Share

บทที่ 1 องค์ชาย 3

ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่

            “อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบเป็นธรรมดา”

องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงกระดกเหล้าดื่มอยู่ที่ขอบระเบียงทางเดินในอุทยานยงหวังฝู ส่วนบุรุษรูปงามสมบูรณ์แบบซึ่งยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลเองก็ยกเหล้าขึ้นดื่มเช่นกัน ในวังหลวงมีผู้คนนับหมื่นอาศัยอยู่แต่หาได้ยากนักที่จะมีเพื่อนรู้ใจดื่มเหล้าด้วยกันเช่นนี้

            “พวกเขาต้องยอมตัดผลประโยชน์ส่วนนี้ทิ้งเพื่อลากรัชทายาทลงจากตำแหน่ง นับว่าคุ้มค่าสำหรับน้องแปด”

อิ้นเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หันหน้ามองสายฝนโปรยปรายเล่นละอองบนยอดหญ้า หยาดไหลเป็นทางดุจน้ำตาหยาดริน... เบื้องหน้าไกลออกไปนั้นเป็นศาลานั่งเล่นกลางสระน้ำอันเงียบสงบ แต่ทว่าภายใต้ผืนน้ำนั้นมีการต่อสู้ระหว่างพี่น้องทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ช่วงนี้พวกเขาต้องเก็บตัวซุ่มเงียบ รอจังหวะทำผลงานและเสนอชื่อพี่แปดขึ้นเป็นรัชทายาท เสด็จพ่อคงไม่อาจปฏิเสธ”

            “ใครจะหยั่งพระทัยพระองค์ได้เล่า...”

ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ ชีวิตของเชื้อพระวงศ์ทุกคนสุขสบายเปี่ยมล้นด้วยอำนาจวาสนาก็จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยบางอย่างที่สามัญชนทั่วไปไม่มี ความสุขความทุกข์ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้รับสั่ง อย่างอิ้นเสียงเองเมื่อเสด็จแม่จิ้งหมิ่นกุ้ยเฟยประชวรหนักจนสิ้นชีวิต อดีตฮองเฮาจึงรับเขามาดูแลเลี้ยงดูไปพร้อมกับพี่สี่ พวกเขาทั้งสองจึงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ แต่บางครั้งอิ้นเสียงก็ยังเดาความคิดที่อยู่ภายในดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ออก

ไม่ยินดีเมื่อได้ลาภ ไม่เศร้าหมองเมื่อสูญเสีย... ดูแล้วพี่ชายของเขาน่าจะกำเนิดจากก้อนหินกระมัง

“เลิกมองข้าแบบนั้นสักทีเถอะเจ้าสิบสาม สิ่งที่ข้าต้องการก็เพียงแค่อยู่อย่างสงบสุขเท่านั้น”

“สงบสุข?... เกรงว่ายงหวังฝูจะค้นหาคำนั้นได้ยากนัก”

สองพี่น้องแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีกำมะหยี่สีดำมืด เสียงนกราตรีร้องแว่ว อิ้นเจินได้รับพระราชทานยงหวังฝูแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเป็นเป้ยจื่อ ที่นี่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดรั้วกำแพงวังต้องห้าม เหล่าผู้คนจึงพากันคิดว่าฮ่องเต้คังซีโปรดปรานพระโอรสรูปงามแสนเงียบขรึมผู้นี้ พากันให้ความเคารพยำเกรงอย่างสูงและคาดเดาว่าเจ้าของวังยงหวังฝูแห่งนี้จะได้เป็นนายของราชวังต้องห้ามคนต่อไป

            แต่อิ้นเสียงรู้ดีว่าไม่เป็นเช่นนั้น

            พี่สี่ไม่เคยแยแสลาภยศสรรเสริญ แม้จะได้รับตำแหน่งเหอซั่วชินหวังซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์ชั้นสูงที่สุดเทียบเท่าผู้ครองแคว้นประเทศราช แต่อิ้นเจินกลับไม่ต้องการเลยสักนิด ยิ่งถูกมองว่าได้รับความโปรดปรานมากก็ยิ่งมีภัยมาก ทุกวันนี้องค์ชายสี่ทำได้แค่เพียงต้านทานกระแส สร้างเกราะกำบังไว้เพื่อแสวงหาความสงบให้แก่ตนเอง แต่นับวันจะยิ่งทำได้ยากขึ้นทุกที 

