เข้าสู่ระบบยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่
“อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบเป็นธรรมดา”
องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงกระดกเหล้าดื่มอยู่ที่ขอบระเบียงทางเดินในอุทยานยงหวังฝู ส่วนบุรุษรูปงามสมบูรณ์แบบซึ่งยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลเองก็ยกเหล้าขึ้นดื่มเช่นกัน ในวังหลวงมีผู้คนนับหมื่นอาศัยอยู่แต่หาได้ยากนักที่จะมีเพื่อนรู้ใจดื่มเหล้าด้วยกันเช่นนี้
“พวกเขาต้องยอมตัดผลประโยชน์ส่วนนี้ทิ้งเพื่อลากรัชทายาทลงจากตำแหน่ง นับว่าคุ้มค่าสำหรับน้องแปด”
อิ้นเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หันหน้ามองสายฝนโปรยปรายเล่นละอองบนยอดหญ้า หยาดไหลเป็นทางดุจน้ำตาหยาดริน... เบื้องหน้าไกลออกไปนั้นเป็นศาลานั่งเล่นกลางสระน้ำอันเงียบสงบ แต่ทว่าภายใต้ผืนน้ำนั้นมีการต่อสู้ระหว่างพี่น้องทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“ช่วงนี้พวกเขาต้องเก็บตัวซุ่มเงียบ รอจังหวะทำผลงานและเสนอชื่อพี่แปดขึ้นเป็นรัชทายาท เสด็จพ่อคงไม่อาจปฏิเสธ”
“ใครจะหยั่งพระทัยพระองค์ได้เล่า...”
ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ ชีวิตของเชื้อพระวงศ์ทุกคนสุขสบายเปี่ยมล้นด้วยอำนาจวาสนาก็จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยบางอย่างที่สามัญชนทั่วไปไม่มี ความสุขความทุกข์ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้รับสั่ง อย่างอิ้นเสียงเองเมื่อเสด็จแม่จิ้งหมิ่นกุ้ยเฟยประชวรหนักจนสิ้นชีวิต อดีตฮองเฮาจึงรับเขามาดูแลเลี้ยงดูไปพร้อมกับพี่สี่ พวกเขาทั้งสองจึงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ แต่บางครั้งอิ้นเสียงก็ยังเดาความคิดที่อยู่ภายในดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ออก
ไม่ยินดีเมื่อได้ลาภ ไม่เศร้าหมองเมื่อสูญเสีย... ดูแล้วพี่ชายของเขาน่าจะกำเนิดจากก้อนหินกระมัง
“เลิกมองข้าแบบนั้นสักทีเถอะเจ้าสิบสาม สิ่งที่ข้าต้องการก็เพียงแค่อยู่อย่างสงบสุขเท่านั้น”
“สงบสุข?... เกรงว่ายงหวังฝูจะค้นหาคำนั้นได้ยากนัก”
สองพี่น้องแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีกำมะหยี่สีดำมืด เสียงนกราตรีร้องแว่ว อิ้นเจินได้รับพระราชทานยงหวังฝูแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเป็นเป้ยจื่อ ที่นี่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดรั้วกำแพงวังต้องห้าม เหล่าผู้คนจึงพากันคิดว่าฮ่องเต้คังซีโปรดปรานพระโอรสรูปงามแสนเงียบขรึมผู้นี้ พากันให้ความเคารพยำเกรงอย่างสูงและคาดเดาว่าเจ้าของวังยงหวังฝูแห่งนี้จะได้เป็นนายของราชวังต้องห้ามคนต่อไป
แต่อิ้นเสียงรู้ดีว่าไม่เป็นเช่นนั้น
