ANMELDENตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย
เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้าเปิดกว้างปลอดโปร่ง ดอกบัวที่ปลูกในอ่างยักษ์เบื้องหน้าตำหนักพากันสดชื่นส่งกลิ่นหอมอ่อนโยนไปตามสายลม ตำหนักเหยียนชีกงสงบร่มเย็นแต่ทว่าตื่นพร้อม นกขมิ้นสองตัวบนต้นหลิวส่งเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะโผบินจากไปเมื่อนาราลืมตาพรึ่บ!
ปวดหัวฉิบ!
นารานอนแผ่อยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบกลางสวนกระถางบัว สิ่งแรกที่นาราเห็นคือแสงอาทิตย์อันแสนสดใสอบอุ่น กระแสลมหอมหวานมีกลิ่นชื้นฝน รูปหินแกะสลักและภูเขาจำลอง ประดับประดาด้วยต้นกล้วยไม้ผลิดอกออกช่อยาวเป็นศอกชวนมอง
แสงตะวันช่างอบอุ่นจังเลย... ดวงตาคู่งามเล็กๆ กลอกไปมาอย่างระมัดระวังเมื่อมีเหล่าผีเสื้อบินวนไปมารอบตัวนาง สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในยุคสมัยของนารานานแล้ว การที่ได้กลับมาสัมผัสความงามเรียบง่ายของธรรมชาติอีกครั้งนับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
นาราหยัดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ตรวจสภาพร่างกายตนเองว่าไม่มีอะไรบุบสลาย ผ้าซิ่นกับสไบเฉียงที่นางสวมใส่ยังสวยปิ๊งพร้อมเฉิดฉาย นาราตรวจปีคริสตศักราชว่าถูกต้อง ก่อนจะรีบปัดเนื้อปัดตัว เตรียมพร้อมพบหน้าคนในครอบครัวของเจ้าพระยาวิชิต ขั้นแรกที่นางต้องทำคือรีบซัดลำแสงจากพลอยสีแดงเพื่อแทรกแซงความทรงจำและเข้าสวมรอยเป็นบุตรีเจ้าพระยา ทำงานแล้วกลับบ้านรับทรัพย์...
กรุงศรีอยุธยาจ๋า นางสาวนารามาเยือนแล้ว
มาแล้ว...
แล้ว...
นาราชะงัก... ไม่มีวัดไม่มีวังอยุธยา ไหงจึงกลายเป็นตำหนักเก๋งจีนล่ะ!! ขนแขนของนางลุกซู่เกรียวกราวเมื่อค้นพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางหมู่ตำหนักอันงดงามเรียบง่าย ดวงตากลมโตเบิกมองป้ายชื่อตำหนัก แม้จะอ่านไม่ออกแต่ตัวอักษรบนป้ายนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของผู้ปกครองแผ่นดินต้าชิง ปกปักษ์ด้วยรูปแกะสลักสิงโตหินสูงท่วมศีรษะ สะท้อนความน่าเกรงขามออกมาจนนาราใจคอไม่ดี
“แล้วๆๆๆๆๆ เอาแล้วกู”
ร่างบางไม่รอช้า รีบถลกซิ่นปีนภูเขาจำลองเพื่อมองมุมสูง สังเกตเห็นแนวกำแพงสูงเสียดล้อมรอบพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะแนวรั้วสีแดงสดหรือกระเบื้องหลังคาน้อยใหญ่ล้วนส่องประกายท้าทายแสงตะวัน มีผู้คนแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบในวังโบราณเดินกันขวักไขว่ ที่นี่คือเมือง? ไม่... เลือดในกายของนาราพลันเย็นเฉียบเมื่อสังเกตเห็นตำหนักด้านหน้าขนาดใหญ่ตระการตา หลังคาซ้อนสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องสีทองซึ่งเป็นสีเฉพาะขององค์ฮ่องเต้เท่านั้น
ตำหนักไท่เหอ ตำหนักสำหรับออกว่าราชการของฮ่องเต้
ที่นี่คือพระราชวังต้องห้าม กู้กง!
ตัวนางพลันรู้สึกเล็กจ้อยไม่ต่างอะไรจากเศษธุลีเล็กๆ ท่ามกลางราชวังอันใหญ่โตสลับซับซ้อน ดวงตากลมโตเบิกมองไปรอบๆ อย่างตื่นตะลึง ความเคร่งขรึมน่าเกรงขามของสถานที่แห่งนี้กดดันให้นาราทำอะไรไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบกดสัญญาณระบุพิกัดของตนเอง ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปยังห้องวิจัย
รอแล้วรอเล่า รอจนเศร้าเขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมา...
นาราคว้าชายสไบมาขยำ ยังไม่รู้ว่าร่วงหล่นมาสู่แผ่นดินนี้ในช่วงสมัยใด ไม่รู้เลยว่าพิกัดตำหนักนี้อยู่จุดไหนในพระราชวังอันกว้างใหญ่ซึ่งมีตำหนักน้อยใหญ่และห้องหับถึง 9,999 ห้อง ตัวเลขที่ปรากฎบนสร้อยข้อมือระบุปีคริสตศักราชถูกต้องตรงกับที่พ่อบอก แต่พิกัดเป้าหมายปลายทางกลับเพี้ยนไป ด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์จีนที่พอหลงเหลืออยู่ในสมอง นารานับนิ้วไปมา บวกลบคูณหารในใจ... ช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ตรงกับ...
คังซี!
นารากุมขมับ กูอยากจะบ้าตาย
หญิงสาวเดินวนไปวนมารอบภูเขาจำลองนั่นจนพื้นแทบสึก ชะเง้อมองหาความช่วยเหลือรอบแล้วรอบเล่าเหมือนเด็กกำลังรอพ่อแม่มารับ ตอนนี้สัมภาระติดตัวมีชิ้นเดียวคือกระเป๋าสี่มิติต้นแบบจากโดราเอมอน ดังนั้นจะใส่ของกี่ชิ้น จะเล็กจะใหญ่ก็ใส่ได้รวมอยู่ในนี้หมด ตำแหน่งกระเป๋าสี่มิติอยู่ที่พุงเหมือนโดราเอมอนเลย ไหนดูสิ... พ่อใส่อุปกรณ์ฉุกเฉินมาให้รึเปล่า
“อะไรเนี่ย... ตุ๊ดตู่ปลอม” มือขาวเนียนล้วงหยิบของ เจอท่อนซิลิโคนจำลองอาวุธของท่านชาย นาราก็เหวี่ยงทิ้งลงน้ำ แขยงมือ
“ถุงยางสี่สิบกล่อง!”
“ที่ตรวจครรภ์ บ้าไปแล้ว! นี่ฉันกลายเป็นเซลล์ขายเซ็กซ์ทอยไปแล้วเรอะ” นารารื้อของเพิ่มก็เจอแต่ของลามก เวรของเวรกรรม อุปกรณ์ในกระเป๋าก็ไม่มีกินประทังชีวิตอะไรนอกจากเซ็กซ์ทอย อาหารเม็ดที่พ่อบอกให้พกมานาราก็ดันหยิบออก
ฝนบ้าก็ดันตกลงมาอีก
ฉิบหายของจริงล่ะทีนี้... นารานั่งทรุดน้ำตาไหลย้อย เนื้อตัวเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด จังหวะนั้นถ้ามีขันทีหรือนางกำนัลประจำตำหนักเดินผ่านมา นาราก็ต้องหอบข้าวของทั้งหมดแล้วถลกซิ่นหนี จะทิ้งของก็ทิ้งไม่ได้เพราะเกรงว่าถ้าใครมาเจออาจจะเกิดปัญหา นางหลงมาอยู่ผิดยุคก็ว่าน่าสงสารแล้ว ยังต้องโกยของพวกนี้ติดตัวไปด้วยยิ่งซ้ำเติมชีวิตหนักขึ้นไปอีก หรือนางควรจะหันไปเอาดีด้านเปิดแผงขายของเสียวพวกนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยวะ
นารามึนตึ้บ อยู่ดีๆ ชีวิตเปลี่ยน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนจึงนั่งกอดเข่าหลบผู้คนในเงาไม้ อารมณ์เหมือนเด็กถูกไล่ออกจากบ้านไม่มีผิด จากนี้ไปจะกินจะอยู่ยังไง จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้กลับบ้าน คำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบไม่ได้ เจริญพร...
