LOGINเฮ้อ เกือบไปแล้ว!
นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจากพุ่มไม้เดิมมากนัก โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นมาช่วยขัดจังหวะให้นางสบช่องหนีไปได้ นาราจึงพยายามซ่อนตัวให้เงียบสุดชีวิต คลานเข่าเป็นทหารราบหลบไปตรงนั้นหลบตรงนี้ นางหลงทางเสียแล้วจึงรีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปอีกครั้งจนไม่ทันระวังรอบตัว
แกรบ!
เสียงใครบางคนเหยียบกิ่งไม้ ฝีเท้าของผู้ที่มาถึงเงียบเชียบเบากริบทั้งๆ ที่พื้นดินบริเวณนั้นมีเศษกิ่งไม้ใบไม้ร่วงอยู่มากมายเต็มไปหมด เขาเดินเงียบเชียบแต่กลับจงใจเหยียบกิ่งไม้ดังข้างหูส่งเสียงให้นางรู้ตัว ซึ่งถึงจะรู้ตัวก็ไม่สามารถหาเวลาหลบพ้นได้แล้ว
คนผู้นี้เชี่ยวชาญการไล่ล่ายิ่งนัก...
นารารู้สึกถึงเงาสูงใหญ่ยืนตระหง่านค้ำศีรษะนางอยู่ด้านหลัง ก่อเกิดเป็นเงาทะมึนราวกับรูปหล่อเหล็กกล้า ดวงตะวันร้อนแรงยังมิอาจหาญสู้ดวงเนตรดุดันที่จ้องต้นคอและแผ่นหลังขาวนวลของนางอยู่ นาราหลุบตาลงพื้น มองด้วยหางตาเห็นเพียงชายเสื้อสีเข้มของเขา และด้วยตราสัญลักษณ์มังกรสี่เล็บบนกระเป๋าทองที่ห้อยอยู่ตรงเข็มขัด นารารู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าคนร่างสูงใหญ่คนนี้ไม่ใช่ระดับธรรมดา
สายตาดุร้ายของเขากดดันจนนาราก้าวขาไม่ออก
ใครว่าล่ะ... คนอย่างนังหนุงหนิงเคยกลัวซะที่ไหน! ชะละล่า!!
นาราถลกซิ่นเผ่นหนีปรู๊ดปร๊าดไวยิ่งกว่าปรอท ไม่อยากจะโม้ว่าครองถ้วยแชมป์วิ่งเปี้ยวสามสมัยซ้อนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งยันสาม จับไม่ได้ง่ายๆ หรอกเว้ย ฮ่าๆ
แต่ทว่าบุรุษร่างสูงแกร่งดุจภูผาเพียงแค่ยื่นปลายเท้ามาขัดขา สาวน้อยนักวิ่งเปี้ยวก็ล้มหน้าคว่ำดังโครม!
ร่างบางนอนนิ่งอยู่แบบนั้น อายก็อาย เจ็บก็เจ็บ อีกฝ่ายดูเหมือนจะเดาความคิดได้จึงก้มลงพลางยื่นมือให้ แต่นาราปัดออกไป เขาก็ชักมือเก็บและยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอีกครั้ง เฝ้ารอว่าหญิงประหลาดผู้นี้จะทำอะไร แม้ว่าเขาจะยืนกอดอกนิ่งไม่เคลื่อนไหวส่วนใดนอกจากดวงตาคมกริบ แต่นารารู้แก่ใจโดยไม่ต้องมีคนบอกว่าหากตกอยู่ในเงื้อมมือคนผู้นี้แล้ว อย่าได้คิดหนี!
“ไม่คิดจะช่วยฉันลุกเลยรึไงเล่า!” คุณสมบัติของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัยคือเหวี่ยง ผู้ชายอะไรไร้จริยธรรมสิ้นดี ผู้หญิงปฏิเสธแปลว่าต้องการต่างหากเล่า! นาราก่นด่าไฟแล่บ อยากจะลุกก็ลุกไม่ขึ้นเพราะจุก
“เจ้าเป็นใคร มาจากที่ใด” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาทว่าทรงอำนาจ เป็นแค่คำถามง่ายๆ ไม่มีอะไรยากสักนิดแต่กลับตอบยากเหลือเกินเมื่อเขาเป็นคนถาม “มาทำอะไรในตำหนักของเสด็จแม่ข้า”
นาราไม่คิดตอบคำถามใด สิ่งที่นางควรทำคือหลบเลี่ยงคนในยุคสมัยนี้ให้มากที่สุด ร่างบางแข็งใจรีบหยัดตัวลุกขึ้น พุ่งตัวหนีแต่อีกฝ่ายเร็วกว่า คว้าชายสไบสีกลีบบัวไว้มั่น แม้ว่านาราจะเสียจังหวะแต่นางก็พลิกตัววาดแข้งเตะใส่อย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติ
นับว่านางมีฝีมือติดตัว... เขาเป็นชาวแมนจูสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัว คุ้นเคยกับศิลปะการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของบรรพบุรุษอย่างมวยปล้ำดี กระบวนท่าแปลกใหม่ของนางดูน่าสนใจไม่น้อย บุรุษร่างสูงใหญ่จึงยืนนิ่ง รอชมว่านางจะมีพิษสงอย่างไรบ้าง
แต่ปรากฎว่านารานุ่งซิ่น ยกขาไม่ขึ้น ทำได้แค่หดเท้าวางลงบนพื้นอย่างประดักประเดิดก่อนจะเหวี่ยงหมัดเล็งเข้าใส่คอหอยของอีกฝ่าย อีกเพียงปลายนิ้วหมัดของนางจะปะทะถึงตัว ทว่าเขากลับปัดออกไปอย่างง่ายดายราวกับปัดยุงกวนใจ
บ้าฉิบ! นางพลาดอีกแล้ว
“ร้ายกาจ... เจ้าตัดสินได้รวดเร็วดีแต่ยังไม่เร็วพอ”
นาราเคี้ยวฟันกรอด รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ผิดแผนไปเสียหมดและในตอนนั้นเองที่นางสบตาเขา และเขาก็จ้องมองนางนิ่งราวกับสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อ ชายผู้สูงศักดิ์ผู้นี้งดงามราวกับหลอมรวมออกมาจากดวงตะวันร้อนแรง ผิวกายสีทองแดงกรุ่นกลิ่นกำยานหอมเจือจางชวนให้เคลิบเคลิ้ม รูปร่างสมบูรณ์แบบดุจเทพจำแลงของเขาทำให้นารามองตาค้าง สรุปได้ทันทีว่าคนผู้นี้ทำให้เหล่าองค์ชายคนอื่นๆ กลายเป็นคางคกเลยทีเดียว
ดวงตาของเขาปราศจากรอยยิ้ม แล้วไงเล่า?... นาราเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะหลงตกในภวังค์เมื่อเจอชายรูปงามร้ายกาจคนนี้หรอกนะ หล่อแต่ไม่อร่อยก็มีถมถืดไป ร่างบางกวาดสายตาเลยผ่านใบหน้าคมสันดุดันนั้นไปเพราะมีกลุ่มองครักษ์อีกไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังมาทางนี้
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะลุง!” นารากระชากชายสไบ แต่อีกฝ่ายยึดไว้ด้วยท่วงท่าสบายๆ
“ทำไมข้าต้องปล่อยด้วยล่ะ”
เขาช่างยียวนกว่าที่คิด มือบอบบางพยายามดึงชายสไบกลับ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย นาราก็ทำอะไรไม่ได้ ดวงตาคมปลาบยังคงจ้องมองนางเหมือนเทพเอ้อหลางที่พร้อมจะฟาดสายฟ้าลงมา นางจึงออกแรงดึงสุดแรงจนชายสไบขาดแคว่กคามือชายหนุ่ม นาราถึงกับถลึงตาโต เท้าเอวชี้นิ้วใส่ทันที “ปัดโธ่เอ๊ย! ลุงรู้บ้างมั้ยว่าผ้าผืนนี้ราคาเท่าไหร่?!”
“เกรงว่าข้าจะไม่รู้”
“จับคนร้าย! จับคนร้าย!”
หลิวหลานรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ประคองป้านชาเทน้ำชาถวายโดยยื่นให้ตามปกติ แต่หรงเฟยตวัดสายตาคมกริบจับจ้องก่อนจะระบายยิ้มนุ่มนวล “เจ้าคิดเห็นเรื่องตงกั๋วว่าอย่างไรบ้างเล่า”“หม่อมฉัน...” หลิวหลานประหม่ากลัวจนถ้วยชาสั่น“ตัวเจ้าอยู่ในวังมานาน น่าจะรู้ธรรมเนียมดีไม่ใช่หรือว่าฮ่องเต้เสวยยา อำมาตย์ต้องชิมก่อน พ่อป่วยจะกินยา ลูกก็ต้องชิมก่อน เจ้าเป็นคนใกล้ชิดของข้า เหตุใดจึงไม่ชิมเสียก่อนเล่า”“ขอทรงอภัย หม่อมฉันโง่เขลา ต่อไปจะไม่กล้าละหลวมอีกแล้วเพคะ” หลิวหลานรีบดื่มชาจนหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรงเฟยจึงหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู“เด็กโง่เอ้ย ข้าหยอกนิดหน่อยถึงกับกลัวจนลนลาน ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน เจ้ามานวดไหล่ให้ข้าหน่อยสิ”“เพคะ” หลิวหลานหันไปปลดผ้าม่านไหมบังตาทั้งสามชั้น ก่อนจะคลานเข่าเข้ามาบีบนวดคลายเมื่อยล้าถวาย หลิวหลานเกรงว่าตนเองจะพลอยถูกระแวงสงสัยไปด้วยจึงสงบปากสงบคำและไม่กล้าถามให้มากความอีก หลิวหลานนวดคลายเส้นถวายอย่างตั้งอกตั้งใจและน้อมกายทูลลาเพื่อให้นายหญิงพักสาย
จนกระทั่งวันนี้มีข่าวดีส่งมาถึง“จริงหรือ? เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ”“จริงขอรับ ข้าพูดจริงๆ เกิงเหยาทำงานดีมีฝีมือ หัวหน้าก็เลยสนับสนุนให้ก้าวหน้า ย้ายไปสังกัดกองบัญชาการกองธงเหลือง ตอนนี้เขาได้เป็นถึงนายกองทหาร ดูแลทหารในมือพันคน คุมเมืองเปี้ยนเหลียง สถานการณ์ศึกไม่สู้ดีนัก เบื้องบนจึงคำสั่งด่วนให้เขารีบออกเดินทางไปคุมทัพโดยทันที”หลิวหลานรับทราบข่าวดีนี้ถึงกับลืมตัวยิ้มกว้างออกมาและรับจดหมายที่เหนียนเกิงเหยาฝากไว้ก่อนไปจากเมืองหลวง เขียนสั้นๆ ด้วยลายมือโย้เย้หวัดห้วนว่า ‘รอข้ากลับมา’หัวใจอันเย็นเยียบของหลิวหลานกลับมาเต้นกระหน่ำด้วยความสุขใจหาใดปาน คำแค่ไม่กี่คำที่เขาลงมือเขียนทำให้โลกใบนี้สดใสอย่างน่าอัศจรรย์ นางไม่หัวเราะลายมือขี้เหร่ของเขาเพราะรู้ว่าคนหยาบๆ ปอนๆ ไม่รู้หนังสืออย่างเขาพยายามถึงที่สุดแล้วหญิงสาวกอดกระดาษจดหมายแนบอก อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว หลิวหลานนึกอยากจะส่งข้าวของให้คนรัก จึงรีบขอปันผ้าฝ้ายจากเพื่อนๆ ในตำหนักมาปักเย็บ ทำผ้าห่มอุ่นๆ และเสื้อใหม่หนาๆ สักสามตัวส่งไปให้เขาที่ชายแดน
“ตงกั๋ว! น้ำชาของข้ายังไม่ได้อีกรึ?!”เหลียงเฟยตกอยู่ในทะเลไร้ฝั่ง มองหาหนทางใดไม่เจอและไม่มีผู้ใดให้หันหน้าพึ่งพิงได้ หัวอกจึงพลอยว้าวุ่นร้อนรนไปหมด พระนางกระวนกระวาย เดี๋ยวนั่งเดี๋ยวลุก ครุ่นคิดหาวิธีช่วยเหลือพระโอรสอย่างสุดความสามารถ เหลียงเฟยนึกจะไปขอเข้าเฝ้าคังซีหลายครั้ง แต่ก็หวั่นเกรงว่าจะเป็นผลเสียหนักขึ้น “โปรดทำพระทัยให้สงบเถิดเพคะ ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น ฝ่าบาทก็มิได้รับสั่งถึงอีก โปรดวางพระทัยเถิดเพคะ” ตงกั๋วก้าวเข้ามาพร้อมน้ำแกงบำรุงร่างกายและชารากบัว จัดแจงเทถวายและบีบนวดให้เหลียงเฟยคลายความตึงเครียด แต่เหลียงเฟยรู้ดีว่าวังหลวงยิ่งเงียบ นั่นแปลว่ายิ่งอันตราย ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสงครามประสาท แม้ว่าจะป้ายสีและฆ่าปิดปากจูไจ้เฟิงไปแล้ว แต่ว่าคังซีก็ย่อมรู้ว่าวังหลังแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงริษยา เพราะฉะนั้นพระองค์ต้องทรงทราบแน่ๆ ว่าองค์ชายแปดทำอะไรลงไป&nbs
“ตอนนี้สิ่งเดียวที่ข้าคิดถึงคืออนาคตของเรา”“อะ...อนาคตของเรา?... หมายถึงครอบครัว?”“ใช่ และข้าก็คิดอยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นว่าจะทำยังไงให้ลูกของข้าเข้าไปอยู่ในท้องเก๋อเก๋อเสียที”เขาพูดไปพลางปรือตาอย่างคนกำลังคลื่นเหียนไปพลาง แต่เสือมันกำลังหิวเนื้อมันก็ต้องกินเนื้อ นาราจึงยันปลายคางของเขาไว้ให้ถอยห่างออกไป “Stop! นี่แกล้งหาเรื่องเปลี่ยนประเด็นเรื่องในวังอยู่ใช่รึเปล่า”เขาจือปากและพูดหน้าตาเฉย “เปล่า ไม่ได้แกล้ง นี่เอาจริง”“อย่าเพคะ... ตอนนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวลูกอาจจะกลับเข้ามา” นาราปัดมือหยาบกระด้างของเขาออกไป แต่ว่าอย่างไรเขาก็มิฟัง เสื้อตัวนอกของนางหลุดลุ่ย สายเอี๊ยมถูกดึงออกและรั้งลงมากองที่เอว ท่อนแขนแข็งแรงโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางดื่มด่ำความงดงามเปล่าเปลือยตรงหน้า อิ้นเจินจูบฝังรอยจนเป็นรอยแดงระเรื่อเหนือทรวงอกและขบเม้ม“เจิน...” ร่างแกร่งกร้าวดุจภูผาศิลาเลื่อนปลายนิ้วลงมาตามหน้าท้องเรียบแบน แตะต้องสัมผัส ใช้ท้องนิ้วโป้งถูไถเย้าแหย่และสอดไซ้ขยับถ
“ไหนๆ ขอพ่อชิมหน่อย”อิ้นเจินนั่งอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ และรีบนำกระดาษที่กำลังเขียนไปแอบ ก่อนจะคีบตะเกียบชิมบ๊ะจ่างแบบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แน่นอนว่าเขาคีบกินแต่แปะก๊วยอีกแล้ว แถมด้วยอาการอาเจียนอีกระลอกใหญ่ รีบโบกมือให้ยกบ๊ะจ่างออกไปให้หมด นาราจึงสั่งให้เจียวเจียวรีบไปต้มน้ำขิงร้อนๆ มาถวาย สองสามวันนี้เขาก็ดูแข็งแรงดีขึ้นแล้ว แต่ตอนนี้ตัวเปื่อยยิ่งกว่าเก่า“เสด็จพ่อไม่ชอบบ๊ะจ่างของตวนรั่ว” ตวนรั่วร้องไห้โฮ น้ำตาร่วงเผาะๆ ลำบากสูเชิ่นต้องคอยปลอบอีก อิ้นเจินจึงแข็งใจกินพลางฝืนยิ้ม“เมื่อครู่พ่ออร่อยจนสำลักต่างหาก นี่ไง อร่อยมากเลยลูก ฝีมือเก่งกันจริงๆ”“จริงนะเพคะ งั้นเสด็จพ่อทานอีกเยอะๆ เลย” เด็กหญิงทั้งสองแย่งกันคีบบ๊ะจ่างให้ยงชินหวังกินจนเกือบหมด นารานึกชมที่เขายอมอดทนเพื่อถนอมน้ำใจเด็กๆ เรียกรอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะให้สองสาว กว่านาราจะปลุกปลอบให้เด็กๆ กลับมาร่าเริงอีกครั้งก็เรียกว่างัดทุกกระบวนท่าออกมาใช้ อิ้นเจินจึงร่วมช่วยด้วยเป็นอย่างดี พอบ๊ะจ่างหมดแล้วสองพี่น้องจึงถวายบังคมลาและจูงมือกันออกไป กะว่าจ
“ฮ่องเต้... เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง”หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากงานเฉลิมฉลอง ไทเฮาทรงมีรับสั่งถามสั้นๆ ขณะทรงเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนแท่นบรรทม และจิบชารากบัวรสขมขื่นอย่างเชื่องช้า สีพระพักตร์ของหญิงชราแม้ว่าจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่แววพระเนตรหม่นเศร้า เช่นเดียวกับคังซีที่ยังคงมีแรงกริ้วในดวงพระเนตร บนโต๊ะข้างพระวรกายมีตะเกียงปล่อยควันกำยานกลิ่นไม้จันทน์หอม ตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนขึ้นสูงกลางฟ้า อากาศร้อนแผดเผา แม้แต่จางกงกงก็ยังมิกล้าเงยหน้าขึ้นมาโดยไม่จำเป็น“ลูกจะต้องจัดการอวี๋โยวเป็นคนแรก”“อวี๋โยวคนเดียวคงไม่พอหรอกนะ” ไทเฮาเอ่ยเรียบๆ “องค์หญิงแห่งต้าชิงถูกลอบวางยาพิษจนตายเช่นนี้ หากเรื่องเผยแพร่ออกไปจะกระทบต่อเกียรติภูมิของเจ้า ตอนนี้ศึกทางเหนือยังไม่สู้ดี เราจะให้ขวัญกำลังใจของทหารสั่นคลอนไม่ได้”“กราบทูลไทเฮา... เหลียงเฟยมาขอเข้าเฝ้าเพคะ” หยงมามาทูลบอก เหรินเซี่ยนหวงไทเฮาจึงเลื่อนมือ ส่งถ้วยชาคืนให้หยงมามา มุมปากมีรอยยิ้มน้อยๆ“ดูท่าว่านางต้
นาราพิจารณาความหล่อขององค์ชายเพลินๆ ก่อนจะเห็นบ่าวไพร่หอบเซ็กซ์ทอยที่นางทำหล่นไว้วางกองอยู่เบื้องหน้าองค์ชาย แม้ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างบรรจุอยู่ในกล่องปิดผลึกเรียบร้อยดี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ควรเอามาเทกลางแจ้งเฮ้ยๆ อย่าจับๆ นั่นมันห่วงหรรษา... ส่วนไอ้นั่นดิลโด้รูปแตงกวา อ๊าย...
“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ“ฝ่าบาททรงรักแ
บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่







