Masuk“อี้กุ้ยเฟยทำราวกับท่านเป็นสุนัข หวีหยกพม่าอะไรกัน จงใจข่มเหนียงเหนียงให้รับของเหลือเดนจากนางชัดๆ” ตงกั๋ว นางกำนัลคนสนิทของเหลียงเฟยเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก ทันทีที่เหลียงเฟยนั่งเสลี่ยงกลับตำหนัก ตงกั๋วจึงอดรนทนไม่ไหว บ่นออกมาดังๆ
“ฝ่าบาททรงรักและทะนุถนอมเหนียงเหนียงเป็นพิเศษยิ่งกว่าใคร ทำให้นางอิจฉาจนหาเรื่องแกล้งท่านไม่พอ ยังกล้าพูดอีกว่าถ้าไม่มีนางช่วย องค์ชายแปดจะได้เป็นแค่เจิ้นกั๋วกง ช่างไม่ประมาณตนเสียบ้างเลย!”
“ทำอย่างไรได้เล่าตงกั๋ว ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ข้าเกิดมาเป็นฮั่น ถึงจะมียศศักดิ์แต่ก็ต้องบากหน้าไปหาคนโน้นคนนี้ให้ช่วยคุ้มครองลูกข้า ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน...”
“เราไปผูกมิตรกับหรงเฟยดีมั้ยเพคะ”
“หรงเฟยน่ะหรือ นางมีแต่จะดูถูกข้า” เหลียงเฟยนึกเย้ยหยันเมื่อนึกถึงอดีต สมัยก่อนนั้นเหลียงเฟยยังเป็นเพียงสนมชั้นตาอิ้งตัวเล็กๆ แถมยังเป็นชาวฮั่น ความเป็นอยู่จึงยากลำบากกว่าคนอื่นๆ ส่วนหรงเฟย... นางก้าวเข้าวังมาในตำแหน่งผินตั้งแต่ยังไม่ได้ถวายตัวด้วยซ้ำ “ทุกครั้งที่นางมองข้า ข้าก็รู้สึกเหมือนนางกำลังมองสุนัขขี้เรื้อน นางจะเป็นคนสุดท้ายบนโลกนี้ที่ข้าจะเอ่ยปากขอร้อง”
“ไอ้ของพรรค์นี้ ทิ้งไปเสียดีกว่าเพคะ เก็บไว้กับตัวก็จะมีแต่อัปมงคล!” ตงกั๋วทำท่าจะขว้างหวีหยกทิ้งให้หายแค้น แต่เหลียงเฟยปรามเสียงขรึม
“หากเจ้าทำให้หวีอันนั้นมีรอยแม้แต่นิดเดียว คิดหรือว่าคนอย่างอี้กุ้ยเฟยจะยอมปล่อยผ่านง่ายๆ”
ตงกั๋วฟังนายพูดจึงได้สติ ค่อยๆ ลดแขนลงและจ้องมองหวีหยกนั้นอย่างเจ็บใจ “หม่อมฉันเสียใจเหลือเกิน ขนาดบ่าวไพร่ในตำหนักเฉียวชูกงยังกล้าดูถูกเหนียงเหนียง บ่าวอย่างหม่อมฉันไม่สามารถช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเหนียงเหนียงได้เลย แล้วจะมีบ่าวไร้ประโยชน์อย่างหม่อมฉันไปเพื่ออะไรเล่าเพคะ หากองค์ชายแปดขึ้นครองราชย์ คนที่สมควรนั่งตำแหน่งไทเฮาคือเหนียงเหนียงต่างหาก!”
“ตงกั๋ว เงียบเดี๋ยวนี้! ฝ่าบาทยังทรงแข็งแรง พระชนมายุยืนยาวหมื่นปี เจ้ากล้าสาปแช่งให้เปลี่ยนแผ่นดินงั้นรึ”
“หม่อมฉันมิกล้าๆๆ ขอทรงอภัยด้วยเพคะ”
ใบหน้ายิ้มแย้มเป็นนิจของเหลียงเฟยแท้จริงแล้วบูดบึ้ง เต็มไปด้วยความกังวลใจ “ข้าขอสั่งห้ามพวกเจ้าทุกคนพูดจาลับหลังนายหญิงเช่นนี้อีก แค่นี้ข้าก็เจอปัญหามากพอแล้ว หากพวกเจ้ายังไม่เชื่อฟัง ข้าจะส่งตัวพวกเจ้าให้กรมราชทัณฑ์ จำเอาไว้!”
“เพคะเหนียงเหนียง หม่อมฉันจะจำใส่ใจไว้”
“ทั้งชีวิตของข้าพบเจอแต่การโดนดูถูกรังแก ข้าทนมาจนชินเสียแล้วล่ะ หากข้าทนได้เหตุใดพวกเจ้าจะทนไม่ได้ ข้าไม่อยากให้ลูกของข้าต้องมีชีวิตน่าสมเพชอย่างข้า พวกเจ้าจงเก็บปากเก็บคำ อย่าทำให้ลูกข้าเดือดร้อนเด็ดขาด”
“เพคะเหนียงเหนียง หม่อมฉันจะจำไว้ หม่อมฉันจะอยู่เป็นมือเป็นเท้าให้เหนียงเหนียงจนกว่าจะหาไม่เพคะ”
ตงกั๋วก้มหน้าเช็ดน้ำตาคับแค้น เหลียงเฟยครุ่นคิดหาวิธีทำร้ายเต๋อเฟยแล้วกวักมือเรียกจูกงกง ขันทีคนสนิทของตน ก่อนจะป้องปากกระซิบ
“หาพวกขันทีหน้าใหม่มาสักคน ส่งไปที่สำนักดูดาว บอกให้มันกราบทูลฝ่าบาทว่าดวงของเต๋อเฟยเป็นดวงกาลกิณี กำชับว่าเรื่องนี้เป็นคำสั่งของ...” เหลียงเฟยนึกหาแพะรับบาป นึกชื่อนางสนมรุ่นน้องที่กำลังรุ่งโรจน์เป็นที่โปรดปรานอยู่ในขณะนี้
“ให้มันแสร้งหลุดปากพูดไปว่าเป็นคำสั่งลับจากมู่กุ้ยเหริน”
จูกงกงทำสีหน้าลำบากใจ แต่พอสบตาผู้เป็นนายแล้ว บ่าวรับใช้อย่างเขาก็มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ”
------------------
องค์ชายสิบสี่อิ้นทีรีบมาตำหนักของเสด็จแม่อย่างร้อนใจ ทรงเป็นชายหนุ่มร่างสูงสง่า ฝีมือขี่ม้ายิงธนูเป็นที่เลื่องลือนำหน้าพี่น้อง ใบหน้าของเขาเด็ดเดี่ยวทระนงเปี่ยมเสน่ห์ แต่ตอนนี้หัวคิ้วเรียวขยับย่นชนกันแน่นเมื่อเห็นความอึกทึกวุ่นวายตรงหน้า
“เกิดอะไรขึ้น?! รีบรายงาน”
“เป้ยจื่อ[1] คะ...คือว่ามีหญิงบ้าเปลือยเท้าเข้ามาในตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” ตู้หมิง ขันทีน้อยรีบค้อมศีรษะคำนับพร้อมรายงานด้วยสีหน้าแตกตื่น เถาจื่อกับซื่อจื่อซึ่งกลัวจนร้องไห้ตลอดเวลาก็พยักหน้ายืนยัน
“พวกขันทีบอกว่าเป็นวิญญาณร้ายจากตำหนักเย็นเพคะ”
“เหลวไหล! หญิงบ้าเปลือยเท้าอะไรกัน ยังไม่รีบพูดความจริงอีก”
“กะ...กระหม่อมไม่ได้โกหกพ่ะย่ะค่ะ มีหลายคนเห็น กระหม่อมเองก็เห็นกับตาพ่ะย่ะค่ะ เฉินกูกูถึงกับเป็นลมไปแล้ว นางคนนั้นหน้าขาวฟันดำ แต่งกายประหลาดแถมยังเดินเหินว่องไวราวกับไม่ใช่มนุษย์ ขนาดใช้คนเป็นสิบยังจับไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” อิ้นทีขมวดคิ้วหนักขึ้น ตำหนักแห่งนี้เป็นที่พำนักของพระมเหสีแห่งจักรพรรดิ การที่เกิดเหตุบ้าบอไร้คำอธิบายนี้นับว่าวังหลังมีการป้องกันหละหลวมเกินไปแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่น้องสิบสี่”
“พี่แปด ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่พวกบ่าวไพร่ในตำหนักของเสด็จแม่พากันหวาดกลัว บอกว่าเห็นภูตผีพ่ะย่ะค่ะ”
