Masukตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย
เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้าเปิดกว้างปลอดโปร่ง ดอกบัวที่ปลูกในอ่างยักษ์เบื้องหน้าตำหนักพากันสดชื่นส่งกลิ่นหอมอ่อนโยนไปตามสายลม ตำหนักเหยียนชีกงสงบร่มเย็นแต่ทว่าตื่นพร้อม นกขมิ้นสองตัวบนต้นหลิวส่งเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะโผบินจากไปเมื่อนาราลืมตาพรึ่บ!
ปวดหัวฉิบ!
นารานอนแผ่อยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบกลางสวนกระถางบัว สิ่งแรกที่นาราเห็นคือแสงอาทิตย์อันแสนสดใสอบอุ่น กระแสลมหอมหวานมีกลิ่นชื้นฝน รูปหินแกะสลักและภูเขาจำลอง ประดับประดาด้วยต้นกล้วยไม้ผลิดอกออกช่อยาวเป็นศอกชวนมอง
แสงตะวันช่างอบอุ่นจังเลย... ดวงตาคู่งามเล็กๆ กลอกไปมาอย่างระมัดระวังเมื่อมีเหล่าผีเสื้อบินวนไปมารอบตัวนาง สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในยุคสมัยของนารานานแล้ว การที่ได้กลับมาสัมผัสความงามเรียบง่ายของธรรมชาติอีกครั้งนับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
นาราหยัดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ตรวจสภาพร่างกายตนเองว่าไม่มีอะไรบุบสลาย ผ้าซิ่นกับสไบเฉียงที่นางสวมใส่ยังสวยปิ๊งพร้อมเฉิดฉาย นาราตรวจปีคริสตศักราชว่าถูกต้อง ก่อนจะรีบปัดเนื้อปัดตัว เตรียมพร้อมพบหน้าคนในครอบครัวของเจ้าพระยาวิชิต ขั้นแรกที่นางต้องทำคือรีบซัดลำแสงจากพลอยสีแดงเพื่อแทรกแซงความทรงจำและเข้าสวมรอยเป็นบุตรีเจ้าพระยา ทำงานแล้วกลับบ้านรับทรัพย์...
กรุงศรีอยุธยาจ๋า นางสาวนารามาเยือนแล้ว
มาแล้ว...
แล้ว...
นาราชะงัก... ไม่มีวัดไม่มีวังอยุธยา ไหงจึงกลายเป็นตำหนักเก๋งจีนล่ะ!! ขนแขนของนางลุกซู่เกรียวกราวเมื่อค้นพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางหมู่ตำหนักอันงดงามเรียบง่าย ดวงตากลมโตเบิกมองป้ายชื่อตำหนัก แม้จะอ่านไม่ออกแต่ตัวอักษรบนป้ายนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของผู้ปกครองแผ่นดินต้าชิง ปกปักษ์ด้วยรูปแกะสลักสิงโตหินสูงท่วมศีรษะ สะท้อนความน่าเกรงขามออกมาจนนาราใจคอไม่ดี
“แล้วๆๆๆๆๆ เอาแล้วกู”
ร่างบางไม่รอช้า รีบถลกซิ่นปีนภูเขาจำลองเพื่อมองมุมสูง สังเกตเห็นแนวกำแพงสูงเสียดล้อมรอบพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะแนวรั้วสีแดงสดหรือกระเบื้องหลังคาน้อยใหญ่ล้วนส่องประกายท้าทายแสงตะวัน มีผู้คนแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบในวังโบราณเดินกันขวักไขว่ ที่นี่คือเมือง? ไม่... เลือดในกายของนาราพลันเย็นเฉียบเมื่อสังเกตเห็นตำหนักด้านหน้าขนาดใหญ่ตระการตา หลังคาซ้อนสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องสีทองซึ่งเป็นสีเฉพาะขององค์ฮ่องเต้เท่านั้น
ตำหนักไท่เหอ ตำหนักสำหรับออกว่าราชการของฮ่องเต้
ที่นี่คือพระราชวังต้องห้าม กู้กง!