             “หวังเย๋... ตอนนี้อากาศเย็นจัดแล้ว สวมเสื้อคลุมอีกชั้นเถอะนะเพคะ”

จวินอี้ พระชายาเอกขององค์ชายสี่ประคองเสื้อคลุมขนสัตว์มาให้สวามี จวินอี้เป็นหญิงงามหน้าตาหมดจด นิสัยอ่อนโยนน่ารักและเป็นธิดาของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ผู้ควบคุมดูแลกองธงขลิบเหลือง นางมีเอกลักษณ์เป็นกลิ่นกายหอมหวานนุ่มนวล หากฮ่องเต้คังซีต้องการยกตัวอย่างสะใภ้ที่เพียบพร้อมครั้งใด ชื่อของจวินอี้ต้องหลุดออกจากพระโอษฐ์ทุกครั้งไป

“คารวะอาซ้อ”

“น้องสิบสามไม่ต้องมากพิธีหรอก รับเสื้อคลุมไปสวมด้วยสิ หากท่านไม่สบายไปพระชายาสิบสามจะเป็นห่วง” จวินอี้มีน้ำใจนำเสื้อคลุมอีกตัวมาเผื่อน้องสามี อิ้นเสียงจึงรับน้ำใจไว้ “หม่อมฉันสั่งให้โรงครัวทำกับแกล้มไว้แล้ว อีกสักครู่จะให้เด็กยกมาส่ง พวกท่านพูดคุยกันไปเถอะนะเพคะ หม่อมฉันไม่รบกวนแล้ว”

“ขอบคุณอาซ้อ”

“เจ้ารีบไปพักเถอะ สองสามวันนี้เจ้าวิ่งวุ่นเข้าวังตลอด ลำบากเจ้าแล้ว”

“ช่วงนี้อาการประชวรของเสด็จแม่เต๋อเฟยกำเริบขึ้น หม่อมฉันเป็นสะใภ้ต้องดูแลเสด็จแม่ให้ดี ไม่ลำบากอะไรเลยเพคะ” จวินอี้ยิ้มอ่อนโยนพลางผูกเชือกเสื้อคลุมขนสัตว์ให้สวามีด้วยแววตารักใคร่เทิดทูนสุดหัวใจ องค์ชายสี่อิ้นเจินนับเป็นเอกบุรุษโดดเด่นในใต้หล้า ทรงเชี่ยวชาญตำราการปกครองรอบรู้เป็นอย่างยิ่ง ฝีมือการขี่ม้าเก่งฉกาจและสง่างามอย่างหาผู้ใดเทียบเทียม ทุกองคาพยพแข็งแกร่งราวกับหลอมรวมออกมาจากศิลา จวินอี้จึงไม่เคยสัมผัสเนื้อแท้ของชายผู้เงียบขรึมคนนี้เลยสักนิด มือบอบบางที่แตะบนแขนเสื้อของเขาจึงค่อยๆ ถอยกลับมา

“ท่านพ่อของหม่อมฉันเพิ่งส่งใบชาหลงจิงจากหางโจวมาให้จำนวนหนึ่ง หม่อมฉันคิดว่าจะแบ่งไปถวายไทเฮาด้วยดีมั้ยเพคะ”

“ขอบคุณ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

รอยยิ้มอ่อนหวานของจวินอี้จางหายไปวูบหนึ่งก่อนจะแข็งใจยิ้ม องค์ชายสี่ปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพนุ่มนวล ไม่มีอะไรบกพร่อง แต่จวินอี้รับรู้ได้ถึงช่องว่างที่พระองค์ขีดเส้นไว้ ทรงให้เกียรตินางในฐานะพระชายาเอกซึ่งได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ มิใช่ในฐานะภรรยา   

             จวินอี้หวังว่าเขาจะเปิดใจให้นางบ้าง แต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น

นางต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเขา ไม่นับรวมพระชายารองกับบรรดาภรรยาน้อยจากตระกูลขุนนางพ่อค้าทั้งหลายที่ประสงค์เช่นเดียวกัน ตำแหน่งพระชายาเอกสร้างความกดดันให้จวินอี้ต้องเร่งมีทายาทสืบทอดสกุลก่อนหญิงอื่นเพื่อเสริมความมั่นคง ป้องกันมิให้ชายารองคนอื่นๆ ข้ามหัวนาง แต่จวินอี้ได้แต่ถอนหายใจ ไม่คิดสู้รบปรบมือเพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของนาง

หลังจากที่จวินอี้จากไปพร้อมสาวใช้แล้ว อิ้นเสียงจึงหันมาสบตาและยกยิ้มให้พี่ชาย

“อาซ้อรักพี่สี่มากเลยนะ”

ยงชินหวังแห่งยงหวังฝูหัวเราะแผ่วเบา เป็นน้ำเสียงที่ทำให้หญิงสาวทุกคนคลั่ง “นางเป็นภรรยาที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์ ทั้งรูปโฉม ฐานะทางตระกูลกองธงหลักมีฐานอำนาจในท้องพระโรง นางไม่มีข้อบกพร่องใดๆ”

หญิงทุกคนในใต้หล้าล้วนปรารถนาตำแหน่งชายาเอกของยงชินหวังรูปงาม จวินอี้เป็นผู้เดียวที่ทำสำเร็จผ่านการแนะนำจับคู่ดูตัวโดยฮ่องเต้และอดีตฮองเฮา เขาไม่อาจปฏิเสธนางได้

“แล้วเหตุใดถึง... เอ้อ... ช่างเถอะ”

อิ้นเสียงมองออกว่าพี่ชายมิได้มอบหัวใจให้หญิงคนใด เหล่าภรรยาในจวนหวังเย๋เกินกว่าครึ่งเป็นเพียงภรรยาในนามซึ่งพี่ชายรับพวกนางเข้าจวนตามมารยาท ส่วนอีกครึ่งนั้นจวินอี้เป็นผู้จัดหามาเอาใจ ไหนจะหญิงงามมากมายที่รอต่อแถวหาทางเข้ามาอยู่ในจวนกันมิได้ขาด องค์ชายสิบสามจึงแหงนหน้ามองดวงดาววาววับบนผืนราตรี ส่วนอิ้นเจินมองดาวด้วยแววตาดุดัน เพ่งมองดาวส่องประกายเจิดจรัสดวงหนึ่ง แสงดาวปรากฏในเสี้ยวนาทีก่อนวูบหายไปทางทิศใต้

“หากอาซ้อมีลูกชายให้ท่าน พวกท่านก็คงจะรักกันเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ พี่สี่ก็ล้วนมีความรู้แตกฉานไปเสียหมด มีแต่เรื่องผลิตทายาทนี่แหละที่ท่านโง่งมยิ่งกว่าผู้เฒ่าเสียอีก ตอนนี้แม้แต่พระชายาของน้องยี่สิบสองก็กำลังตั้งครรภ์แล้วเลย เขาอายุเพียงแค่สิบหกด้วยซ้ำ”

“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”

อิ้นเจินกระดกเหล้าดื่มอย่างไม่ใคร่สนใจนัก ก่อนที่อิ้นเสียงชี้ดาวดวงหนึ่งให้พี่ชายดู เป็นดวงเดียวกับที่อิ้นเจินกำลังมองเขม็ง “ดูนั่นสิ มีดาวตกเกิดขึ้นข้างดาวประจำกายของท่าน แปลกจริง”

“ดาวคู่ครอง” อิ้นเจินพึมพำเบาๆ

“หมายถึงอาซ้อใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่ ดาวของจวินอี้อยู่ทิศตรงข้าม”

อิ้นเสียงสบโอกาสรีบทิ้งไหสุรา ประสานมืออธิษฐานทันที “ชายารองของข้าบอกว่ายามใดที่ดาวตกปรากฏ หากตั้งใจอ้อนวอนขอสิ่งใดย่อมได้ตามปรารถนา”

“นี่เป็นเรื่องไร้สาระของพวกผู้หญิง ตั้งแต่ลูกสาวของเจ้าคลอด เจ้าชักจะนุ่มนิ่มขึ้นทุกที” แม้พี่ชายจะไม่สนใจการปรากฏของดาวตก แต่อิ้นเสียงยังคงตั้งอกตั้งใจอธิษฐานไม่หยุด ยงชินหวังเจ้าของดาวประจำกายจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความแปลกใจ “ปกติแล้วเจ้าไม่สนใจเรื่องหยุมหยิม เจ้าอธิษฐานขออะไรจากดาวดวงนั้น”

“พี่สี่จะอยากรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านไม่เชื่อนี่นา”

“มาดื่มเหล้าของข้าแล้วยังกล้าตีฝีปากอีก บอกมาเร็ว”