“เหลวไหล ภูตผีที่ไหนจะออกมากลางวันแสกๆ รีบเพิ่มคนออกตรวจค้นซะ” องค์ชายแปดอิ้นซื่อได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตราชวังต้องห้ามด้วย การที่มีสิ่งผิดปกติซึ่งอาจทำอันตรายผู้คนได้หลุดรอดเข้ามาเช่นนั้น เขาย่อมไม่พ้นถูกตำหนิ และเขายังใช้ประโยชน์จากพระสนมเต๋อเฟยได้อยู่ “อิ้นที เจ้าไปค้นหาทางด้านนั้น ส่วนข้าจะไปทางนี้เอง”
“ทราบแล้วพี่แปด... พวกเจ้าจงคุ้มกันเสด็จแม่แล้วลากคอหญิงคนนั้นมาให้ได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
นาราแอบลอบมองจากที่ซ่อน จ้องหน้าองค์ชายสิบสี่ตาไม่กะพริบ ทรงพระหล่อ ทรงพระปัง ทรงพระล่ำบึ้กมาก องค์ชายสิบสี่อิ้นทีมีกลิ่นอายของนักรบเอ่อล้นออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ นาราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าองค์ชายผู้นี้เคยผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนและยังเป็นนักรบแบบเต็มตัวอีกด้วย
[1] ฐานันดรศักดิ์แรกขององค์ชายที่มีพระชนม์ 13 ชันษาขึ้นไปก่อนจะเลื่อนขึ้นไปตำแหน่งอื่นๆ ตามผลงานและความสามารถ
“น้องหลิวหลานเป็นหญิงงามหาตัวจับได้ยากนัก มีฝีมือติดตัวเลิศล้ำในทุกๆ ด้าน เรียกได้ว่าเป็นยอดสตรีที่ชายทั่วหล้าเฝ้าฝันหา นับว่าหรงเฟยทรงมีพระทัยโอบอ้อมอารี คิดตรงกับหวังเย๋อย่างน่าอัศจรรย์ หม่อมฉันได้รับคำขอร้องจากหวังเย๋ ทรงพระทัยร้อนยิ่งนักจนหม่อมฉันต้องหาทางช่วย หม่อมฉันจึงขออนุญาตกราบทูลขอร้องเหนียงเหนียงอีกแรงเพคะ” “รีบพูดเร็วเข้า” หรงเฟยเบิกบานอย่างยิ่ง “นั่งก่อนแล้วค่อยพูดเถิด” “ขอบพระทัยเพคะ” นารานอบน้อมและยิ้มให้หลิวหลาน “ตอนนี้ชายแดนทางเหนือกำลังมีศึกหนัก แม้จะยากลำบากแสนสาหัสแต่เหล่าทหารกล้าล้วนทุ่มเทพร้อมพลีชีพ เรื่องนี้หวังเย๋ทรงติดตามการศึกโดยตลอดเพคะ เมื่อเช้าตรู่เพิ่งจะมีม้าเร็วแจ้งข่าวชนะศึก หวังเย๋ทรงดีพระทัยยิ่งนักเพคะ นับว่าเป็นข่าวเสริมมงคลยิ่งๆ ขึ้นไป” หลิวหลานเริ่มเงยหน้าขึ้นมองนารา ห
บทที่ 37 ดัดหลังหรงเฟย มวลเมฆเหนือตำหนักเหยียนชีกงตอนนี้กำลังอึมครึมทั้งๆ ที่ตะวันฉายแสงแรงกล้า อากาศร้อนเร่งให้น้ำแข็งก้อนโตที่ใส่ในอ่างกระเบื้องเคลือบละลาย น้ำซึมหยดเป็นจังหวะดังติ๋งๆ ซื่อจื่อค้อมศีรษะรอรับใช้เต๋อเฟยอยู่ไม่ไกล แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเข้าไปด้านในโถงตำหนักอย่างขัดเคือง นึกร้อนใจที่ตู้หมิงไม่กลับมาเสียทีหรงเฟยจิบชารสหวานเผื่อนแก้กระหาย ก่อนจะขยับพัดกลมในมืออย่างสุขสำราญ ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มแย้มโดยที่มีหลิวหลานนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า “เงยหน้าขึ้นให้เต๋อเฟยมองเจ้าชัดๆ สิจ๊ะหลิวหลาน” หลิวหลานแต่งกายชุดนางกำนัลเรียบร้อย แม้ว่าชุดจะดูธรรมดาๆ แต่ความงดงามนั้นเปล่งปลั่งต้องตา ใบหน้าขาวสวยของหลิวหลานสะอาดหมดจด คิ้วโก่งเรียว ดวงตากลมโต จมูกไม่โด่งไม่แบนเกินไปและ
สองสามวันต่อมา “ทูลฮุ่ยเก๋อเก๋อ เต๋อเฟยทรงส่งคนมาทูลเชิญเก๋อเก๋อให้ไปพบที่เหยียนชีกงพ่ะย่ะค่ะ” วันนี้ตู้หมิงรับหน้าที่นำข่าวจากเต๋อเฟยมาที่จวนยงหวังฝู การแต่งกายจึงเนี้ยบเป็นพิเศษ ตู้หมิงชันเข่าคำนับนาราอย่างเป็นทางการ สีหน้าขึงขึง ส่วนนารานั่งเด่นเป็นเจ้าแม่ มีสูเชิ่นกับตวนรั่วกำลังฝึกดีดพิณอยู่ใกล้ๆ“อืม ข้าทราบแล้ว ลุกขึ้นได้... ส่วนพวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าจะคุยธุระกับใต้เท้าตู้ตามลำพัง”“เพคะ” พอคนรับใช้ในจวนออกไปกันหมดแล้ว ตู้หมิงก็เหมือนติดสปริง เด้งตัวขึ้นมา ส่วนนาราบิดเอวแก้ปวดเมื่อย นั่งเก็กท่านานๆ แล้วปวดหลัง นาราเจอตู้หมิงก็เหมือนได้เจอเพื่อนสาว ตบบนตบล่าง ตบพร้อมๆ กัน แดนซ์ๆ สะบัดไหล่เป็นคลื่นราวกับไร้กระดูก สูเชิ่นกับตวนรั่วเห็นจนชินแล้วก็เลยทำหน้าเฉยๆ ดีดพิณประกอบจังหวะให้ด้วย“ข้ากำลังอยากเจอเจ้าพอดี ข้ากำลังวางแผนจะให้เจ้าเป็นสายส่งครีมหมีเดือดในวัง ของรอบนี้พิเศษเพราะเป็นรุ่นหมีบ้องแบ้ว”“ยินดีรับใ
ดวงตาของเขาเข้มขึ้นขณะก้มลงจุมพิต“เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าคิดถึงเจ้าบ่อยมากแค่ไหน ข้าปรารถนาให้ไฟร้อนแรงของเจ้าเสียดสีเนื้อหนังของข้า เริ่มต้นช้าๆ แล้วกระหน่ำแรงขึ้นทีละน้อย... ฝังตัวข้าลงไปทั้งเนื้อทั้งตัว เราจะขยับกายร้อนขึ้น... ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เจ้าอยากจะให้ข้าแสดงให้เห็นหรือไม่”นาราอ้าปากพะงาบเมื่อจินตนาการตามคำพูดอุกอาจของเขา ตัวตนของชายฉกรรจ์รุกเร้านางหนักขึ้น จัดการตรึงร่างบอบบางไว้แล้วเริ่มขยับเบาๆ สัมผัสนางโดยมิได้ล่วงล้ำ“ทะ...ท่านพี่...”“เจ้าคงจะไม่ได้สนใจความปรารถนาที่ข้ามอบให้เลยแม้แต่น้อย เจ้าจึงได้ผลักไสข้าอย่างง่ายดายเช่นนี้” ร่างแกร่งกร้าวคำรามในลำคอเหมือนสัตว์บาดเจ็บ ผิวกายสีทองแดงตัดกับผิวขาวสีงาช้างเสียดสีกันเร็วขึ้น สิ่งที่ร้อนแรงแข็งเครียดที่สุดของผู้ชายกำลังเบียดหน้าท้องเรียบเนียน ความเร่าร้อนรวมตัวกันหนาแน่นจนกระทั่งกลั่นตัว ความร้อนและความหฤหรรษ์แล่นปราดไปทั่วร่าง“หม่อมฉันรู้ว่าท่านไม่พอใจ แต่ว่าได้โปรด... ท่านพี่...”“เจ้าต้องการข้าหรือไม่”“เพคะ&
“ตอนนี้มีข่าวลือเช่นนั้นจริงๆ หรือ บอกข้ามาตามตรง อย่าปิดบังข้า”เจียวเจียวนึกเสียใจที่พูด “เพคะ ตอนนี้คนในเมืองหลวงลือกันหนักมาก ตอนที่บ่าวออกไปซื้อของในตลาด มีแต่คนเดากันสนุกว่าคุณหนูจากจวนไหนจะได้แต่งเข้ายงหวังฝูอีก มีทั้งสกุลถงเจีย นิ่วฮู่ลู่ หม่าเจีย อูย่า อูลานาลา กัวหลัวหลัวและพระญาติฝั่งมองโกล หรือแม้แต่สกุลฮั่นต่างก็พร้อมใจกันพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่ง... ซึ่งตามกำหนดแล้วหวังเย๋ทรงสามารถมีชายาเอกได้หนึ่งคน ชายารองอีกสี่ ดังนั้น... ดังนั้นพวกตระกูลใหญ่ทั้งหลายล้วนส่งเทียบเชิญมาที่จวน พวกเขาเห็นว่าหวังเย๋ทรงสง่างามและเป็นเชื้อพระวงศ์คนสำคัญ ไม่ว่ายังไงก็ต้องตบแต่งพระชายาเพิ่มเพื่อดึงฐานสนับสนุนจากแต่ละตระกูลเพคะ”แม้จะทำใจลำบากแต่นาราก็ยอมรับ “จริงด้วยสินะ ข้ามัวแต่ดูแลลูกสาวเพลินจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”“ฮือๆ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่น่าพูดเรื่องนี้ให้เก๋อเก๋อไม่สบายพระทัยเลย”เจียวเจียวตบปากตัวเองจนแก้มแดงช้ำ นาราแตะมือห้ามไว้ แววตาของนาราวาววับดุจนางเสือ ความคิดไหลแล่นปรู๊ดปร๊าดราวกับไฟฟ้าลัดวงจร ผิดกับส
“อะไรกัน ทำไมกับข้าวของพระชายามีแต่ผักล่ะ แล้วเนื้อหมูเนื้อกุ้งหายไปไหนหมด รังนกตุ๋นก็ไม่มี พระชายากำลังทรงครรภ์ ต้องบำรุงให้มากๆ นะ”จินจูโวยวายต่อป้าเหมยกุ้ยซึ่งเป็นผู้ดูแลห้องเครื่อง จากเดิมเรือนใหญ่จะมีสิทธิ์คัดของดีๆ ไปกินใช้ก่อนเสมอ ส่วนที่เหลือ ทางเรือนหนิงฮวาก็รับไปใช้ไม่ว่าอะไร ตอนนี้สิทธิ์นั้นก็ยังคงอยู่ แต่อาหารและของกินของใช้กลับธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะใบชา เทียนไข แท่งฝนหมึก กระดาษ แต่ละสิ่งล้วนเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไปทั้งสิ้น“หวังเย๋ก็ทรงทานแบบนี้เช่นกัน เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารบำรุงครรภ์พระชายาหรอก หวังเย๋ทรงอนุญาตให้จัดตามเดิม”“ป้าเหมยกุ้ย ป้าต้องเห็นใจข้านะ พระชายาไม่ใช้ของแบบนี้หรอก แล้วไหนล่ะกำยานหอมกับเทียนไขสีนมผึ้ง ข้าสั่งให้เตรียมนานแล้วนะ”“ทรงใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้ล่ะ ตอนนี้กำลังมีศึกทางเหนือ หวังเย๋จึงสั่งให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ข้าวปลาอาหารที่เคยกินทิ้งขว้างก็ทำลดลงครึ่งหนึ่ง ผักสามอย่าง เนื้อหนึ่งอย่าง ส่วนผักสดๆ ที่เห็นนี่ก็ทรงสั่งปลูกทานภายในจวนกันเองทั้งนั้น ตอนนี้ไก่ที่เล
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนั
บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า ตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้
ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่ “อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวก
เดิมทีคังซีกำหนดตัวองค์ชายสี่ให้เป็นเพื่อนคอยดูแลรัชทายาท เสมือนคอยรับใช้ใกล้ชิดรัชทายาท เพื่อให้ในอนาคตเมื่อรัชทายาทโตขึ้นจะได้มีเพื่อนที่รู้ใจคอยช่วยเหลืองาน หลังจากนั้นองค์ชายสี่จึงกลายเป็นคนที่ได้เดินตามหลังรัชทายาทไปในทุกๆ ที่ ที่ไหนรัชทายาทไป ที่นั่นชายสี่ก็จะได้ไปรับรู้เหตุการณ์ด้วย รัชทาย







