักมาก ตอนที่บ่าวออกไปซื้อของในตลาด มีแต่คนเดากันสนุกว่าคุณหนูจากจวนไหนจะได้แต่งเข้ายงหวังฝูอีก มีทั้งสกุลถงเจีย นิ่วฮู่ลู่ หม่าเจีย อูย่า อูลานาลา กัวหลัวหลัวและพระญาติฝั่งมองโกล หรือแม้แต่สกุลฮั่นต่างก็พร้อมใจกันพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่ง... ซึ่งตามกำหนดแล้วหวังเย๋ทรงสามารถมีชายาเอกได้หนึ่งคน ชายารองอีกสี่ ดังนั้น... ดังนั้นพวกตระกูลใหญ่ทั้งหลายล้วนส่งเทียบเชิญมาที่จวน พวกเขาเห็นว่าหวังเย๋ทรงสง่างามและเป็นเชื้อพระวงศ์คนสำคัญ ไม่ว่ายังไงก็ต้องตบแต่งพระชายาเพิ่มเพื่อดึงฐานสนับสนุนจากแต่ละตระกูลเพคะ”แม้จะทำใจลำบากแต่นาราก็ยอมรับ “จริงด้วยสินะ ข้ามัวแต่ดูแลลูกสาวเพลินจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”“ฮือๆ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่น่าพูดเรื่องนี้ให้เก๋อเก๋อไม่สบายพระทัยเลย”เจียวเจียวตบปากตัวเองจนแก้มแดงช้ำ นาราแตะมือห้ามไว้ แววตาของนาราวาววับดุจนางเสือ ความคิดไหลแล่นปรู๊ดปร๊าดราวกับไฟฟ้าลัดวงจร ผิดกับส
“อะไรกัน ทำไมกับข้าวของพระชายามีแต่ผักล่ะ แล้วเนื้อหมูเนื้อกุ้งหายไปไหนหมด รังนกตุ๋นก็ไม่มี พระชายากำลังทรงครรภ์ ต้องบำรุงให้มากๆ นะ”จินจูโวยวายต่อป้าเหมยกุ้ยซึ่งเป็นผู้ดูแลห้องเครื่อง จากเดิมเรือนใหญ่จะมีสิทธิ์คัดของดีๆ ไปกินใช้ก่อนเสมอ ส่วนที่เหลือ ทางเรือนหนิงฮวาก็รับไปใช้ไม่ว่าอะไร ตอนนี้สิทธิ์นั้นก็ยังคงอยู่ แต่อาหารและของกินของใช้กลับธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะใบชา เทียนไข แท่งฝนหมึก กระดาษ แต่ละสิ่งล้วนเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไปทั้งสิ้น“หวังเย๋ก็ทรงทานแบบนี้เช่นกัน เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารบำรุงครรภ์พระชายาหรอก หวังเย๋ทรงอนุญาตให้จัดตามเดิม”“ป้าเหมยกุ้ย ป้าต้องเห็นใจข้านะ พระชายาไม่ใช้ของแบบนี้หรอก แล้วไหนล่ะกำยานหอมกับเทียนไขสีนมผึ้ง ข้าสั่งให้เตรียมนานแล้วนะ”“ทรงใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้ล่ะ ตอนนี้กำลังมีศึกทางเหนือ หวังเย๋จึงสั่งให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ข้าวปลาอาหารที่เคยกินทิ้งขว้างก็ทำลดลงครึ่งหนึ่ง ผักสามอย่าง เนื้อหนึ่งอย่าง ส่วนผักสดๆ ที่เห็นนี่ก็ทรงสั่งปลูกทานภายในจวนกันเองทั้งนั้น ตอนนี้ไก่ที่เล
บทที่ 4 ดักกระรอก เฮ้อ เกือบไปแล้ว! นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจา
นาราพิจารณาความหล่อขององค์ชายเพลินๆ ก่อนจะเห็นบ่าวไพร่หอบเซ็กซ์ทอยที่นางทำหล่นไว้วางกองอยู่เบื้องหน้าองค์ชาย แม้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างบรรจุอยู่ในกล่องปิดผลึกเรียบร้อยดี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ควรเอามาเทกลางแจ้งเฮ้ยๆ อย่าจับๆ นั่นมันห่วงหรรษา... ส่วนไอ้นั่นดิลโด้รูปแตงกวา อ๊าย...
“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ
บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร







