Masuk“ฝ่าบาท ตอนนี้ดึกมากแล้ว ทรงพักผ่อนเถิดเพคะ”
เต๋อเฟยเสด็จมาเฉ
บทที่ 42 แท้งบุตร “หากข้าดึงตัวหวังเย๋กลับไปนอนค้างที่เรือนใหญ่บ้าง เจ้าคงจะไม่โกรธข้านะ” นารายิ้มให้คำถามนั้น “ท่านเป็นพระชายาเอกไม่ใช่หรือเพคะ เหตุใดหม่อมฉันต้องโกรธเคืองท่านด้วย หากเราทั้งสองฝ่ายปรองดองกันได้ก็ย่อมเป็นเรื่องดีเพคะ” “เจ้าช่างมีน้ำใจและใจกว้างยิ่งนัก” ขณะอยู่ในรถม้า จวินอี้พยายามแสดงความมิตร นาราก็ตอบตามมารยาทและเริ่มผิดสังเกตมากขึ้นเมื่อเห็นเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากจวินอี้ นาราใช้อุปกรณ์ตรวจสสารจากลมหายใจของจวินอี้ ผลรายงานออกมาว่าเป็นจื่อเสี่ยฮวา หงฮวาตัน[1]มันคือยาขับเลือด จินจูกดดันมานาน พอรู้ว่ายาที่ตนเองต้มให้พระชายาดื่มคืออะไรถึงกับหน้าซีด หมดเรี่ยวแรง“พระชายา ท่านทำอะไรลงไปเพคะ”“ก็สม
นาราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง นางตื่นตอนรุ่งสางทุกเช้าด้วยสัมผัสอ่อนโยนในอ้อมแขนแกร่ง ดื่มด่ำความอบอุ่นดั่งแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณและความเย้ายวนจากกลิ่นกายหอมๆ ของเขา นาราตื่นก่อนจึงแกล้งไต่นิ้วไปมาบนแนวกล้ามหน้าท้องแข็งแกร่ง ไล่เลื้อยไปตามแนวขนรัญจวน หายลับไปใต้ผ้าห่ม คุ้ยๆ เขี่ยๆ เดี๋ยวเดียวก็กิ๊วก๊าว...“Are you sleeping? Are you sleeping? Brother’s Jhone… Brother’s Jhone? Morning bell are ringging. Morning bell are ringging… Ding ding dong ding ding dong. ท่านพี่... ปูไต่... ปูไต่...”“นอนซะ ปูไม่ไต่แล้ว ปูจะนอน”ผู้ชายของนางจูบไหล่เปล่าเปลือยของนางแล้วถอนหายใจเฮือกพลางหลับต่อ มีหลายครั้งที่ยงชินหวังผู้องอาจผ่าเผยนอนเละเทะด้วยอาการลำพองตามประสาผู้ชาย ร่างเครียดเขม็งตาตั้งชันเซย์เฮลโหล นาราก็มักจะอดใจไม่ไหว หยอกเย้าเขาและบรรเลงความสุขปริ่มล้นที่ไม่มีวันหมด แต่ถ้าวันไหนเขานอนเรียบร้อยดี นาราก็จะนอนมองจนกว่าดวงตาสีเข้มคมกริบจะเปิดปรือขึ้นประสานสายตา ริมฝีปากเรียวยก
บทที่ 41 กบใต้บ่อน้ำ ยามราตรีมีเสียงนกร้องดังก้องเสียดแก้วหู แมวดำตัวหนึ่งเดินอ้อยอิ่งไปตามหลังคาแล้วเริ่มร้องครวญครางไม่หยุด ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดไร้ร้างผู้คน ตั้งแต่จวินอี้กลับจากวังก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่พูดไม่จา สายตาเหม่อลอยนิ่งมองเปลวเทียน สองมือลูบครรภ์นูนใหญ่ของตนเองอย่างเชื่องช้า “ข้าจะนอนแล้ว” “พะ...เพคะ” จินจูนั่งอยู่เป็นเพื่อน ถ้าเจ้านายไม่นอน บ่าวก็ห้ามนอนก่อน จินจูรีบวางมือจากงานตัดเย็บผ้าอ้อม ลุกขึ้นมาประคองจวินอี้ไปส่งที่เตียง จินจูกระชับผ้าห่มและปลดม่านมุ้งลง ส่วนตัวเองนั้นนอนที่พื้นข้างเตียง ด้วยความอ่อนเพลียเพราะแทบไม่ได้พักผ่อน แค่เอนหลังแล้วหลับตาลงไม่กี่อึดใจ จินจูก็หลับไป แต่ดวงตาลึกโหลของจวินอี้ยังเบิกกว้างมองเพดานเตียง ในใจสับสนวุ่นวายเมื่อนึกถึงค
ฤดูร้อนกำลังจะลาจากไปแทนที่ด้วยฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าดอกเบญจมาศจะเริ่มโรยรา แต่เบญจมาศยอมตายบนต้น ไม่ยอมถูกลมหานวเย็นพัดพาไปไกล มันมีเกียรติและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว ยามนี้วังหลวงก็มีสีสันงดงามตระการตา เสมือนจิตรกรเอกแต่งแต้มพรรณไม้ด้วยสีเหลืองสด สีแดงส้มและสีเลือดหมู ตามพื้นอุทยานเริ่มมีใบไม้สีทองอร่ามร่วงหล่นงามดุจปูพรม ยามเดินส่งเสียงกรอบแกรบแข่งกับเสียงเจ้ากระรอกที่วิ่งโผไปมาตามกิ่งไม้แห้งอย่างรวดเร็วไม่มีพลาดเต๋อเฟยทรงกำลังสวดมนต์นับลูกประคำอย่างสงบในศาลา ส่วนเฉินกูกูเติมน้ำมันใส่ตะเกียงหน้าพระและคอยโบกแส้ขนหางจามรีปัดแมลงป้องกันมิให้ระคายเคืองพระวรกาย จวินอี้อดทนนั่งรออย่างกระฟัดกระเฟียด จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว สั่งให้จินจูประคองพาตนเองไปยังศาลา การจะก้าวเดินแต่ละก้าวสร้างความปวดร้าวให้จวินอี้สุดจะพรรณนา อาการปวดท้องมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนข่มไม่ไหว จวินอี้ใช้มือประคองครรภ์ของตนเองไว้ด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ในใจนึกก่นด่าสาปแช่งเด็กในท้องไปร้อยแปด&nbs
“เก๋อเก๋อ... เก๋อเก๋อเพคะ ทรงปฏิเสธคำสั่งเช่นนี้ พระชายาก็เลยอาละวาดใหญ่เลยเพคะ” เจียวเจียววิ่งตามหลังมาอย่างตื่นตระหนก นารายักไหล่ ตบบ่าบ่าวคนสนิทให้ใจเย็นๆ“ข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธคำสั่งของนางเสียหน่อย นางไม่ได้บอกว่าจะต้องทำเสร็จก่อนตะวันตกดินวันไหน เอาไว้เดือนหน้าข้าค่อยทำ”เจียวเจียวหัวเราะ “กว่าจะถึงวันนั้น พวกนกกาก็คงจะเก็บกินไปหมดแล้วนะเพคะ”“ก็ทำไงได้ล่ะ ข้าว่างเดือนหน้านี้นี่นา เอาล่ะ ไปทำซาลาเปากันต่อดีกว่า”“แต่ถ้าพระชายาทรงไม่ยอมรามือล่ะเพคะ”“เขาจะไม่สนใจข้าอีกหรอก เขามีสิ่งสำคัญที่ต้องสนใจกว่า”นาราแอบถอนหายใจเบาๆ เพราะมองแค่แวบเดียวก็สังเกตเห็นว่า สุขภาพของจวินอี้นับวันจะถอยหลังลงเรื่อยๆ และมีอาการปวดท้องถี่ขึ้น น่าจะปวดจนไม่ปวดแล้วแต่ร่างกายยังร้องลั่นอยู่ ดูจากเหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก มีอาการหน้าและมือบวมหนักมาก นาราสังเกตเห็นข้อมือของจวินอี้ เดิมทีผิวพรรณผุดผ่องงดงาม แต่ตอนนี้ขาวซีดและเป็นจ้ำเขียวแล้ว นั่นล้วนไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย หากทานยาเร่งคลอดออกมา
บทที่ 40 งัดข้อในเมื่ออยากให้มาก็มานาราเดินเนิบๆ มาถึงเรือนใหญ่โดยมีสูเชิ่นกับตวนรั่วตามติดแจมาด้วย เนื้อตัวของทั้งสามเปรอะแป้งสาลีเต็มชุดตัวสวยเพราะตอนที่จินจูไปตาม นารากับเด็กๆ กำลังหัดทำซาลาเปาเป็นตัวอย่างก่อนทดลองขาย เมื่อมาพบหน้าพระชายาเอกซึ่งแต่งกายอย่างประณีตหรูหรา นาราจึงย่อกายคำนับ แต่ยังไม่ทันพูดอะไร จวินอี้ก็ตวาดใส่เสียก่อน“ใครสั่งให้พวกเจ้าลุกมิทราบ!”นาราชะงัก แม้แต่ท่านหญิงน้อยทั้งสองก็ต้องย่อกายค้างอยู่เช่นนั้น จวินอี้ขยับพัดกลม มุมปากยกขึ้นสูงขณะเอ่ยเสียงนุ่มนวล “กว่าจะมาพบข้าได้นะนังตัวดี คิดว่าทำเป็นอิดออดแล้วข้าจะปล่อยเจ้างั้นรึ”จวินอี้เอนกายบนตั่งตัวยาว หน้าท้องนูนเด่น ส่วนนาราท้องแฝดสี่ แม้จะเพิ่งสามเดือนแต่ก็เริ่มนูนชัด จวินอี้จึงจ้องเขม็ง ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง นาราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมุ่งร้าย นางจึงพยายามปกป้องไว้และเลือกกล่าวคำอย่างนบนอบที่สุดเพราะไม่อยากมีเรื่อง“ไม่ทราบว่าพระชายาทรงมีธุระอ
บทที่ 4 ดักกระรอก เฮ้อ เกือบไปแล้ว! นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจา
นาราพิจารณาความหล่อขององค์ชายเพลินๆ ก่อนจะเห็นบ่าวไพร่หอบเซ็กซ์ทอยที่นางทำหล่นไว้วางกองอยู่เบื้องหน้าองค์ชาย แม้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างบรรจุอยู่ในกล่องปิดผลึกเรียบร้อยดี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ควรเอามาเทกลางแจ้งเฮ้ยๆ อย่าจับๆ นั่นมันห่วงหรรษา... ส่วนไอ้นั่นดิลโด้รูปแตงกวา อ๊าย...
“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ
สวัสดีนักอ่านทุกๆ ท่านค่ะ นิยายที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นนิยายแนวจีนโบราณเรื่องแรกของปุ๋มค่ะ หลังจากดูละครจีนแนวอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Bu Bu Jing Xin หรือชื่อละครว่าฝ่ามิติลิขิตสวรรค์ ฉายทางช่องสาม เป็นเรื่องราวในยุครัชกาลคังซี ความคิดก็เริ่มสะสมขึ้น จนได้ดูละครเรื่อง The Legend of Zhen