พี่สี่ไม่เคยแยแสลาภยศสรรเสริญ แม้จะได้รับตำแหน่งเหอซั่วชินหวังซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์ชั้นสูงที่สุดเทียบเท่าผู้ครองแคว้นประเทศราช แต่อิ้นเจินกลับไม่ต้องการเลยสักนิด ยิ่งถูกมองว่าได้รับความโปรดปรานมากก็ยิ่งมีภัยมาก ทุกวันนี้องค์ชายสี่ทำได้แค่เพียงต้านทานกระแส สร้างเกราะกำบังไว้เพื่อแสวงหาความสงบให้แก่ตนเอง แต่นับวันจะยิ่งทำได้ยากขึ้นทุกที
“หวังเย๋... ตอนนี้อากาศเย็นจัดแล้ว สวมเสื้อคลุมอีกชั้นเถอะนะเพคะ”
จวินอี้ พระชายาเอกขององค์ชายสี่ประคองเสื้อคลุมขนสัตว์มาให้สวามี จวินอี้เป็นหญิงงามหน้าตาหมดจด นิสัยอ่อนโยนน่ารักและเป็นธิดาของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ผู้ควบคุมดูแลกองธงขลิบเหลือง นางมีเอกลักษณ์เป็นกลิ่นกายหอมหวานนุ่มนวล หากฮ่องเต้คังซีต้องการยกตัวอย่างสะใภ้ที่เพียบพร้อมครั้งใด ชื่อของจวินอี้ต้องหลุดออกจากพระโอษฐ์ทุกครั้งไป
“คารวะอาซ้อ”
“น้องสิบสามไม่ต้องมากพิธีหรอก รับเสื้อคลุมไปสวมด้วยสิ หากท่านไม่สบายไปพระชายาสิบสามจะเป็นห่วง” จวินอี้มีน้ำใจนำเสื้อคลุมอีกตัวมาเผื่อน้องสามี อิ้นเสียงจึงรับน้ำใจไว้ “หม่อมฉันสั่งให้โรงครัวทำกับแกล้มไว้แล้ว อีกสักครู่จะให้เด็กยกมาส่ง พวกท่านพูดคุยกันไปเถอะนะเพคะ หม่อมฉันไม่รบกวนแล้ว”
“ขอบคุณอาซ้อ”
“เจ้ารีบไปพักเถอะ สองสามวันนี้เจ้าวิ่งวุ่นเข้าวังตลอด ลำบากเจ้าแล้ว”
“ช่วงนี้อาการประชวรของเสด็จแม่เต๋อเฟยกำเริบขึ้น หม่อมฉันเป็นสะใภ้ต้องดูแลเสด็จแม่ให้ดี ไม่ลำบากอะไรเลยเพคะ” จวินอี้ยิ้มอ่อนโยนพลางผูกเชือกเสื้อคลุมขนสัตว์ให้สวามีด้วยแววตารักใคร่เทิดทูนสุดหัวใจ องค์ชายสี่อิ้นเจินนับเป็นเอกบุรุษโดดเด่นในใต้หล้า ทรงเชี่ยวชาญตำราการปกครองรอบรู้เป็นอย่างยิ่ง ฝีมือการขี่ม้าเก่งฉกาจและสง่างามอย่างหาผู้ใดเทียบเทียม ทุกองคาพยพแข็งแกร่งราวกับหลอมรวมออกมาจากศิลา จวินอี้จึงไม่เคยสัมผัสเนื้อแท้ของชายผู้เงียบขรึมคนนี้เลยสักนิด มือบอบบางที่แตะบนแขนเสื้อของเขาจึงค่อยๆ ถอยกลับมา
“ท่านพ่อของหม่อมฉันเพิ่งส่งใบชาหลงจิงจากหางโจวมาให้จำนวนหนึ่ง หม่อมฉันคิดว่าจะแบ่งไปถวายไทเฮาด้วยดีมั้ยเพคะ”
“ขอบคุณ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
รอยยิ้มอ่อนหวานของจวินอี้จางหายไปวูบหนึ่งก่อนจะแข็งใจยิ้ม องค์ชายสี่ปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพนุ่มนวล ไม่มีอะไรบกพร่อง แต่จวินอี้รับรู้ได้ถึงช่องว่างที่พระองค์ขีดเส้นไว้ ทรงให้เกียรตินางในฐานะพระชายาเอกซึ่งได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ มิใช่ในฐานะภรรยา
จวินอี้หวังว่าเขาจะเปิดใจให้นางบ้าง แต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น
นางต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเขา ไม่นับรวมพระชายารองกับบรรดาภรรยาน้อยจากตระกูลขุนนางพ่อค้าทั้งหลายที่ประสงค์เช่นเดียวกัน ตำแหน่งพระชายาเอกสร้างความกดดันให้จวินอี้ต้องเร่งมีทายาทสืบทอดสกุลก่อนหญิงอื่นเพื่อเสริมความมั่นคง ป้องกันมิให้ชายารองคนอื่นๆ ข้ามหัวนาง แต่จวินอี้ได้แต่ถอนหายใจ ไม่คิดสู้รบปรบมือเพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของนาง
หลังจากที่จวินอี้จากไปพร้อมสาวใช้แล้ว อิ้นเสียงจึงหันมาสบตาและยกยิ้มให้พี่ชาย
“อาซ้อรักพี่สี่มากเลยนะ”
ยงชินหวังแห่งยงหวังฝูหัวเราะแผ่วเบา เป็นน้ำเสียงที่ทำให้หญิงสาวทุกคนคลั่ง “นางเป็นภรรยาที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์ ทั้งรูปโฉม ฐานะทางตระกูลกองธงหลักมีฐานอำนาจในท้องพระโรง นางไม่มีข้อบกพร่องใดๆ”
หญิงทุกคนในใต้หล้าล้วนปรารถนาตำแหน่งชายาเอกของยงชินหวังรูปงาม จวินอี้เป็นผู้เดียวที่ทำสำเร็จผ่านการแนะนำจับคู่ดูตัวโดยฮ่องเต้และอดีตฮองเฮา เขาไม่อาจปฏิเสธนางได้
“แล้วเหตุใดถึง... เอ้อ... ช่างเถอะ”
อิ้นเสียงมองออกว่าพี่ชายมิได้มอบหัวใจให้หญิงคนใด เหล่าภรรยาในจวนหวังเย๋เกินกว่าครึ่งเป็นเพียงภรรยาในนามซึ่งพี่ชายรับพวกนางเข้าจวนตามมารยาท ส่วนอีกครึ่งนั้นจวินอี้เป็นผู้จัดหามาเอาใจ ไหนจะหญิงงามมากมายที่รอต่อแถวหาทางเข้ามาอยู่ในจวนกันมิได้ขาด องค์ชายสิบสามจึงแหงนหน้ามองดวงดาววาววับบนผืนราตรี ส่วนอิ้นเจินมองดาวด้วยแววตาดุดัน เพ่งมองดาวส่องประกายเจิดจรัสดวงหนึ่ง แสงดาวปรากฏในเสี้ยวนาทีก่อนวูบหายไปทางทิศใต้
“หากอาซ้อมีลูกชายให้ท่าน พวกท่านก็คงจะรักกันเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ พี่สี่ก็ล้วนมีความรู้แตกฉานไปเสียหมด มีแต่เรื่องผลิตทายาทนี่แหละที่ท่านโง่งมยิ่งกว่าผู้เฒ่าเสียอีก ตอนนี้แม้แต่พระชายาของน้องยี่สิบสองก็กำลังตั้งครรภ์แล้วเลย เขาอายุเพียงแค่สิบหกด้วยซ้ำ”
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”
อิ้นเจินกระดกเหล้าดื่มอย่างไม่ใคร่สนใจนัก ก่อนที่อิ้นเสียงชี้ดาวดวงหนึ่งให้พี่ชายดู เป็นดวงเดียวกับที่อิ้นเจินกำลังมองเขม็ง “ดูนั่นสิ มีดาวตกเกิดขึ้นข้างดาวประจำกายของท่าน แปลกจริง”
“ดาวคู่ครอง” อิ้นเจินพึมพำเบาๆ
“หมายถึงอาซ้อใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ ดาวของจวินอี้อยู่ทิศตรงข้าม”
อิ้นเสียงสบโอกาสรีบทิ้งไหสุรา ประสานมืออธิษฐานทันที “ชายารองของข้าบอกว่ายามใดที่ดาวตกปรากฏ หากตั้งใจอ้อนวอนขอสิ่งใดย่อมได้ตามปรารถนา”
“นี่เป็นเรื่องไร้สาระของพวกผู้หญิง ตั้งแต่ลูกสาวของเจ้าคลอด เจ้าชักจะนุ่มนิ่มขึ้นทุกที” แม้พี่ชายจะไม่สนใจการปรากฏของดาวตก แต่อิ้นเสียงยังคงตั้งอกตั้งใจอธิษฐานไม่หยุด ยงชินหวังเจ้าของดาวประจำกายจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความแปลกใจ “ปกติแล้วเจ้าไม่สนใจเรื่องหยุมหยิม เจ้าอธิษฐานขออะไรจากดาวดวงนั้น”
“พี่สี่จะอยากรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านไม่เชื่อนี่นา”
“มาดื่มเหล้าของข้าแล้วยังกล้าตีฝีปากอีก บอกมาเร็ว”
ใบหน้าขององค์ชายสิบสามมีรอยยิ้มทีละน้อยขณะลืมตาขึ้น รอยยิ้มนั้นช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้าย “ข้ากำลังขอนางในดวงใจให้ชีวิตท่านครึกครื้น... นางเป็นสาวสวยงดงามหยาดฟ้า ไม่สิ... นางจะต้องงามบาดตาบาดใจและเปี่ยมล้นด้วยไหวพริบชาญฉลาด นางจะมาพร้อมกับคำว่า ‘ไม่!’ ใส่หน้ายงชินหวังผู้เย็นชา ทำให้ท่านคลุ้มคลั่งด้วยไฟรักร้อนรุ่ม อา... พี่สี่ ข้าจะเฝ้ารอชมด้วยความตั้งใจยิ่ง”
อิ้นเจินหลุดหัวเราะก่อนจะเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าทางทิศใต้นั้น “เจ้าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียแล้ว เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกนะ”
อิ้นเสียงชูไหสุราขึ้น “รอดูไปก็แล้วกัน”
หลิวหลานรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ประคองป้านชาเทน้ำชาถวายโดยยื่นให้ตามปกติ แต่หรงเฟยตวัดสายตาคมกริบจับจ้องก่อนจะระบายยิ้มนุ่มนวล “เจ้าคิดเห็นเรื่องตงกั๋วว่าอย่างไรบ้างเล่า”“หม่อมฉัน...” หลิวหลานประหม่ากลัวจนถ้วยชาสั่น“ตัวเจ้าอยู่ในวังมานาน น่าจะรู้ธรรมเนียมดีไม่ใช่หรือว่าฮ่องเต้เสวยยา อำมาตย์ต้องชิมก่อน พ่อป่วยจะกินยา ลูกก็ต้องชิมก่อน เจ้าเป็นคนใกล้ชิดของข้า เหตุใดจึงไม่ชิมเสียก่อนเล่า”“ขอทรงอภัย หม่อมฉันโง่เขลา ต่อไปจะไม่กล้าละหลวมอีกแล้วเพคะ” หลิวหลานรีบดื่มชาจนหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรงเฟยจึงหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู“เด็กโง่เอ้ย ข้าหยอกนิดหน่อยถึงกับกลัวจนลนลาน ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน เจ้ามานวดไหล่ให้ข้าหน่อยสิ”“เพคะ” หลิวหลานหันไปปลดผ้าม่านไหมบังตาทั้งสามชั้น ก่อนจะคลานเข่าเข้ามาบีบนวดคลายเมื่อยล้าถวาย หลิวหลานเกรงว่าตนเองจะพลอยถูกระแวงสงสัยไปด้วยจึงสงบปากสงบคำและไม่กล้าถามให้มากความอีก หลิวหลานนวดคลายเส้นถวายอย่างตั้งอกตั้งใจและน้อมกายทูลลาเพื่อให้นายหญิงพักสาย
จนกระทั่งวันนี้มีข่าวดีส่งมาถึง“จริงหรือ? เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ”“จริงขอรับ ข้าพูดจริงๆ เกิงเหยาทำงานดีมีฝีมือ หัวหน้าก็เลยสนับสนุนให้ก้าวหน้า ย้ายไปสังกัดกองบัญชาการกองธงเหลือง ตอนนี้เขาได้เป็นถึงนายกองทหาร ดูแลทหารในมือพันคน คุมเมืองเปี้ยนเหลียง สถานการณ์ศึกไม่สู้ดีนัก เบื้องบนจึงคำสั่งด่วนให้เขารีบออกเดินทางไปคุมทัพโดยทันที”หลิวหลานรับทราบข่าวดีนี้ถึงกับลืมตัวยิ้มกว้างออกมาและรับจดหมายที่เหนียนเกิงเหยาฝากไว้ก่อนไปจากเมืองหลวง เขียนสั้นๆ ด้วยลายมือโย้เย้หวัดห้วนว่า ‘รอข้ากลับมา’หัวใจอันเย็นเยียบของหลิวหลานกลับมาเต้นกระหน่ำด้วยความสุขใจหาใดปาน คำแค่ไม่กี่คำที่เขาลงมือเขียนทำให้โลกใบนี้สดใสอย่างน่าอัศจรรย์ นางไม่หัวเราะลายมือขี้เหร่ของเขาเพราะรู้ว่าคนหยาบๆ ปอนๆ ไม่รู้หนังสืออย่างเขาพยายามถึงที่สุดแล้วหญิงสาวกอดกระดาษจดหมายแนบอก อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว หลิวหลานนึกอยากจะส่งข้าวของให้คนรัก จึงรีบขอปันผ้าฝ้ายจากเพื่อนๆ ในตำหนักมาปักเย็บ ทำผ้าห่มอุ่นๆ และเสื้อใหม่หนาๆ สักสามตัวส่งไปให้เขาที่ชายแดน