 ใบหน้าขององค์ชายสิบสามมีรอยยิ้มทีละน้อยขณะลืมตาขึ้น รอยยิ้มนั้นช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้าย “ข้ากำลังขอนางในดวงใจให้ชีวิตท่านครึกครื้น... นางเป็นสาวสวยงดงามหยาดฟ้า ไม่สิ... นางจะต้องงามบาดตาบาดใจและเปี่ยมล้นด้วยไหวพริบชาญฉลาด นางจะมาพร้อมกับคำว่า ‘ไม่!’ ใส่หน้ายงชินหวังผู้เย็นชา ทำให้ท่านคลุ้มคลั่งด้วยไฟรักร้อนรุ่ม อา... พี่สี่ ข้าจะเฝ้ารอชมด้วยความตั้งใจยิ่ง”

อิ้นเจินหลุดหัวเราะก่อนจะเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าทางทิศใต้นั้น “เจ้าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียแล้ว เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกนะ”

อิ้นเสียงชูไหสุราขึ้น “รอดูไปก็แล้วกัน”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตก 3

    บัดนี้ร่วงเข้าสู่ต้นฤดูร้อน ข้าวโพดเริ่มออกรวง ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งไปทั่ววังหลวง ดวงตะวันสาดแสงเรืองรองบนผืนฟ้าสีคราม บรรดาบ่าวไพร่แต่ละตำหนักต่างวิ่งวุ่นนำแต่งกายเครื่องแบบชุดฤดูร้อนของเหล่าสนมออกมาถวายผู้เป็นนาย ตั้งใจจะแต่งตัวแข่งขันประชันกันเต็มที่เนื่องจากวังหลวงกำลังจะมีงานรื่นเริง เฉลิมฉลองวันประสูติของไทเฮา แต่ละตำหนักต่างสืบเสาะกันเต็มที่ว่าใครจะถวายอะไรแด่ไทเฮา จะได้เกทับถวายของที่ดีกว่าให้ ช่วงนี้เจ้าแม่ข่าวสารอย่างนางกำนัลหนิงเอ๋อร์แห่งเหยียนชีกงจึงซื้อขายข่าวสารกันสนุกเป็นพิเศษนอกจากทางครัวหลวงทำขนมถั่วขนมงาออกแจกจ่ายแล้ว ฮ่องเต้ยังประทานงิ้วจากทั่วแผ่นดินแสดงประชันกันทั้งเดือน บรรยากาศในวังจึงคึกคักสนุกสนาน ทั่วทั้งวังติดตัวอักษร ‘ฮก อยู่ ตัง ไฮ้ ซิ่ว ปี้ น่ำ ซัว’ แปลว่า บุญใหญ่ดั่งทะเลตะวันออก อายุยืนยาวดุจขุนเขาทางใต้ อวยพรแด่ไทเฮานาราพยายามใช้ชีวิตในวังหลังอย่างระมัดระวัง และถ้าเป็นไปได้จะไม่ออกไปนอกเหยียนชีกง วันๆ ทำงานที่ได้รับมอบหมายแล้วก็พักผ่อนอยู่กับพวกนางกำนัลตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลาย ถ้าไม่เปิดวงไพ่ก็สอนสาวๆ เล่นโดดเ

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตก 1

    อีกฟากหนึ่งของวังหลังบรรยากาศของฉูเชียวกงที่เคยคึกคักเปล่งประกายบารมีล้นฟ้า บัดนี้เงียบเหงาวังเวงร้างผู้คน แม้แต่ดอกไม้ใบไม้ยังเหี่ยวเฉาไร้ราศี มีแต่ความหม่นหมองกลัดกลุ้ม อี้กุ้ยเฟยเขียนจดหมายถวายฮ่องเต้คังซีฉบับแล้วฉบับเล่าแต่ก็ไม่มีอะไรตอบกลับมา บนพื้นโถงกลางตำหนักอันว่างเปล่าจึงเต็มไปด้วยเศษจดหมายที่อี้กุ้ยเฟยเขียนพรรณนาซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ “วันปีค่อยเคลื่อนคล้อยผ่านผัน อดีตรุ่งเรืองแสนสั้น... เสื่อมโทรม ราตรีเงียบเหงา คับแค้นไร้ที่สุด...”อี้กุ้ยเฟยแม้จะตกต่ำแต่นางก็ยังยึดมั่นถือมั่น แต่งกายงดงามดุจเดิมด้วยหวังว่าอาจจะมีราชโองการให้เข้าเฝ้าสักวัน อี้กุ้ยเฟยนำพระมาลาของอดีตฮองเฮามากอดไว้ ดวงตาเลื่อนลอยพลางลูบไล้พระมาลาซึ่งประดับด้วยไข่มุกบนยอดมีลักษณะคล้ายยอดเจดีย์แบ่งเป็นสามชั้น แต่ละชั้นฝังไข่มุกหนึ่งเม็ดพร้อมหงส์ทองคำและตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า อี้กุ้ยเฟยฝันถึงวันที่จะได้สวมพระมาลานี้มาตลอดชีวิต แต่วันนี้นางสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทำได้เพียงแต่นั่งจ้องมองกำแพงว่างเปล

