LOGIN
สวัสดีนักอ่านทุกๆ ท่านค่ะ นิยายที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นนิยายแนวจีนโบราณเรื่องแรกของปุ๋มค่ะ
หลังจากดูละครจีนแนวอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Bu Bu Jing Xin หรือชื่อละครว่าฝ่ามิติลิขิตสวรรค์ ฉายทางช่องสาม เป็นเรื่องราวในยุครัชกาลคังซี ความคิดก็เริ่มสะสมขึ้น จนได้ดูละครเรื่อง The Legend of Zhen Huan เจินหวน จอมนางคู่บัลลังก์ ซึ่งเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ช่วงรัชกาลยงเจิ้ง เมื่อลองหาข้อมูลลึกๆ พบว่ายงเจิ้งทรงมีฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียว แม้พระนางสิ้นไปแล้ว พระองค์ไม่เคยแต่งตั้งใครขึ้นเป็นฮองเฮาอีกเลยตลอดรัชกาล ข้อมูลนี้น่าสนใจมากจึงสนใจลองวางพล็อตและเขียนงานเรื่องนี้ออกมานั่นเองค่ะ
ขอบคุณแอดมินเพจชมรมผู้สนใจราชวงศ์ชิงซึ่งช่วยตอบข้อสงสัยและเป็นแหล่งข้อมูลให้การเขียนนิยายเล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างดี ช่วยให้การอ้างอิงด้านประวัติศาสตร์แม่นยำขึ้นค่ะ รวมทั้งขอบคุณแหล่งข้อมูลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ขอให้ทุกท่านสนุกกับผลงานเรื่องนี้ และติดตามนิยายแนวจีนเรื่องต่อๆ ไปที่กำลังทยอยอัพด้วยนะคะ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของนักเขียนได้ที่ แฟนเพจมณีริน (@maneerin.novel)
ประเทศไทยปี 2199
เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบสอง เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดเมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานที่สามารถใช้ได้ไม่มีวันหมด การพัฒนาวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ เจริญถึงขีดสุด แต่ทว่าทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่เคยมีมาแต่ก่อนกลับลดหายไป ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำสะอาดและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตกำลังหมดไปในอัตราที่เร็วเกินกว่าจะทดแทนได้ทัน
ช่วงต้นศตวรรษอันล้ำหน้ามนุษย์เริ่มส่งคนไปยังอาณานิคมบนดาวอังคารได้สำเร็จและวางเป้าหมายอนาคตไปถึงการโยกย้ายมนุษยชาติไปยังระบบสุริยะแห่งใหม่ ทดแทนดวงอาทิตย์ที่มีกำหนดดับเร็วขึ้นในอีกสามหมื่นปีข้างหน้า
การคิดถึงอนาคตเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่จะเป็นเช่นใดหากมนุษย์สามารถย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต วิกฤตปัญหาทุกอย่างน่าจะคลี่คลายและถนอมบ้านเกิดของเราไว้แทนที่จะละทิ้งไปร่อนเร่แสวงหาบ้านแห่งใหม่ ดังนั้นองค์กรโลกจึงเริ่มมีแนวคิดย้อนกลับไปศึกษาความเป็นไปในอดีตอย่างลับๆ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบโปรเจคของประเทศไทยคือพ่อและพี่ชายของนารา
สถานที่วิจัยอยู่ภายในฐานทัพส่วนที่ลึกที่สุด ติดป้าย ‘หวงห้ามเด็ดขาด’ ด้านหน้าประตูจะมีทหารพร้อมอาวุธครบมือยืนเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเฝ้าอะไร เวลานั้นสายฝนตกลงมาอย่างหนักจนกระทั่งซาลงอย่างเชื่องช้า บรรยากาศบนท้องฟ้าทึมทึบ มีประกายแสงฟ้าแลบเป็นระยะในมวลเมฆหนา เหล่าทหารยามในชุดเครื่องแบบเคร่งขรึมต่างถอนหายใจเบื่อหน่าย พวกเขาเป็นนายทหารฝีมือดีซึ่งผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนัก อาวุธคู่กายล้วนเป็นอาวุธระดับสูงแต่พวกเขากลับได้รับเพียงหน้าที่เฝ้าประตู
“พวกผู้ใหญ่แอบทำอะไรอยู่กันนะ เมื่อวานก่อนผมเห็นพวกระดับบิ๊กๆ มากันให้เพียบเลย ผมว่ามูลค่างานวิจัยที่อยู่ข้างในนั่นต้องมหาศาลแน่ๆ”
“อย่าพูดมาก นายสั่งให้เราทำอะไรก็ทำไป”
“ครับๆ” นายทหารหนุ่มตอบเสียงเนือย ก่อนที่ความอึดอัดคับข้องใจทั้งหลายจะหายวับไปเมื่อหญิงสาวร่างบอบบางคนหนึ่งก้าวลงจากรถทหารที่เพิ่งแล่นมาจอด “คุณหนุงหนิงมาแล้ว”
หญิงสาวแต่งกายงดงามแบบสตรีในราชสำนักสยามสมัยอยุธยา มวยผมเกล้าไว้ที่บนกระหม่อมคล้องด้วยมาลัย นุ่งซิ่นปักดิ้นเงินดิ้นทองลวดลายวิจิตรเข้าคู่กับสไบเฉียงสีดอกบัว หลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สามซึ่งเป็นการเปิดศึกแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และเนื่องด้วยนโนบายการรวมเป็นหนึ่งเดียวแบบรวมศูนย์ของสหประชาชาติ ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติจึงถูกกัดกร่อนทำลายจนแทบจะสูญหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อยู่รายล้อม การแต่งกายของนางย่อมแปลกสะดุดตา ชวนให้โหยหาอดีตและเปี่ยมล้นด้วยมนต์ขลังลึกลับ
“ตอนนี้ยังเปลี่ยนใจทันนะหนุงหนิง”
“ไม่ค่ะคุณพ่อ หนิงตัดสินใจแล้ว หนิงจะรับหน้าที่นี้เองค่ะ”
นารากล่าวอย่างสงบขณะเดินไปบนผืนน้ำเจิ่งนองบนพื้น ฝีเท้าเบาและสง่างามดุจเทพธิดาเดินบนผิวน้ำ นายทหารหนุ่มต่างจ้องมองหญิงงามอ่อนช้อยเดินเยื้องย่างด้วยหัวใจเต้นแรง นางสวมสร้อยพลอยเส้นเล็กๆ ที่ข้อมือเพียงเส้นเดียวแต่ก็ดูงดงามสูงส่งอย่างน่าประหลาด ใบหน้าสวยซึ้งแฝงความเศร้าหมองของนาราชวนให้รู้สึกรักใคร่ทะนุถนอมและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
ดวงตากลมโตเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่นด้วยมลพิษอยู่อึดใจก่อนจะตัดสินใจก้าวตามหลังผู้เป็นพ่อ
“ขอตรวจบัตรและสแกนม่านตาด้วยครับ” ทหารหนึ่งในสามคนว่า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาจึงวันยาหัตถ์ทำความเคารพ “เชิญครับศาสตราจารย์ทรงกลด สวัสดีครับคุณหนุงหนิง”
“สวัสดีค่ะ จากนี้หนิงฝากพวกคุณดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ”
แค่นารายิ้มมุมปากให้ นายทหารทั้งสามก็รู้สึกว่าโลกมอมๆ ใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ แต่หลังจากก้าวผ่านประตูเข้าสู่ทางเดินใต้ดินแล้ว รอยยิ้มนุ่มนวลก็หายวับไป มือไม้เกายุกยิกเหมือนลิงเพราะไม่คุ้นกับซิ่นดิ้นเงินดิ้นทอง
“โอย คันฉิบ! ซี้ดดด โอย พี่แทนเกาหลังให้หน่อย”
“ถนอมของด้วยสิยัยหนิง กรรมวิธีการทอผ้าสูญหายไปนานมากแล้ว เราเพิ่งจะรื้อฟื้นการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมเมื่อไม่กี่ปีก่อน ลายซิ่นเลียนแบบลายทอจากผ้าโบราณในพิพิธภัณฑสถาน นับว่าเป็นของล้ำค่าประเมินค่ามิได้”
“ค่าพี่แทน”
แทนคุณ พี่ชายแท้ๆ ของนารายืนรออยู่แล้วที่ด้านหน้าประตูทางเข้าชั้นที่สอง นาราเห็นพี่ก็รีบเปลี่ยนกลับไปเป็นหญิงสาวแสนสวยนุ่มนวลตามเดิม เดินเยื้องย่างอกเอวอรชรทั้งๆ ที่เมื่อครู่แทบจะถลกซิ่นเดิน นาราเดินๆ หยุดๆ เพราะแวะส่องฟันตรงผนังกระจก แยกเขี้ยวแยกฟันจนวุ่นวาย
“ย้อมฟันดำแบบนี้มันแปลกๆ อ่ะพี่ เวลาพูดไม่มั่นใจเลยอ่ะ”
“หญิงชาววังสมัยนั้นต้องผัดหน้า ย้อมฟันเป็นสีดำ ไว้เล็บยาว ทาปากแดง ค่านิยมความสวยของเขาเป็นแบบนั้น หน้าแกขาวปากแกแดงอยู่แล้วไม่ต้องทา เล็บก็ยาวเฟื้อย แต่ฟันน่ะต้องย้อมให้ดำด้วย”
“จะล้างฟันออกมั้ยเนี่ยพี่”
“ไม่ต้องโวยวายไปหรอก แค่ใช้แปรงถูๆ ก็ออกแล้ว”
“หา? แปลว่าหนิงต้องอมขี้ฟันเป็นอาทิตย์เลยเหรอ” นาราโวยวาย ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ทันทีก็เลยถูกพี่ดีดมะเหงกเข้าให้
“อยากจะแปรงฟันก็แปรงไปสิ แกแค่ย้อมฟันให้ดำเหมือนเดิมก็ใช้ได้ ของทุกอย่างที่ต้องการใส่อยู่ในกระเป๋าสี่มิติแล้ว” แทนคุณชี้ทางสว่างให้ นาราจึงสะบัดแขนทั้งสองข้างขึ้นฟ้าก่อนจะกรีดกรายลงมา ทำนิ้วโอเคพลางฉีกยิ้มฟันดำปี๋
“อ่ะเคร”
“จะรอดมั้ยเนี่ย แกจะต้องไปในฐานะบุตรีขุนนางชั้นผู้ใหญ่นะ ไม่ใช่แม่ลิง”
“รู้แล้วๆ พูดย้ำบ่อยๆ แบบนี้เดี๋ยวหนิงก็เป็นลิงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย นับจากนี้ไปหนิงคือบุตรีของขุนนางฝ่ายปกครองชื่อเจ้าพระยาวิชิต กำลังจะถวายตัวเข้าไปเป็นนางกำนัลของพระสนม”
แทนคุณชี้ไปที่เม็ดพลอยสีแดงเลือดนกบนข้อมือนาง “เมื่อไปถึงที่นั่น ให้รีบแฝงตัวโดยเร็วที่สุด”
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่ หนิงมีพี่แทนผู้เก่งกาจเป็นผู้ฝึกอบรมเองกับมือ พี่แทนรักหนิงยังไงก็ไม่มีทางยอมให้หนิงมีอันตรายอยู่แล้ว ตอนนี้หนิงผ่านทดสอบการฝึกทั้งสามขั้นมาแล้วด้วย ไม่พลาดแน่นอน”
นาราเกาะแขนอ้อนพี่ชาย วิธีการแฝงตัวที่ว่านั่นคือใช้พลอยสีแดงนั้นล้างสมองเครือญาติของเจ้าพระยาผู้นั้น ทำการแฝงกายเป็นบุตรสาว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จัดการลบความทรงจำทิ้งให้หมด งานนี้มีจุดเสี่ยงนั้นคือต้องจัดการล้างสมองอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ถ้าหากล้มเหลวทุกอย่างก็เกมโอเวอร์
นาราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง นางตื่นตอนรุ่งสางทุกเช้าด้วยสัมผัสอ่อนโยนในอ้อมแขนแกร่ง ดื่มด่ำความอบอุ่นดั่งแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณและความเย้ายวนจากกลิ่นกายหอมๆ ของเขา นาราตื่นก่อนจึงแกล้งไต่นิ้วไปมาบนแนวกล้ามหน้าท้องแข็งแกร่ง ไล่เลื้อยไปตามแนวขนรัญจวน หายลับไปใต้ผ้าห่ม คุ้ยๆ เขี่ยๆ เดี๋ยวเดียวก็กิ๊วก๊าว...“Are you sleeping? Are you sleeping? Brother’s Jhone… Brother’s Jhone? Morning bell are ringging. Morning bell are ringging… Ding ding dong ding ding dong. ท่านพี่... ปูไต่... ปูไต่...”“นอนซะ ปูไม่ไต่แล้ว ปูจะนอน”ผู้ชายของนางจูบไหล่เปล่าเปลือยของนางแล้วถอนหายใจเฮือกพลางหลับต่อ มีหลายครั้งที่ยงชินหวังผู้องอาจผ่าเผยนอนเละเทะด้วยอาการลำพองตามประสาผู้ชาย ร่างเครียดเขม็งตาตั้งชันเซย์เฮลโหล นาราก็มักจะอดใจไม่ไหว หยอกเย้าเขาและบรรเลงความสุขปริ่มล้นที่ไม่มีวันหมด แต่ถ้าวันไหนเขานอนเรียบร้อยดี นาราก็จะนอนมองจนกว่าดวงตาสีเข้มคมกริบจะเปิดปรือขึ้นประสานสายตา ริมฝีปากเรียวยก
บทที่ 41 กบใต้บ่อน้ำ ยามราตรีมีเสียงนกร้องดังก้องเสียดแก้วหู แมวดำตัวหนึ่งเดินอ้อยอิ่งไปตามหลังคาแล้วเริ่มร้องครวญครางไม่หยุด ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัดไร้ร้างผู้คน ตั้งแต่จวินอี้กลับจากวังก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่พูดไม่จา สายตาเหม่อลอยนิ่งมองเปลวเทียน สองมือลูบครรภ์นูนใหญ่ของตนเองอย่างเชื่องช้า “ข้าจะนอนแล้ว” “พะ...เพคะ” จินจูนั่งอยู่เป็นเพื่อน ถ้าเจ้านายไม่นอน บ่าวก็ห้ามนอนก่อน จินจูรีบวางมือจากงานตัดเย็บผ้าอ้อม ลุกขึ้นมาประคองจวินอี้ไปส่งที่เตียง จินจูกระชับผ้าห่มและปลดม่านมุ้งลง ส่วนตัวเองนั้นนอนที่พื้นข้างเตียง ด้วยความอ่อนเพลียเพราะแทบไม่ได้พักผ่อน แค่เอนหลังแล้วหลับตาลงไม่กี่อึดใจ จินจูก็หลับไป แต่ดวงตาลึกโหลของจวินอี้ยังเบิกกว้างมองเพดานเตียง ในใจสับสนวุ่นวายเมื่อนึกถึงค
ฤดูร้อนกำลังจะลาจากไปแทนที่ด้วยฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าดอกเบญจมาศจะเริ่มโรยรา แต่เบญจมาศยอมตายบนต้น ไม่ยอมถูกลมหานวเย็นพัดพาไปไกล มันมีเกียรติและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว ยามนี้วังหลวงก็มีสีสันงดงามตระการตา เสมือนจิตรกรเอกแต่งแต้มพรรณไม้ด้วยสีเหลืองสด สีแดงส้มและสีเลือดหมู ตามพื้นอุทยานเริ่มมีใบไม้สีทองอร่ามร่วงหล่นงามดุจปูพรม ยามเดินส่งเสียงกรอบแกรบแข่งกับเสียงเจ้ากระรอกที่วิ่งโผไปมาตามกิ่งไม้แห้งอย่างรวดเร็วไม่มีพลาดเต๋อเฟยทรงกำลังสวดมนต์นับลูกประคำอย่างสงบในศาลา ส่วนเฉินกูกูเติมน้ำมันใส่ตะเกียงหน้าพระและคอยโบกแส้ขนหางจามรีปัดแมลงป้องกันมิให้ระคายเคืองพระวรกาย จวินอี้อดทนนั่งรออย่างกระฟัดกระเฟียด จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว สั่งให้จินจูประคองพาตนเองไปยังศาลา การจะก้าวเดินแต่ละก้าวสร้างความปวดร้าวให้จวินอี้สุดจะพรรณนา อาการปวดท้องมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนข่มไม่ไหว จวินอี้ใช้มือประคองครรภ์ของตนเองไว้ด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน ในใจนึกก่นด่าสาปแช่งเด็กในท้องไปร้อยแปด&nbs
“เก๋อเก๋อ... เก๋อเก๋อเพคะ ทรงปฏิเสธคำสั่งเช่นนี้ พระชายาก็เลยอาละวาดใหญ่เลยเพคะ” เจียวเจียววิ่งตามหลังมาอย่างตื่นตระหนก นารายักไหล่ ตบบ่าบ่าวคนสนิทให้ใจเย็นๆ“ข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธคำสั่งของนางเสียหน่อย นางไม่ได้บอกว่าจะต้องทำเสร็จก่อนตะวันตกดินวันไหน เอาไว้เดือนหน้าข้าค่อยทำ”เจียวเจียวหัวเราะ “กว่าจะถึงวันนั้น พวกนกกาก็คงจะเก็บกินไปหมดแล้วนะเพคะ”“ก็ทำไงได้ล่ะ ข้าว่างเดือนหน้านี้นี่นา เอาล่ะ ไปทำซาลาเปากันต่อดีกว่า”“แต่ถ้าพระชายาทรงไม่ยอมรามือล่ะเพคะ”“เขาจะไม่สนใจข้าอีกหรอก เขามีสิ่งสำคัญที่ต้องสนใจกว่า”นาราแอบถอนหายใจเบาๆ เพราะมองแค่แวบเดียวก็สังเกตเห็นว่า สุขภาพของจวินอี้นับวันจะถอยหลังลงเรื่อยๆ และมีอาการปวดท้องถี่ขึ้น น่าจะปวดจนไม่ปวดแล้วแต่ร่างกายยังร้องลั่นอยู่ ดูจากเหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก มีอาการหน้าและมือบวมหนักมาก นาราสังเกตเห็นข้อมือของจวินอี้ เดิมทีผิวพรรณผุดผ่องงดงาม แต่ตอนนี้ขาวซีดและเป็นจ้ำเขียวแล้ว นั่นล้วนไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย หากทานยาเร่งคลอดออกมา
บทที่ 40 งัดข้อในเมื่ออยากให้มาก็มานาราเดินเนิบๆ มาถึงเรือนใหญ่โดยมีสูเชิ่นกับตวนรั่วตามติดแจมาด้วย เนื้อตัวของทั้งสามเปรอะแป้งสาลีเต็มชุดตัวสวยเพราะตอนที่จินจูไปตาม นารากับเด็กๆ กำลังหัดทำซาลาเปาเป็นตัวอย่างก่อนทดลองขาย เมื่อมาพบหน้าพระชายาเอกซึ่งแต่งกายอย่างประณีตหรูหรา นาราจึงย่อกายคำนับ แต่ยังไม่ทันพูดอะไร จวินอี้ก็ตวาดใส่เสียก่อน“ใครสั่งให้พวกเจ้าลุกมิทราบ!”นาราชะงัก แม้แต่ท่านหญิงน้อยทั้งสองก็ต้องย่อกายค้างอยู่เช่นนั้น จวินอี้ขยับพัดกลม มุมปากยกขึ้นสูงขณะเอ่ยเสียงนุ่มนวล “กว่าจะมาพบข้าได้นะนังตัวดี คิดว่าทำเป็นอิดออดแล้วข้าจะปล่อยเจ้างั้นรึ”จวินอี้เอนกายบนตั่งตัวยาว หน้าท้องนูนเด่น ส่วนนาราท้องแฝดสี่ แม้จะเพิ่งสามเดือนแต่ก็เริ่มนูนชัด จวินอี้จึงจ้องเขม็ง ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง นาราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมุ่งร้าย นางจึงพยายามปกป้องไว้และเลือกกล่าวคำอย่างนบนอบที่สุดเพราะไม่อยากมีเรื่อง“ไม่ทราบว่าพระชายาทรงมีธุระอ
“โอ๊ะๆ” หมอร้องอุทาน ทำเอานาราสะดุ้งไหล่โอ๊ะๆ ตาม“อืม... โอ๊ะๆๆๆ”จะโอ๊ะอีกนานมั้ยวะคะ“สุขภาพของนางกับเด็กในท้องเป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ” อิ้นเจินเริ่มร้อนใจจนนั่งไม่ติด เริ่มลุกขึ้นเดินพล่าน หมอชราซึ่งเป็นหมอประจำกายของคังซีจึงเอ่ยขึ้นเนิบนาบ“ทรงพระทัยเย็นเถิด เก๋อเก๋อทรงสุขภาพแข็งแรงดี เพียงแต่เด็กในท้อง...”“เด็กในท้องมีปัญหาอะไร”“สี่พ่ะย่ะค่ะ”นาราสำลักน้ำชา สี่อะไร?! “เก๋อเก๋อทรงตั้งครรภ์พระโอรสพระธิดา แฝดสี่พ่ะย่ะค่ะ อายุครรภ์สามเดือนกว่าแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย... หนุ่มๆ นี่แรงดีจริงๆ” ชายชราเอาแต่ยกนิ้วโป้งยอดเยี่ยมซ้ำไปซ้ำมา นาราได้แต่ร้องโอ้แม่จ๋าๆๆ ส่วนอิ้นเจินกลั้นหายใจฟังมานานถึงกับระบายลมหายใจออกพรั่งพรู ตามด้วยรอยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่นาราเคยเห็น แววตาสีเข้มพร่างพรายดุจดวงดารานับล้านกำลังเปล่งประกายสุดขีด“แฝดสี่
บทที่ 3 หนิงเอ๋อร์นับตั้งแต่เสี้ยวอี้เหรินฮองเฮาผู้เป็นที่รักยิ่งของจักรพรรดิคังซีสิ้นพระชนม์ไปจากอาการประชวร จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นตำแหน่งเป็นฮองเฮาอีกเลย แต่ทรงให้เหล่าสนมที่ทรงไว้วางพระทัยเข้าร่วมบริหารวังหลังทั้งหกตำหนัก หนึ่งในนั้นคือพร
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว“เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนั
บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า ตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้