“ตงกั๋ว! น้ำชาของข้ายังไม่ได้อีกรึ?!”เหลียงเฟยตกอยู่ในทะเลไร้ฝั่ง มองหาหนทางใดไม่เจอและไม่มีผู้ใดให้หันหน้าพึ่งพิงได้ หัวอกจึงพลอยว้าวุ่นร้อนรนไปหมด พระนางกระวนกระวาย เดี๋ยวนั่งเดี๋ยวลุก ครุ่นคิดหาวิธีช่วยเหลือพระโอรสอย่างสุดความสามารถ เหลียงเฟยนึกจะไปขอเข้าเฝ้าคังซีหลายครั้ง แต่ก็หวั่นเกรงว่าจะเป็นผลเสียหนักขึ้น “โปรดทำพระทัยให้สงบเถิดเพคะ ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น ฝ่าบาทก็มิได้รับสั่งถึงอีก โปรดวางพระทัยเถิดเพคะ” ตงกั๋วก้าวเข้ามาพร้อมน้ำแกงบำรุงร่างกายและชารากบัว จัดแจงเทถวายและบีบนวดให้เหลียงเฟยคลายความตึงเครียด แต่เหลียงเฟยรู้ดีว่าวังหลวงยิ่งเงียบ นั่นแปลว่ายิ่งอันตราย ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสงครามประสาท แม้ว่าจะป้ายสีและฆ่าปิดปากจูไจ้เฟิงไปแล้ว แต่ว่าคังซีก็ย่อมรู้ว่าวังหลังแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงริษยา เพราะฉะนั้นพระองค์ต้องทรงทราบแน่ๆ ว่าองค์ชายแปดทำอะไรลงไป&nbs
“ตอนนี้สิ่งเดียวที่ข้าคิดถึงคืออนาคตของเรา”“อะ...อนาคตของเรา?... หมายถึงครอบครัว?”“ใช่ และข้าก็คิดอยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นว่าจะทำยังไงให้ลูกของข้าเข้าไปอยู่ในท้องเก๋อเก๋อเสียที”เขาพูดไปพลางปรือตาอย่างคนกำลังคลื่นเหียนไปพลาง แต่เสือมันกำลังหิวเนื้อมันก็ต้องกินเนื้อ นาราจึงยันปลายคางของเขาไว้ให้ถอยห่างออกไป “Stop! นี่แกล้งหาเรื่องเปลี่ยนประเด็นเรื่องในวังอยู่ใช่รึเปล่า”เขาจือปากและพูดหน้าตาเฉย “เปล่า ไม่ได้แกล้ง นี่เอาจริง”“อย่าเพคะ... ตอนนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวลูกอาจจะกลับเข้ามา” นาราปัดมือหยาบกระด้างของเขาออกไป แต่ว่าอย่างไรเขาก็มิฟัง เสื้อตัวนอกของนางหลุดลุ่ย สายเอี๊ยมถูกดึงออกและรั้งลงมากองที่เอว ท่อนแขนแข็งแรงโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางดื่มด่ำความงดงามเปล่าเปลือยตรงหน้า อิ้นเจินจูบฝังรอยจนเป็นรอยแดงระเรื่อเหนือทรวงอกและขบเม้ม“เจิน...” ร่างแกร่งกร้าวดุจภูผาศิลาเลื่อนปลายนิ้วลงมาตามหน้าท้องเรียบแบน แตะต้องสัมผัส ใช้ท้องนิ้วโป้งถูไถเย้าแหย่และสอดไซ้ขยับถ
“ไหนๆ ขอพ่อชิมหน่อย”อิ้นเจินนั่งอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ และรีบนำกระดาษที่กำลังเขียนไปแอบ ก่อนจะคีบตะเกียบชิมบ๊ะจ่างแบบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แน่นอนว่าเขาคีบกินแต่แปะก๊วยอีกแล้ว แถมด้วยอาการอาเจียนอีกระลอกใหญ่ รีบโบกมือให้ยกบ๊ะจ่างออกไปให้หมด นาราจึงสั่งให้เจียวเจียวรีบไปต้มน้ำขิงร้อนๆ มาถวาย สองสามวันนี้เขาก็ดูแข็งแรงดีขึ้นแล้ว แต่ตอนนี้ตัวเปื่อยยิ่งกว่าเก่า“เสด็จพ่อไม่ชอบบ๊ะจ่างของตวนรั่ว” ตวนรั่วร้องไห้โฮ น้ำตาร่วงเผาะๆ ลำบากสูเชิ่นต้องคอยปลอบอีก อิ้นเจินจึงแข็งใจกินพลางฝืนยิ้ม“เมื่อครู่พ่ออร่อยจนสำลักต่างหาก นี่ไง อร่อยมากเลยลูก ฝีมือเก่งกันจริงๆ”“จริงนะเพคะ งั้นเสด็จพ่อทานอีกเยอะๆ เลย” เด็กหญิงทั้งสองแย่งกันคีบบ๊ะจ่างให้ยงชินหวังกินจนเกือบหมด นารานึกชมที่เขายอมอดทนเพื่อถนอมน้ำใจเด็กๆ เรียกรอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะให้สองสาว กว่านาราจะปลุกปลอบให้เด็กๆ กลับมาร่าเริงอีกครั้งก็เรียกว่างัดทุกกระบวนท่าออกมาใช้ อิ้นเจินจึงร่วมช่วยด้วยเป็นอย่างดี พอบ๊ะจ่างหมดแล้วสองพี่น้องจึงถวายบังคมลาและจูงมือกันออกไป กะว่าจ
“ฮ่องเต้... เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง”หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากงานเฉลิมฉลอง ไทเฮาทรงมีรับสั่งถามสั้นๆ ขณะทรงเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนแท่นบรรทม และจิบชารากบัวรสขมขื่นอย่างเชื่องช้า สีพระพักตร์ของหญิงชราแม้ว่าจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่แววพระเนตรหม่นเศร้า เช่นเดียวกับคังซีที่ยังคงมีแรงกริ้วในดวงพระเนตร บนโต๊ะข้างพระวรกายมีตะเกียงปล่อยควันกำยานกลิ่นไม้จันทน์หอม ตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนขึ้นสูงกลางฟ้า อากาศร้อนแผดเผา แม้แต่จางกงกงก็ยังมิกล้าเงยหน้าขึ้นมาโดยไม่จำเป็น“ลูกจะต้องจัดการอวี๋โยวเป็นคนแรก”“อวี๋โยวคนเดียวคงไม่พอหรอกนะ” ไทเฮาเอ่ยเรียบๆ “องค์หญิงแห่งต้าชิงถูกลอบวางยาพิษจนตายเช่นนี้ หากเรื่องเผยแพร่ออกไปจะกระทบต่อเกียรติภูมิของเจ้า ตอนนี้ศึกทางเหนือยังไม่สู้ดี เราจะให้ขวัญกำลังใจของทหารสั่นคลอนไม่ได้”“กราบทูลไทเฮา... เหลียงเฟยมาขอเข้าเฝ้าเพคะ” หยงมามาทูลบอก เหรินเซี่ยนหวงไทเฮาจึงเลื่อนมือ ส่งถ้วยชาคืนให้หยงมามา มุมปากมีรอยยิ้มน้อยๆ“ดูท่าว่านางต้
บทที่ 4 ดักกระรอก เฮ้อ เกือบไปแล้ว! นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจา
นาราพิจารณาความหล่อขององค์ชายเพลินๆ ก่อนจะเห็นบ่าวไพร่หอบเซ็กซ์ทอยที่นางทำหล่นไว้วางกองอยู่เบื้องหน้าองค์ชาย แม้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างบรรจุอยู่ในกล่องปิดผลึกเรียบร้อยดี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ควรเอามาเทกลางแจ้งเฮ้ยๆ อย่าจับๆ นั่นมันห่วงหรรษา... ส่วนไอ้นั่นดิลโด้รูปแตงกวา อ๊าย...
“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ
บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร