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตก 1

    บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตกเพล้ง!! “ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า ไป๊!!”มู่กุ้ยเหรินอาละวาดด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ขว้างปาถ้วยยาบำรุงและด่ากราดใส่นางกำนัลที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เดิมทีนางเป็นสนมชั้นกุ้ยเหรินก็โดนดูถูกดูแคลนพออยู่แล้ว แต่บัดนี้นางตกเป็นผู้ถูกกักขังภายในห้องท้ายตำหนักเล็กๆ ของพวกสนมชั้นฉางไจ้ โดนดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นานาและไร้คนเหลียวแล ช่างน่าสังเวชยิ่งนักมู่กุ้ยเหรินวันๆ เอาแต่ร่ำไห้ทุกข์ทน นางต้องโดนสนมต่ำศักดิ์กว่ารังแกไม่พอ ความเป็นอยู่ยังอัตคัตคับแคบ ยามกลางวันห้องจะร้อนดุจไฟ ยามกลางคืนห้องจะเหน็บหนาวเสียดแทงกระดูก หลังจากเหตุการณ์ฟ้าถล่มในวันนั้น บรรดาบ่าวไพร่ที่เคยมีเคยห้อมล้อมต่างฉกฉวยข้าวของแล้วจากไปรับใช้นายคนอื่น สมบัติที่มู่กุ้ยเหรินเหลืออยู่มีเพียงเครื่องประดับบรรจุในกล่องไม้เล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มู่กุ้ยเหรินกอดมันไว้เพื่อเก็บให้ลูกและร่ำไห้ตลอดเวลา รู้ตัวดีว่าโชคลาภได้เดินหนีไปจากชีวิตนางหมดสิ้นแล้ว“

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 21 พระชายาเอก 3

    ปกติยงชินหวังอิ้นเจินก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้ว จู่ๆ กลับเร่งโหมงานเพิ่มขึ้นราวกับมีเป้าหมายอะไรบางอย่างในใจ เฟิงหลงไม่เข้าใจเลยสักนิดจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“หวังเย๋ ท่านเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว ทายาทสืบสกุลก็ยังไม่มีวี่แวว เหล่าพระชายารองเอยอนุเอยล้วนงดงามสมกับที่ท่านจวินอี้คัดเลือกมาถวาย แต่ท่านมีแต่จะหาเรื่องเฉไฉ มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ลูกน้องมาโฉบชายากับอนุไปทีละคนสองคน ใจกว้างเสียจนชาวบ้านนินทาขบขัน”“เด็กๆ พวกนั้นเขารักกันชอบกัน อีกอย่างข้ารับพวกนางเขาจวนมาปกครองดูแลเฉยๆ ไม่ได้ร่วมหอ ข้าจะไปขัดขวางความรักของพวกเขาทำไมเล่า”“ท่านไม่ใช่ชายโสดมาตั้งแต่อายุสิบสามแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ จะมัวหวงเนื้อตัวไปเพื่อใครกัน”อิ้นเจินไม่ได้ฟังที่พ่อบ้านบ่น เพราะสมองยังครุ่นคิดแต่เรื่องงาน งานที่กำลังทำรุดหน้าไปมาก แต่เขาไม่มีเวลาอีกแล้ว... ต้องเร่งงานให้เร็วกว่านี้อีก บุรุษหนุ่มรูปงามจิบชาเงียบๆ เพียงลำพัง เสี้ยวพักตร์กร้าวแกร่งทอดมองดวงดาว ตั้งใจจะพักสมองชั่วครู่แล้วค่อยลุยงานต่อ“หากทรงต้องการอะไร ทรงเรียกใช้กระหม่อมได้ทุกเมื่อพ่