ตัวนางพลันรู้สึกเล็กจ้อยไม่ต่างอะไรจากเศษธุลีเล็กๆ ท่ามกลางราชวังอันใหญ่โตสลับซับซ้อน ดวงตากลมโตเบิกมองไปรอบๆ อย่างตื่นตะลึง ความเคร่งขรึมน่าเกรงขามของสถานที่แห่งนี้กดดันให้นาราทำอะไรไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบกดสัญญาณระบุพิกัดของตนเอง ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปยังห้องวิจัย
รอแล้วรอเล่า รอจนเศร้าเขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมา...
นาราคว้าชายสไบมาขยำ ยังไม่รู้ว่าร่วงหล่นมาสู่แผ่นดินนี้ในช่วงสมัยใด ไม่รู้เลยว่าพิกัดตำหนักนี้อยู่จุดไหนในพระราชวังอันกว้างใหญ่ซึ่งมีตำหนักน้อยใหญ่และห้องหับถึง 9,999 ห้อง ตัวเลขที่ปรากฎบนสร้อยข้อมือระบุปีคริสตศักราชถูกต้องตรงกับที่พ่อบอก แต่พิกัดเป้าหมายปลายทางกลับเพี้ยนไป ด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์จีนที่พอหลงเหลืออยู่ในสมอง นารานับนิ้วไปมา บวกลบคูณหารในใจ... ช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ตรงกับ...
คังซี!
นารากุมขมับ กูอยากจะบ้าตาย
หญิงสาวเดินวนไปวนมารอบภูเขาจำลองนั่นจนพื้นแทบสึก ชะเง้อมองหาความช่วยเหลือรอบแล้วรอบเล่าเหมือนเด็กกำลังรอพ่อแม่มารับ ตอนนี้สัมภาระติดตัวมีชิ้นเดียวคือกระเป๋าสี่มิติต้นแบบจากโดราเอมอน ดังนั้นจะใส่ของกี่ชิ้น จะเล็กจะใหญ่ก็ใส่ได้รวมอยู่ในนี้หมด ตำแหน่งกระเป๋าสี่มิติอยู่ที่พุงเหมือนโดราเอมอนเลย ไหนดูสิ... พ่อใส่อุปกรณ์ฉุกเฉินมาให้รึเปล่า
“อะไรเนี่ย... ตุ๊ดตู่ปลอม” มือขาวเนียนล้วงหยิบของ เจอท่อนซิลิโคนจำลองอาวุธของท่านชาย นาราก็เหวี่ยงทิ้งลงน้ำ แขยงมือ
“ถุงยางสี่สิบกล่อง!”
“ที่ตรวจครรภ์ บ้าไปแล้ว! นี่ฉันกลายเป็นเซลล์ขายเซ็กซ์ทอยไปแล้วเรอะ” นารารื้อของเพิ่มก็เจอแต่ของลามก เวรของเวรกรรม อุปกรณ์ในกระเป๋าก็ไม่มีกินประทังชีวิตอะไรนอกจากเซ็กซ์ทอย อาหารเม็ดที่พ่อบอกให้พกมานาราก็ดันหยิบออก
ฝนบ้าก็ดันตกลงมาอีก
ฉิบหายของจริงล่ะทีนี้... นารานั่งทรุดน้ำตาไหลย้อย เนื้อตัวเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด จังหวะนั้นถ้ามีขันทีหรือนางกำนัลประจำตำหนักเดินผ่านมา นาราก็ต้องหอบข้าวของทั้งหมดแล้วถลกซิ่นหนี จะทิ้งของก็ทิ้งไม่ได้เพราะเกรงว่าถ้าใครมาเจออาจจะเกิดปัญหา นางหลงมาอยู่ผิดยุคก็ว่าน่าสงสารแล้ว ยังต้องโกยของพวกนี้ติดตัวไปด้วยยิ่งซ้ำเติมชีวิตหนักขึ้นไปอีก หรือนางควรจะหันไปเอาดีด้านเปิดแผงขายของเสียวพวกนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยวะ
นารามึนตึ้บ อยู่ดีๆ ชีวิตเปลี่ยน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนจึงนั่งกอดเข่าหลบผู้คนในเงาไม้ อารมณ์เหมือนเด็กถูกไล่ออกจากบ้านไม่มีผิด จากนี้ไปจะกินจะอยู่ยังไง จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้กลับบ้าน คำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบไม่ได้ เจริญพร...
“ว.หนึ่งเรียก ว.สอง ตอบด้วย ตอบด้วย...” นาราพยายามอยู่ใกล้ๆ ตำแหน่งเดิมใกล้ภูเขาจำลอง รอสัญญาณเรียกตัวกลับ เผื่อว่าจะมีใครเมตตาหาทางพากลับบ้าน
ตอนที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่นั้นเอง นาราสังเกตเห็นสตรีวัยกลางคนหน้าตางดงามคนหนึ่งกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลาเล็กๆ ภายในตั้งรูปปั้นพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม จุดกำยานไม้จันทน์หอมช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง สตรีผู้นั้นแต่งกายสีเทาเรียบๆ ธรรมดา ในมือถือลูกประคำ ไม่สวมเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของนางไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มแต่ยังคงดูอ่อนโยนนุ่มนวลและเยือกเย็นราวกับต้องการละทางโลกอยู่ทุกลมหายใจ ใกล้กันนั้นมีสตรีอายุสูงวัยกว่ายืนรออยู่ด้านนอกศาลา ท่าทางของหญิงนางนี้เข้มงวดมาก ดูได้จากบรรดานางกำนัลตัวเล็กๆ ที่กลัวเสียหัวหด
“+%#*M$^B]l;./q!W”
พวกเขาคุยกันด้วยภาษาฮั่น นาราฟังไม่ออกจึงล้วงของจากซอกอก หยิบวุ้นแปลภาษาออกมา กินปุบ นาราก็ฟังพูดอ่านเขียนภาษาของพวกเขาได้ทันที
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”
[1] แปลว่าเทพธิดา เป็นคำใช้เรียกพระสนมในตำหนักหลักและมีตำแหน่งตั้งแต่ผินขึ้นไป
[2] กูกู เป็นคำที่ใช้เรียกนางกำนัลรุ่นอาวุโส
บทที่ 22 วาจาฆ่าคนได้ชนิดไร้เลือดตกเพล้ง!! “ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า ไป๊!!”มู่กุ้ยเหรินอาละวาดด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ขว้างปาถ้วยยาบำรุงและด่ากราดใส่นางกำนัลที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เดิมทีนางเป็นสนมชั้นกุ้ยเหรินก็โดนดูถูกดูแคลนพออยู่แล้ว แต่บัดนี้นางตกเป็นผู้ถูกกักขังภายในห้องท้ายตำหนักเล็กๆ ของพวกสนมชั้นฉางไจ้ โดนดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นานาและไร้คนเหลียวแล ช่างน่าสังเวชยิ่งนักมู่กุ้ยเหรินวันๆ เอาแต่ร่ำไห้ทุกข์ทน นางต้องโดนสนมต่ำศักดิ์กว่ารังแกไม่พอ ความเป็นอยู่ยังอัตคัตคับแคบ ยามกลางวันห้องจะร้อนดุจไฟ ยามกลางคืนห้องจะเหน็บหนาวเสียดแทงกระดูก หลังจากเหตุการณ์ฟ้าถล่มในวันนั้น บรรดาบ่าวไพร่ที่เคยมีเคยห้อมล้อมต่างฉกฉวยข้าวของแล้วจากไปรับใช้นายคนอื่น สมบัติที่มู่กุ้ยเหรินเหลืออยู่มีเพียงเครื่องประดับบรรจุในกล่องไม้เล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มู่กุ้ยเหรินกอดมันไว้เพื่อเก็บให้ลูกและร่ำไห้ตลอดเวลา รู้ตัวดีว่าโชคลาภได้เดินหนีไปจากชีวิตนางหมดสิ้นแล้ว“
ปกติยงชินหวังอิ้นเจินก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้ว จู่ๆ กลับเร่งโหมงานเพิ่มขึ้นราวกับมีเป้าหมายอะไรบางอย่างในใจ เฟิงหลงไม่เข้าใจเลยสักนิดจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“หวังเย๋ ท่านเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้ว ทายาทสืบสกุลก็ยังไม่มีวี่แวว เหล่าพระชายารองเอยอนุเอยล้วนงดงามสมกับที่ท่านจวินอี้คัดเลือกมาถวาย แต่ท่านมีแต่จะหาเรื่องเฉไฉ มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ลูกน้องมาโฉบชายากับอนุไปทีละคนสองคน ใจกว้างเสียจนชาวบ้านนินทาขบขัน”“เด็กๆ พวกนั้นเขารักกันชอบกัน อีกอย่างข้ารับพวกนางเขาจวนมาปกครองดูแลเฉยๆ ไม่ได้ร่วมหอ ข้าจะไปขัดขวางความรักของพวกเขาทำไมเล่า”“ท่านไม่ใช่ชายโสดมาตั้งแต่อายุสิบสามแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ จะมัวหวงเนื้อตัวไปเพื่อใครกัน”อิ้นเจินไม่ได้ฟังที่พ่อบ้านบ่น เพราะสมองยังครุ่นคิดแต่เรื่องงาน งานที่กำลังทำรุดหน้าไปมาก แต่เขาไม่มีเวลาอีกแล้ว... ต้องเร่งงานให้เร็วกว่านี้อีก บุรุษหนุ่มรูปงามจิบชาเงียบๆ เพียงลำพัง เสี้ยวพักตร์กร้าวแกร่งทอดมองดวงดาว ตั้งใจจะพักสมองชั่วครู่แล้วค่อยลุยงานต่อ“หากทรงต้องการอะไร ทรงเรียกใช้กระหม่อมได้ทุกเมื่อพ่
“ใช่ๆ ข้ากับเทียนจื้อเองก็แอบคบกันอยู่ ข้าเข้าใจดีว่ากว่าจะได้เจอกันมันลำบากแค่ไหน ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย เจ้าวางใจได้” ซื่อจื่อรีบปลอบหลิวหลานให้คลายกังวลพร้อมร้องขอให้นาราช่วยหาวิธีให้คนคู่นี้สมปรารถนา นาราก็ได้แต่ถอนใจเพราะไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ปัญหาหัวใจของนางเองก็ยุ่งเหยิงและไร้ทางออกพอกัน ------------หลายวันนี้จวินอี้ทานข้าวได้เพียงนิดเดียว ตะเกียบของนางก็หยุดนิ่ง ใบหน้าซีดเซียวอย่างคนทุกข์ใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแต่หัวใจของจวินอี้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาหนาวเหน็บ อ้างว้างไร้ทางออก จวินอี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหล่าสนมในวังถึงชื่นชอบขนมหวานบาดลิ้นกันยิ่งนัก นั่นเป็นเพราะหัวใจของพวกนางขมขื่นจนต้องหาของหวานมาชดเชยนั่นเอง“ชมเบญจมาศดูสิเพคะ หวังเย๋ทรงสั่งให้คนงานปลูกไว้เต็มสวน หม่อมฉันขอตัดดอกมาประดับห้อง งามยิ่งนักเพคะ” จินจูไม่อยากให้เจ้านายซึมเซาในห้องทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ จึงพยายามสรรหาของสวยๆ งามๆ เพื่อดึงดูดใจพระชายาให้สดชื่นบ้าง “ดอกสีขาวนั่นชื่อมั่ง
“เราไม่มีเวลาส่งน้ำรอบใหม่แล้ว จะทำอย่างไรกันดีเล่า”“คงต้องกราบทูลฝ่าบาทตามจริงแล้วล่ะ”“ไอ๊หยา หากฝ่าบาทพิโรธ หัวข้าก็ได้หลุดจากบ่าน่ะสิ” เจ้ากรมพิธีการหน้าซีดใจสั่น ปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วกรม เหล่ากงกงตัวเล็กตัวน้อยนั่งกันไม่ติด นาราเองก็ได้ยินได้ฟังความทุกข์ร้อนของกงกงทั้งสอง แต่ตอนนี้สมองของนางปิดระบบการทำงาน ร่างบางจึงเดินต้อยๆ ตามหลังซื่อจื่อไปรับของที่ต้องการและกลับตำหนักโดยไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นอีก“พี่หนิงเอ๋อร์จะไม่ช่วยจางกงกงหน่อยเหรอเจ้าค่ะ”“ไม่ล่ะ ข้าเข็ดแล้ว”ซื่อจื่อละล้าละหลังเพราะช่วงที่เหยียนชีกงตกที่นั่งลำบาก จางกงกงก็ดีต่อเต๋อเฟยเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นซื่อจื่อจึงแอบกระซิบถามเพื่อช่วยจางกงกง “แล้วถ้าเป็นพี่หนิงเอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์จะทำอย่างไรเจ้าคะ” ซื่อจื่อรู้ธรรมเนียม วางเงินหนึ่งอีแปะใส่มือนารา พอได้แตะเงินสมองอันเฉื่อยแฉะก็เหมือนถูกเปิดสวิตซ์อีกครั้ง นาราคิดอยู่อึดใจก่อนตอบ“ง่ายนิดเดียว แค่เ
บุรุษร่างสูงสง่าเอนไหล่พิงเสาศิลา สองแขนกอดนางกำนัลน้อยไว้แน่น เขารู้ดีว่ามีพลังอำนาจที่ไม่อาจต้านทานจะพรากนางไปจากเขา พรากชีวิตของนาง อิ้นเจินคิดอย่างโกรธเกรี้ยวขณะมองแสงตะวันเรืองรองที่แผ่ซ่านมาจับต้องผิวกายนวลผ่อง และในที่สุดเขาก็คิดออก“ข้าคิดว่าข้าพอจะมีวิธีแก้ปัญหาให้เจ้าแล้ว”“ทำยังไงเพคะ”“ปล่อยให้เป็นธุระของข้าเอง น่าจะต้องใช้เวลาสักพัก” เขาไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้ง แววตาจับนิ่งที่นางกำนัลตัวน้อย “จำไว้แค่ว่าเจ้าต้องเป็นเมียข้า”“เอ๊ะ! หม่อมฉันไม่ยินยอมเป็นเมียของท่าน”เขาพูดต่อโดยไม่สนใจ “และข้าเป็นคนขี้หึงพอตัว”แล้วจะบอกนางทำไมวะคะ “ท่านนี่ช่างพูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าไม่ก็ไม่สิเพคะ หม่อมฉันดูแลตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องแต่งกับท่าน หากต้องการยืดชีวิตของหม่อมฉัน ขอหม่อมฉันอยู่เงียบๆ อย่างสงบ ไม่เปิดเผยตัวตนเถอะ”“แต่ข้าต้องการให้คนทั่วหล้ารู้ว่าเจ้าเป็นเมียข้า”คนผี!!ยิ่งเขาพูดนางก็ยิ่งแสดงอาการหายใจติดๆ ขัดๆ เพราะเขาโ
“แต่ถ้าแกอยู่ที่นี่ แกจะมีอันตราย ทีมสังหารกำลังจะเดินทางมาเพื่อกำจัดแกแล้ว นี่เป็นโอกาสสุดท้าย พี่ขอร้อง กลับบ้าน!” พี่แทนคุณถลึงตาดุดันใส่อิ้นเจิน อีกฝ่ายก็จ้องตากลับอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน“ข้าไม่ให้นางไป!”“แต่น้องของฉันต้องกลับ!”“พอเถอะหวังเย๋ หม่อมฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้จริงๆ หม่อมฉันไม่เสียใจเลยที่ได้เจอท่าน เวลาที่ได้คุยกับท่าน หม่อมฉันสนุกมากเลยล่ะ ยินดีที่เราเคยได้พบกันนะเพคะ ลาก่อน”“ไม่” เขากอดนางแน่นขึ้น ดวงตากร้าวกระด้างปานจะฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า น้ำเสียงที่ลอดไรฟันดุดันกร้าวกระด้างกว่าครั้งใดที่ผ่านมาในชีวิต อิ้นเจินแสดงความเป็นปรปักษ์ฉายชัดพุ่งตรงไปที่แทนคุณอย่างรุนแรง “ข้าจะไม่มีวันเสียนางไป ลองเจ้ากลับมาอีกครั้งสิ ข้าจะฆ่าเจ้า!”ชายทั้งสองจ้องมองกันอย่างตึงเครียดขั้นสุด แทนคุณโยนสิ่งหนึ่งคืนให้ สิ่งนั้นคือสร้อยพลอยของนารา“จงใช้มันปกป้องน้องสาวของฉัน” ช่องว่างมิติหดเล็กลงจนไม่สามารถเข้าไปได้อีก ก่อนที่ช่องว่างนั้นจะปิดลงโดยไม่รู้วันเปิด เสียงพี่
บทที่ 1 องค์ชาย ปีคังซีที่ 51 มวลเมฆหนาทึบทยอยโปรยปรายสายฝนกระหน่ำ สายฟ้าพลันฟาดเปรี้ยงลงบนยอดไม้จนแหลกลาญ ร่างสง่างามของชายฉกรรจ์นับสิบคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฉียนชิงกง[1] ชายรูปงามองอาจที่อยู่แถวหน้าสุดสวมใส่ชุดปู่ฝู[2]ลวดลายมังกรห้าเล็บปักบนฉลองพระองค์ไหมต่วน บ่งบอกตำแหน่งเ
“อี๋ อาหารเม็ด หนิงไปที่นู่น จะเก็บข้อมูลเรื่องอาหารการกินแล้วก็ลองชิมของอร่อยๆ ดูก็ได้ค่ะ” นาราหยิบออก พ่อหยิบเข้า“แล้วถ้าเกิดว่ากินอาหารของทางนั้นไม่ได้ล่ะ”“ไม่เห็นจะยากเลยค่ะพ่อ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไปแล้วไปหากินใหม่ รับรองเรื่องกินหนิงไม่ปล่อยให้พลาดหรอกค่ะ ถ้าพ่อกลัวหนิงเสาะท้องจนไม่
แทนคุณไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้น้องสาวซึ่งไร้ประสบการณ์มารับหน้าที่ย้อนเวลา แต่นารายืนกรานหนักแน่นมาตลอดว่าจะทำเอง แทนคุณจึงเป็นผู้เคี่ยวเข็ญน้องสาวในระยะเวลาสั้นๆ เกี่ยวกับภารกิจนี้ พร้อมย้ำเสมอว่าที่ผ่านมามีการส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังยุคอดีตหลายคนแล้ว มีถึงครึ่งหนึ่งที่หลุดไปในกระแสกาลเวลาและไม่ได้กลั
สวัสดีนักอ่านทุกๆ ท่านค่ะ นิยายที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นนิยายแนวจีนโบราณเรื่องแรกของปุ๋มค่ะ หลังจากดูละครจีนแนวอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Bu Bu Jing Xin หรือชื่อละครว่าฝ่ามิติลิขิตสวรรค์ ฉายทางช่องสาม เป็นเรื่องราวในยุครัชกาลคังซี ความคิดก็เริ่มสะสมขึ้น จนได้ดูละครเรื่อง The Legend of Zhen