“ว.หนึ่งเรียก ว.สอง ตอบด้วย ตอบด้วย...” นาราพยายามอยู่ใกล้ๆ ตำแหน่งเดิมใกล้ภูเขาจำลอง รอสัญญาณเรียกตัวกลับ เผื่อว่าจะมีใครเมตตาหาทางพากลับบ้าน
ตอนที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่นั้นเอง นาราสังเกตเห็นสตรีวัยกลางคนหน้าตางดงามคนหนึ่งกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลาเล็กๆ ภายในตั้งรูปปั้นพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม จุดกำยานไม้จันทน์หอมช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง สตรีผู้นั้นแต่งกายสีเทาเรียบๆ ธรรมดา ในมือถือลูกประคำ ไม่สวมเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของนางไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มแต่ยังคงดูอ่อนโยนนุ่มนวลและเยือกเย็นราวกับต้องการละทางโลกอยู่ทุกลมหายใจ ใกล้กันนั้นมีสตรีอายุสูงวัยกว่ายืนรออยู่ด้านนอกศาลา ท่าทางของหญิงนางนี้เข้มงวดมาก ดูได้จากบรรดานางกำนัลตัวเล็กๆ ที่กลัวเสียหัวหด
“+%#*M$^B]l;./q!W”
พวกเขาคุยกันด้วยภาษาฮั่น นาราฟังไม่ออกจึงล้วงของจากซอกอก หยิบวุ้นแปลภาษาออกมา กินปุบ นาราก็ฟังพูดอ่านเขียนภาษาของพวกเขาได้ทันที
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”
[1] แปลว่าเทพธิดา เป็นคำใช้เรียกพระสนมในตำหนักหลักและมีตำแหน่งตั้งแต่ผินขึ้นไป
[2] กูกู เป็นคำที่ใช้เรียกนางกำนัลรุ่นอาวุโส
บทที่ 42 แท้งบุตร “หากข้าดึงตัวหวังเย๋กลับไปนอนค้างที่เรือนใหญ่บ้าง เจ้าคงจะไม่โกรธข้านะ” นารายิ้มให้คำถามนั้น “ท่านเป็นพระชายาเอกไม่ใช่หรือเพคะ เหตุใดหม่อมฉันต้องโกรธเคืองท่านด้วย หากเราทั้งสองฝ่ายปรองดองกันได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดีเพคะ” “เจ้าช่างมีน้ำใจและใจกว้างยิ่งนัก” ขณะอยู่ในรถม้า จวินอี้พยายามแสดงความมิตร นาราก็ตอบตามมารยาทและเริ่มผิดสังเกตมากขึ้นเมื่อเห็นเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากจวินอี้ นาราใช้อุปกรณ์ตรวจสสารจากลมหายใจของจวินอี้ ผลรายงานออกมาว่าเป็นจื่อเสี่ยฮวา หงฮวาตัน[1]มันคือยาขับเลือด จินจูกดดันมานาน พอรู้ว่ายาที่ตนเองต้มให้พระชายาดื่มคืออะไรถึงกับหน้าซีด หมดเรี่ยวแรง“พระชายา ท่านทำอะไรลงไปเพคะ”“ก็สม
นาราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง นางตื่นตอนรุ่งสางทุกเช้าด้วยสัมผัสอ่อนโยนในอ้อมแขนแกร่ง ดื่มด่ำความอบอุ่นดั่งแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณและความเย้ายวนจากกลิ่นกายหอมๆ ของเขา นาราตื่นก่อนจึงแกล้งไต่นิ้วไปมาบนแนวกล้ามหน้าท้องแข็งแกร่ง ไล่เลื้อยไปตามแนวขนรัญจวน หายลับไปใต้ผ้าห่ม คุ้ยๆ เขี่ยๆ เดี๋ยวเดียวก็กิ๊วก๊าว...“Are you sleeping? Are you sleeping? Brother’s Jhone… Brother’s Jhone? Morning bell are ringging. Morning bell are ringging… Ding ding dong ding ding dong. ท่านพี่... ปูไต่... ปูไต่...”“นอนซะ ปูไม่ไต่แล้ว ปูจะนอน”ผู้ชายของนางจูบไหล่เปล่าเปลือยของนางแล้วถอนหายใจเฮือกพลางหลับต่อ มีหลายครั้งที่ยงชินหวังผู้องอาจผ่าเผยนอนเละเทะด้วยอาการลำพองตามประสาผู้ชาย ร่างเครียดเขม็งตาตั้งชันเซย์เฮลโหล นาราก็มักจะอดใจไม่ไหว หยอกเย้าเขาและบรรเลงความสุขปริ่มล้นที่ไม่มีวันหมด แต่ถ้าวันไหนเขานอนเรียบร้อยดี นาราก็จะนอนมองจนกว่าดวงตาสีเข้มคมกริบจะเปิดปรือขึ้นประสานสายตา ริมฝีปากเรียวยก
บทที่ 41 กบใต้บ่อน้ำ ยามราตรีมีเสียงนกร้องดังก้องเสียดแก้วหู แมวดำตัวหนึ่งเดินอ้อยอิ่งไปตามหลังคาแล้วเริ่มร้องครวญครางไม่หยุด ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดไร้ร้างผู้คน ตั้งแต่จวินอี้กลับจากวังก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่พูดไม่จา สายตาเหม่อลอยนิ่งมองเปลวเทียน สองมือลูบครรภ์นูนใหญ่ของตนเองอย่างเชื่องช้า “ข้าจะนอนแล้ว” “พะ...เพคะ” จินจูนั่งอยู่เป็นเพื่อน ถ้าเจ้านายไม่นอน บ่าวก็ห้ามนอนก่อน จินจูรีบวางมือจากงานตัดเย็บผ้าอ้อม ลุกขึ้นมาประคองจวินอี้ไปส่งที่เตียง จินจูกระชับผ้าห่มและปลดม่านมุ้งลง ส่วนตัวเองนั้นนอนที่พื้นข้างเตียง ด้วยความอ่อนเพลียเพราะแทบไม่ได้พักผ่อน แค่เอนหลังแล้วหลับตาลงไม่กี่อึดใจ จินจูก็หลับไป แต่ดวงตาลึกโหลของจวินอี้ยังเบิกกว้างมองเพดานเตียง ในใจสับสนวุ่นวายเมื่อนึกถึงค
ฤดูร้อนกำลังจะลาจากไปแทนที่ด้วยฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าดอกเบญจมาศจะเริ่มโรยรา แต่เบญจมาศยอมตายบนต้น ไม่ยอมถูกลมหานวเย็นพัดพาไปไกล มันมีเกียรติและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว ยามนี้วังหลวงก็มีสีสันงดงามตระการตา เสมือนจิตรกรเอกแต่งแต้มพรรณไม้ด้วยสีเหลืองสด สีแดงส้มและสีเลือดหมู ตามพื้นอุทยานเริ่มมีใบไม้สีทองอร่ามร่วงหล่นงามดุจปูพรม ยามเดินส่งเสียงกรอบแกรบแข่งกับเสียงเจ้ากระรอกที่วิ่งโผไปมาตามกิ่งไม้แห้งอย่างรวดเร็วไม่มีพลาดเต๋อเฟยทรงกำลังสวดมนต์นับลูกประคำอย่างสงบในศาลา ส่วนเฉินกูกูเติมน้ำมันใส่ตะเกียงหน้าพระและคอยโบกแส้ขนหางจามรีปัดแมลงป้องกันมิให้ระคายเคืองพระวรกาย จวินอี้อดทนนั่งรออย่างกระฟัดกระเฟียด จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว สั่งให้จินจูประคองพาตนเองไปยังศาลา การจะก้าวเดินแต่ละก้าวสร้างความปวดร้าวให้จวินอี้สุดจะพรรณนา อาการปวดท้องมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนข่มไม่ไหว จวินอี้ใช้มือประคองครรภ์ของตนเองไว้ด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ในใจนึกก่นด่าสาปแช่งเด็กในท้องไปร้อยแปด&nbs
“เก๋อเก๋อ... เก๋อเก๋อเพคะ ทรงปฏิเสธคำสั่งเช่นนี้ พระชายาก็เลยอาละวาดใหญ่เลยเพคะ” เจียวเจียววิ่งตามหลังมาอย่างตื่นตระหนก นารายักไหล่ ตบบ่าบ่าวคนสนิทให้ใจเย็นๆ“ข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธคำสั่งของนางเสียหน่อย นางไม่ได้บอกว่าจะต้องทำเสร็จก่อนตะวันตกดินวันไหน เอาไว้เดือนหน้าข้าค่อยทำ”เจียวเจียวหัวเราะ “กว่าจะถึงวันนั้น พวกนกกาก็คงจะเก็บกินไปหมดแล้วนะเพคะ”“ก็ทำไงได้ล่ะ ข้าว่างเดือนหน้านี้นี่นา เอาล่ะ ไปทำซาลาเปากันต่อดีกว่า”“แต่ถ้าพระชายาทรงไม่ยอมรามือล่ะเพคะ”“เขาจะไม่สนใจข้าอีกหรอก เขามีสิ่งสำคัญที่ต้องสนใจกว่า”นาราแอบถอนหายใจเบาๆ เพราะมองแค่แวบเดียวก็สังเกตเห็นว่า สุขภาพของจวินอี้นับวันจะถอยหลังลงเรื่อยๆ และมีอาการปวดท้องถี่ขึ้น น่าจะปวดจนไม่ปวดแล้วแต่ร่างกายยังร้องลั่นอยู่ ดูจากเหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก มีอาการหน้าและมือบวมหนักมาก นาราสังเกตเห็นข้อมือของจวินอี้ เดิมทีผิวพรรณผุดผ่องงดงาม แต่ตอนนี้ขาวซีดและเป็นจ้ำเขียวแล้ว นั่นล้วนไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย หากทานยาเร่งคลอดออกมา
บทที่ 40 งัดข้อในเมื่ออยากให้มาก็มานาราเดินเนิบๆ มาถึงเรือนใหญ่โดยมีสูเชิ่นกับตวนรั่วตามติดแจมาด้วย เนื้อตัวของทั้งสามเปรอะแป้งสาลีเต็มชุดตัวสวยเพราะตอนที่จินจูไปตาม นารากับเด็กๆ กำลังหัดทำซาลาเปาเป็นตัวอย่างก่อนทดลองขาย เมื่อมาพบหน้าพระชายาเอกซึ่งแต่งกายอย่างประณีตหรูหรา นาราจึงย่อกายคำนับ แต่ยังไม่ทันพูดอะไร จวินอี้ก็ตวาดใส่เสียก่อน“ใครสั่งให้พวกเจ้าลุกมิทราบ!”นาราชะงัก แม้แต่ท่านหญิงน้อยทั้งสองก็ต้องย่อกายค้างอยู่เช่นนั้น จวินอี้ขยับพัดกลม มุมปากยกขึ้นสูงขณะเอ่ยเสียงนุ่มนวล “กว่าจะมาพบข้าได้นะนังตัวดี คิดว่าทำเป็นอิดออดแล้วข้าจะปล่อยเจ้างั้นรึ”จวินอี้เอนกายบนตั่งตัวยาว หน้าท้องนูนเด่น ส่วนนาราท้องแฝดสี่ แม้จะเพิ่งสามเดือนแต่ก็เริ่มนูนชัด จวินอี้จึงจ้องเขม็ง ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง นาราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมุ่งร้าย นางจึงพยายามปกป้องไว้และเลือกกล่าวคำอย่างนบนอบที่สุดเพราะไม่อยากมีเรื่อง“ไม่ทราบว่าพระชายาทรงมีธุระอ
“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ
บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนั