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 21 พระชายาเอก 2

    “ใช่ๆ ข้ากับเทียนจื้อเองก็แอบคบกันอยู่ ข้าเข้าใจดีว่ากว่าจะได้เจอกันมันลำบากแค่ไหน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย เจ้าวางใจได้” ซื่อจื่อรีบปลอบหลิวหลานให้คลายกังวลพร้อมร้องขอให้นาราช่วยหาวิธีให้คนคู่นี้สมปรารถนา นาราก็ได้แต่ถอนใจเพราะไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ปัญหาหัวใจของนางเองก็ยุ่งเหยิงและไร้ทางออกพอกัน ------------หลายวันนี้จวินอี้ทานข้าวได้เพียงนิดเดียว ตะเกียบของนางก็หยุดนิ่ง ใบหน้าซีดเซียวอย่างคนทุกข์ใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแต่หัวใจของจวินอี้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาหนาวเหน็บ อ้างว้างไร้ทางออก จวินอี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหล่าสนมในวังถึงชื่นชอบขนมหวานบาดลิ้นกันยิ่งนัก นั่นเป็นเพราะหัวใจของพวกนางขมขื่นจนต้องหาของหวานมาชดเชยนั่นเอง“ชมเบญจมาศดูสิเพคะ หวังเย๋ทรงสั่งให้คนงานปลูกไว้เต็มสวน หม่อมฉันขอตัดดอกมาประดับห้อง งามยิ่งนักเพคะ” จินจูไม่อยากให้เจ้านายซึมเซาในห้องทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ จึงพยายามสรรหาของสวยๆ งามๆ เพื่อดึงดูดใจพระชายาให้สดชื่นบ้าง “ดอกสีขาวนั่นชื่อมั่ง

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 21 พระชายาเอก 1

    “เราไม่มีเวลาส่งน้ำรอบใหม่แล้ว จะทำอย่างไรกันดีเล่า”“คงต้องกราบทูลฝ่าบาทตามจริงแล้วล่ะ”“ไอ๊หยา หากฝ่าบาทพิโรธ หัวข้าก็ได้หลุดจากบ่าน่ะสิ” เจ้ากรมพิธีการหน้าซีดใจสั่น ปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วกรม เหล่ากงกงตัวเล็กตัวน้อยนั่งกันไม่ติด นาราเองก็ได้ยินได้ฟังความทุกข์ร้อนของกงกงทั้งสอง แต่ตอนนี้สมองของนางปิดระบบการทำงาน ร่างบางจึงเดินต้อยๆ ตามหลังซื่อจื่อไปรับของที่ต้องการและกลับตำหนักโดยไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นอีก“พี่หนิงเอ๋อร์จะไม่ช่วยจางกงกงหน่อยเหรอเจ้าค่ะ”“ไม่ล่ะ ข้าเข็ดแล้ว”ซื่อจื่อละล้าละหลังเพราะช่วงที่เหยียนชีกงตกที่นั่งลำบาก จางกงกงก็ดีต่อเต๋อเฟยเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นซื่อจื่อจึงแอบกระซิบถามเพื่อช่วยจางกงกง “แล้วถ้าเป็นพี่หนิงเอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์จะทำอย่างไรเจ้าคะ” ซื่อจื่อรู้ธรรมเนียม วางเงินหนึ่งอีแปะใส่มือนารา พอได้แตะเงินสมองอันเฉื่อยแฉะก็เหมือนถูกเปิดสวิตซ์อีกครั้ง นาราคิดอยู่อึดใจก่อนตอบ“ง่ายนิดเดียว แค่เ

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 4 ดักกระรอก 1

    บทที่ 4 ดักกระรอก เฮ้อ เกือบไปแล้ว! นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจา

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์ 3

    นาราพิจารณาความหล่อขององค์ชายเพลินๆ ก่อนจะเห็นบ่าวไพร่หอบเซ็กซ์ทอยที่นางทำหล่นไว้วางกองอยู่เบื้องหน้าองค์ชาย แม้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างบรรจุอยู่ในกล่องปิดผลึกเรียบร้อยดี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ควรเอามาเทกลางแจ้งเฮ้ยๆ อย่าจับๆ นั่นมันห่วงหรรษา... ส่วนไอ้นั่นดิลโด้รูปแตงกวา อ๊าย...

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์ 2

    “อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ

  • พระชายาแสวงพ่าย   บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์ 1

    บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status